สองมือของรั่วหลิงเฟยกำแน่นดวงตาหลับปี๋ เจ้าตัวเล็กคิดว่าตัวเองต้องตกต้นไม้แล้ววันนี้ แต่เมื่อกำลังรอร่างตัวเองที่ตกลงกระแทกพื้นเนิ่นนานแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงสักที จึงลืมตาขึ้น
“ฮึก...ท่าน” รั่วหลิงเฟยตกใจในตอนแรกที่ตนอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษท่าทางองอาจคล้ายกับบุรุษอีกคน แต่ทว่าดวงตาเปล่งประกายดุจดวงดาวบนท้องฟ้าเสียมากกว่าสีดำมืดทมิฬจนหน้ากลัวพาให้เขาตกลงมาจากต้นท้อ
“ว่าอย่างไรเจ้าก้อนซาลาเปา ดื้อเสียจนจะตกต้นไม้แล้ว” รั่วเทียนเฉิงวางหลานรักของตัวเองลง แล้วก็ยกมือขึ้นบิดแก้มของเจ้าตัวแสบด้วยความมันเขี้ยว
ตลอดเวลาที่ไม่ได้พบหน้า เขารับรู้ความลำบากของนางและลูกชาย ทั้งยังแอบช่วยเหลืออย่างลับ ๆ จนวันนี้วันที่เขาจะได้กลับเมืองหลวง และอยากเห็นหน้าเจ้าก้อนซาลาเปาก้อนนี้เสียที แต่ว่าแสบมากทีเดียว
“ชู่ว์...อย่าเอ็ดไป เดี๋ยวข้ากับหนิวหนิวโดนทำโทษ”
“เมี้ยว!!!”
สิ้นเสียงเจ้าหลานตัวน้อย ก็ได้ยินเสียงเจ้าแมวอ้วนร้องราวกับรู้ความว่าเจ้านายของมันพูดเรื่องอะไร
“หนิวหนิว?” รั่วเทียนเฉิงขมวดคิ้วสงสัย ว่าหนิว
หนิว คือชื่อเจ้าแมวใช่หรือไม่ แล้วก็ได้คำตอบเมื่อหลานรักของเขามองไปทางแมวตัวกลมไม่ต่างจากเจ้าของ แล้วคว้าขึ้นมาทั้งแนะนำตัวเขาเสร็จสรรพ
“หนิวหนิว นี่ท่านลุงผู้มีพระคุณ เจ้าอย่าแกล้งเขาเด็ดขาดรู้หรือไม่” เด็กน้อยแนะนำโดยยังไม่รู้ว่าเขามีศักดิ์เป็นอาสินะ
“ท่านอาต่างหาก” เขาแก้ลำดับญาติให้ถูกต้อง หลิงเฟยตัวแสบจะได้ไม่เรียกผิด
“ท่านอายุน้อยกว่าท่านพ่อหรือ” หลิงเฟยเคยฟังที่ท่านแม่สั่งสอนว่า หากเป็นคนที่อายุน้อยกว่าบิดาให้เรียกว่าท่านอา
“ใช่”
“ช่างเถอะ ท่านอาก็ท่านอา อย่างไรข้าก็ไม่เคยมีบิดาอยู่แล้ว” ถ้อยคำตัดพ้อนี้มันทำให้รั่วเทียนเฉิงกำหมัดแน่น เขารักกับนางมาก่อน หากไม่เพราะสัญญาบ้า ๆ จนต้องมีการแต่งงานโดยไม่เต็มใจของพี่ชายกับสตรีที่เขารัก ก็คงไม่เกิดเรื่องจนหลานเขาต้องอาภัพเช่นนี้
“มีสิเหตุใดไม่มี” เขาเถียง
“ไม่มีหรอก ข้าเกิดมาก็ไม่มีใคร มีท่านแม่กับพี่ซูเม่ยเท่านั้น ญาติคนอื่นก็ไม่มี ข้าจึงเลี้ยงหนิวหนิวไว้เป็นเพื่อน แล้วประตูนั่นข้าก็ออกไปไม่ได้” เด็กน้อยพูดอย่างน้อยอกน้อยใจ เขาไม่มีเพื่อนเลย มีแต่ท่านแม่กับพี่ซูเม่ย จนมีเพื่อนอีกคนเป็นเจ้าแมวอ้วนตัวน้อย เขาย่อมดีใจเป็นอย่างมาก
“โถ...หลานรักของอา” เขาฉวยเอาหลานตัวเองขึ้นอุ้มทั้งยกหลังมือเช็ดน้ำตา แต่เศร้าได้เพียงชั่วครู่ เสียงตึงตังหน้าประตูก็ดังขึ้น
“ออกไป...เอาออกไปให้หมด ใครกันขังพี่สะใภ้กับหลานชายข้า” ฟังจากเสียงแล้วคงไม่พ้นพี่รองแน่ ๆ ที่โวยวาย แล้วก็เป็นจริงดังที่คิดไว้ พี่รองพาคนมาทั้งพังประตูเมื่อรู้ว่าพี่สะใภ้ต้องคลอดลูกเพียงลำพังอยู่เรือนท้ายจวน เขาก็โกรธหนักถึงกับอาละวาดกับท่านแม่
“คุณชายรอง...”
“เจ้าจะขวางรึ” ดวงตาแข็งกร้าวกราดมองไปยังคนรับใช้แล้วก็หลบตาลง เมื่อคุณชายรองคิดเอาจริง แม้ยามปกติพวกเขาจะไม่เคยประสบกับอารมณ์ขุ่นมัวของคุณชายรองนัก เพราะเป็นคนใจเย็น มีเพียงคุณชายสามเท่านั้นที่อารมณ์ฉุนเฉียว บัดนี้ทั้งคุณชายสาม กับคุณชายรองอยู่ตรงหน้าเขาจึงอึดอัดใจนัก จำต้องหลีกเลี่ยง
“พี่รองเอะอะอะไร พี่สะใภ้ก็ตกใจหมด” รั่วเทียนเฉิงปรามพี่ชายคนรอง ตอนแต่งงานเขาไปคุมกองทัพอยู่ชายแดน และยังเข้าไปเป็นไส้ศึกจึงไม่ได้มาร่วมงานแต่งของพี่ใหญ่ แต่ไม่นึกว่าพี่ใหญ่กับท่านแม่จะใจร้ายกับพี่สะใภ้เยี่ยงนี้ ไม่สู้เขาเอาพี่สะใภ้กับหลานชายไปเลี้ยงเองไม่ดีกว่าหรือ ให้อยู่เรือนหลังลำบากแสนเข็ญทำไมกัน
“นั่นหลานข้ารึ” รั่วเทียนหยุนเห็นเจ้าหนูน้อยที่อุ้มแมวตัวอวบอยู่ด้วยก็นึกอยากเข้าไปเล่นด้วยทันที เขาเพิ่งรู้เมื่อตอนมาถึงว่าพี่สะใภ้ท้องและคลอดลูกเรือนท้ายจวน เพราะความเชื่อบ้า ๆ ของท่านแม่ ถึงกับทรมานพี่สะใภ้เพียงนี้เขาโกรธนัก ยิ่งเห็นพี่ใหญ่เมินเฉยไม่กล่าวอะไรสักคำ ยิ่งพาลโกรธพี่ใหญ่เลยด้วย ถือว่าเห็นดีเห็นงามให้ท่านแม่รังแก
“ใช่แล้ว หลิงเฟย”
“ท่านอา...ข้ายังไม่ได้บอกท่านเลยว่าชื่ออะไรท่านรู้ได้อย่างไร” แต่คำถามของเขายังไม่ทันได้คำตอบ ก็ได้ยินเสียงท่านแม่ของเขาออกมาจากในเรือนพร้อมกับสีหน้าตกใจ
“เฟยเอ๋อร์...คุณชายสาม!” นางเรียกเสียงแผ่วเบา ไม่ได้เห็นเขามานานแล้วพลันน้ำตาที่เคยกักเก็บไว้เอ่อล้นออกมา รักแรกพลัดพราก เมื่อพบกันอีกครั้งกับสถานะที่ไม่อาจมีความสัมพันธ์ใดร่วมกันได้อีก นอกจากสถานะญาติทางสามีก็ยิ่งเจ็บปวดใจ
“หลิงชิง” เสียงแหบเครือเปล่งออกมาเมื่อพบนางอีกครั้ง สองสายตาสอดประสานความรู้สึกอึดอัดเกิดขึ้นแน่นอกจนแทบหายใจไม่ออก
รั่วเทียนหยางเมื่อรับรู้ว่าน้องรองกับน้องสามมุ่งหน้าไปยังเรือนท้ายจวนที่มีชายาและลูกของเขาอาศัยอยู่มาตลอดก็รีบตามไป ยิ่งเมื่อเห็นนางสอดประสานสายตากับน้องสามของตน อารมณ์ฉุนเฉียวผุดขึ้นในอก แม้รู้สึกขัดหูขัดตา แต่ก็ยังรักษากิริยาสุขุมไว้ดังเดิม
เขาหนีไปอยู่ชายแดนสองปีกว่า ไม่รับรู้เรื่องราวทางบ้าน คิดว่าเดี๋ยวก็ลืมนาง แต่เมื่อกลับบ้านจึงรับรู้ได้ว่าเขายังไม่เคยลืมนางได้เลย แต่ที่สำคัญเพิ่งรู้ตัวว่ามีบุตรชาย ทั้งที่เขาเข้าหอเพียงคืนเดียวเท่านั้น ความหนักอึ้งในอกยิ่งทวีคูณเมื่อเห็นเจ้าลูกชายที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเขาราวกับย่อส่วนของตนเองมาอยู่ในร่างเด็ก
‘ไม่ผิดแน่...นี่บุตรชายของเขาไม่ผิด’
“ฮึก...ข้า...ข้ากลัวท่านอา” หลิงเฟยเห็นชายผู้นี้ที่เป็นต้นเหตุให้ตนตกลงมาจากต้นไม้ ก็รีบหลบด้านหลังท่านอาของเขา
หลี่หลิงชิงเห็นดังนั้นจึงเข้าไปอุ้มบุตรชายมาไว้กับตน สีหน้าท่าทางของเขายามนี้ทำให้นางหวาดกลัวว่าเขาจะมาพรากบุตรชายสุดที่รักของนางไป
“ท่านแม่...ข้า...ข้าไม่อยากเห็นเขา คนใจร้าย” เด็กน้อยกระซิบข้างหูด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย จนคนเป็นแม่ต้องลูบหลังปลอบเขาให้ใจเย็น
“นั่นคือบิดาเจ้า รีบไปคารวะเร็วเข้า” แม้นางจะไม่อยากให้บุตรชายรู้กระทั่งใบหน้าของคนเป็นบิดา แต่ที่นางอาศัยอยู่ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก นางคิดว่าเขาจะไม่กลับเมืองหลวงแล้วเสียอีก กว่าสองปีที่นางอยู่ลำพังกับบุตรชาย นอกจากไม่ได้รับข่าวคราวจากเขา นางยังรู้สึกว่าคนผู้นี้เงียบหายเหมือนตายจากไปแล้วด้วยซ้ำ
“ไม่...” เฟยเอ๋อร์เด็กน้อยของนางดื้อรั้นเป็นครั้งแรก ยิ่งนางมองใบหน้าเขาที่เรียบนิ่งไม่คล้ายอยากมีเราสองแม่ลูกในชีวิตก็ยิ่งโล่งใจ
‘ข้าอยากได้หนังสือหย่าภรรยา’ นางคิดในใจแต่ไม่กล่าวสิ่งใดออกมา เมื่อเขามาแล้วนางจะพูดเรื่องนี้กับเขาก็แล้วกัน
“ข้าเป็นอารองของเจ้านะ มานี่มาเจ้าก้อนแป้งอ้วน” รั่วเทียนหยุนเห็นความอึดอัดระหว่างพ่อแม่ลูก จึงแก้สถานการณ์ให้เพื่อที่จะไม่ให้หลานชายของตนเองต้องหวาดกลัว ต่อให้กลัวบิดาแต่กับท่านอาเช่นเขาก็ไม่ควรกลัว
“คารวะท่านอารอง คารวะท่านอาสาม” เมื่อได้ยินเสียงท่านแม่กระซิบข้างใบหู เขาจึงเข้าไปคำนับท่านอาทั้งสอง แต่เมื่อมองไปบุรุษที่ท่านแม่บอกว่าเป็นบิดา เขาก็เข้าไปยืนหลบด้านหลังท่านแม่
“หึ!”
เสียงเยาะในคอนั้นทำให้นางมองเขาอย่างต้องการหาคำตอบ เรื่องบุตรชายเพราะมารดาของเขาที่ต้องการปิดบังแล้วมาโทษนางได้อย่างไร ไม่ใช่เขาหรือที่เห็นดีเห็นงามด้วย
“พี่สะใภ้ลำบากเพียงนี้ทำไมไม่บอกพวกเรา ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ท่านแม่นะท่านแม่” เป็นรั่วเทียนหยุนที่เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจขึ้นมา แต่นั่นนางรับรู้แล้วว่าทั้งสามคงไม่รับรู้การกระทำของท่านหญิง แต่แล้วยังไงเขาก็แม่ลูกกัน แต่ก็เอาเถอะอย่างไรคนเป็นสามีก็ไม่เคยเห็นนางเป็นภรรยา ต่อให้นางเป็นชายาเอกแล้วอย่างไร เขาเคยส่งข่าวมาบ้างหรือไม่เล่า ความเป็นห่วงสักคำก็ไม่มี
“มิใช่เป็นรั่วอ๋องสั่งหรอกหรือ” นางเชิดหน้าขึ้นไม่สบตาเขา บุรุษไร้หัวใจทรมานได้กระทั้งสตรีและคนท้อง ตอนนี้ยังมาวุ่นวายอีก จะทำอะไรกันแน่
“ไปเก็บของพระชายาจะไปอยู่จวนข้า” รั่วเทียนหยุนเมื่อฟังพี่สะใภ้ก็สั่งการทันที ไม่สนว่าหักหน้าพี่ใหญ่หรือไม่ ต่อไปหากให้หลานเขาอยู่ที่เรือนท้ายจวนอีกคงได้แตกหัก และยังรับรู้ว่าท่านแม่วางแผนสิ่งใดไว้ด้วย
“นี่จวนอ๋อง เจ้าอย่ามาก้าวก่าย”
ในที่สุดคนที่เงียบมาตลอดก็ปริปากออกมาเสียที ปล่อยให้นางนิ่งฟังพี่น้องของพวกเขาปกป้องอยู่เสียนานแล้ว ไม่เห็นเขาจะมีแก่ใจปกป้องนางและลูกสักนิด ก็ดีหากเป็นเช่นนั้นสิ่งที่นางคิดไว้จะไม่ลังเลอีกต่อไป
“จวนท่านแล้วท่านทำกับชายาท่านแบบนี้หรือ อยากให้คนประณามกันทั้งใต้หล้าหรืออย่างไร หากท่านไม่ให้พี่สะใภ้กับหลานชายข้าไปอยู่จวนที่ดีกว่านี้ ข้านี่แหละจะแตกหักกับท่าน” รั่วเทียนหยุนไม่ยอมแล้วเช่นกัน นี่มันอะไรกัน สตรีตัวเล็ก ๆ กับเด็กต้องมาอาศัยอยู่ที่คับแคบ ใจอำมหิตเกินไปหรือไม่
“ท่านอารอง ข้าออกไปได้จริงหรือ” หลิงเฟยถาม อย่างไร้เดียงสาแต่คำพูดนั้นกลับเสียดแทงใจท่านอาทั้งสองของเขายิ่งนัก
“ได้...ใครขวางมาสู้ตายกับข้า” คราวนี้เป็นรั่วเทียนเฉิงที่ออกโรงปกป้อง ในเมื่อพี่ใหญ่ได้นางไปไม่รู้จักดูแล ต่อให้เขาโดนประณามเพียงใด เขาก็จะยื่นมือออกมาช่วย
“เสน่ห์แรงเสียจริง ทั้งน้องรองน้องสามข้าต่างหลงเสน่ห์เจ้ากันหมด นี่เจ้าใช้มารยาไปกี่เล่มเกวียนกันเล่า” พูดจบเขาแสยะยิ้มมุมปาก ดูว่านางจะตอบโต้เช่นไรอีก
“ขออภัยที่ต้องตอบท่านอ๋องว่า เสน่ห์ข้าไม่จำเป็นต้องใช้กระมัง หากข้าใช้เห็นทีว่าเป็นท่านอ๋องก็หลงรักข้า แต่นี่สภาพชีวิตข้าสองแม่ลูกต่างอะไรกับบ่าวไพร่ในเรือนหรือ หากท่านอ๋องไม่ต้องการข้าเพียงแค่ส่งหนังสือหย่ามาก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องเก็บข้าสองแม่ลูก ที่เป็นชายาที่ท่านไม่ต้องการ กับบุตรชายที่ท่านไม่ไยดีไว้ข้างกายเลยนี่ รกหูรกตาเปล่า ๆ”
ฮึก...แง...แง...แง!!!
หลิงเฟยได้ฟังมารดาพูดว่าบิดาไม่ต้องการเขาก็เสียใจนัก เปล่งเสียงร้องออกมาดังจนทุกคนเริ่มทนไม่ได้
“โอ๋...เฟยเอ๋อร์ของแม่...ไม่เป็นไรนะลูก” นางฉวยเอาร่างของบุตรชายขึ้นแล้วกล่อมให้เขาเงียบเสียง เดิมก็ไม่ได้ตั้งใจให้เขาเสียใจ แต่ว่าหากนางไม่พูดวันนี้ วันหน้าบุตรชายของนางจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร
“เจ้าพูดอะไรเห็นหรือไม่เขาร้องไห้” คราวนี้กลายเป็นเขาที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแทน
“พูดเรื่องจริง”
เสียงขบฟันกรามดังกรอดจนเรียวหน้าขึ้นเป็นสัน ดวงตาสีนิลมองมาอย่างต้องการเอาเรื่อง มือของเขากำหมัดแน่น ‘นางฝีปากกล้ายั่วโมโหเขาได้จริง ๆ’
“ข้าไม่มีท่านพ่อ...ท่านพ่อไม่ต้องการข้า...ฮึก...ฮื้อ ๆ”
เสียงเจ้าหนูน้อยนี่ทำไมมันทำให้หัวใจของเขาคันยุบยิบเสียจริง เขาบอกเมื่อไหร่ว่าไม่ต้องการ เจ้าเด็กฟุ้งซ่านเหมือนมารดากระมัง
“ไม่ต้องพูดมากแล้ว เด็ก ๆ ขนของไปอยู่จวนข้า ใครขวางฆ่า!” รั่วเทียนหยุนไม่รู้ว่าระหว่างพี่สะใภ้กับน้องสามมีอะไรกัน เขาเห็นสายตาที่สบประสานกันอย่างไม่ธรรมดา แต่พี่ใหญ่ก็ใจร้ายเกินไปเขารับไม่ได้ ดังนั้นเป็นจวนเขาย่อมดีที่สุด
“นางเป็นชายาข้าต้องอยู่ที่นี่” เสียงประกาศกร้าวทำให้ความตึงเครียดระหว่างพี่น้องดังขึ้น แต่แล้วเสียงของมารดาก็ดังขึ้นทำให้ทุกคนมองเขาราวกับตัวประหลาด
“ให้นางไปอยู่กับเจ้ารองก็ดี เจ้าก็แต่งชายาเอกใหม่ ส่วนลูกนางก็คงกาลกิณีไม่ต่างจากนางนัก ก็ให้ย้ายไปด้วยกันเสียเลย”
“ท่านแม่!!!” รั่วเทียนหยุนกับรั่วเทียนเฉิงประสานเสียงกัน เขาไม่คิดว่ามารดาจะจิตใจอำมหิตเพียงนี้
“ข้าไม่แต่ง!”