Masukเมื่ออดีตแม่ทัพหญิงผู้สละชีพเพื่อปกป้องสายเลือดเมื่อยี่สิบปีก่อน ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างของคุณหนูผู้อ่อนแอ ‘หลงจิ่นเยว่’ ในวัยยี่สิบสองปี เป้าหมายของเธอมีเพียงหนึ่งเดียว... คือการตามหาและปกป้องลูกชายสุดที่รัก แต่ใครจะไปคิดว่า เด็กน้อยขี้แยในวันนั้น จะเติบโตมาเป็น ‘ฮั่วอี้เฉิน’ เจ้าพ่อมาเฟียแก๊งมังกรเขียวผู้โหดเหี้ยม (ที่แถมยังอายุมากกว่าแม่ในชาตินี้ไปซะแล้ว) และที่ปวดหัวยิ่งกว่า คืออดีตสามีตัวดี ‘ฟู่ซีโจว’ จอมพลทหารผู้ยิ่งใหญ่แห่งเซี่ยงไฮ้ ที่ดันความจำเสื่อมแถมมีฮูหยินจอมปลอมนอนชูคออยู่ข้างกาย ทว่าสัญชาตญาณความคลั่งรักที่ฝังลึกในวิญญาณ กลับทำให้จอมพลหนุ่มตามหึงหวงเธออย่างบ้าคลั่ง โดยไม่รู้เลยว่า... ผู้ชายที่เขาหึงจนหน้ามืดและจ้องจะเอาปืนเป่าหัวแทบทุกวันน่ะ คือ 'ลูกชายแท้ๆ' ของตัวเอง เมื่อแม่ทัพหญิงคืนชีพ ภารกิจทวงคืนสามี ปกป้องลูกชาย และสับกะโหลกคนทรยศจึงเริ่มขึ้น
Lihat lebih banyakปีคริสต์ศักราช 1911 เปลวเพลิงแห่งการปฏิวัติซินไฮ่ลุกโชนแผดเผาแผ่นดินต้าชิง ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงที่เคยสงบสุขบัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของควันไฟและเลือด เสียงกัมปนาทของปืนใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหว ซากปรักหักพังของกำแพงเมืองที่เคยตั้งตระหง่านพังทลายลง พร้อมกับราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินมานานนับร้อยปีที่กำลังจะถึงกาลอวสาน
ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงกรีดร้องของผู้คนที่หนีตาย หลงจิ่นเยว่ บุตรีแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ราชวงศ์ชิง กำลังควบม้าฝ่าสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วง ชุดทะมัดทะแมงสีเข้มที่นางสวมใส่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและคราบเลือดจนมองไม่เห็นสีเดิม ดาบยาวในมือบิ่นงอจากการปะทะครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับยังคงเด็ดเดี่ยว เยือกเย็น และไร้ซึ่งความหวาดกลัว
เบื้องหลังของนางคือรถม้าคันเล็กซอมซ่อ ภายในนั้นมีร่างของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่กำลังสั่นเทา และองค์ชายสิบสาม ราชนิกุลองค์น้อยที่นางได้รับคำสั่งเสียจากบิดาให้ปกป้องด้วยชีวิต ข้างรถม้ามีนายทหารองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ควบม้าขนาบข้างมาด้วยความทุลักทุเล
“นายหญิง ทหารกบฏตามมาทันแล้วขอรับ พวกมันมีกันนับร้อยคน” หยางกัง ทหารองครักษ์ตะโกนฝ่าเสียงฝนที่หนวกหู
หลงจิ่นเยว่หันขวับไปมองเบื้องหลัง คบเพลิงนับร้อยดวงกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ดุจฝูงหมาป่ากระหายเลือด นางประเมินสถานการณ์ในเสี้ยววินาที ม้าที่เหนื่อยล้าของพวกนางไม่มีทางวิ่งหนีพ้นมฤตยูครั้งนี้แน่ สตรีผู้โชกโชนในสมรภูมิตัดสินใจกระชากบังเหียนม้าให้หยุดลงอย่างกะทันหัน
“หยางกัง” นางตะโกนสั่งการ “พาองค์ชายและอี้เฉินหนีไปทางเส้นทางลับหลังภูเขา ข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อรั้งพวกมันไว้เอง”
“ไม่ได้นะขอรับนายหญิง ท่านรั้งพวกมันไว้คนเดียวไม่ไหวหรอก ให้ข้าน้อยอยู่สู้ตายที่นี่เถิด” หยางกังเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
“นี่คือคำสั่ง” เสียงของหลงจิ่นเยว่เฉียบขาด ดุดันราวกับคมดาบที่ตวัดตัดอากาศ “หน้าที่ของเจ้าคือพาองค์ชายให้รอดพ้นจากที่นี่ และ... ปกป้องลูกชายของข้าให้ดีที่สุด”
เด็กชายตัวน้อยในรถม้าได้ยินเสียงมารดา จึงแหวกม่านหน้าต่างออกมา ใบหน้าเล็กๆ เปื้อนคราบน้ำตา “ท่านแม่ ท่านแม่จะไปไหนขอรับ ข้าไม่ให้ท่านแม่ไป”
หัวใจของหลงจิ่นเยว่ราวกับถูกบีบรัดอย่างรุนแรง นางกระโดดลงจากหลังม้า พุ่งเข้าไปกอดร่างเล็กๆ ของลูกชายเอาไว้แน่น กลิ่นหอมจางๆ จากตัวเด็กน้อยคือสิ่งเดียวที่ปลอบประโลมจิตใจนางในยามนี้ นางถอดหยกแกะสลักรูปมังกรครึ่งซีกที่ห้อยคออยู่ออก แล้วยัดใส่มือของลูกชาย
“อี้เฉิน ฟังแม่ให้ดี...” หลงจิ่นเยว่ประคองใบหน้าของลูกชาย ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา “ลูกต้องเข้มแข็ง เป็นลูกผู้ชายตระกูลหลง ต้องไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ จงมีชีวิตอยู่ต่อไป เติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่แข็งแกร่ง... แม่รักลูกทุกลมหายใจ”
“ไม่เอา... ข้าจะอยู่กับท่านแม่” ฮั่วอี้เฉินตัวน้อยแผดเสียงร้องไห้จ้า พยายามไขว่คว้าผู้เป็นมารดา แต่นางกลับผละออกอย่างตัดใจ
หลงจิ่นเยว่หันไปหาทหารองครักษ์ แววตาเต็มไปด้วยการฝากฝัง “หยางกัง ข้าฝากเขาด้วย”
หยางกังคุกเข่าลงกับพื้นโคลน โขกศีรษะอย่างแรงจนเลือดซึม “กระหม่อมจะปกป้ององค์ชายและคุณชายให้ถึงที่สุดพ่ะย่ะค่ะ แม้ต้องแลกด้วยชีวิต กระหม่อมก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาแตะต้องพวกเขาได้”
“ไป” หลงจิ่นเยว่ตวาดเสียงกร้าว ก่อนจะชักดาบยาวออกมาจากฝัก แสงอัสนีบาตสว่างวาบพาดผ่านท้องฟ้า สะท้อนคมดาบที่อาบชโลมไปด้วยเลือด
หยางกังกัดฟันกรอด น้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลอาบหน้า เขากระชากม้าลากรถให้วิ่งออกไปสู่วังวนแห่งความมืดมิด เสียงร้องไห้ของอี้เฉินดังระงมแข่งกับเสียงสายฝน ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในหุบเขา
เมื่อเห็นรถม้าจากไปจนลับสายตา หลงจิ่นเยว่ก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับกองทหารกบฏที่ควบม้าเข้ามาถึงพอดี นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มี มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ
“เข้ามา ไอ้อีตัวใดที่กล้าก้าวข้ามเส้นนี้ไป มันต้องทิ้งหัวไว้ที่นี่”
การต่อสู้ดุเดือดเริ่มขึ้น สตรีเพียงคนเดียวร่ายรำดาบอยู่ท่ามกลางวงล้อมของชายฉกรรจ์นับร้อย ทุกท่วงท่าคือกระบวนยุทธ์ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษตระกูลแม่ทัพ เลือดสาดกระเซ็นย้อมสายฝน ร่างกายของศัตรูร่วงหล่นลงแทบเท้านางคนแล้วคนเล่า
ทว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เรี่ยวแรงของนางเริ่มถดถอย ดาบในมือหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
ฉึก หอกเล่มหนึ่งแทงทะลุสีข้างของนาง หลงจิ่นเยว่กัดฟันแน่นไม่ยอมเปล่งเสียงร้อง นางตวัดดาบฟันคอเจ้าของหอกจนขาดสะบั้น แต่ในวินาทีถัดมา ลูกธนูนับสิบดอกก็พุ่งแวกอากาศ เข้าปักทะลุทั่วร่างกายของนางอย่างโหดเหี้ยม
ความเจ็บปวดแล่นพล่าน ดาบยาวหลุดจากมือ ร่างของสตรีเหล็กทรุดลงคุกเข่ากับพื้นโคลน เลือดสีข้นทะลักออกจากปาก นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิด เปลือกตาหนักอึ้ง
‘อี้เฉิน... แม่คงปกป้องเจ้าได้เท่านี้... มีชีวิตอยู่ต่อไปนะลูกแม่...’
นั่นคือความคิดสุดท้าย ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับวูบลงสู่ความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์
“ในเมื่อเมียรักยอมเปิดใจ... เช่นนั้นข้าก็ควรจะเปิด ‘ศึก’ ใหม่ เพื่อต้อนรับความรักของเราเสียทีนะ”จ้าวเหยียนอุ้มไป๋ลี่หลินก้าวเข้าสู่ห้องบรรทมที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงฟืนในเตาผิงที่ปะทุเป็นระยะ แสงเทียนสีนวลส่งสว่างรำไรสร้างบรรยากาศวาบหวาม เขาค่อยๆ วางร่างบางลงบนเตียงกว้างที่ปูด้วยผ้าไหมเนื้อนุ่มสายตาของทั้งคู่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด จ้าวเหยียนค่อยๆ ปลดสายคาดเอวของตนออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันมาจัดการกับอาภรณ์ของหญิงสาวเบื้องหน้านิ้วเรียวยาวสั่นเล็กน้อยขณะเลื่อนผ่านสาบเสื้อผ้าแพรบางเบา “คืนนี้... ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าหนีไปไหนเด็ดขาด”“หม่อมฉัน... ก็ไม่คิดจะหนีเพคะ” ไป๋ลี่หลินตอบเสียงพร่า แขนเรียวโอบรอบคอแกร่ง ดึงรั้งให้เขาโน้มกายลงมาแนบชิดริมฝีปากของทั้งคู่ประทับเข้าหากันอย่างรวดเร็วและเร่าร้อน จูบครั้งนี้มิใช่เพียงความหลงใหลชั่ววูบ แต่มันคือการประกาศพันธสัญญาแห่งจิตวิญญาณ จ้าวเหยียนบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างโหยหา ลิ้นร้อนรุกรานเข้าไปสำรวจความหวานในโพรงปากอย่างจาบจ้วง ทว่าอ่อนโยนในที“อื้อ...” เสียงครางเบาๆ ในลำคอของไป๋ลี่หลินยิ่งกระพือไฟราคะในอกมังกรให้โหมกระ
แสงจันทร์กระจ่างฟ้าในคืนที่ลมวสันต์พัดผ่านหอบเอาความสดชื่นเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ไป๋ลี่หลินนั่งเอนกายอยู่ริมระเบียงไม้แกะสลัก ดวงตาหงส์เหม่อมองไปยังหมู่ดาวพลางครุ่นคิดถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาหากใครจะบอกว่านางคือ ‘ผู้ชนะ’ ในเกมการเมืองและวังหลังครั้งนี้ นางก็คงไม่ปฏิเสธ แต่ในซอกหลึกของหัวใจ... นางรู้ดีว่าชัยชนะที่แท้จริงมิใช่การกวาดล้างศัตรู หรือการกำจัดเสี้ยนหนาม แต่มันคือการตัดสินใจ ‘ให้อภัย’ บุรุษที่ครั้งหนึ่งนางเคยตราหน้าว่าเขาคือต้นเหตุแห่งความอัปยศทั้งปวง‘การให้อภัย... มิใช่การลืมเลือน แต่อาจหมายถึงการยอมรับความจริงเพื่อให้ชีวิตก้าวต่อได้’นางย้อนคิดถึงวันที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ความเกลียดชังที่ได้รับจากจ้าวเหยียน สายตาที่เขามองนางราวกับขยะแขยงชิ้นหนึ่ง และความตายของแม่นมจาง... ทั้งหมดนั้นคือแผลเป็นที่ยากจะลบเลือนแต่เมื่อนางก้มลงมอง ‘จ้าวอิง’ ลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนตัก แววตาของนางก็อ่อนแสงลงสำหรับไป๋ลี่หลินที่เป็นวิญญาณมาจากโลกปัจจุบัน นางอาจจะเลือกหย่าขาด ขนเงินทองของบิดาแล้วออกไปใช้ชีวิตอิสระนอกวังได้อย่างไม่ยากเย็น แต่นางในฐานะ ‘มารดา’ ขององค์หญิงแห่งแผ่นด
สิบปีต่อมา (บทส่งท้าย)กาลเวลาผันผ่านดุจสายน้ำไหล...ราชวงศ์ต้าจ้าวภายใต้การปกครองของฮ่องเต้จ้าวเหยียนและฮองเฮาไป๋ลี่หลิน เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด บ้านเมืองสงบสุข ราษฎรอยู่ดีกินดี การค้าขายเฟื่องฟู โดยเฉพาะกับแคว้นฉู่ ที่ตอนนี้กลายเป็นคู่ค้าหลักเพราะกลัวอำนาจการเงินของฮองเฮาณ ลานฝึกยุทธ์หลวงเสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ร่างสองร่างกำลังประลองยุทธ์กันอย่างดุเดือดร่างหนึ่งคือชายหนุ่มรูปงามวัยยี่สิบปี ในชุดแม่ทัพสีดำทมึน ท่วงท่าสง่างามและดุดัน แม่ทัพหนุ่มหลีเหว่ย ผู้ได้รับฉายา ‘พยัคฆ์หนุ่มแห่งต้าจ้าว’อีกร่างหนึ่งคือดรุณีวัยสิบห้าปี ในชุดฝึกยุทธ์สีแดงเพลิง ผมยาวสลวยมัดรวบสูง ใบหน้างดงามหมดจดแต่แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว องค์หญิงจ้าวอิงเคร้ง!ดาบของอิงเอ๋อร์ถูกปัดออก หลีเหว่ยตวัดดาบมาจ่อที่คอหอยนาง แต่หยุดยั้งไว้ก่อนจะถึงผิวเนื้อเพียงหนึ่งนิ้ว“แพ้อีกแล้ว...” อิงเอ๋อร์หอบหายใจ ทิ้งดาบลงอย่างหงุดหงิด “ทำไมข้าถึงชนะท่านไม่ได้สักทีนะ!”หลีเหว่ยเก็บดาบเข้าฝัก ยิ้มมุมปาก“เพราะกระหม่อมไม่ยอมออมมือพ่ะย่ะค่ะ... หากออมมือ องค์หญิงจะไม่เก่งขึ้น”“เชอะ! ขี้งกวิชา!” อิงเอ๋อร์ค้อนขวับ เดินไปคว้าผ้
เก้าเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก...ฤดูหนาวเวียนมาบรรจบอีกครา หิมะแรกโปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคาวังหลวงจนขาวโพลน ทว่า ณ ตำหนักคุนหนิงกลับร้อนระอุไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังเล็ดลอดออกมาจากห้องบรรทมเป็นระยะ ทำเอาข้าราชบริพารทั้งตำหนักวิ่งวุ่นกันขาขวิด“โอ๊ยยย! จ้าวเหยียน! ไอ้คนบ้า! ข้าเจ็บ! ข้าจะไม่ท้องอีกแล้ว!”เสียงตะโกนด่าทอฮ่องเต้ ซึ่งปกติถือเป็นโทษประหาร ดังลั่นออกมา แต่ไม่มีใครกล้าเอาผิด เพราะผู้ตะโกนคือ ฮองเฮาไป๋ลี่หลิน ที่กำลังเจ็บท้องใกล้คลอด!หน้าห้องบรรทมบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ฮ่องเต้จ้าวเหยียน กำลังเดินวนไปวนมาเป็นหนูติดจั่น พระพักตร์ซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลพรากราวกับไปรบมาทั้งวัน พระหัตถ์กำแน่นจนสั่นระริก“หลี่กงกง! ทำไมมันนานนัก! ทำไมลี่เอ๋อร์ถึงร้องดังขนาดนั้น! นางจะเป็นอะไรไหม? หมอหลวง! หมอหลวงตายไปไหนหมด!”“ใจเย็นๆ พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท...” หลี่กงกงพยายามปลอบ ทั้งที่ตัวเองก็ขาสั่น “สตรีคลอดบุตรย่อมต้องเจ็บปวด เป็นเรื่องธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ”“ธรรมดาบ้านเจ้าสิ!” จ้าวเหยียนตวาด “นางเจ็บขนาดนั้น! ข้าทนฟังไม่ได้! ข้าจะเข้าไป! ข้าจะไปถ่ายพลังลมปราณให้นาง!”เขา
หลงจิ่นเยว่รู้ดีว่าการวิ่งหนีปืนคือการฆ่าตัวตาย เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าออกจากเงามืดมายืนอยู่ใต้แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างถนน ชุดกี่เพ้าสีฟ้าอ่อนเปียกชุ่มลู่แนบไปกับร่างกาย ผมยาวสยายตกลงมาปรกใบหน้าขาวซีดบุรุษหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าหันกลับมามอง ดวงตาที่เคยวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารดุดันดุจหมาป่า ชะงักค้า
“ท่านนายพลฟู่ซีโจว... คุณอาจจะคิดว่าเงินและอำนาจล้นฟ้าในมือคุณ สามารถซื้อได้ทุกสิ่งบนโลกใบนี้” น้ำเสียงของหลงจิ่นเยว่กังวานใส ทว่าเฉียบขาดและเชือดเฉือนดุจคมดาบ “แต่ขอโทษทีนะคะ ต่อให้คุณจะมีเงินมากองท่วมคฤหาสน์ตระกูลหลง หรือมีอำนาจสั่งตายใครในเซี่ยงไฮ้ก็ได้ ผู้ชายที่มีแต่เปลือกจอมปลอม สันดานหยาบช้า
แววตาของหญิงสาวตรงหน้าไม่มีความล้อเล่นแม้แต่นิดเดียว มันเป็นแววตาของคนที่เคยพรากชีวิตผู้อื่นมาแล้วนับไม่ถ้วน เถ้าแก่หวังเคยคลุกคลีกับพวกนักเลงหัวไม้มาบ้าง ชายแก่มองออกทันทีว่าผู้หญิงคนนี้ ‘เอาจริง’ และพร้อมจะฆ่าเขาให้ตายตรงนี้แน่ๆความขี้ขลาดและรักตัวกลัวตายพุ่งทะยานขึ้นขีดสุด เถ้าแก่หวังรีบยกมือทั
“เถ้าแก่หวัง รสนิยมของคุณนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ ชอบแทะโลมหญ้าอ่อนที่เพิ่งหย่านมหรืออย่างไร?” น้ำเสียงของฟู่ซีโจวเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน ดูแคลนราวกับกำลังพูดถึงสิ่งของไร้ค่า “ผู้หญิงตระกูลหลงก็เป็นแค่สินค้าขาดทุน หากคุณมีเงินจ่าย จะซื้อไปบำเรอความสุขบนเตียงก็รีบๆ เอาไปเถอะ แต่อย่าให้เสียงร้องไห้โง่ๆ ขอ

















