تسجيل الدخولส่วนที่สองของสุสานราชาเซียนเต้าหยู กลิ่นอายโบราณเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นทุกก้าว บรรย
“ไม่รู้นางฟ้าจะเป็นอย่างไรบ้าง นางหายตอนที่อันตรายที่สุด” เป่ยเทียนวั่งกัดฟันตอบด้วยแววตาเจ็บปวด “ข้าเป็นผู้พิทักษ์ แต่นางกลับหายไปต่อหน้าต่อตา ข้ามันไร้ความสามารถ”แรงระเบิดเมื่อครู่รุนแรงขนาดนั้น รุนแรงจนแม้แต่พวกเขาที่ยืนอยู่ห่างออกมายังถูกคลื่นพลังซัดกระเด็นคนละทิศละทาง แล้วหลี่หลิงเฟิ่งที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางที่สุดเล่านางจะได้รับอันตรายหรือไม่? บาดเจ็บหนักหรือเปล่า?หรือบางที อาจกำลังถูกเถาหนามเขี้ยวพิษมรกตล้อมโจมตีอยู่เพียงลำพัง!ยิ่งคิด หัวใจของเป่ยเทียนวั่งยิ่งหนักอึ้ง เรื่องเกิดต่อหน้าต่อตาเขาแท้ๆ แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว"เป่ยเทียนวั่ง ตั้งสติหน่อย!" หลูหวั่นชิงตะโกนเตือนพลางซัดพัดเหล็กสกัดเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามา หลูหวั่นชิงตวาด เข็มพิษแทงทะลุเถาวัลย์อีกด้านจนเกิดเสียงระเบิดปึงปังต่อเนื่อง“คนของหอสิบทิศจะปล่อยให้บุคคลสำคัญอย่างนางออกมาเดินเพ่นพ่านโดยไม่มีไพ่ตายป้องกันตัวได้อย่างไร”เป่ยเทียนวั่งชะงักเล็กน้อย หลูหวั่นชิงสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวเสียงต่ำ&ldq
ของเหลวสีมรกตกระตุ้นบางสิ่งในกายของนางให้ตื่นขึ้น ลายเทาเที่ยที่สลักลึกอยู่ในกระดูกและเลือดเนื้อส่งเสียงคำรามโหยหาประดุจสัตว์ร้ายที่อดอยากมานับพันปีโอสถทิพย์ชั้นเลิศ ข้าต้องการมัน!ความรู้สึกหิวกระหายพลุ่งพล่านจนลำคอของนางแห้งผาก น้ำลายเอ่อล้นออกมาจนต้องเม้มปากแน่น หลี่หลิงเฟิ่งรู้ตัวดีว่าอาจจะควบคุมสติสัมปชัญญะของนางจนเผยธาตุแท้ออกมาต่อหน้าทุกคน ซึ่งนั่นมิใช่สิ่งที่นางต้องการ นางจึงแยกตัวออกมาเมื่อหลุดพ้นจากขอบเขตค่ายกล หลี่หลิงเฟิ่งมิต่างอะไรกับลูกแกะกระโจนเข้าหาปากเสือ ทว่าในความจริง นางคือเสือร้ายในคราบลูกแกะเสียมากกว่า หมอกมรณะสีเทาขาวไหลบ่าเข้ามาโอบล้อมร่างนางไว้ กระนั้นกลิ่นคาวหวานกลับยิ่งรุนแรงขึ้นจนนางแทบจะระงับอาการน้ำลายสอไว้มิได้จากนิมิตบนหัวเสี่ยวจูจูต้นหลักเถาหนามเขี้ยวพิษมรกตน่าจะอยู่แถวนี้ซู่… ซู่… ซู่…เสียงแหวกฝ่าอากาศดังขึ้นจากทุกทิศทาง เถาวัลย์ย่อยของเถาหนามเขี้ยวพิษมรกต นับสิบสายพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน หนามแต่ละอันยาวเกือบหนึ่งจั้ง ของเหลวพิษสีเขียวเข้มหยดลงพื้นจนหินละลายเป็นฟองอากาศ‘หอม... หอมเหลือเกิน...’“พวกเจ้าช่างน่าเอร็ดอร่อยนัก” น้ำลายใสๆ ไหลออกจากมุมปาก
เยี่ยเหล่าโถวทอดสายตามองหลี่หลิงเฟิ่งครู่หนึ่ง คล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง สุดท้ายทิ้งไว้ประโยคเดียวก่อนสลายไป“ก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว”“มาก็มาแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากฝั่งกลุ่มพิทักษ์นางฟ้าคนหนึ่งก้าวออกมา ยกแขนกอดอก สีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ใช่ยิ้ม"พวกเราคงต้องหยุดคุยกันเสียหน่อยกระมัง บุกรุกเข้ามาสร้างความวุ่นวายถึงถิ่น อย่าฝันหวานว่าจะได้เดินออกไปเฉยๆ เลย หากมิมีค่าเสียขวัญที่สมน้ำสมเนื้อล่ะก็ เห็นทีพวกข้าคงต้องตามไปเก็บดอกเบี้ยที่จวนตระกูลเยี่ยของพวกเจ้าแทน"เยี่ยหลินตัวแข็งทื่อ หงุดหงิดจนอยากต่อยคน“พวกเจ้าต้องการอะไร” เยี่ยหลินกัดฟันเอ่ย“ง่ายมาก” ชายคนหนึ่งยิ้มกว้าง “ของที่พวกเจ้าเก็บมาได้ตลอดหลายวันนี้เอามาให้พวกเราทั้งหมด”เยี่ยหลินแทบสำลัก “ว่าไงนะ อย่าฝันเลย”อีกคนหนึ่งยักไหล่ “เช่นนั้นเรื่องนี้คงยากจะจบลงอย่างสวยงามแล้ว”“พวกเจ้าอย่ารังแกกันเกินไปนัก เป็นคนต้องรู้จักเหลือทางรอดให้คนอื่นบ้าง”เยี่ยหลินก
กลุ่มพิทักษ์นางฟ้ากำอาวุธที่เพิ่งเก็บได้ไว้แน่น มองพวกเยี่ยหลินเป็นศัตรู"หลี่หลิงเฟิ่ง คนพวกนี้มิได้มาดี ผ่านไปไม่กี่วันพลังยุทธ์ของเขาดูเหมือนจะก้าวข้ามสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจไปแล้ว" จวินชางหลางปกป้องนางไว้ข้างหลังหลี่หลิงเฟิ่งมองสบตากับเยี่ยหลิน มิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย"วาสนาที่ใหญ่เกินไป บางครั้งก็อาจเป็นกับดัก" นางเอ่ยเสียงนิ่ง "เยี่ยหลิน ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ย่อมเห็นแล้วว่าสถานการณ์มิได้ง่ายดายอย่างที่คิด"เยี่ยหลินก้าวมาใกล้ ด้านหลังมีชายชราสองคน คนหนึ่งสวมชุดคลุมดำ มือไพล่หลัง อีกคนใบหน้าซูบตอบราวกับโครงกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่นจนดูน่าหวาดหวั่น ทั้งสองไม่ได้ปล่อยแรงกดดันใดออกมา แต่เพียงยืนอยู่ตรงนั้น ก็ทำให้บรรยากาศทั้งวิหารหนักอึ้งขึ้นหลายส่วนทุกคนสีหน้าเปลี่ยนทันควัน บรรยากาศตึงเครียดกว่าเดิมคนที่อันตรายไม่ใช่เยี่ยหลิน แต่เป็นชายชราสองคนนั้นต่างหากองครักษ์เดนตายของตระกูลเยี่ยเยี่ยหลินกวาดตามองทุกคน แล้วหยุดที่นุ่มนิ่มกำลังใช้กรงเล็บกดหัววิญญาณมังกรตัวหนึ่งติดพื้น สนอกสนใจขึ้นมา"โ
หลูหวั่นชิงวิ่งกระขนาบข้างถาม "หลิงเฟิ่ง เจ้าหมูนี่บอกว่าข้างหน้ามีวาสนาระดับราชันย์จริงๆ รึ"หลี่หลิงเฟิ่งพยักหน้ารับ "ดูจากนิมิตที่สำแดงออกมาน่าจะไม่พลาด" นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ถ้าเป่ยเทียนวั่งแยกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก็น่าจะพบโชควาสนาส่วนตัวเช่นกัน"“รู้ได้ไง”“สัญชาตญาณมันบอกน่ะ”นางสัมผัสได้ไม่ไกลนี้มีหญ้ากระบี่อัสนีระดับสูง เพียงพอจะขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ของเป่ยเทียนวั่งให้เฉียบคมขึ้นอีกขั้นทว่าเป่ยเทียนวั่งกลับส่ายหน้าอย่างเคร่งขรึม "เรื่องโชควาสนาเป็นเรื่องรอง ตอนนี้พวกเราเข้ามายังส่วนลึกของแดนศักดิ์สิทธิ์ที่หมอกหนาเช่นนี้ อันตรายมาก ข้าต้องอยู่ปกป้องข้างกายท่านถึงจะวางใจ"หลี่หลิงเฟิ่งลูบจมูกเก้อเขินทำไมนางถึงดูเหมือนคนอ่อนแอที่ต้องให้คนอื่นคุ้มครองตลอดเวลาเช่นนี้ล่ะนางอยากยืดอกบอกว่าตัวเองก็มีหุ่นเชิดระดับราชันย์อยู่นะ แต่เมื่อมองสถานการณ์รอบด้าน ก็รู้สึกว่าพูดออกไปก็คงไม่มีประโยชน์ยิ่งเดินลึกเข้ามา ความผิดปกติยิ่งชัดขึ้น นางเห็นศพคนของตำหนักธิดาสวรรค์กระจายอย
หลี่หลิงเฟิ่งทอดสายตามองความสะบักสะบอมของพวกเขาแล้วใจอ่อนลงหลายส่วน ความทุ่มเทของกลุ่มพิทักษ์นางฟ้าในครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขามิได้เพียงแต่พูดไปตามน้ำนางเอาขวดหยกหลายสิบขวดออกมาจากแขนเสื้อ แล้วส่งให้เป่ยเทียนวั่งด้วยรอยยิ้ม"ของขวัญสำหรับพวกเจ้าตอบแทนน้ำใจที่ยื่นมือช่วยเหลือ แต่ละขวดมียาลูกกลอนอยู่สิบกว่าเม็ด สรรพคุณต่างกันไป โอสถฟื้นฟู รักษาปราณ ป้องกันจิตมาร ช่วยทะลวงด่าน แล้วก็ช่วยชีวิตฉุกเฉิน”เป่ยเทียนวั่งรับมาด้วยมือสั่นเทาแจกจ่ายให้พวกพ้อง ทันทีที่เปิดจุกขวด กลิ่นหอมประหลาดพลันขจรขจาย แค่สูดดมเข้าไป หลายคนถึงกับรู้สึกว่าจุดชีพจรที่อุดตันเริ่มปรี่คลาย"กลิ่นหอมมาก เดี๋ยวนะมีลูกกลอนหมอกม่วงด้วย คุณภาพอย่างต่ำต้องอยู่ชั้นกลาง ระดับแปดขั้นสูง!" หนึ่งในรุ่นเยาว์ตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น"ช้าก่อน" อีกคนแทรกขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ "ความบริสุทธิ์ระดับนี้ มันดูดีกว่าเกรดแปดชั้นกลางสมบูรณ์เสียอีกนะ หรือจะเป็นชั้นสูง?"เริ่มถกเถียงกันอย่างวุ่นวาย สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่หลี่หลิงเฟิ่งนางทำเพียงยิ้ม เอ่ยอย่าง
“นายท่านจัดการเลยหรือไม่” เสี่ยวไป๋ที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นเท้าอวบข้างหนึ่งของเสี่ยวมู่ตบเข้าที่หัวเสี่ยวไป๋อย่างแรง เอ่ยเสียงดุ “จัดการอะไรล่ะ เจ้าคิดว่านายท่านเป็นแมวเก้าชีวิต ฆ่าไม่ตายรึ ลำพังคนเดียวสู้ทั้งค่ายไม่ได้อยู่แล้ว วัน ๆ เอาแต่แช่น้ำ จนน้ำท่วมสมองหมดแล้วหรือไร คิดบ้างสิ
เสียงกรนเบาของพวกโจรในห้องเวรยังดังลอยมาเรื่อย ๆ หลี่หลิงเฟิ่งยังเคลื่อนตัวบนคานไม้หลีกเลี่ยงอย่างแนบเนียนที่สุด ก่อนจะหยุดห้องหนึ่งเริ่มวาดแผนที่ สักพักมีสองคนเข้ามานั่งดื่มเหล้าสนทนา นางวาดไปพลางแอบฟังไปพลาง“เจ้าว่าหัวหน้าสามคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่” เสียงชายผอมเอ่ยขึ้นหลังดื่มไปอีกอึก ความอยากรู้
รอยแยกมิติปิดลงอย่างสมบูรณ์ แต่ความคลุ้มคลั่งของเขตระดับห้ายังสะท้อนก้องในหูหลี่หลิงเฟิ่งอยู่ นางมองไปรอบข้าง พบว่ากลับมายังที่เดิมใกล้รังมังกรดิน แต่อากาศเบื้องหน้าโปร่งใส สดชื่นกว่ามากนางยืนปรับลมหายใจครู่หนึ่ง ก่อนกลิ่นอันคุ้นเคยพุ่งเข้าหานางราวลูกศร“ &ldquo
หลี่หลิงเฟิ่งหยุดยืนบนคานไม้สูง ด้านล่างเป็นลานกว้างมีเวรยามเดินตรวจเป็นช่วง ๆ“เราจะหนีตอนที่พวกมันยังไม่ทันรู้ตัวดีหรือไม่นะ” หลี่หลิงเฟิ่งคิดแวบหนึ่ง ก่อนส่ายหน้านางอุตส่าห์ลอบเข้ามาได้โดยไม่ถูกจับได้ นับว่าเป็นความโชคดีระดับสวรรค์เปิดทาง หากพลาดโอกาส ค







