LOGINเรียวปากยกยิ้ม นัยน์ตาแข็งกร้าวก้มลงมาชิดใบหน้าจิ้มลิ้มของนาง จมูกโด่งเป็นสันกดเฉียดเข้าที่แก้มนวล ริมฝีปากของนางที่แต่งแต้มด้วยชาดแดงสั่นระริกหวาดกลัวคนตรงหน้าที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี
‘ไม่ใช่ เขาไม่ได้อยากมีลูกกับนางงั้นรึ’ พิธีวันนี้ก็บ่งชัดแล้วหรือมิใช่ เขามิเต็มใจแต่งเหตุใดถึงคิดร่วมหอมีคืนวสันต์กับนางด้วยเล่า
“มองข้าเช่นนี้ เจ้าคิดอะไรอยู่” เขาเกลียดนักสตรีที่หวาดกลัวเขา ทั้งที่ยังมิได้ทำอันใดเสียหน่อย แต่กับน้องชายเอาแต่ใจของเขารั่วเทียนเฉิง เหตุใดนางยิ้มระรื่นได้เล่า
“คิด...คิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางสั่นขนาดนี้จะคิดอะไรได้อีกหรือ นอกจากคิดหาทางหลุดจากกรงเล็บสุนัขจิ้งจอกดำเช่นเขา
“กลัว...?”
เขาถามวนไปวนมาอีกแล้ว นางทั้งหวาดกลัวทั้งทรมาน ร่างกายร้อนรุ่มราวกำลังจะปริแตก เพราะกำยานนั่นใช่หรือไม่ ยิ่งเขาชิดใกล้เพียงนี้นางยิ่งอยากสัมผัส ริมฝีปากนางขบเม้มจนเป็นเส้นตรงข่มความรู้สึกที่แสนน่าอับอายเอาไว้ แต่มันยากเย็นนัก
อื้อ...อึก!
แต่เหมือนร่างกายนางจะไม่ยอมฟังเสียงหัวใจ ปริปากส่งเสียงครวญครางออกมา ยิ่งส่งให้ใบหน้าคมคายที่เห็นนางเป็นเหยื่ออันโอชะยิ้มเยาะ
“อยากให้ข้าปลดเปลื้องความทรมานหรือ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น พร้อมกับกดจมูกเข้าไปยังกกหู ส่งเรียวลิ้นอุ่นชื้นแตะเบา ๆ ในโพรงพร้อมงับแผ่วเบาที่ปลายติ่งหูของนางยิ่งทำให้สร้างความกระสันเพิ่มยิ่งขึ้น
ปกติเขาเป็นคนประหยัดคำพูด แต่วันนี้นึกอยากสนทนานัก ยิ่งเห็นความทรมานบนใบหน้าของนาง ยิ่งทำให้เขาสนุก ไม่ว่าจะสุรา หรือกำยานปลุกกำหนัด หากเขาไม่ยอมให้มันมัวเมาเขาแล้วย่อมทำอะไรไม่ได้
วันนี้ไม่เหมือนกับทุกวันที่ประสบพบเจอ วันที่เป็นเหมือนวันมงคลของเขา ดังนั้นเพื่อทำตามใจท่านพ่อเขาจึงยอมแต่งกับนาง หากสิ่งที่ท่านพ่อต้องการเป็นสิ่งสุดท้าย คือมีทายาทสืบทอดโดยจากสตรีผู้นี้ เขาก็ย่อมเสี่ยงให้คืนเข้าหอนี้วัดชะตาของนางก็แล้วกัน ว่าจะได้มีบุตรชายสมใจบิดาของเขาหรือไม่
“ซื่อจื่อ...อื้อ...ข้า...ข้าทรมาน...นี่มันฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด ไม่นะ! ข้าไม่ต้องการให้เรื่องเป็นเช่นนี้” เสียงกระหืดกระหอบเปล่งออกมา ทั้งสองมือลูบไปตามแขนของบุรุษตรงหน้าอย่างหน้าไม่อาย สายตาวิงวอนให้เขาช่วยนางแบบที่ไม่ต้องมีคืนวสันต์ด้วยกัน
ข้าอยากปลดปล่อย!
“นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องพบเมื่อแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินของข้า ไม่รู้หรอกหรือ” เขาค่อนข้างแปลกใจ เหตุใดนางไม่รู้ ทั้งที่จริงตระกูลหลี่นั่นควรจะสั่งสอนบุรุษสาวให้คอยปรนนิบัติสามีเช่นไร
นี่มันอะไรกัน!
"ไม่เจ้าค่ะซื่อจื่อ...ข้า...ข้าไม่รู้...ข้าไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่าท่านก็รังเกียจข้าหรือ เหตุใดยังปล่อยให้สิ่งพวกนี้ชักจูงผลักดันให้ท่านต้องมาพัวพันกับข้าเล่าเจ้าคะ"
แม้ไร้เสียงจะกล่อม แต่นางก็ไม่อยากร่วมสวาทกับเขา ชายที่ไม่ได้รัก
“รังเกียจหรือไม่สำคัญอันใดเสียหน่อย ฝืนใจเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
ดวงตาของนางเบิกโพลงมองดวงหน้าคนที่แม้ฝืนใจก็อยากจะทำ ‘เขาเป็นบุรุษแบบไหนกัน’
เขายังกดจมูกวนเวียนอยู่บริเวณซอกคอของนาง คล้ายกับกลิ่นหอมจากเรือนกายของนางต่างหากที่ปลุกกำหนัดเขาได้ดีกว่ากลิ่นกำยานพวกนั้น
‘คนเหล่านั้นจะเหนื่อยทำไม แค่ให้ข้าใกล้ชิดนางก็พอ’
พลันนึกไปถึงน้องชายร่วมอุทร ที่หลงรักนางหัวปักหัวปำ กระทั่งบิดาที่เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ก็ยังอกตัญญูขัดขืนคำสั่ง จนเขาต้องจัดการให้คนนำตัวไปอยู่ที่ค่ายแถบชายแดน
“ซื่อจื่อ...ข้าขอร้อง หรือว่าแท้ที่จริงท่านก็มีใจให้ข้า” เมื่ออ้อนวอนไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนเป็นท้าทาย คนเช่นเขาชอบเอาชนะ มีหรือจะอดทนไหว
แต่นางคาดเดาผิดไป คนผู้นี้ทนทานต่อแรงยั่วยุนัก เขาไม่สะทกสะท้านไม่พอ ยังปรายตามองไปยังผ้าขาวซับเลือดพรหมจรรย์ที่วางอยู่บนเตียง
“เห็นผ้าขาวนั่นหรือไม่...หากคืนนี้เราทั้งคู่ไม่ได้ร่วมคืนวสันต์ อย่าหวังว่าเราจะได้ออกจากห้องนี้ไปได้”
เหมือนนางจะกระจ่างแล้ว มองหันซ้ายไปทางด้านนอกเห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่หายร่างย่อมเป็นสิ่งที่นางหลีกเลี่ยงไม่ได้สินะ มีคนเฝ้าดูอยู่ตลอด
“แต่ว่า...”
คล้ายกับอยากปฏิเสธ แต่ความร้อนในกายยังเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ทั่วสรรพางค์กายของนางชื้นไปด้วยเหงื่อ มือเรียวเริ่มล่วงเกินเรือนร่างของซื่อจื่อ นางสัมผัสเขาผ่านเนื้อผ้าไหมชั้นดีสีแดงเช่นเดียวกับชุดแต่งงานของนาง เหลือบตามองไปยังเบื้องล่าง เห็นสายคาดเอวของเขา สมองสั่งให้ดึงมันร่วงออกมา แล้วโผเข้าไปกอดอย่างคนไร้สติ
แต่มีหรือคนอย่างซื่อจื่อจะยอมให้นางล่วงเกินอยู่ฝ่ายเดียว เขาดึงชุดเจ้าสาวของนางเพียงมือเดียวมันก็หลุดลุ่ยติดมือจนเผยร่างที่ผุดผ่องของนางให้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว
ความงดงามเบื้องหน้าทำให้ลมหายใจของซื่อจื่อสะดุดและจ้องมองนางราวกับต้องการจะกลืนกินไปทั้งตัว หลิงชิงรู้สึกร้อนไปทั้งร่างกับสายตาที่เขามองมา ทั้งคงผิดหวังที่นางเป็นสตรีไร้ยางอายจนต้องละมือเอามาปิดบังเรือนกายให้พ้นสายตาเขา แต่นางรู้ว่าปิดอย่างไรก็ไม่มิด
“อย่า...อย่ามองเจ้าค่ะ” นางเอี้ยวตัวไปหวังจะดึงผ้าห่มมาปิดบังร่างกายอันแสนเย้ายวนใจชายของตนเอง แต่ทว่าเขากลับผลักนางลงแนบกับฟูกนอน
“ได้...ข้าไม่อยากมองแล้ว แต่อยากทำให้มันเสร็จ ๆ” สิ้นเสียงซื่อจื่อหนุ่ม ริมฝีปากอุ่นร้อนก็ดูดดึงเนื้อนุ่มราวกับสุนัขป่ากำลังขย้ำเหยื่ออันแสนหวาน เรือนกายขาวราวหิมะยามนี้ขึ้นสีแดงราวกับกลีบดอกเหมยกุ้ย แม้นางจะร่ำร้องเพียงใด เขาก็ไม่เบาแรงลงเลย เพราะคนเช่นเขาไม่เคยแตะต้องสตรีไม่รู้ว่าควรถนอมเพียงใด
ร่างใหญ่นอกจากไม่เบาแรงแล้วยังเคลื่อนเข้าหาร่างกายของฮูหยินหนักหน่วง เสียงกรีดร้องของนางทำให้บ่าวไพร่ที่มาสืบข่าวไปรายงานผู้เป็นนาย เขาพานางขึ้นสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เหมือนมันจะไม่เพียงพอสำหรับคนกักขฬะป่าเถื่อนเหมือนดังสัตว์ป่าแสนโหดร้าย
สองมือเรียวจิกเข้าที่นอนจนเป็นรอยบุ๋ม เสียงที่กรีดร้องตลอดคืนสิ้นสุดลงเมื่อเสียงไก่ขันบ่งบอกให้รู้ว่าใกล้สว่างแล้ว
นางสลบไปทันทีเมื่อเขาถอดถอนตัวตนออกจากร่างของนาง ไม่แม้จะคิดนอนกอดปลอบที่ทำกับนางอย่างรุนแรง น้ำตาที่ไหลอาบข้างแก้มบัดนี้เหือดแห้งไปพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอ
เขาลุกขึ้นแต่งตัวแล้วคว้าเอาผ้าซับเลือดพรหมจรรย์ขึ้นมาดูพร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างเบิกบานอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อเดินออกจากห้องหอ สือซานที่นั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้ากับสาวใช้ของฮูหยินก็ตกใจตื่นขึ้น
“ซื่อจื่อ...” สือซานรีบเรียกและทำให้ซูเม่ยก็สะดุ้งตัวยืนขึ้นเช่นเดียวกัน ในมือซื่อจื่อกำผ้าที่ไม่ต้องพูดให้มากความก็รู้ว่าผ้าอะไร เขายื่นมือไปรับแต่ทว่าซื่อจื่อกลับยกหนีต้องการถือมันไว้ด้วยตัวเอง
‘ในเมื่อสิ่งนี้คือสิ่งที่อยากให้เขาทำ เช่นนั้นเขาก็จะเอาไปให้ด้วยตนเอง’
ไม่เคยมีเจ้าบ่าวที่ไหนถือผ้าซับเลือดพรหมจรรย์ และเขานี่แหละจะเป็นคนแรก และนางก็จะมีคืนวสันต์เพียงคืนนี้คืนเดียว เขาจะไม่ย่างกายเหยียบเข้ามาในห้องนางอีกตลอดชีวิต
“ไปตำหนักท่านอ๋อง”
เสียงสั่งทำให้สือซานรีบเดินตามไป เห็นเบื้องหน้ามีคนมามุงกันหลายคน ใบหน้าสาวใช้ไม่สู้ดีนัก แต่ละคนก้มหน้าก้มตา รั่วเทียนหยางรีบก้าวเท้าฉับฉับเข้าไปด้านใน เห็นท่านแม่นั่งเอาผ้าซับหัวตาพลางสะอึกสะอื้นไห้
“ท่านแม่ขอรับ” รั่วเทียนหยางเห็นท่านแม่จับมือท่านพ่อไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย
“ฮึก...อาหยาง...บิดาเจ้า” ท่านหญิงซีหวินพระชายาของซ่งหยางอ๋องเรียกบุตรชายคนโตด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง นี่ข้าเอาผ้าซับเลือดพรหมจรรย์มายืนแล้ว...เหตุใด...” เขาที่ไม่เต็มใจแต่งแต่ท่านพ่อก็บังคับ บอกว่าเป็นคำขอร้องสุดท้าย อยากเห็นบุตรชายเป็นฝั่งเป็นฝา แล้วยามนี้มาหนีจากไปเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
“หึ...ข้าก็บอกแล้ว บิดาเจ้าน่ะเอาแต่ใจไม่พอ ยังสร้างเรื่องแล้วหนีไปอีก” ซีหวินตัดพ้อสามี ทิ้งให้นางอยู่ในจวนคนเดียวได้อย่างไร ให้ลูกชายแต่งไปแล้ว บุตรชายอีกสองคนก็ให้ไปประจำกองทัพอยู่ชายแดน จิตใจจะให้นางเหงาตายหรือไงกัน
“ท่านแม่หักห้ามใจเถิด” รั่วเทียนหยางดึงท่านแม่มากอด ทุกอย่างที่เขาทำไปก็เพื่อท่านพ่อ ยามนี้หมดบุญท่านพ่อแล้ว การแต่งงานนี่ก็ถือว่าแต่งเพื่อลาท่านพ่อให้นอนตายตาหลับก็แล้วกัน
“ต้องเพราะนาง นางมันตัวกาลกิณีแต่งเข้าจวนมาก็มีเรื่องอัปมงคลเลย”
รั่วเทียนหยางเห็นแล้วว่าท่านแม่ของเขาคงเสียใจมากเกินไป ไม่มีตัวกาลกิณีทั้งนั้น เพราะท่านพ่อเจ็บมานานกว่าสามปีแล้วต่างหาก
“ท่านแม่นางไม่เกี่ยว”
“เกี่ยวทำไมไม่เกี่ยว ข้าสืบมาแล้ว วันที่นางกลับเข้าเมืองหลวง ก็เป็นปีที่ท่านพ่อเจ้าป่วยพอดี”
รั่วซื่อจื่อคร้านจะเถียงกับท่านแม่ จึงได้แต่ลูบหลังปลอบโยน
เมื่อฟ้าแจ้งเขาก็ให้คนไปแจ้งข่าวทั้งในวังหลวงและราชสำนัก เพื่อร่วมไว้ทุกข์ให้กับบิดาของเขา จนลืมแล้วว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใด
เวลาเย็นย่ำร่างที่โดนทรมานมายาวนานตื่นขึ้นในความมืดที่แทบจะไม่มีแสงเทียน นางขยับกายร้องอย่างเจ็บปวด จนซูเม่ยที่เฝ้านายหญิงมาตลอดตั้งแต่ให้ขนย้ายข้าวของมาอยู่เรือนท้ายจวนซื่อจื่อ ที่ตอนนี้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรั่วอ๋องเรียบร้อยแล้วจากฝ่าบาท ทำให้นายหญิงของนางเป็นพระชายาไปโดยปริยาย แต่ว่าเป็นชายาที่ถูกลืม
“ซูเม่ยเวลาใดแล้ว” เสียงแหบแห้งกล่าวออกมา เพราะเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของสาวใช้ และค่อนข้างแปลกใจที่ทำไมในเรือนไม่จุดเทียนหรือโคมไฟ
“นายหญิง...ท่านตื่นสักที” ซูเม่ยร้องไห้กับโชคชะตาของนายหญิง ไม่คิดว่าอยู่ตระกูลหลี่น่าอึดอัดแล้ว แต่อยู่จวนสวามียังรันทดยิ่งกว่าหลายเท่า
เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกาลกิณี ท่านหญิงซีหวิน จึงให้นางพานายหญิงมาพักที่ท้ายจวนอันมืดมิด ทั้งยังหนาวเย็นอีกด้วย
“เกิดอะไรขึ้น”
“รั่วอ๋องเสียชีวิตแล้วเจ้าค่ะ ท่านหญิงซีหวินคิดว่านายหญิงเป็นผู้นำความซวยมาสู่ตระกูล จึงสั่งลงโทษให้มาอยู่เรือนท้ายจวนของซื่อจื่อ ที่ตอนนี้กลายเป็นรั่วอ๋องสืบศักดินาต่อจากบิดาแล้ว”
เหมือนนางโดนไม้ฟาดที่กลางกระหม่อม ความกาลกิณีของนางยังไม่หมดอีกเหรอ นางแต่งงานออกจากตระกูลหลี่แล้วก็ยังมีคนคิดแบบนี้อีก
‘ชีวิตแสนบัดซบ!’
นางสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด คิดถึงความซวยของตนเองตลอด 18 หนาวไม่เคยทุเลาเบาบาง
‘แต่ก็ดีแล้ว ข้าจะไม่ต้องพบเจอบุรุษผู้นั้นอีก บุรุษแสนกักขฬะข้าล่ะสะอิดสะเอียนนัก’
เวลาผ่านมาห้าเดือนหลังจากหลิงชิงคลอดลูกสาว และนางก็ได้รับข่าวดีว่าท่านพ่อก็มีน้องเพิ่มจากอนุที่อยู่ในจวนกำลังตั้งครรภ์ นางก็ยินดีกับท่านพ่อด้วย ส่วนอนุที่ท่านพ่อเลือกให้ชูหน้าชูตาขึ้นเป็นผู้หญิงที่กิริยามารยาทเรียบร้อยนัก จนนางคิดว่าท่านพ่อดูคนไม่ผิดแล้ว ยามนี้นางวุ่นวายกับการเลี้ยงลูก และสามีก็ต้องเลี้ยงเหมือนกันเพราะชอบแอบกินนมนางแย่งเจ้าตัวเล็กทุกคืน เมื่อแผลหายสนิทหลังคลอด เขาก็เริ่มมีคืนวสันต์กับนางจนกังวลว่าลูกคนนี้ยังไม่ทันโตก็จะท้องอีกคนจนต้องกินยาห้ามครรภ์เป็นระยะ นางอยากให้ความรักความอบอุ่นกับลูกก่อน กลัวเขาจะอยู่กับนางน้อยเกินไปและคิดว่านางไม่รัก “ท่านพี่พอแล้วเจ้าค่ะ” คืนนี้ก็เป็นอีกวันที่สามีเหนื่อยงานมา แต่กลับลากนางเข้าห้องให้แม่นมดูแลลูกน้อยของนางแทน “อีกรอบข้ารู้สึกคร่ำเครียดมาก วันนี้เกือบมีสงครามระหว่างแคว้นเกิดขึ้นด้วยซ้ำ” ทูตที่มาต่างแคว้นวันนี้เกิดอยากแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ขึ้นมา แต่ทว่าฝ่าบาทไม่เคยให้งานแต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์เพราะหากไม่ได้มีใจให้กัน เท่ากับส่งลูกสาวและหลานสาวไปตายเท่านั้น แต่อ๋องน้อยผู้นั้นฝีปากกล้าอยากได้ท่าน
เรือนรั่วอ๋องต่างมีแขกมามากมายไม่ขาดสาย เมื่อรับรู้ว่ารั่วอ๋องและคุณชายหลิงเฟยเป็นที่โปรดปราน ก็อยากให้บุตรหลานได้เป็นเพื่อนเล่นด้วย เพื่อหวังจะมีช่องทางในการรับราชการในอนาคต แต่รั่วอ๋องไม่ค่อยปลื้มใจนัก เพราะเขามีเวลาส่วนตัวกับภรรยาน้อยเหลือเกิน ทั้งยังต้องแบ่งเวลาต้อนรับแขกอีก จึงสั่งให้พ่อบ้านงดรับแขกที่ไม่ได้นัดหมายห้ามเข้าเสีย เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกและภรรยาบ้าง แต่แขกที่มาบ่อยเห็นจะเป็นท่านหญิงอันกับรั่วเทียนเฉิง จนเขาเริ่มชักหึงเสียแล้ว เพราะทั้งคู่บอกว่านัดมาตลอด ทั้งที่ไม่ได้นัด “บ้านเจ้าไม่มีข้าวหรือไง” รั่วเทียนเฉิงมาถึงก็ร้องกินข้าวไม่พอ เดือดร้อนให้ภรรยาเขาทำให้กินอีกด้วย หลิงชิงยื่นมือเข้าไปบิดเนื้อสามีที่เสียมารยาทกับแขกเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งยังมีท่านหญิงอันที่นั่งอยู่ข้างกันอีกด้วย “หึ...ข้าวบ้านท่านมีน้อยรึ เหตุใดถึงหวง” รั่วเทียนเฉิงเห็นพี่ชายกับพี่สะใภ้มีความสุขกันมากเกินไปจนเขาอิจฉาแล้ว จึงได้มารบกวนบ่อย ๆ “ไม่ต้องทะเลาะ ไว้คราวหน้าข้าจะให้ห้องเครื่องหลวงทำอาหารมาเผื่อพวกท่านบ้าง รับรองว่าอร่อยแน่นอน” อันเยว่
ในเช้าตรู่สองวันถัดมารั่วอ๋องก็เปิดจวนต้อนรับตระกูลหลี่เป็นครั้งแรก หลังจากออกปากเคยไม่ให้เข้ามาเหยียบในเรือนของตัวเอง แต่เมื่อภรรยาเขาต้องการจะกลับคำเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร วันนี้หลี่จิ้งมาพร้อมกับภรรยาแต่เช้าทั้งนั่งรอในรถม้าจนกว่าจะถึงเวลานัดโดยไม่อีดออดนอกจากภรรยาที่ไม่พอใจแต่อยากตามมาด้วยทำให้หลี่จิ้งหงุดหงิด “หากเจ้าไม่เต็มใจก็กลับไปข้าจะให้รถม้าไปส่งที่บ้าน” หากให้นางเข้าไปพูดจนเสียบรรยากาศจะทำให้รั่วอ๋องโกรธเอาได้ “ข้าจะเข้าไปดูคนใจดำอำมหิต” เจียงจิวฝูจะดูว่าลูกสาวที่อุตส่าห์อุ้มท้องมาเก้าเดือนและแบ่งคลอดมาด้วยตัวเองจะว่าอย่างไร เมื่อเห็นมารดาเช่นนางนั่งอยู่ตรงหน้า “หึ...เจ้ากล้าพูด เอาคันฉ่องมาส่องเถิด ใครกันที่อำมหิต เจ้าเกือบฆ่าลูกสาวอีกคนแล้วนะ” เขาไม่อยากจะคิดว่าหากหลิงชิงโดนกบฏผู้นั้นย่ำยีแล้วนางจะอยู่บนโลกนี้อย่างไร รั่วอ๋องจะโกรธถึงขั้นฆ่าล้างตระกูลหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ นี่นับว่าปรานีที่สุดแล้ว “ท่านก็เอาแต่เข้าข้าง” “แล้วให้ข้าพูดหรือไม่ว่าเจ้าทำตัวต่ำทรามเช่นใดบ้าง” เขารู้สึกว่าภรรยาของเขาต่ำทรามแล้วจ
เจียงจิวฝูแทบขาดใจเมื่อรับรู้ว่าลูกสาวจะถูกตัดสินโทษ หลี่จิ้งเข้าไปขอร้องฝ่าบาทเพื่อเห็นแก่เดิมที่เป็นขุนนางจงรักภักดี รั่วอ๋องเองก็อยู่ในเหตุการณ์จึงก้มหน้าเท่านั้นไม่ขอออกความเห็นสิ่งใด ฝ่าบาทจึงเมตตาลดโทษตายแต่โทษเป็นยังอยู่ ส่งไปใช้แรงงานในเหมืองตลอดชีวิตห้ามกลับมาเมืองหลวงอีก เวลาผ่านไปลูกชายของนางหลิงเฟยเริ่มเติบใหญ่ขึ้นจนชอบปีนป่ายเสียจนนางหวั่นว่าจะตกลงมาจากต้นไม้เข้าสักวัน วันนี้นางเริ่มเดินคล่องขึ้นแล้วหน้าท้องก็เริ่มนูนนิดหน่อยยังมองไม่ออกว่านางท้องหรือไม่ แต่นางก็ระมัดระวังอย่างดีไม่ให้ตนเองทำอะไรเสี่ยง ๆ กับลูกในท้องที่กำลังจะเกิดมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “ท่านแม่...ข้าปีนสูงหรือไม่” ตอนนี้ทั้งคนทั้งแมวปีนกันไปนั่งอยู่บนกำแพง ไม่รู้ว่าผู้ใดลืมบันไดไว้กันแน่ จนลูกชายของตนเอามาปีนป่ายเล่น “ระวังตกนะลูก” นางส่ายหน้าไปมาแต่ก็ห้ามไม่ได้ เห็นอะไรที่เขามีความสุขก็ทำไป เหมือนนางที่อยากใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกวัน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ชีวิตจะทุกข์อีก “ไม่ตกขอรับ” ลูกชายตะโกนลงมาจากต้นไม้ นางได้แต่ส่ายหน้าแต่ก็กำชับให้บ่าวไพร่คอยช่วยด
ยังไม่ทันที่เจียงจิวฝูพูดสิ่งที่ต้องการจบ ร่างใหญ่ของรั่วอ๋องที่คิดถึงภรรยาแทบขาดใจก็เดินมุ่งไปในเรือน และรู้สึกว่าในเรือนแปลก ๆ ไป “พ่อบ้านหวงมีอะไร” เขาเอ่ยถามพ่อบ้านเมื่อเข้าไปเห็นคนล้อมเรือนของหลิงชิงไว้ไม่พอ ยังมีคนเข้าออกในห้องอีกหลายคน หรือว่าจะเกิดเรื่อง “พระชายาไม่สบายขอรับท่านอ๋อง ตอนนี้น่าจะกำลังให้ดื่มยา...” พ่อบ้านหวงไม่กล่าวออกไปหมด แต่เลือกดึงคำให้ยานให้ท่านอ๋องเข้าไปดูเองจะดีกว่า “ข้าจะเข้าไปดูเอง ให้คนต้มยามาอีก” ทั้งซูเม่ยทั้งหลิงเฟยมองหน้ากันแล้วก็ถอนหายใจ ท่านแม่ดื้อเกินไปไม่ยอมกินยา “ถ้าท่านไม่กินยาข้าจะไม่พูดกับท่าน” หลิงเฟยแสร้งทำเป็นงอนมารดา ทั้งที่จริงแล้วตัวเองก็ติดมารดามากทั้งเป็นห่วงด้วย เขามีหนิวหนิวต้องดูแลหนึ่งตัวแล้ว ตอนนี้ท่านแม่ก็ยังไม่ยอมกินยาอีก จนทำให้เขาวุ่นวายจนเหนื่อย “ใครดื้อไม่กินยาหรือ” เสียงของคนที่นางคิดถึงดังขึ้น ภายในใจนางสับสนจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ ต้องการกลับมาเพื่อจะขับไล่นางหรือ เร็วเพียงนี้เชียว “ท่านกลับมาเสียที ข้าเหนื่อยมาก ท่านพ่อขอรับท่านแม่
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นจนถึงเมืองหลวง ตลอดทางนางนิ่งเงียบพูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้นจนทำให้สาวใช้และคนอื่นพากันอึดอัดไปด้วย เห็นจะมีคนเดียวที่ไม่รู้สึกว่ามารดาเปลี่ยนจนเมื่อรถม้าที่แยกจากขบวนเสด็จของฝ่าบาทกลับจวนรั่วอ๋อง “หลิงเฟย หากไม่มีบิดาอยู่กับพวกเราแล้วเจ้าจะเสียใจหรือไม่” นางถามพลางลูบที่ศีรษะลูกชายเบา ๆ “เสียใจขอรับท่านแม่ ข้าเพิ่งเจอท่านพ่อไม่เท่าไหร่เอง หากไม่มีเขาจริง ๆ ...” เด็กน้อยพูดแล้วก็หยุดไปน้ำตาของเขาปริ่มที่ดวงตาจนทำให้นางเจ็บปวดใจเหลือเกิน “แล้วหาก...ฮึก...หาก...หากไม่มีแม่เล่า...เจ้า...ฮึก” คำนี้ยากจะเปล่งออกมาจริง ๆ หากเขามีความสุขกับบิดาแล้วหากไม่มีนางเล่าเขาจะอยู่ได้ไหม แต่นางคงใจสลายเมื่อถึงเวลานั้น “ไม่...ข้าจะอยู่กับท่านพ่อและท่านแม่” หลิงเฟย กอดมารดาแน่นไม่อยากให้มารดาพูดเช่นนี้เขาเสียใจ “แล้วหากต้องเลือก...” “ไม่ข้าไม่เลือกอะไรทั้งนั้น ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องอยู่กับข้า” เมื่อบุตรชายเริ่มงอแงนางก็ไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์เช่นไรดี หากต้องห่างจากลูกนางต้องขาดใจแน่ ๆ ตลอดชีวิตเขาไม่เคยทำให้นางเสียใจ






![เฟิ่งหวง [鳳凰]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
