เข้าสู่ระบบเสียงครืนครืนของท้องฟ้า ราวกับร่วมสะอื้นไปกับโชคชะตาของนาง เมฆาทมิฬดำราวกับล่วงรู้ว่าในใจของนางนั้นทุกข์โศกเพียงใด หยาดพิรุณที่ร่วงหล่นเป็นเพื่อนร่ำไห้ไปกับนางด้วยความเสียใจ ฟ้าที่เคยสดใสเหมือนหัวใจของนางยามนี้เป็นเหมือนอากาศที่อยู่ ๆ ก็แปรปรวนโดยไร้สาเหตุ ทั้งเมฆฝน พายุ และลมที่โหมกระหน่ำนั่นเหมือนลางร้ายในดวงชะตาของนางที่ต้องประสบในวันข้างหน้า
นางมองสายฝนที่ตกหนักติดต่อกันมาสามวัน ใช่ผ่านมาสามวันกับการรับรู้ข่าวร้ายของตัวเอง และเป็นสามวันที่น้องสาวในอุทรหาเรื่องตบตี ไม่มีแม้แต่คำขอโทษจากปากนาง ทั้งมารดาและบิดายังให้ท้าย จนนางคิดว่าหรือนางไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของเจ้าของตระกูลอย่างหลี่จิ้งกันแน่นะ
‘ข้าคือคุณหนูใหญ่จริงหรือ’ เสียงตัดพ้อเปล่งออกมาเคล้าเสียงสะอื้น ดวงตาแดงก่ำขึ้นสีเลือดเพราะผ่านการร้องไห้มานานมองไปยังเรือนใหญ่ เรือนที่สามคนพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่...
‘ข้าไม่ใช่ลูกหรืออย่างไร’
ไม่รู้ตระกูลนี้สั่งสอนลูกสาวกันอย่างไร ถึงขนาดไม่ให้ความเคารพผู้อาวุโสกว่า ทั้งที่เรื่องนี้หาใช่ความผิดนาง แต่ท่านแม่ที่มองนางราวกับเสือที่เคียดแค้นเหยื่อยามหนีรอดไปได้ กับน้องสาวที่มองนางเฉกเช่นศัตรูผู้หนึ่ง หาใช่พี่สาวที่เคารพยกย่องไม่
‘ในเมื่อสวรรค์กลั่นแกล้งข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่...’
ในมือกำผ้าขาวแล้วปีนขึ้นบนโต๊ะนั่งดื่มชาในห้อง ขมวดปมผ้าแล้วเหวี่ยงขึ้นไปยังขื่อในเรือน เมื่อมัดผ้าเข้าหากันแล้ว นางเอาคอพาดกับผ้าแล้วทิ้งตัวลง
“กรี๊ด...คุณหนู...คุณหนู...ช่วยด้วย...คุณหนู” เสียงกรีดร้องของซูเม่ยสาวใช้ส่วนตัวของนางหวีดร้องดังขึ้น ทั้งกอดร่างของนางไว้ แต่ราวกับที่นี่ห่างไกลสุดกู่ ร้องให้ตายเยี่ยงไรก็ไม่มีใครได้ยิน จนนางต้องปีนไปปลดร่างคุณหนูออกมา
“ฮึก...!ซูเม่ย...ช่วยข้าทำไม” เสียงสั่นเครือกล่าวออกมาเมื่อลืมตาคิดว่าจะได้พบกับว่านเหนียง ญาติเพียงหนึ่งเดียวของนาง แต่กลับยังพบซูเม่ยสาวใช้ข้างกายที่ติดตามกันมานาน
“อย่าคิดสั้นเจ้าค่ะ...คุณหนูต้องสู้นะเจ้าคะ”
สู้หรือ...ข้านี่หรือจะสู้อะไรได้ อีกฝ่ายก็ตระกูลผู้ให้กำเนิด ต้องเชื่อฟังบิดามารดา อีกฝั่งก็ตระกูลรั่ว ตระกูลอ๋องที่ได้รับบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ นางจะเอาอะไรไปสู้ได้อีกหรือ...
“ในเมื่ออยากหนีออกจากที่นี่ ไม่สู้แต่งงานออกเรือนหรือเจ้าคะ”
เหอะ!
นางเค้นคำในลำคอออกมาหนึ่งคำด้วยความสมเพชเวทนาในชีวิตของตัวเอง ‘ในเมื่อชิงชังกันนักข้าจะไป แม้ข้างหน้าจะเห็นว่าเป็นกองเพลิงก็ตาม’
ขนาดซูเม่ยยังรู้ว่าข้าอยู่ในตระกูลหลี่ก็เหมือนไร้ตัวตน แล้วจะให้ข้าทนอยู่เพื่ออะไร เมื่อตัดสินใจได้ว่าชีวิตนี้เลือกคนรักไม่ได้แล้ว นางจึงเขียนจดหมายขึ้นหนึ่งฉบับ เพื่อบอกลาคนที่เป็นเหมือนดั่งรักแรก และนางต้องไปร่วมชายคาด้วย นี่มันยิ่งกว่านรกเสียอีก
‘ข้านอกจากดวงพิฆาตตระกูล ยังดวงพิฆาตตัวเองด้วยกระมัง ถึงโดนกระทำอย่างไม่ไยดีเช่นนี้’
ซูเม่ยขับกล่อมนายหญิงของตนเองสำเร็จก็โล่งใจ อย่างน้อยมีชีวิตเพื่อต่อสู้ยังดีกว่าตัดสินใจจบชีวิตลงอย่างไร้ค่า
ทุกวันสองนายบ่าวไม่ออกไปพบปะ มีเพียงครั้งเดียวที่นางให้สาวใช้ไปส่งจดหมายที่อารามซ่งหย่วน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับ หลี่หลิงชิง จึงคิดได้ว่ากระทั่งรักแรกของนางก็ต้องการหลบเลี่ยงนางงั้นหรือ
‘นี่มันชะตาอะไรกัน’
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงรับโชคชะตาที่แสนอาภัพของตัวเองเถิด หลิงชิง!
วันส่งตัวเจ้าสาวก็มาถึง ไม่มีแม้วันงานเลี้ยงเพิ่มสินเดิมเจ้าสาว ช่างเป็นความรู้สึกที่อัดอั้นในใจนางเสียจริง ครอบครัวนางรังเกียจนางขนาดไม่จัดงานให้นางเชียวหรือ แต่งกับรั่วซื่อจื่อไม่น่ายินดีตรงไหนกัน
‘นี่สินะ ชะตาคุณหนูใหญ่แสนอาภัพตระกูลหลี่’
3 หนังสือ 6 พิธีการ ดูก็รู้ว่าสกุลหลี่ทำอย่างลวก ๆ เพราะนางเป็นบุตรสาวที่ไม่เป็นที่รักสินะ
“ได้เวลาขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวแล้ว” เสียงเรียบไร้ความยินดีของเจียงจิวฝู มารดาผู้ให้กำเนิดข้างั้นหรือ รอยยิ้มแสยะผุดขึ้นขณะนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง มองผ่านกระจกยังรู้ว่านางไม่อยากมาส่งข้าที่เป็นลูกสาวด้วยซ้ำ
‘ในที่สุดท่านก็โผล่หน้ามาสักครา’
นางไม่พูดอะไรกับลูกสาวสักคำเดียว ยกผ้าคลุมหน้าสีแดงชาดแล้วก็จับจูงออกไปส่งเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวโดยมีเจ้าบ่าวมายืนรอรับเจ้าสาวถึงหน้าบ้าน
นางเห็นเพียงเท้าของเจ้าบ่าวที่สวมใส่รองเท้าตัดเย็บอย่างประณีตปักด้วยไหมสีทองกับสีเลือดหมูรูปจิ้งจอกดำ สัญลักษณ์ของกองทัพจิ้งจอกดำของรั่วอ๋อง เดาได้ว่าคือผู้สืบทอดโดยแท้จริง
เสียงประทัดจุดดังขึ้น พร้อมกับเสียงบรรเลงเพลงของเครื่องดนตรีแห่งขบวนเจ้าสาว กับผู้คนที่ร่วมยินดีกับตระกูลหลี่อย่างเซ็งแซ่ แต่กับคนเป็นเจ้าสาวไร้ความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ภายในเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงมีแปดคนหามปรากฏร่างเจ้าสาวในชุดสีแดงมงคล ปักลวดลายหงส์โผบิน งดงามสมกับเป็นภรรยาซื่อจื่อที่รอรับตำแหน่งรั่วอ๋องในลำดับต่อไป
เครื่องปิ่นทองบนหัวทำให้คนเป็นเจ้าสาวหนักอึ้ง แต่ไม่หนักเท่ากับหัวใจของนาง ที่เหมือนกำลังถ่วงหินเอาไว้ พลางคิดทบทวนถึงเจ้าบ่าวกับสิ่งที่ได้รับฟังมาจากสาวใช้
รั่วเทียนหยางเป็นนามของเขา นิสัยใจคอโหดร้ายป่าเถื่อนฆ่าคนไม่กะพริบตา ใบหน้าเย็นชายิ้มยาก และเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการ ออกรบไร้พ่าย คิดมาถึงตรงนี้ก็ประหวั่นพรั่นพรึงถึงตัวเองไม่ได้ ว่าจะพบกับสามีเช่นไร จะเหมือนที่เล่าขานถึงความโหดเหี้ยมอำมหิตของซื่อจื่อผู้นี้หรือไม่
จวบจนเสียงฝีเท้าของม้าที่เดินนำหน้าขบวนเจ้าสาวหยุดลง เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีแล้วว่าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว คือจวนของรั่วจื่อซื่อ รองแม่ทัพจิ้งจอกดำ พลันความเย็นยะเยือกแล่นเข้าสู่กลางใจ พร้อมกับอาการหวาดหวั่น
เมื่อก้าวลงจากเกี้ยวแล้ว เส้นทางเดินของนางจะเปลี่ยนไปทันที เหมือนสายน้ำที่ไม่อาจไหลย้อนกลับได้อีก มีแต่ต้องเดินไปเบื้องหน้าให้ถึงที่สิ้นสุดคือมหาสมุทรอันเวิ้งว้างไกลโพ้น
‘ข้าไร้ซึ่งหนทางแล้วจริง ๆ’
ภายในห้องหอหลังจากทำพิธีเสร็จ
กลิ่นไป่เหอฮวากับเย่ไหลเซียง เป็นกลิ่นกำยานที่ทำให้เวียนหัวเป็นที่สุด นางสูดกลิ่นนั่นมานานหลายชั่วยามแล้วกับท่านั่งบนเตียงนิ่ง ๆ จนเริ่มมึนศีรษะเล็กน้อยจนอยากหาอะไรที่ดมที่ช่วยให้สดชื่นได้ พลันคิดถึงถุงหอมที่เหน็บไว้สายคาดเอว ที่ว่านเหนียงเคยสอนให้ทำเอาไว้ แก้วิงเวียนจึงหยิบมาสูดดมคราหนึ่ง ก่อนจะเก็บมันเอาไว้ที่เดิมเพื่อรักษากิริยา
นี่ก็ผ่านมานานแล้วหลังจากพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีอย่างถูกต้องของนาง ปล่อยให้นางนั่งรอในห้องหอนี้เพียงลำพัง จากฟ้าแจ้งจนฟ้ามืดก็ยังไม่เข้ามาเสียที
ย้อนไปคิดถึงเมื่อก่อนลงเกี้ยวเจ้าสาว แม่สื่อให้เขาเตะเกี้ยวเจ้าสาว แต่เขาเมินเฉยไม่ทำตามราวกับใครก็ห้ามสั่งเขา แต่นางเตะคานประตูตอบกลับจากภายในเกี้ยว แม้ว่าอีกฝ่ายยังไม่เตะก็ตาม ซึ่งหมายความว่าชายมิกลัวภรรยาและสตรีอ่อนแอ แต่นางเป็นคนเตะเพียงคนเดียว จึงหมายความว่าภรรยาเช่นนางก็ไม่เกรงสามีโหดร้ายอำมหิตเช่นกัน
เมื่อนางถูกสั่งให้โยนกุญแจหีบสินเดิมที่นำติดตัวมาด้วย ตามประเพณีต้องเป็นเจ้าบ่าวที่ต้องรับกุญแจขึ้นมาเป็นนัยว่าให้ฟ้าเป็นสักขีพยาน เป็นเคล็ดการขอลูกชาย แต่คนใจหยาบก็ยืนดูดายนิ่งดั่งหินผา ไม่ขยับเขยื้อน จนแม่สื่อต้องเก็บกุญแจคืนนาง
‘ดี...ไม่อยากมีลูกกับนางก็ดี’ นางหรืออยากมีลูกกับเขา
เมื่อหามเกี้ยวเข้ามาในโถงพิธีการ เจ้าบ่าวที่เย็นชากลับใช้พัดเคาะหลังคาเกี้ยวสามครั้งและเตะคานเกี้ยวสามครั้ง พร้อมกับยิ้มยกมุมปากแบบที่นางมองผ่านผ้าแพรคลุมหน้าเห็นเลือนราง แต่แววตานั้นท้าทายอย่างเห็นได้ชัด
‘หึ...ทำเพื่อแสดงอำนาจให้ภรรยาเชื่อฟังสามี’ น่าขำสิ้นดี บุรุษก็ดีเพียงแค่ข่มสตรี
กราบไหว้ฟ้าดินก็ทำเหมือนไม่เต็มใจ ทำเพียงให้เสร็จสิ้นนางคงไร้ความสำคัญกับเขาสินะ ก็เป็นสัญญาการแต่งงาน ที่กระทั่งใบหน้าเขานางยังไม่เคยประสบพบ จนถึงพิธีแต่งงาน จะให้หน้าชื่นเบิกบานยิ้มรับการแต่งงานได้เยี่ยงไรกัน
ปัง!
เสียงดังที่หน้าประตูพลันทำให้เจ้าสาวที่ขบคิดถึงเจ้าบ่าวอย่างเพลิดเพลินนั้นสะดุ้งสุดตัว ไม่บอกก็รู้ว่าหยาบคายเช่นนี้จะมีใครได้อีกนอกจากรั่วซื่อจื่อ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินเข้ามายังบริเวณห้องนอนที่นางนั่งคอยเขาอยู่ และเสียงต่อมาทำให้นางตกตะลึงพรึงเพริดอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นล้มลงกระทบพื้นเสียงดังโครมคราม
เพล้ง!
กลิ่นกำยานฟุ้งกระจายยิ่งกว่าตอนจุด หากให้คาดเดาคงเพราะเจ้าบ่าวที่เมามายผู้นี้เป็นผู้เตะมันลงไปสินะ ปากที่ไม่ปริออกมาสักครึ่งคำ แต่ร่างกายกวัดแกว่งไปทั่ว เช่นนั้นก็คงเป็นบุรุษชอบใช้กำลังสินะ ขณะที่กำลังขบคิดอยู่นั้น นางก็เหมือนจะหยุดหายใจเอาดื้อ ๆ เมื่อบุรุษผู้นี้มายืนอยู่เบื้องหน้ามองนางที่มีผ้าแพรคลุมนิ่งสงบอยู่อึดใจ จนนางรู้สึกอึดอัดราวกับหายใจไม่ออก เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลังมือเย็นชื้นด้วยความหวาดหวั่น
ฮึก!
ฟิ้ว!!
นางหลับตาปี๋เมื่อเขาโบกมือสะบัดทั้งหลบหน้าออก กลัวว่ามือนั้นจะกระทบใบหน้า แต่ทว่ามีเพียงผ้าแพรคลุมหน้าเท่านั้นที่บินลอยไปตามแรงโบกสะบัด
“กลัวรึ!”
ในที่สุดเสียงที่นางอยากได้ยินก็เอ่ยขึ้น แต่ความรู้สึกเหมือนกลายเป็นเสียงข่มขู่อยู่นัย ๆ
“ปะ...เปล่าเจ้าค่ะ” ในที่สุดนางก็หาเสียงตัวเองเจอ เมื่อครู่นึกกว่าตัวเองจะสิ้นสติไปเสียแล้วด้วยซ้ำ หากมือของเขาฟาดลงมาที่ใบหน้า
เขาเลือกที่จะใช้มือโบกสะบัดแทนการใช้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ไม่ต้องอธิบายให้มากความ นางไม่ใช่คนโง่ที่มองไม่ออกว่า มังกรตัวนี้ไม่ได้เลือกหงส์เช่นนาง
นางได้แต่กำหมัดข่มความอับอายเอาไว้ หลายอย่างที่เขากระทำ บ่งบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“รักกันมากนักรึ”
นางเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย คิ้วขมวดแน่นไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร จึงยังไม่ตอบแต่เหมือนเขาที่ก็รอให้นางคิดเองไม่ไหวจึงพ่นมาอีกคำ
“จดหมาย”
อืม...เขารู้สินะว่านางส่งจดหมายให้น้องชายคนที่สามของเขา แต่แล้วอย่างไร นางรักใคร่กับรั่วเทียนเฉิงผิดอะไร เพราะนางก็ไม่รู้เรื่องสัญญาบ้า ๆ บอ ๆ นั่นสักหน่อย
“เจ้าค่ะ”
ไม่มีอะไรที่จะตอบได้ดีเท่าคำนี้อีกแล้ว คร้านจะโกหกบอกว่ารักท่านผู้เดียว ไม่สู้ให้เขาได้ล่วงรู้ไปเสียเลยว่าหัวใจนางก็ไม่เคยมีเขามาก่อนเช่นกัน ไม่ใช่เพียงแต่เขาผู้เดียวที่ไม่มีนาง
“แพศยา ยั่วยวนน้องชายข้า!”
เพล้ง!
อีกแล้วจอกเหล้ามงคลของนางลอยละลิ่วปลิวไปกลางห้อง ‘หึ...ดีเหมือนกัน ข้าก็ไม่ได้อยากดื่มสุรามงคลกับเขาเท่าไหร่นัก’
เขาหยิบจอกเหล้าทองเหลืองอีกจอกขึ้นตั้ง เทเหล้าลงใส่จอกจนเต็มแล้วก็ดื่มพรวดเดียว ราวกับโมโหเรื่องที่นางรักใคร่กับน้องชายคนที่สามของเขาคือเรื่องต้องห้าม นางโดนเขากดดันด้วยความเงียบอีกครั้ง จนเมื่อเหล้าพร่องไปครึ่งกาได้กระมัง ดวงตากร้าวมองมายังนางด้วยความกรุ่นโกรธ
นางไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เคยอยู่สองต่อสองกับบุรุษกักขฬะ ไม่เคยประสบกับความหยาบกระด้างจนความกล้าที่มีมาแต่ตระกูลหลี่หดหายไปในที่สุด
“รู้หรือไม่...กำยานพวกนี้ใช้ทำอะไร”
ดวงตาดุดันหันมามองนางชั่วอึดใจแล้วก็สะบัดหน้ากลับไปทางเดิม ราวกับใบหน้าของนางอัปลักษณ์เสียเต็มประดา จนทำให้นางได้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับหมึกวาดของอ๋องอำมหิตเต็มสองลูกตา มิน่าเล่าน้องสาวในอุทรถึงกับเป็นปรปักษ์กับนาง เพราะรูปโฉมราวกับบุรุษที่สวรรค์ปั้นแต่ง คิ้วดาบคมกริบดกดำได้รูปกับดวงตาจิ้งจอกที่แฝงด้วยอำนาจและบารมีจ้องมองมาที่นางด้วยสายตาดูแคลนเหยียดหยามราวกับสตรีนางโลมโคมเขียว จนอยากกลั้นใจตายไปเสียเพื่อหนีหน้าเขาผู้นั้น
เหมือนนางจะคิดเรื่องเขาจนนานเกินไป ทำให้ดวงหน้างดงามดุดันหันกลับมาอีกครั้ง นั่นนางจึงได้เอ่ยตอบ
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ” นางคงไม่รู้ทุกเรื่องในโลกกระมัง เพราะนี่คือกำยานตำหนักรั่วซื่อจื่อหาใช่กำยานในเรือนนางเสียหน่อย
“ปลุกกำหนดอย่างไรเล่า” เขาพูดพร้อมกับส่งยิ้มเยือกเย็นราวกับยกภูเขาน้ำแข็งมาให้คนที่เป็นเจ้าสาวหมาด ๆ ได้ยล
“ม่ะ...ไม่ใช่...ไม่ใช่ข้านะเจ้าคะ” เหมือนจะคิดได้ว่าเขาหมายถึงสิ่งใด
“หึ...แล้วผู้ใด!” ไม่พูดเปล่าร่างใหญ่โตขยับก้าวเดียวก็ถึงนางที่อยู่บนเตียง มือหยาบที่เคยจับแต่กระบี่เชยคางของนางขึ้น พลันความร้อนรุ่มแล่นเข้าร่างกายจนใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจที่เคยปกติพ่นแรงขึ้นเหมือนคนเหนื่อยหอบ
‘ข้าเป็นอันใด!’
“พร้อมแล้วสินะ!” เขาพูดพร้อมกับมือที่ลากไล้ไปตามกรอบหน้าพลันให้นางส่ายหน้าไปมาด้วยความหวาดกลัว
เวลาผ่านมาห้าเดือนหลังจากหลิงชิงคลอดลูกสาว และนางก็ได้รับข่าวดีว่าท่านพ่อก็มีน้องเพิ่มจากอนุที่อยู่ในจวนกำลังตั้งครรภ์ นางก็ยินดีกับท่านพ่อด้วย ส่วนอนุที่ท่านพ่อเลือกให้ชูหน้าชูตาขึ้นเป็นผู้หญิงที่กิริยามารยาทเรียบร้อยนัก จนนางคิดว่าท่านพ่อดูคนไม่ผิดแล้ว ยามนี้นางวุ่นวายกับการเลี้ยงลูก และสามีก็ต้องเลี้ยงเหมือนกันเพราะชอบแอบกินนมนางแย่งเจ้าตัวเล็กทุกคืน เมื่อแผลหายสนิทหลังคลอด เขาก็เริ่มมีคืนวสันต์กับนางจนกังวลว่าลูกคนนี้ยังไม่ทันโตก็จะท้องอีกคนจนต้องกินยาห้ามครรภ์เป็นระยะ นางอยากให้ความรักความอบอุ่นกับลูกก่อน กลัวเขาจะอยู่กับนางน้อยเกินไปและคิดว่านางไม่รัก “ท่านพี่พอแล้วเจ้าค่ะ” คืนนี้ก็เป็นอีกวันที่สามีเหนื่อยงานมา แต่กลับลากนางเข้าห้องให้แม่นมดูแลลูกน้อยของนางแทน “อีกรอบข้ารู้สึกคร่ำเครียดมาก วันนี้เกือบมีสงครามระหว่างแคว้นเกิดขึ้นด้วยซ้ำ” ทูตที่มาต่างแคว้นวันนี้เกิดอยากแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ขึ้นมา แต่ทว่าฝ่าบาทไม่เคยให้งานแต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์เพราะหากไม่ได้มีใจให้กัน เท่ากับส่งลูกสาวและหลานสาวไปตายเท่านั้น แต่อ๋องน้อยผู้นั้นฝีปากกล้าอยากได้ท่าน
เรือนรั่วอ๋องต่างมีแขกมามากมายไม่ขาดสาย เมื่อรับรู้ว่ารั่วอ๋องและคุณชายหลิงเฟยเป็นที่โปรดปราน ก็อยากให้บุตรหลานได้เป็นเพื่อนเล่นด้วย เพื่อหวังจะมีช่องทางในการรับราชการในอนาคต แต่รั่วอ๋องไม่ค่อยปลื้มใจนัก เพราะเขามีเวลาส่วนตัวกับภรรยาน้อยเหลือเกิน ทั้งยังต้องแบ่งเวลาต้อนรับแขกอีก จึงสั่งให้พ่อบ้านงดรับแขกที่ไม่ได้นัดหมายห้ามเข้าเสีย เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกและภรรยาบ้าง แต่แขกที่มาบ่อยเห็นจะเป็นท่านหญิงอันกับรั่วเทียนเฉิง จนเขาเริ่มชักหึงเสียแล้ว เพราะทั้งคู่บอกว่านัดมาตลอด ทั้งที่ไม่ได้นัด “บ้านเจ้าไม่มีข้าวหรือไง” รั่วเทียนเฉิงมาถึงก็ร้องกินข้าวไม่พอ เดือดร้อนให้ภรรยาเขาทำให้กินอีกด้วย หลิงชิงยื่นมือเข้าไปบิดเนื้อสามีที่เสียมารยาทกับแขกเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งยังมีท่านหญิงอันที่นั่งอยู่ข้างกันอีกด้วย “หึ...ข้าวบ้านท่านมีน้อยรึ เหตุใดถึงหวง” รั่วเทียนเฉิงเห็นพี่ชายกับพี่สะใภ้มีความสุขกันมากเกินไปจนเขาอิจฉาแล้ว จึงได้มารบกวนบ่อย ๆ “ไม่ต้องทะเลาะ ไว้คราวหน้าข้าจะให้ห้องเครื่องหลวงทำอาหารมาเผื่อพวกท่านบ้าง รับรองว่าอร่อยแน่นอน” อันเยว่
ในเช้าตรู่สองวันถัดมารั่วอ๋องก็เปิดจวนต้อนรับตระกูลหลี่เป็นครั้งแรก หลังจากออกปากเคยไม่ให้เข้ามาเหยียบในเรือนของตัวเอง แต่เมื่อภรรยาเขาต้องการจะกลับคำเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร วันนี้หลี่จิ้งมาพร้อมกับภรรยาแต่เช้าทั้งนั่งรอในรถม้าจนกว่าจะถึงเวลานัดโดยไม่อีดออดนอกจากภรรยาที่ไม่พอใจแต่อยากตามมาด้วยทำให้หลี่จิ้งหงุดหงิด “หากเจ้าไม่เต็มใจก็กลับไปข้าจะให้รถม้าไปส่งที่บ้าน” หากให้นางเข้าไปพูดจนเสียบรรยากาศจะทำให้รั่วอ๋องโกรธเอาได้ “ข้าจะเข้าไปดูคนใจดำอำมหิต” เจียงจิวฝูจะดูว่าลูกสาวที่อุตส่าห์อุ้มท้องมาเก้าเดือนและแบ่งคลอดมาด้วยตัวเองจะว่าอย่างไร เมื่อเห็นมารดาเช่นนางนั่งอยู่ตรงหน้า “หึ...เจ้ากล้าพูด เอาคันฉ่องมาส่องเถิด ใครกันที่อำมหิต เจ้าเกือบฆ่าลูกสาวอีกคนแล้วนะ” เขาไม่อยากจะคิดว่าหากหลิงชิงโดนกบฏผู้นั้นย่ำยีแล้วนางจะอยู่บนโลกนี้อย่างไร รั่วอ๋องจะโกรธถึงขั้นฆ่าล้างตระกูลหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ นี่นับว่าปรานีที่สุดแล้ว “ท่านก็เอาแต่เข้าข้าง” “แล้วให้ข้าพูดหรือไม่ว่าเจ้าทำตัวต่ำทรามเช่นใดบ้าง” เขารู้สึกว่าภรรยาของเขาต่ำทรามแล้วจ
เจียงจิวฝูแทบขาดใจเมื่อรับรู้ว่าลูกสาวจะถูกตัดสินโทษ หลี่จิ้งเข้าไปขอร้องฝ่าบาทเพื่อเห็นแก่เดิมที่เป็นขุนนางจงรักภักดี รั่วอ๋องเองก็อยู่ในเหตุการณ์จึงก้มหน้าเท่านั้นไม่ขอออกความเห็นสิ่งใด ฝ่าบาทจึงเมตตาลดโทษตายแต่โทษเป็นยังอยู่ ส่งไปใช้แรงงานในเหมืองตลอดชีวิตห้ามกลับมาเมืองหลวงอีก เวลาผ่านไปลูกชายของนางหลิงเฟยเริ่มเติบใหญ่ขึ้นจนชอบปีนป่ายเสียจนนางหวั่นว่าจะตกลงมาจากต้นไม้เข้าสักวัน วันนี้นางเริ่มเดินคล่องขึ้นแล้วหน้าท้องก็เริ่มนูนนิดหน่อยยังมองไม่ออกว่านางท้องหรือไม่ แต่นางก็ระมัดระวังอย่างดีไม่ให้ตนเองทำอะไรเสี่ยง ๆ กับลูกในท้องที่กำลังจะเกิดมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “ท่านแม่...ข้าปีนสูงหรือไม่” ตอนนี้ทั้งคนทั้งแมวปีนกันไปนั่งอยู่บนกำแพง ไม่รู้ว่าผู้ใดลืมบันไดไว้กันแน่ จนลูกชายของตนเอามาปีนป่ายเล่น “ระวังตกนะลูก” นางส่ายหน้าไปมาแต่ก็ห้ามไม่ได้ เห็นอะไรที่เขามีความสุขก็ทำไป เหมือนนางที่อยากใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกวัน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ชีวิตจะทุกข์อีก “ไม่ตกขอรับ” ลูกชายตะโกนลงมาจากต้นไม้ นางได้แต่ส่ายหน้าแต่ก็กำชับให้บ่าวไพร่คอยช่วยด
ยังไม่ทันที่เจียงจิวฝูพูดสิ่งที่ต้องการจบ ร่างใหญ่ของรั่วอ๋องที่คิดถึงภรรยาแทบขาดใจก็เดินมุ่งไปในเรือน และรู้สึกว่าในเรือนแปลก ๆ ไป “พ่อบ้านหวงมีอะไร” เขาเอ่ยถามพ่อบ้านเมื่อเข้าไปเห็นคนล้อมเรือนของหลิงชิงไว้ไม่พอ ยังมีคนเข้าออกในห้องอีกหลายคน หรือว่าจะเกิดเรื่อง “พระชายาไม่สบายขอรับท่านอ๋อง ตอนนี้น่าจะกำลังให้ดื่มยา...” พ่อบ้านหวงไม่กล่าวออกไปหมด แต่เลือกดึงคำให้ยานให้ท่านอ๋องเข้าไปดูเองจะดีกว่า “ข้าจะเข้าไปดูเอง ให้คนต้มยามาอีก” ทั้งซูเม่ยทั้งหลิงเฟยมองหน้ากันแล้วก็ถอนหายใจ ท่านแม่ดื้อเกินไปไม่ยอมกินยา “ถ้าท่านไม่กินยาข้าจะไม่พูดกับท่าน” หลิงเฟยแสร้งทำเป็นงอนมารดา ทั้งที่จริงแล้วตัวเองก็ติดมารดามากทั้งเป็นห่วงด้วย เขามีหนิวหนิวต้องดูแลหนึ่งตัวแล้ว ตอนนี้ท่านแม่ก็ยังไม่ยอมกินยาอีก จนทำให้เขาวุ่นวายจนเหนื่อย “ใครดื้อไม่กินยาหรือ” เสียงของคนที่นางคิดถึงดังขึ้น ภายในใจนางสับสนจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ ต้องการกลับมาเพื่อจะขับไล่นางหรือ เร็วเพียงนี้เชียว “ท่านกลับมาเสียที ข้าเหนื่อยมาก ท่านพ่อขอรับท่านแม่
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นจนถึงเมืองหลวง ตลอดทางนางนิ่งเงียบพูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้นจนทำให้สาวใช้และคนอื่นพากันอึดอัดไปด้วย เห็นจะมีคนเดียวที่ไม่รู้สึกว่ามารดาเปลี่ยนจนเมื่อรถม้าที่แยกจากขบวนเสด็จของฝ่าบาทกลับจวนรั่วอ๋อง “หลิงเฟย หากไม่มีบิดาอยู่กับพวกเราแล้วเจ้าจะเสียใจหรือไม่” นางถามพลางลูบที่ศีรษะลูกชายเบา ๆ “เสียใจขอรับท่านแม่ ข้าเพิ่งเจอท่านพ่อไม่เท่าไหร่เอง หากไม่มีเขาจริง ๆ ...” เด็กน้อยพูดแล้วก็หยุดไปน้ำตาของเขาปริ่มที่ดวงตาจนทำให้นางเจ็บปวดใจเหลือเกิน “แล้วหาก...ฮึก...หาก...หากไม่มีแม่เล่า...เจ้า...ฮึก” คำนี้ยากจะเปล่งออกมาจริง ๆ หากเขามีความสุขกับบิดาแล้วหากไม่มีนางเล่าเขาจะอยู่ได้ไหม แต่นางคงใจสลายเมื่อถึงเวลานั้น “ไม่...ข้าจะอยู่กับท่านพ่อและท่านแม่” หลิงเฟย กอดมารดาแน่นไม่อยากให้มารดาพูดเช่นนี้เขาเสียใจ “แล้วหากต้องเลือก...” “ไม่ข้าไม่เลือกอะไรทั้งนั้น ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องอยู่กับข้า” เมื่อบุตรชายเริ่มงอแงนางก็ไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์เช่นไรดี หากต้องห่างจากลูกนางต้องขาดใจแน่ ๆ ตลอดชีวิตเขาไม่เคยทำให้นางเสียใจ







