LOGINเฮือกกก!!
มนต์นภาสะดุ้งตื่นจากแรงวูบโหวงเหมือนตกลงมาจากที่สูง ความรู้สึกเหมือนถูกดูดวับเข้าไปในหลุมมืดอย่างไรอย่างนั้น นางเสยเผ้าผม ลูบหน้าลูบตา ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอีกครั้งเพื่อหวังว่าจะช่วยขับไล่ภาพความฝันอันแสนโกลาหลนั่นออกไป สติๆๆ สติจ๋า นางจะเข้าวัดสวดมนต์จริงจัง เลิกงมงายเข้าวัดเข้าศาลเพื่อขอโชคลาภเสียที
เอาละ... วันนี้วันจันทร์ มีเรียนคาบเช้า...
แต่...
มนต์นภาหยัดกายลุกขึ้น พื้นนุ่มๆ ที่คิดว่าเป็นเตียงนอนกลับกลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สายลมวูบใหญ่พัดกระโชกใส่หน้านางและพลิ้วผ่านเลยไป ยอดหญ้าไหวโอนเอนราวกับมีมือยักษ์ลูบผ่าน สูงขึ้นไปนั้นดวงอาทิตย์กำลังทำมุมสาดแสงกระทบ มนต์นภาจึงหลับตาแน่นปี๋อีกครั้งแล้วลืมตาขึ้นใหม่ คราวนี้เจอเหยี่ยวบินสูงฉวัดเฉวียนและได้ยินเสียงอึกทึกครืนๆ ดังไกลมาจากรอบด้าน ตั้งแต่เกิดมามนต์นภาไม่เคยได้ยินเสียงอะไรที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน
เสียงอะไรกัน?
ชัดเลย...
ภาพที่ปรากฏคือทุ่งหญ้าซึ่งปกคลุมไปด้วยเลือด ทหารในชุดเกราะจีนโบราณนับพันกำลังตะลุมบอนรุนแรง อาวุธทั้งดาบทวนและเกาทัณฑ์กระชากชีวิตของอีกฝ่ายจนเลือดสาดกระเซ็น บางคนถูกพันแขนขาดไปแล้วแต่ก็ยังคำรามพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างไม่คิดชีวิต พลเกาทัณฑ์ซึ่งตั้งแนวยิงสนับสนุนกระหน่ำยิงต่อเนื่อง ความกดดันในสนามรบบีบเขม็งจนเส้นเลือดในนัยน์ตาของทหารทุกคนแตก ลูกตาแดงก่ำ ตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับการยิงจนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสายเกาทัณฑ์บาดนิ้วจนขาดวิ่นไปแล้ว
ป่าเถื่อนที่สุด
ความคิดวูบแรกของมนต์นภาคือคิดว่ากำลังฝัน เป็นฝันซ้อนฝันที่พิลึก สมจริงและน่ากลัว เสียงกู่ร้องฟังโหยหวน เสียงคมหอกคมดาบปะทะกันดังเสียดแก้วหู และเสียงครวญครางก่อนหมดลมหายใจของทหารโบราณพวกนี้ชวนขนหัวลุก แม้กระทั่งกลิ่นสาปดินโคลนผสมกับกลิ่นคาวเลือดชวนอาเจียนก็ช่างสมจริงยิ่งนัก สมรภูมิรบนั่นกำลังเคลื่อนมาใกล้ตำแหน่งที่นางอยู่ทีละน้อย นั่นทำให้นางสังเกตเห็นรายละเอียดของทหารชุดเกราะเหล่านั้นชัดเจนขึ้น สำเนียงภาษาพูดของพวกเขาประหลาดไม่คุ้นหูเอาเสียเลย
และมีทหารคนหนึ่งหันมาเห็นนาง เงื้อดาบจะฟาดลงมาโดยไม่สนใจไต่ถามอะไรทั้งสิ้นนอกจากสังหารทุกสิ่งที่ขวางหน้า มนต์นภาตัวแข็งทื่อ อยากกรีดร้องแต่ลืมอ้าปาก ดาบเปื้อนเลือดนั่นกำลังจะตัดศีรษะของนางแล้ว
แต่ทว่าศรเกาทัณฑ์ดอกหนึ่งลอยละลิ่วมาปักเข้าที่ท้ายทอยของมันเสียก่อน ชายผู้นั้นดวงตาเบิกโพลง และล้มลงขาดใจตายทับใส่ร่างนาง
“กรี๊ดดด!!”
มนต์นภาดิ้นปัดๆ คลานหนีออกมาจากศพด้วยสีหน้าตื่นกลัวสุดขีด พยายามถอยกรูดให้ห่างจากบริเวณสู้รบ แต่ไม่รู้จะไปทางไหนจึงหลบอยู่ด้านหลังโขดหินก้อนหนึ่ง ก่อนจะเริ่มต้นร้องห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร
“เงียบ! ถ้าไม่คิดจะสู้ก็ไสหัวไปให้พ้น”
คำสั่งเฉียบขาดดังขึ้น ทำเอามนต์นภาเก็บเสียงทันควัน ผู้ที่ปรากฏตรงหน้าคือเด็กตัวน้อยหน้าตาหมดจด แต่งกายทะมัดทะแมง เกล้าผมดุจบุรุษ ในมือถือศรและคันเกาทัณฑ์ เด็กผู้นี้เนื้อตัวมอมแมมแต่ก็มีสง่าราศีโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด หากไม่เป็นเชื้อพระวงศ์ก็ต้องเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ อายุยังน้อยๆ แต่กล้าถืออาวุธปะปนเข้ามาในสมรภูมิตามลำพัง กล้าเสี่ยงจนเข้าขั้นไม่กลัวตาย
“นะ...น้องช่วยฉันไว้ใช่มั้ย ถึงจะ... ถึงจะเป็นความฝัน แต่ก็ขะ...ขอบคุณมากนะ”
เด็กน้อยไม่พูดไม่จาหรือไม่ได้สนใจตัวตนของมนต์นภาไม่ทราบได้ เพราะเด็กผู้มีแววตาเย็นเยียบปลีกกายหายไปในทุ่งหญ้า คล้ายสายลมที่ผ่านมาวูบหนึ่งเท่านั้นเอง
มนต์นภาตระหนกจนตัวแข็งทื่อ พอตั้งสติได้ก็รีบมุดเข้าไปซ่อนตัวหลังหินก้อนใหญ่ วินาทีก่อนนางจำได้แม่นว่าอยู่ในศาลเจ้าจีนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เมื่อปักธูปไหว้เจ้าเสร็จเรียบร้อยก็กำลังจะเดินออก วูบต่อมาก็โผล่มาต่อแถววิญญาณในมิติพิศวง
เจอเต่าใส่เสื้อฮาวายที่เรียกตัวเองว่า ‘ป๋า’
เจอผู้เฒ่าเครายาวเจ็ดคืบสวมรองเท้าส้นเข็ม ผู้มาพร้อมกับฝูงนกกระเรียน แล้วก็เด็กลึกลับในสนามรบ...
ความฝันซับซ้อนแบบนี้เสมอ นางไม่แน่ใจว่าตื่นขึ้นมาแล้วจำรายละเอียดทั้งหมดได้หรือไม่ มนต์นภาจึงลูบเนื้อลูบตัวเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้บาดเจ็บกระทบกระเทือนจนเห็นภาพหลอน ศีรษะไม่ได้มีแผลหรือเจ็บตรงไหน ดวงตาสองข้างมองเห็นดี แขนขาครบ เมื่อลูบผ่านหน้าอก... มันแบนราบกลับคืนขนาดคัพเอ นี่ไงละ เห็นมั้ยว่าเป็นความฝันจริงๆ และ...
“อะไรกันเนี่ย...”
การเห็นภาพหลอนเลือดสาดนับว่าสยดสยองพอแล้ว แต่มนต์นภาถึงกับวิงเวียนเมื่อคลำเจอสร้อยกับจี้รูปเต่าซึ่งกระดองทำจากลูกแก้วสีรุ้ง ส่องประกายล้อแสงตะวันและมีละอองสีทองรายล้อมดุจมนต์พราย ร่างทั้งร่างของมนต์นภาเย็นเฉียบโดยพลัน หากทุกอย่างเป็นความฝัน แล้วจะอธิบายที่มาของสิ่งนี้ได้อย่างไร
“อ่า... จะต้องทำยังไงนะ หมุนซ้ายสามขวาสาม แล้วก็อะไรนะ”
มนต์นภานวดหว่างคิ้วของตนเพื่อเค้นความจำ ภาวนาอิติปิโสขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยปลุกลูกช้างให้ตื่นเร็วๆ เถิด มนต์นภาจิกลูกแก้วไว้แน่น ตั้งจิตอธิษฐานอยู่นาน แต่ลูกแก้วก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น โธ่เอ๊ย ความฝันก็คือความฝัน ฝันซ้อนฝันที่เปลี่ยนฉากไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตื่น ตอนนี้นางกำลังฝันฉากสงคราม เพราะฉะนั้นมันจะมีเต่าพูดจ้อๆ ได้อย่างไร
“นี่ๆ”
มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงใสๆ เล็กๆ ใสเหมือนระฆังแก้ว มนต์นภาจึงเงยหน้าขึ้นและเหลียวมองรอบตัวเพื่อหาเจ้าของเสียง “นี่ๆ ป๋าอยู่นี่... เจ้าเรียกใช้งานลูกแก้วผิดวิธี ป๋าเลยมาได้แค่นี้”
ลูกเต่าน้อยตัวหนึ่งโบกขาหน้าทักทาย ขนาดของเจ้าเต่าเล็กกว่าฝ่ามือ เกาะอยู่ที่ไหล่ของมนต์นภา มีแสงเรืองๆ เหมือนมีละอองทองโปรยอยู่รอบกายให้รู้ว่าลูกเต่าตัวนี้คือร่างอวตารของเทพเสวียนอู่ เจ้าปีศาจงูก็มาพร้อมเต่าเป็นลูกคู่ สั่นหางดุ๊กดิ๊ก ร้องฟ่อๆ อย่างอารมณ์ดี มนต์นภาสบตาลูกเต่าพูดได้ก่อนจะเอาสองมือปิดหน้า บ่นพึมพำ
“เป็นเพราะเทอมที่แล้วเราต่อโครงกระดูกเต่ากระดูกงูส่งอาจารย์แน่ๆ สัพเพสัตตา...”
เทพเสวียนอู่จึงโบกขาหน้าเรียกสติ
มนต์นภาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกคืนหนึ่ง หัวใจเต้นระทึกยากจะสงบใจจนต้องคลำมือแตะแขนของเอี้ยนซ่านฉีไว้แน่น นางไม่เคยสะดุ้งตื่นเช่นนี้มาก่อนจึงลูบมือบนครรภ์นูนใหญ่ของตน ในใจหวาดวิตกสับสนไปหมด ‘อุ้ย... อีกแล้ว’ร่างบางก้มมองครรภ์ของตนเอง มือที่ลูบครรภ์อยู่นั้นสัมผัสได้ถึงแรงถีบจากภายใน นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกในครรภ์ส่งสัญญาณ ทำให้มนต์นภาตระหนักถึงอีกชีวิตที่ถือกำเนิด เด็กคนนี้มีชีวิตของเขาเอง เคลื่อนไหวทีละนิดซึ่งนางมิได้เป็นผู้กำหนด หัวใจของผู้เป็นแม่จึงพลอยเต้นระทึกด้วยความปิติ ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้งและค่อยๆ ปลุกพระสวามีให้ตื่น เขางัวเงีย เอื้อมมือมาลูบครรภ์“เจ็บท้องหรือ?”“อย่าเอะอะไปเพคะ เดี๋ยวลูกตื่น” มนต์นภาวางมือของตนทาบบนมือของเขา นิ่งสักพักเอี้ยนซ่านฉีก็รู้สึกชัดเจน เขาตาสว่าง หายง่วงในทันใด “หม่อมฉันเพิ่งจะรู้สึกครั้งแรกว่าซีกวาดิ้น”“ดิ้นเก่งเสียด้วย” เอี้ยนซ่านฉีหายใจแรง เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ “ลูกชายเป็นแน่ เจ้าหนูซีกวาของพ่อ”“ลูกสาวต่างหาก”“ข้าแน่ใจว่าต้องเป็นลูกชายแน่นอน” เอี้ยนซ่านฉีทุบกำปั้นบนแผงอกของตนเองอย่างมาดมั่น “ข้าเป็นคนทำ ข้ารู้”และห
บทส่งท้าย ลูกคนแรกฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายผ่านพ้นไปพร้อมสงคราม อากาศอุ่นขึ้นจนหิมะละลายเหลือเพียงกองหย่อม ทั่วทั้งเมืองเจียนหยางเต็มไปด้วยโบตั๋นดอกตูมซึ่งพร้อมจะผลิบานในเร็ววัน ถึงแม้ว่าองค์ชายเอี้ยนเซินจะถล่มแคว้นฉู่จนราบคาบอย่างรวดเร็ว สร้างผลงานความโหดร้ายเกรี้ยวกราดในสนามรบจนเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาไปทุกทิศ แต่แววตาของเขาก็หาได้ยินดีในชัยชนะไม่ ความเจ็บปวดที่ฝังในใจทำให้เขาปฏิเสธการแต่งงานครั้งใหม่และทุ่มเทตัวเองให้ใช้ชีวิตหมดไปวันๆ กับสงครามแย่งชิงดินแดน เมื่อมนต์นภาในฐานะน้องสะใภ้มีโอกาสพบเอี้ยนเซินอีกครั้ง สิ่งแรกที่นางจ้องมองคือปลายนิ้วก้อยของเขาเอี้ยนซ่านฉียืนอยู่ข้างๆ เขากอดเอวนางแล้วดึงเข้าแนบอก“เจ้าเห็นเหมือนอย่างที่ข้าเห็นใช่ไหม”“เห็นสิเพคะ” มนต์นภาหัวเราะคิกคักอยู่กับเอี้ยนซ่านฉีสองคน พลางพยักพเยิดให้องค์หญิงหย่งอานดูด้วย “ไม่ต้องห่วงว่าองค์ชายใหญ่จะปิดกั้นตนเองไปตลอดชีวิตหรอกเพคะ ด้ายแดงขององค์ชายเส้นใหญ่กว่าเดิมอีกนะ รับรองว่าเนื้อคู่ขององค์ชายใหญ่ต้องสดใสน่ารักมากแน่ๆ”“ใครอยู่ที่ปลายด้ายอีกฝั่งหรือ” องค์หญิงมองไม่เห็นด้ายแดงจึงชะเง้อมองอยากรู้อยากเห็น “ข้ามีด้ายแดงของข้า
จังหวะที่จงเป่ากำลังลุกขึ้น คุณหนูจ้าวหลานก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมาพอดี ทั้งคู่สบตากันนิ่งนานเหมือนลืมทุกสิ่ง เอี้ยนซ่านฉีจึงปรบมือเรียกสติ จงเป่าสะดุ้งรู้สึกตัวแต่ยังไม่อาจถอนสายตาจากคุณหนูจ้าวหลานได้ หัวหูมันอื้ออึง นางเองก็หน้าแดงก่ำ มือไม้อ่อนแรงไปหมด“พรุ่งนี้ข้าจะเป็นธุระจัดการงานแต่งให้พวกเจ้า”“หา? เอ่อ... คงไม่... เอ่อ... ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” จงเป่ายังมึนงงแต่หัวใจพองโต รีบร้องขอบพระทัยด้วยความยินดี คุณหนูจ้าวหลานเริ่มได้สติจึงเหลียวมองไปรอบๆ อย่างสับสนว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นางพูดอะไรไม่ออกเมื่อลืมตาฟื้นขึ้นมาพบนายทหารหนุ่มท่าทางองอาจ หัวใจของนางก็แอบกระเด็นกระดอนออกมาจากอก เอี้ยนซ่านฉีจึงสบตามนต์นภาอย่างรู้กัน ก่อนจะออกคำสั่ง“สีหน้าของแม่นางจ้าวหลานยังคงซีดเซียว ฝากเจ้าดูแลนางด้วยนะจงเป่า”“ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”แม้แต่เด็กสามขวบยังเห็นความรักของจงเป่า คิวปิดเข่นเขี้ยวพลางร้องเชอะ ถึงแม้ว่าศรแห่งวีนัสจะจับคู่รักได้สำเร็จ แต่คิวปิดก็ยังรู้สึกโดนลูบคมอยู่ดี ขืนหันหลังกลับไปตอนนี้ พวกเทพตะวันออกจอมป่าเถื่อนจะต้องเยาะเย้นทับถมไปชั่วกาลนานเป็นแน่ ดังนั้นคิวปิดจึงยังไม่ยอมรามือง่าย
อาวุธของทั้งสองนั้นก็คือด้ายแดงที่ถักทอจากหัวใจนั่นเอง“นี่แหละรักแท้ พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์” หงส์แดงกับคณะโป๊ยเซียนต่างทอดถอนหายใจ คิวปิดกับเฒ่าจันทราน่าจะเข้าใจความรักมากกว่าผู้ใดแท้ๆ แต่กลับมองไม่ออก“มันจบแล้ว!”กามเทพร่างอวบง้างคันศรจนสุดแล้วปล่อยมือในทันใด ศรแห่งวีนัสพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็วรุนแรงปานสายฟ้าฟาด เกิดประกายไฟลูกโตพุ่งทะยานจนมองตามแทบไม่ทัน ตามด้วยเสียงดังสนั่นสะเทือนฟ้าดิน“ช่างโง่นัก ด้ายแดงเส้นเล็กๆ ของพวกเจ้าจะถูกทำลายในพริบตา” คิวปิดหัวเราะเยาะ ลูกศรแห่งวีนัสพุ่งปักทะลุหัวใจของคุณหนูจ้าวหลาน ก่อนจะมุ่งตรงไปหาเอี้ยนซ่านฉี เขาจับมือมนต์นภาไว้แล้วยกด้ายแดงขึ้นมาต้านทานศรแห่งวีนัสปะทะด้ายแดงของทั้งคู่ด้วยพลังงานมหาศาล และต่อให้คิดต่อต้านเพียงใด ผู้ที่ต้องศรแห่งวีนัสไม่ว่าจะเป็นชายชราหงำเหงือกหรือนางชีเข้มงวด คนผู้นั้นจะร้อนรุ่มโหยหารักและต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความรักเจ็ดภพเจ็ดชาติไม่มีวันดิ้นหลุด เฒ่าจันทราหน้านิ่วคิ้วขมวดมานาน ความรู้สึกเบื้องลึกนั้นเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่ากำลังทำเรื่องไม่ถูกต้อง มนต์นภากับท่านฉีอ๋องรักกันจากหัวใจ แต่ศรแห่งวีนัสได้ถูกยิงออกมาแ
“เฒ่าจันทราแห่งตะวันออกทำหน้าที่ล้มเหลว กามเทพแห่งตะวันตกอย่างข้าก็จะออกโรงจัดการให้ ในเมื่อเจ้าปฏิเสธโชคชะตาครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ข้าจะกำจัดบาปอันน่ารังเกียจไปจากที่นี่ให้เอง”“ข้าเพียงแต่ต้องการลิขิตชะตาของตนเอง ข้าต้องการอยู่ครองคู่กับคนที่ข้ารัก ไม่ใช่คนที่พวกท่านลิขิตผูกพันให้ตามใจชอบ”“น่าละอาย! เจ้าควรยอมรับบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าต่างหาก”คิวปิดชี้หน้าร้องตะโกนเหมือนโกรธใครมา แต่ยังไม่ทันทำอะไร ไหสุราและของเซ่นมากมายก็ลอยละลิ่วมาถล่มใส่คิวปิดชนิดที่เรียกว่าเละตุ้มเปะ“ไอ้ลูกแหง่คิวปิดมาซ่าแถวนี้อีกแล้วว้อย ห้าวนักนะ แถวนี้เขตใครเขตมัน นังหนูไม่ใช่ลูกหมาตามพระเจ้าต้อยๆ พวกเราสอนให้ตัดสินใจเลือกแล้วรับผลที่จะตามมาเองต่างหากว้อย ไปสาระแนที่อื่นไป๊” เทพเสวียนอู่พร้อมด้วยปวงเทพและเซียนน้อยใหญ่รวมตัวกันบนหลังคาอีกฟากหนึ่ง เสียงร้องด่าดังแจ้วๆ ใครมีเกราะมีฉาบก็บรรเลงเคาะเรียกพวกมารุมฝรั่งมีปีก“จัดจ้านนักเหรอไอ้อ้วน”“แน่จริงมาตัวต่อตัวกันสิวะ เด็กมันรักกัน ไปรังแกเด็กมันทำไม”“กลับไปดูแลเมียของเจ้าให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยมาวุ่นวายกับความรักของผู้อื่น แส่ไม่เข้าเรื
ตอนที่มนต์นภาติดตามพระสวามีกลับมายังเมืองชายแดน หิมะกำลังโปรยปรายปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างจนขาวโพลน อากาศหนาวเย็นเสียจนเวลาพูดจะมีควันออกจากปาก ดอกเหมยสีแดงสดที่ปลูกตามบ้านเรือนกำลังผลิบานท้าทายความหนาวอย่างน่าชื่นชม แต่งแต้มให้เมืองงดงามราวกับหยุดเวลาไว้ กองฟางอันแสนวุ่นวายในโรงเลี้ยงม้ายังคงอยู่เหมือนเดิม แม้แต่จวนเจ้าเมืองที่เคยดูน่าเกรงกลัวในวันวาน มนต์นภาก็รู้สึกผูกพันและใจหายอย่างบอกไม่ถูก ช่วงสาย แดดแรงกล้าพอให้ออกมาเล่นสนุกผ่อนคลาย เอี้ยนซ่านฉีหงุดหงิดเล็กน้อยที่แคว้นหลี่มีการเคลื่อนไหวเพื่อก่อกวน เขาไม่ต้องการให้พี่ชายเสียสมาธิจึงตั้งใจหาทางสยบแคว้นหลี่ให้อยู่นิ่งๆ ระหว่างที่กำลังเดินกลับเข้ามาจากข้างนอกจวน ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาก็พลันเปลี่ยนไปมีรอยยิ้มน้อยๆ ร่างกายที่ตึงๆ มาตั้งแต่เช้าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง มนต์นภากำลังมัดเจ้าเทียนเทียน สุนัขตัวโปรดที่งามที่สุดของเขา เทียนเทียนทั้งดิ้นทั้งร้อง ต้องใช้คนช่วยกันจับถึงสามคนกว่าจะยกตัวเทียนเทียนขึ้นไปวางบนโต๊ะในศาลาได้ เอี้ยนซ่านฉีจึงก้าวเข้าไปดูว่าเมียของเขากำลังจะทำอะไร “เจ้านาย ช่วยด้วยๆๆ นางจะเชือดกระหม่







