เวลาผ่านไปสองเดือน เป็นสองเดือนที่แสนเงียบสงบสำหรับหลิงชิงกับสาวใช้อย่างยิ่ง ท่านหญิงซีหวินกลั่นแกล้งสารพัด ให้บ่าวในจวนรั่วอ๋องห้ามมาช่วยเหลือไม่พอ ยังไม่ส่งอาหารมาให้ แต่ไม่รู้ว่ารั่วอ๋องไปอยู่ที่ใด ปล่อยให้ชายาที่อยู่ท้ายจวนลำบากเช่นนี้ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งที่นายหญิงของตนเองไม่สบาย
“ฮึก...ข้าจะอาเจียน เอากระโถนให้ข้าหน่อย” ขณะที่นางปักผ้าอยู่ในเรือนไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่านนั้น อยู่ ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้อย่างหนักจนต้องเอามือมาปิดปากไว้
“นายหญิงไม่สบายหรือเจ้าคะ” ซูเม่ยลูบหลังนายหญิงที่โก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย หลังจากที่เอากระโถนมาให้ ใบหน้าผู้เป็นนายซีดเผือดไร้สีเลือดจนทำให้นางหวั่นวิตก
“นายหญิง...ข้าจะไปตามหมอเจ้าค่ะ” ซูเม่ยพยุงนายหญิงให้ไปนอนพัก แล้วคิดว่าควรตามหมอมาดูอาการนายหญิงเสียหน่อยพูดขึ้น
“เอาตำลึงนี่ไปปิดปากให้พวกบ่าวรับใช้ จะได้ผ่านทางง่าย” หลิงชิงหยิบห่อตำลึงของตัวเองส่งให้สาวใช้คนสนิท อยู่ที่นี่นางใช้สินเดิมประทังชีวิต ซึ่งมีไม่น้อยเลยก็จริง แต่ทว่าการเข้าออกในจวนรั่วอ๋องที่ต้องผ่านตำหนักกลาง มันก็ยากเย็นอยู่สักนิด หากไม่ได้ใช้เงินปิดปากคนอยู่บ้าง นางและสาวใช้ก็ออกไปซื้อของกลับมาอยู่เรือนท้ายจวนแสนลำบากนัก ทั้งยังหาทางออกด้านหลังไม่ได้จึงได้แต่มีทางออกเดียวคือด้านหน้า
ยามนี้นางรู้สึกใจหวิว ๆ ชอบกล กังวลเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดเป็นที่สุด คิดไปถึงชายใจอำมหิตผู้นั้น ถึงขั้นให้นางอยู่ท้ายจวนแล้วเออออกับท่านหญิงเช่นนี้ นับว่าไร้ความเมตตาโดยแท้ บุรุษเช่นนี้นางขอสาปส่งอย่าได้ประสบพบเจอกันอีก ชาตินี้พอแค่ชาติเดียวเถอะ
ราวหนึ่งชั่วยามท่านหมอก็ได้เข้ามาตรวจนางถึงเรือนหลัง นับว่าซูเม่ยก็จ่ายไปไม่น้อย คนนอกจะเข้าออกจวนรั่วอ๋องไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่นางแปลกใจขนาดนางไม่สบาย คนผู้นั้นก็ไม่สนใจไยดีเลยหรือไง
‘ช่างเป็นบุรุษหยาบช้าเย็นชายิ่งนัก’
“พระชายายินดีด้วยขอรับ ท่านได้ตั้งครรภ์ให้ท่านอ๋องแล้ว” สิ้นเสียงหมอหลวงเหมือนมีหินอีกก้อนวางบนบ่านางอีกครั้ง ‘นางตั้งครรภ์กับเขาทั้งที่ร่วมหอมีคืนวสันต์เพียงราตรีเดียวนี่นะ’ เพราะหลังจากอดีตรั่วอ๋องสิ้นชีวิตลงกะทันหัน นางจึงไม่มีเวลาหายาห้ามครรภ์ แล้วนั่นก็ทำให้มีอีกชีวิตในท้องที่มาร่วมลำบากกับนาง
‘เห้อ’
หลังหมอหลวงกลับไปนางจึงถอนหายใจ ขบคิดเรื่องตัวเองและลูก หากต้องถูกขังอยู่เรือนท้ายจวนที่ความอบอุ่นเข้าไม่ถึงไม่พอ ทั้งยังไร้การเหลียวแลอีก นางและลูกจะแข็งแรงได้อย่างไรกัน
หลังจากซูเม่ยส่งท่านหมอเสร็จแล้วจึงรีบมาดูนายหญิงของตนเอง เห็นแววตาหม่นเศร้าคู่นั้นแล้วพลันทำให้น้ำตาของตัวเองหลั่งรินออกมา
“ซูเม่ยเจ้าเป็นอะไรไป” นางที่โชคชะตาเป็นเช่นนี้ น้ำตาสักหยดก็ไม่เคยให้มันไหลลงมา ผิดกับสาวใช้ที่จิตใจอ่อนไหวยิ่งกว่านางเสียอีก
“ท่านอ๋องก็ไม่อยู่กระทั่งช่วงไว้ทุกข์ก็ยังเข้าไปค่ายทหารทั้งยังไม่มีเรื่องรบสักนิด เห็นได้ชัดว่าจงใจหลบหน้านายหญิง ทำไมจวนอ๋องถึงใจร้ายกันทุกคนเยี่ยงนี้เจ้าคะ”
เสียงพูดเคล้าเสียงสะอื้นของสาวใช้ ทำให้นางต้องยกมือขึ้นไปปลอบนางให้ใจเย็น ๆ
“เขาไปคุมกองทัพหรือ” ที่นางแปลกใจคือบิดาเพิ่งเสียชีวิต ยังมีแก่ใจทำงานอีกหรือ ใจต้องแข็งแค่ไหนกันถึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ต่อให้เขารู้ว่านางท้องลูกของเขาก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่กระมัง
“เจ้าค่ะ จัดการงานศพเสร็จก็ไปทันที กระทั่งท่านก็ไม่มาร่ำลา นี่ท่านเป็นชายารั่วอ๋องนะเจ้าคะ” ซูเม่ยยังตัดพ้อต่อทำเอานางส่ายหน้าให้กับสาวใช้ของนางที่ไม่รู้จักโตสักที
“หากเขาเห็นว่าข้าเป็นชายา เขาจะเห็นดีเห็นงามกับท่านหญิงซีหวินมารดาของเขาหรือ เจ้าพูดก็คิดเสียบ้าง ข้ากับเขาล้วนโดนบังคับพอ ๆ กัน การจะให้มานั่งใส่ใจข้า เขาก็คงไม่ทำ”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่...เอาเถอะ อยู่ของเราไปเถอะเดี๋ยวเจ้าปลูกผักพวกที่ใช้บำรุงครรภ์ไว้หน่อย ซื้อหาก็ยากลำบากต้องออกทางประตูหน้า อะไรที่ทำเองได้ก็ทำเองเถิด” ใกล้ฤดูหนาวแล้ว นางต้องเก็บสะสมถ่านและอาหารไว้บ้าง หากหนาวเหน็บจนยากจะเกินทน ลูกน้อยของนางจะเป็นอันตรายเอาได้
ข่าวเรื่องการตั้งครรภ์ของชายาเอกรั่วอ๋องรู้ถึงหูของท่านหญิงซีหวิน นางจึงมาเยี่ยมเยียนลูกสะใภ้ดูบ้าง จึงย่างกายเข้ามาที่เรือนท้ายจวนของบุตรชายที่รับตำแหน่งอ๋องสืบต่อจากบิดา เดิมก็ไม่ไยดีอยู่แล้วยิ่งรู้ว่าท้องก็ไม่ได้ร่วมยินดีนัก เพียงแต่มาให้เห็นกับตาว่านางยังสบายดีอยู่อีกหรือ
“นายหญิงท่านหญิงซีหวินมาเจ้าค่ะ” ซูเม่ยที่เห็นว่าใครผ่านประตูเข้ามาจึงรีบเข้าไปหาผู้เป็นนายเพื่อให้เตรียมตัว แต่ยังไม่ทันทำอะไรร่างของท่านหญิงซีหวินก็มาหยุดยืนอยู่หน้าเรือนแล้ว จำต้องออกมาทำความเคารพ
“คารวะท่านหญิง” หลิงชิงพยายามไม่ทำตัวต่อต้านแม่สามี เพราะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็หาความสบายไม่เจอ หากยังปากดีอีกคงจะทำให้ลูกในครรภ์เป็นอันตรายแล้วกระมัง
“นับว่าร่างกายแข็งแรงดี ครั้งเดียวก็ติดได้ไม่ต้องพึ่งยา” ฟังเสียงแล้วเหมือนท่านหญิงกำลังประชดประชัน นางจึงนิ่งเงียบรอฟังว่าจะมาถากถางสิ่งใดอีก
“ข้าจะให้คนมาคอยดูเรื่องยาบำรุงก็แล้วกัน เจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้เป็นภาระท่านอ๋องที่คุมกองทัพอยู่ชายแดน”
นี่ท่านหญิงมาสั่งห้ามส่งข่าวเรื่องนางตั้งครรภ์ไปหาท่านอ๋องสินะ นางยิ้มมุมปากเล็กน้อยไม่ได้ตอบโต้อะไร เพราะรู้ว่าท่านอ๋องหรือจะดีใจที่ชายาที่ไม่เป็นที่ต้องการอย่างนางตั้งครรภ์ทายาทของเขา
‘เขาก็แค่อ๋องไร้ใจผู้หนึ่ง’
ผ่านมาเจ็ดเดือนร่างกายของคนท้องก็พร้อมคลอดลูกแล้ว ตลอดเจ็ดเดือนที่ผ่านมานางไม่เคยแตะต้องยาที่ท่านหญิงซีหวินส่งมาเลยสักนิดเดียว ลับหลังก็ให้คนเอาไปเททิ้ง นางแม้เติบโตมาในบ้านนอก แต่ก็รู้จักระแวงระวังไม่ให้ตนถูกรังแกเอาง่าย ๆ โดยเฉพาะลูกในครรภ์ที่ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
“ข้าเจ็บท้องคลอดแล้ว” นางปวดหนึบบริเวณท้องแล้วมีแรงเบ่งเป็นระยะ นั่นเท่าที่ได้ฟังญาติของซูเม่ยเล่าอาการทำให้รู้ว่านี่เป็นอาการของคนกำลังจะคลอดลูกแล้ว
“นายหญิงนอนสักครู่เจ้าค่ะ ข้าจะไปตามท่านป้ากับน้องสาวข้าเดี๋ยวนี้” เพราะนางวางแผนเรื่องคลอดลูกที่เรือนท้ายจวนไว้อย่างดิบดี ให้คนผู้หนึ่งช่วยเหลือนางจึงได้รับสาวใช้สองคนเข้ามาทำงานในจวนอ๋อง และทั้งสองก็เคยทำคลอดมาหลายครั้ง นั่นเป็นคนที่นางไว้ใจได้ ให้มาช่วยระหว่างนางใกล้คลอดที่แฝงอยู่ในจวนรั่วอ๋อง
สามีที่อยู่ชายแดนคงไม่รู้กระมังว่าเขากำลังจะเป็นบิดาคนแล้ว แต่ว่านางจะไม่ส่งข่าว ปล่อยให้เขารู้ภายหลังก็แล้วกัน ‘ในเมื่อไม่สนใจข้าก็ขอคลอดลูกลำพังกับสาวใช้ก็พอ’
แรงเบ่งมหาศาลที่มาเป็นระยะ ทำให้นางแทบหมดแรง แต่ว่าเพื่อลูกน้อยของนาง นางจะไม่ยอมแพ้ จนเมื่อได้ยินเสียงเด็กร้อง ความเจ็บปวดก็มลายสิ้นทันที
อุ๊แว้ อุ๊แว้ อุ๊แว้...
เสียงลูกร้องพร้อมกับรอยยิ้มคนเป็นแม่ นางคลอดลูกสำเร็จแล้ว
“คลอดปลอดภัยแล้วเจ้าค่ะนายหญิง เด็กเป็นผู้ชาย...” ท่านป้าของซูเม่ยพูดขึ้นขณะอุ้มเด็กชายตัวอวบอ้วนที่อาบน้ำร้อนเสร็จแล้วห่อด้วยผ้าไหมอย่างดีที่นางเตรียมไว้ เพราะเป็นสินเดิมจากทางบ้านของนายหญิง บรรจงวางคุณชายน้อยด้านข้าง
นางตะแคงตัวมองบุตรชายด้วยรอยยิ้ม หลังจากซูเม่ยจัดการเช็ดทำความสะอาดบนเตียงที่เตรียมคลอดลูกแล้ว
“คุณชายน่าเอ็นดูนักเจ้าค่ะ แก้มเหมือนซาลาเปาเชียว” ซูเม่ยพูดอย่างรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ แล้วก็เดินออกไปส่งท่านป้าและน้องสาวของตนเองด้านนอก เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่านายหญิงคลอดลูกแล้ว ทุกอย่างทำกันลำพัง คนในจวนไม่มีใครสนใจเพราะเป็นเรือนท้ายจวนที่ไม่ค่อยมีใครกล้าย่างกายเข้ามา ระหว่างนี้นายหญิงของนางกำลังอ่อนแอ ไม่พร้อมต่อสู้แย่งชิงอะไรกับผู้ใดทั้งนั้น
หลินชิงพินิจพิศมองใบหน้าของบุรุษแล้วแอบน้อยใจที่นางอุ้มท้องมาถึง 9 เดือน แต่กลับมีกรอบหน้า คิ้วบากดุจกระบี่ จมูกสันเป็นคม ริมฝีปากกระจับราวกับถอนจากบิดาที่นางได้พบเพียงครั้งเดียวในคืนเข้าหอ แต่ไม่ยอมลืมชายคนนั้นแม้เวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้ว
“เจ้ารักบิดาใจร้ายงั้นหรือ” นางต่อว่าลูกชายไม่จริงจังนัก แล้วช้อนเขาอุ้มขึ้นเพื่อให้ดื่มนมหลังจากทำปากจุบจับจนอยากฟัด
เมื่อริมฝีปากเจ้าก้อนแป้งของนาง สัมผัสกับเต้านมก็ดูดราวกับกำลังสูบนมจากอกนางให้หมดในคราวเดียว
“กินเก่งเช่นนี้ไงเล่าแม่เบ่งเกือบแย่” ลูกนางตัวใหญ่มากการเบ่งคลอดลูกจึงลำบากนิดหน่อย แม้เจ็บปวดใจเพียงใด นางก็ไม่ยอมแพ้ เพราะอยากเห็นใบหน้าของลูกชายที่เฝ้ารอด้วยความรักมาเนิ่นนาน
ไม่น่าเชื่อว่านางจะเป็นแม่คนได้ ชะตาชีวิตที่พลิกผันไปเรื่อยของนาง อย่างน้อยก็มีหนึ่งสิ่งที่มาให้กำลังใจคือ ‘หลิงเฟย’ นางตั้งชื่อให้บุตรชายว่าหลิงเฟยที่แปลว่าสายลมที่โบยบินอยู่บนฟากฟ้า หวังให้เขาได้เติบโตอย่างอิสระ ไม่ถูกบังคับเหมือนนาง เมื่อผนวกรวมกับแซ่ของบิดาคือรั่ว รวมกันเป็นรั่วหลิงเฟย
เจ้าก้อนซาลาเปามองนางตาแป๋วขณะดูดนมเมื่อเห็นว่าเขาอิ่มแล้ว นางจึงอุ้มพาดหลังตบก้มเบา ๆ ให้เรอออกมาจะได้ไม่อึดอัดท้อง
“เด็กดีของแม่ เลี้ยงง่ายโตวัย ๆ นะลูกนะ” สิ้นเสียงของนางราวขับกล่อมให้ลูกชายหลับไปโดยเร็ว
จากนั้นนางก็ต้องอยู่เรือนเลี้ยงบุตรชายกันตามลำพังกับสาวใช้ของตนเอง มองไปยังกำแพงที่กักขังนางและลูกมาไว้เนิ่นนาน เมื่อไหร่จะได้ออกไปเสียที นางมีสิ่งหนึ่งที่เฝ้าฝัน คืออยากพาบุตรชายออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ มองเห็นโลกภายนอกที่ไม่คับแคบเหมือนเรือนท้ายจวนอ๋องรั่ว
นางนับวันนับเดือนจนผ่านไปกว่าสองปีแล้ว เฟยเอ๋อร์ของนางก็เติบโตขึ้นเป็นเด็กชายตัวน้อยในวัย 2 หนาวที่มีใบหน้างดงามราวกับเทพปั้นแต่ง คงไม่ผิดนักเพราะบิดาของเขารูปงาม ยิ่งมองดูเขาเล่นซุกซนก็ยิ่งเหมือนเห็นบิดาใจร้ายของเขาในวัยเด็ก
“หนิวหนิว...ลงมาเจ้าขึ้นไปสูงเกินไปแล้วนะ” เสียงเด็กน้อยเรียกแมวเพื่อนซี้ที่เก็บมาเลี้ยงเอาไว้ได้หกเดือนแล้วที่ปีนขึ้นไปบนต้นท้อด้านหลังเรือนก็นึกเป็นห่วง
“เฟยเอ๋อร์ของแม่...ทำอะไรอยู่ลูก” เมื่อได้ยินเสียงลูกชายตัวน้อยโวยวาย นางก็เรียกเขาสักคำ
“หนิวหนิวท่านแม่ หนิวหนิวปีนต้นไม้สูง” เด็กน้อยทำท่าฟ้องท่านแม่ทั้งชี้นิ้วไปยังแมวอ้วนลายโคนมที่ตนเองตั้งมันให้ชื่อคล้ายกับสีของมัน
“เดี๋ยวมันก็ลงมา ไปล้างมือเตรียมกินมื้อเย็นเถิด” นางบอกลูกชายแล้วเข้าไปเตรียมอาหารเย็น แต่ทว่าก็ยังไม่ได้ยินเสียงลูกชายวิ่งเข้ามาจึงคิดว่าอีกประเดี๋ยวคงมากระมัง
ด้วยความเป็นห่วงแมวสุดที่รักของตนเอง หลิงเฟย จึงปีนขึ้นต้นไม้ที่มีบันไดพาดไว้ และเมื่อปีนขึ้นไปถึงด้านบนกลับเห็นว่าในจวนใหญ่นั้นกำลังมีงาน และเห็นบุรุษผู้หนึ่งท่าทางดุดัน มองมายังบริเวณที่เขานั่งอยู่บนต้นไม้ ทำให้เขาสะดุ้งจนปล่อยมือจากกิ่งไม้ตกลงมา
“เหมี๊ยว...ง่าว..” เสียงแมวร้องตกใจที่เจ้านายตัวเองพลัดตก
“เย้ย...ท่านแม่...ช่วยหลิงเฟยด้วย...” ปากที่แหกไปยังช้ากว่าเงาของใครบางคนมารับเขาไปให้อยู่ในอ้อมกอด