ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด คืนหนึ่งหลังจากที่ผิงอันถูกกักบริเวณไว้ภายในจวนตระกูลเชี่ย อาซาที่ไม่รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางอันใดเลย ก็ได้ใช้วานให้ เสี่ยวถังนำชาไปส่งยังจุดหมายปลายทางกลางป่าทางทิศตะวันตกตามที่มีลูกค้านัดหมายจองไว้ล่วงหน้า
ทว่า อาซากลับไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า การส่งชาในป่าลึกยามวิกาลครั้งนี้ ไม่ใช่การค้าขายตามปกติ... หากแต่เป็น กับดักอันแยบยวน ที่มู่หลิงเชียว วางไว้เพื่อล่อเสี่ยวถังให้ออกมาจากเกราะคุ้มกันของโรงน้ำชาและสายตาของคุณหนูสาม
เมื่อก้าวเท้าลึกเข้ามาถึงใจกลางป่าไผ่อันมืดมิดและเงียบสงัด บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด เสียงสายลมพัดใบไผ่สีกระทบกันดังหวีดหวิว และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนก็โผล่ออกมาจากเงามืด ชักดาบคู่กายออกมากระชับแน่น ปิดล้อมองค์ชายใหญ่ไว้ทุกทิศทาง
ทว่า เฉินจื่อหลานกลับหยุดนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าซ้ายม้าศึกก็ดังขึ้นช้าๆ บุรุษผู้สง่างามในชุดสีดำสนิทควบม้าฝ่าเงามืดออกมา เขาไม่ได้ปิดบังใบหน้าหรือนัยน์ตาแม้แต่น้อย เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์อันทรงอำนาจของ มู่หลิงเชียว อย่างเปิดเผย
มู่หลิงเชียวกระตุกสายบังเหียนให้ม้าหยุดนิ่ง ทอดสายตามองพี่ชายต่างมารดาที่แต่งกายในคราบเสี่ยวเอ้อ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าเย็นชา
"ข้าไม่ทราบเลยว่า... เสด็จพี่จะเสด็จกลับมาก่อนกำหนดการยี่สิบวันที่แจ้งไว้ จึงไม่ได้ตระเตรียมการต้อนรับให้สมเกียรติ ต้องขออภัยเสด็จพี่ด้วย"
เฉินจื่อหลานฟังคำทักทายนั้นแล้วพลันกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างรู้เท่าทัน เขารู้ดีตั้งแต่แรกแล้วว่าการส่งชากลางป่านี้คืออุบายล่อเสือออกจากถ้ำของน้องชาย ทว่ายามนี้เขากลับไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้เพียงนิด องค์ชายใหญ่ค่อยๆ ยืดกายขึ้นตรง เชิดหน้าชูคอ ปรับท่วงท่าและวางมาดอันสง่างาม สูงศักดิ์ สมฐานะองค์ชายใหญ่ในทันที
"น้องสาม... ไม่ได้พบกันเสียนาน มาเจอกันคราวนี้ ทำให้ข้าต้องกลับไปคิดคำนวณเสียใหม่แล้ว"
จื่อหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาทอประกายลึกล้ำ
"ดูท่า... เจ้าจะไม่ใช่ 'เด็กน้อย' ผู้ว่าง่ายอย่างเช่นวันวานอีกต่อไปแล้วสิ"
มู่หลิงเชียวคลี่ยิ้มเหยียดหยาม นัยน์ตาทอประกายดุดัน
"ข้าย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว"
เขาหยุดเอ่ยพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ป่าไผ่อันเงียบสงบ ก่อนจะหันกลับมาสบสายตากับจื่อหลาน "บรรยากาศมืดมิดและเงียบสงบเช่นนี้... ไม่รู้ว่าจะช่วยฟื้นคืน 'ความทรงจำ' ของเสด็จพี่ ที่แสร้งทำเป็นเลือนหายไปยามอยู่อาศัยในโรงน้ำชา ได้บ้างหรือไม่"
คำพูดเสียดสีและประชดประชันขององค์ชายสาม กลับทำให้เฉินจื่อหลานหลุดยิ้มเยาะออกมาอย่างถือดี เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างไม่เกรงกลัวคมดาบรอบกาย
"ความทรงจำอันใดกัน"
จื่อหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า
"ที่โรงน้ำชาแห่งนั้น... ข้าไม่ได้ความจำเสื่อมอันใดทั้งสิ้น ข้าเพียงแค่หาเหตุผลประวิงเวลา เพื่อจะได้อยู่ชิดเชยใกล้กับผิงอันให้นานขึ้นอีกสักหน่อย... ก็เท่านั้นเอง"
กึก!
คำพูดที่หลุดออกจากปากของพี่ชาย โดยเฉพาะการเอ่ยถึงนามของ 'ผิงอัน' อย่างสนิทสนม ดั่งด้ามดาบกระทุ้งเข้ากลางอกของมู่หลิงเชียว โทสะที่เคยเก็บข่มไว้พลันพวยพุ่งขึ้นมาจนใบหน้าคมคายบิดเบี้ยว นัยน์ตาหงส์ส่องประกายวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธแค้น
"ถอยห่างจากผิงอันซะ!!"
มู่หลิงเชียวเค้นเสียงตวาดลั่นป่า มือหนากำด้ามดาบข้างกายแน่นจนข้อสีกระดาษ
"นางไม่ใช่หมากทางการเมืองของเจ้า! อย่าได้บังอาจเอานามของนางมาแปดเปื้อนกับกลอุบายต่ำช้าของเจ้าเป็นอันขาด!"
เฉินจื่อหลานซ่อนรอยยิ้มผู้ชนะไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เขาส่ายหน้าเบาๆ พลางเอ่ยปฏิเสธอย่างท้าทาย
"น้องสามเอ่ยน้องสาม"
จื่อหลานเอ่ยเสียงนุ่ม
"สตรีผู้นั้น... ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ทั้งฉลาดเฉียว อ่อนโยน และปกป้องข้าสุดกำลัง... เหตุใดข้าต้องถอยห่างจากนางด้วยเล่า น้องสาม"
ความโกรธเกรี้ยวขั้นสุดบดบังความตั้งใจเดิมของมู่หลียวจนสิ้น ในตอนแรก เขาตั้งใจเพียงแค่จะมาปรามและเตือนสติพี่ชายให้เจียมตัวอยู่ในเงามืดจนกว่าจะถึงวันนัดหมายยี่สิบวัน ทว่าพี่ชายผู้แสนดีกลับรู้ดีเหลือเกินว่าจุดอ่อนของเขาคือสิ่งใด และขยี้มันได้อย่างยียวนและแยบยวนที่สุด
ในเมื่อความรักและความหึงหวงเข้าตาบดบังโทสะ... มู่หลิงเชียวก็ไม่อาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไป! ยามนี้อยู่ในป่าลึกไร้ผู้คน หากเขาสังหารเฉินจื่อหลานทิ้งเสียตรงนี้ กองกำลังแคว้นฉี่ภายนอกก็ไร้หลักฐานเอาผิด และผิงอันก็ไม่มีวันรู้เลยว่าใครเป็นคนลงมือ
"ดี... ดีมากเสด็จพี่!"
มู่หลิงเชียวชักดาบเล่มยาวออกจากฝัก เสียงคมดาบกรีดผ่านอากาศดัง ฟึ่บ! แววตาเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันอันอำมหิต "ในเมื่อเจ้าอยากเล่นบทบุรุษผู้พิชิตใจสตรีนอกวังนัก... คืนนี้ ป่าแห่งนี้ก็จะเป็นสุสานไร้ญาติของเจ้า!"
จวนตระกูลเชี่ย
ทางด้านจวนตระกูลเชี่ย ผิงอันที่ถูกกักบริเวณอยู่ในหอนอนทนความร้อนรุ่มและกังวลใจไม่ไหว นางไม่อาจนั่งนิ่งอยู่เฉยๆ โดยไม่รู้ชะตากรรมของ 'เสี่ยวถัง' ได้ อย่างน้อยเขาก็ยอมบาดเจ็บและเสี่ยงชีวิตช่วยนางไว้ บุญคุณใหญ่หลวงเช่นนี้ต้องได้รับการทดแทน คุณหนูสามตัดสินใจปีนกำแพงหลังจวนแอบหนีออกมาทันที
ตุ้บ!
"โอ๊ย..."
ผิงอันที่แอบปีนกำแพงหลังจวนตระกูลเชี่ยลงมาได้อย่างปลอดภัย ไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าตรงไปยังโรงน้ำชาหลิวหยุนทันที ทว่าเส้นทางสายหลักที่จะตัดตรงไปยังโรงน้ำชานั้น จำเป็นต้องเดินทางผ่าน ป่าไผ่ อันเงียบสงบและเปลี่ยวร้างแห่งเดิม...
ผิงอันวิ่งนำหน้าฝ่าลมหนาวอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีถางถางวิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมาติดๆ พลางส่งเสียงบ่นด้วยความขวัญเสีย
"คุณหนูสาม! รอถางถางด้วยเจ้าค่ะ! คุณหนูจะแอบปีนกำแพงออกมาเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ หากนายท่านใหญ่รู้เข้า ถางถางต้องถูกโบยจนหลังหักแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ!"
ถางถางวิ่งหอบพลางตะโกนไล่หลัง
ผิงอันวิ่งนำมาจนกระทั่งถึงใจกลางป่าไผ่ ประจวบเหมาะเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ถางถางตะโกนเรียกชื่อนางเสียงดังลั่น
"คุณหนูสาม! ทางนี้มันเปลี่ยวและอันตรายนะเจ้าคะ!"
ขณะเดียวกัน ใจกลางป่าไผ่อันมืดมิด... คมดาบขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสามกำลังปะทะกันอย่างดุเดือดตึงเครียด เสียงเหล็กกระทบกันดัง เคร้ง! เคร้ง! ประกายไฟแลบวาบยามพายุหนาวพัดกระหน่ำ
ทว่า ในวินาทีที่เสียงตะโกนเรียก
’ คุณหนูสาม! ‘ของถางถางดังแว่วมาจากระยะไกล ทั้งเฉินจื่อหลานและมู่หลิงเชียวต่างชะงักกึก ยับยั้งคมดาบในมือลงพร้อมกันทันที
เฉินจื่อหลานประเมินสถานการณ์ฉับพลัน เขารู้ว่านี่คือโอกาสทองที่จะต้อนน้องชายให้จนมุมต่อหน้าสตรีที่รัก องค์ชายใหญ่จึงตั้งท่าจะสูดลมหายใจเพื่อตะโกนร้องขอความช่วยเหลือให้ผิงอันได้ยินว่า ตนเองกำลังถูกองค์ชายสามซุ่มโจมตีทำร้าย!
มู่หลิงเชียวอ่านแผนการของพี่ชายออกในทันที นัยน์ตาหงส์ตื่นตระหนกสุดขีด... หากผิงอันมาเห็นเขากำลังชักดาบจะฆ่าเสี่ยวถังที่นี่ นางไม่มีวันให้อภัยเขาแน่!
"ช่างเจ้าเล่ห์นักนะเสด็จพี่!"
มู่หลิงเชียวไม่รอให้เฉินจื่อหลานได้ส่งเสียง เขาพลิกด้ามดาบไม้หนาในมืออย่างรวดเร็ว แล้วพลิกตัวเหวี่ยงด้ามดาบกระแทกเข้าที่ท้ายทอยขององค์ชายใหญ่อย่างแรง!
ผัวะ!
ร่างของเฉินจื่อหลานทรุดลงกับพื้นหิมะและสลบไประงับในทันที มู่หลิงเชียวรีบสั่งการองครักษ์ชุดดำเสียงเบาและเร่งรีบ
"ถอยทัพ! ห้ามทิ้งร่องรอยไว้เด็ดขาด!"
สิ้นคำสั่งองค์ชายสามและเหล่าองครักษ์ก็ใช้วิชาตัวเบาเร้นกายหายวับไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่างของเสี่ยวถังที่นอนนิ่งอยู่บนกองหิมะ
ผิงอันเมื่อเห็นว่าถางถางวิ่งตามมาจนทันแล้ว นางก็ถอนหายใจยาวและเริ่มออกเดินต่อหมายจะตัดผ่านป่าไผ่เพื่อตรงไปยังโรงน้ำชา ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว สายตาคมกริบของคุณหนูสามพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหิมะใต้ต้นไผ่... ท่วงท่าและเสื้อผ้าปานหยาบกร้านนั้นดูคุ้นตาอย่างยิ่ง
"เสี่ยวถัง?!"
หัวใจของคุณหนูสามกระตุกวูบ ร่างบางรีบวิ่งเข้าไปย่อกายลงข้างๆ จับไหล่ของเขาพลิกขึ้นมาตรวจดูด้วยความตระหนกสุดขีด ใบหน้าคมคายที่หลับตาพริ้มอยู่นั้นคือ เสี่ยวถัง จริงๆ
"เสี่ยวถัง! เสี่ยวถังท่านเป็นอย่างไรบ้าง?!"
ผิงอันส่งเสียงเรียกพลางประคองศีรษะของเขาขึ้นมาไว้บนตัก มือเรียวเล็กเอื้อมไปแตะรอยบวมปูดบริเวณท้ายทอยของเขาด้วยความตกใจ
"เหตุใดท่านจึงมานอนสลบอยู่กลางทางเช่นนี้?! ใครทำร้ายท่านกัน"
ถางถางที่วิ่งตามมารีบย่อตัวลงข้างๆ นัยน์ตาตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
"คุณหนูสาม! นี่มันเสี่ยวถังจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ! เหตุใดเขาถึงมานอนบาดเจ็บอยู่กลางป่าไผ่ยามค่ำคืนเช่นนี้ได้เล่าเจ้าคะ?!"
ผิงอันขมวดคิ้วแน่น นัยน์ตาทอประกายสงสัยและกังวลใจอย่างหนัก นางมองรอยแผลถูกทุบที่ศีรษะของชายหนุ่ม สลับกับบรรยากาศอันเงียบสงบแปลกประหลาดในป่าไผ่... ในใจเริ่มบังเกิดความระแวงและตั้งคำถามถึงสาเหตุการถูกทำร้ายของเสี่ยวถังขึ้นมาในทันที!
ผิงอันขมวดคิ้วแน่นด้วยความร้อนใจ เขย่าตัวบุรุษบนตักเบาๆ เพื่อเรียกสติ "เสี่ยวถัง! เสี่ยวถัง เจ้าตื่นสิ!"
ผ่านไปชั่วครู่ ร่างสูงใหญ่ขององค์ชายใหญ่ในคราบเสี่ยวเอ้อก็ค่อยๆ ขยับตัว เปลือกตาคมกริบปรือขึ้นช้าๆ ทันทีที่สายตาของเขาสบประสานกับใบหน้าหวานของคุณหนูสาม นัยน์ตาคู่สวยก็แสร้งฉายแววตื่นตระหนกและหวาดกลัวขั้นสุด เขาผวาตัวลุกขึ้นรวบโอบเรือนกายบอบบางของคุณหนูสามเข้ามาไว้ในอ้อมแขนแน่นดั่งคลื่นลูกใหญ่ระลอกหนึ่ง
"อ๊ะ!"
ผิงอันร้องออกมาด้วยความตกใจ ทว่าก็ยอมปล่อยให้เขากอดไว้แต่โดยดี
เฉินจื่อหลานซบใบหน้าลงกับลาดไหล่บางของนาง ร่างกายสั่นเทาอย่างแนบเนียนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงพร่าแหบและขวัญเสีย
"คุณหนู... คุณหนูสามใช่หรือไม่ขอรับ ข้า... ข้ากลัวเหลือเกินขอรับ..."
ถางถางที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นภาพชายหนุ่มยากไร้กำลังโอบกอดคุณหนูตระกูลขุนนางอย่างเปิดเผยก็หน้าซีด รีบปรี่เข้าไปหมายจะดึงตัวเสี่ยวถังให้ออกห่างจากเจ้านายของตนทันที!
"นี่! เสี่ยวถัง! ปล่อยคุณหนูสามเดี๋ยวนี้นะ!"
ถางถางเอ่ยเสียงหลงพลางพยายามแกะมือแกร่งออก
"เป็นเพียงเสี่ยวเอ้อไร้ศักดิ์ กล้าดีอย่างไรมาสวมกอดคุณหนูของข้าแน่นถึงเพียงนี้! ปล่อยนะ!"
ทว่า เสี่ยวถังกลับแสร้งทำเป็นเสียขวัญหนักยิ่งกว่าเดิม ยิ่งถางถางพยายามดึง เขาก็ยิ่งกระชับวงแขนโอบรัดผิงอันไว้แน่นขึ้นจนแทบไม่มีช่องว่างให้ลมผ่าน ซุกหน้าลงกับหัวไหล่ของนางอย่างละมุนและเรียกร้องความสงสาร
"คุณหนูสาม... มีคนชุดดำมารุมทำร้ายข้า..."
เสียงของเขาสั่นเครือกระซิบข้างหูผิงอัน
"พวกมันมาจากไหนก็ไม่รู้... ข้าตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลยครัขอ..."
ผิงอันไม่ได้เอ่ยต่อว่าหรือผลักไสเขาเลยแม้แต่น้อย นางยกมือเรียวเล็กขึ้นลูบแผ่นหลังหนาของเขาเบาๆ อย่างอ่อนโยนเพื่อช่วยปลอบประโลมความหวาดกลัว
"ไม่เป็นไรแล้วนะ เสี่ยวถัง... ข้าอยู่นี่แล้ว ปลอดภัยแล้ว"
นางหันไปส่งสายตาดุถางถางเบาๆ เพื่อให้สาวใช้หยุดโวยวาย ก่อนจะเอ่ยถามคนที่อยู่ในอ้อมกอดด้วยความห่วงใย "เสี่ยวถัง... ท่านพอจะจำหน้าหรือรู้หรือไม่ว่าคนพวกนั้นเป็นใคร? เหตุใดจึงมาทำร้ายท่านในป่าเปลี่ยวเช่นนี้?"
เฉินจื่อหลานซ่อนรอยยิ้มลึกล้ำไว้บนไหล่ของนาง แม้จะรู้เต็มอกว่าเป็นฝีมือของมู่หลิงเชียว แต่อุบายยั่วยุและดึงให้ผิงอันสงสารเขายังต้องดำเนินต่อไป... เขาแสร้งทำเป็นสั่นหัวปฏิเสธเบาๆ
"ข้า... ข้าไม่ทราบเลยขอรับคุณหนู..." จื่อหลานเอ่ยน้ำเสียงน่าสงสาร
"พวกมันสวมหน้ากากมืดมิด... ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่เคยมีศัตรูที่ไหนเลยจริงๆ ครับ..."
คำตอบของเขา ยิ่งทำให้ผิงอันกังวลใจหนักขึ้น... ใบหน้าหวานเงยขึ้นทอดสายตามองไปรอบๆ ป่าไผ่อันมืดมิดและเงียบสงบด้วย แววตาฉายความสงสัยและระแวงขั้นสุด นางกวาดสายตามองเงามืดที่ไร้ร่องรอยของคนร้าย พลางครุ่นคิดในใจด้วยความสงสัยว่า ใครกันที่จ้องจะทำร้ายเสี่ยวเอ้อผู้ไร้ทางสู้อย่างเสี่ยวถัง... หรือว่าเรื่องนี้ จะเกี่ยวข้องกับบุรุษผู้กุมอำนาจในเมืองหลวงอย่างมู่หลิงเชียว
บนยอดไผ่สูงลิ่วที่พริ้วไหวไปตามสายลมหนาว... ร่างสูงใหญ่ขององค์ชายสามเร้นกายอยู่ในเงามืด ซ่อนตัวจ้องมองภาพเหตุการณ์เบื้องล่างผ่านทิวไม้ด้วยสายตาเรียบเย็น นัยน์ตาหงส์จับจ้องภาพผิงอันที่กำลังประคองตระกองกอดเสี่ยวถังด้วยความห่วงใยจับใจ
มู่หลิงเชียวแค่นยิ้มบางเบา เอ่ยเสียงกระซิบผ่านลมหนาวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
"เสด็จพี่ของข้าแสดงละครได้แนบเนียนเก่งกาจเสียจนข้านึกว่า กำลังนั่งชมละครฉากเด็ดในโรงละครหลวงเสียอีก"
องครักษ์คนสนิทที่หมุดกายอยู่ข้างกัน ทอดสายตามองลงไปเบื้องล่างสลับกับใบหน้าคมคายของนายตน ยามนี้เขาสัมผัสได้ถึงความกังวลใจและรังสีบดขยี้ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันสงบนิ่งขององค์ชายสาม จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสำรวมและเคร่งเครียด
"องค์ชาย... ยามนี้คุณหนูสามอยู่กับองค์ชายใหญ่ด้วย หากเราบุกเข้าไปยามนี้อาจทำให้นางตกใจได้ พะยะค่ะ... แผนการต่อไปของพระองค์จะให้กระหม่อมดำเนินการอย่างไรดีพะยะค่ะ?"
มู่หลิงเชียวถอนหายใจยาว สายตาฉายแววหนักอึ้งและความปวดร้าว... หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผิงอันคงได้สั่นคลอนจนยากจะประสาน ชายหญิงใกล้ชิดสนิทสนมกันในยามวิกาลและตกระกำลำบากด้วยกัน สายใยบางเบามักแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันได้ง่ายดายยิ่งนัก... เว้นเสียแต่ว่า เขาจะยอมลงมือทำลาย 'ฉากละคร' ทั้งหมดนี้ทิ้งด้วยมือของเขาเอง
องค์ชายสามถอนหายใจอีกครั้ง ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่ง เยือกเย็น และเด็ดขาด ก่อนจะเอ่ยสั่งการองครักษ์ด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่าเด็ดเดี่ยว
"ฟังคำสั่งข้าให้ดี..."
มู่หลิงเชียวตวัดสายตามองพี่ชายเบื้องล่างเป็นครั้งสุดท้าย
"คืนนี้... จงจับตาดูองค์ชายใหญ่ไว้ให้ดี ยามที่เสด็จพี่หลับแยกตัวจากผิงอัน ให้ใช้วิชาตัวเบาลอบจับตัวเขากลับเข้าวังหลวง คุมตัวส่งให้ถึงมือเสด็จพ่อโดยตรงทันที และอีกเรื่อง... จงส่งข่าวลับไปยังจวนตระกูลเชี่ย แจ้งให้ใต้เท้าเชี่ยรู้ว่า คุณหนูสามแอบออกไปเปิดโรงน้ำชานอกจวน"
องครักษ์คนสนิทชะงักกึก นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
คำสั่งแรก... คือการที่องค์ชายสามยอมทุบหม้อข้าวตัวเอง ยอมให้ศัตรูตัวร้ายอย่างองค์ชายใหญ่ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจในวังหลวงก่อนกำหนด เพื่อดึงเขาให้ออกจากชีวิตของคุณหนูสามอย่างเด็ดขาด
และเมื่อผิงอันได้รู้ความจริงว่า 'เสี่ยวถัง' เสี่ยวเอ้อผู้แสนดี แท้จริงแล้วคือองค์ชายใหญ่ที่ใช้คราบความน่าสงสารปั่นหัวและหลอกลวงนางมาโดยตลอด... ความรู้สึกหวั่นไหวที่กำลังจะก่อตัวขึ้นในใจของนาง ก็จะพังทลายลง
ส่วนคำสั่งที่สอง... แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ผิงอัน ต้องโดนลงโทษและถูกตักเตือนอย่างหนักจากคนในตระกูล แต่มู่หลิงเชียวจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อโรงน้ำชาแห่งนั้นคือ 'จุดเริ่มต้น' แห่งความผิดพลาดและเป็นสถานที่เกิดเหตุที่พานางมาพบกับเสี่ยวถัง... เขาก็จำเป็นต้องทำลายมันทิ้งเสีย เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
"น้อมรับพระบัญชา"
องครักษ์ประสานมือรับคำสั่งด้วยความเคารพ ก่อนจะกระโจนหายไปในเงามืดเพื่อเริ่มดำเนินการตามแผนการใหญ่ทันที