LOGINหลังจากเหตุการณ์นั้นเพียงสองวัน ก็มีข่าวลือว่าคุณหนูสกุลจ้าวเข้าไปเที่ยวเล่นในหอนางโลม จนตกเป็นของแขกชายที่ไปใช้บริการในหอนางโลมนั้น แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้มาจากศัตรูทางการเมือง ที่ต้องการทำให้สกุลจ้าวเสื่อมเสีย“มันเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้า เจ้าถูกขืนใจจริงหรือ” เสนาบดีกรมโยธาเค้นถามบุตรสาว เขาทั้งโกรธ และเสียใจที่ดูแลบุตรสาวไม่ดี ปล่อยให้พวกนางคาดสายตาจนไปเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้“มิได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ข่าวลือพวกนั้นเกินจริงไปมาก” เฟิงเหยียนรีบแก้ต่าง เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดามีอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด“แล้วเรื่องเป็นเช่นไร เล่าให้พ่อฟังเถิด พ่อพร้อมจะรับฟังพวกเจ้าเสมอ”“คือ…ลูกกับน้องหลงเข้าไปในหอนางโลมจริงเจ้าค่ะ และถูกพาไปที่ห้องรับรองแขกจริงๆ แต่มิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยนะเจ้าคะ เพียงแค่นั่งทานอาหารด้วยกันเท่านั้น เพราะประตูห้องรับรองลงกลอนจากด้านนอกจึงออกมาไม่ได้”“แน่หรือ! ชายผู้นั้นได้ล่วงเกินพวกเจ้าหรือไม่” เสนาบดีจ้าวถามซ้ำ“มิได้เจ้าค่ะ เขามิได้ล่วงเกินลูกแม้แต่น้อย” ฟาผิงตอบรับอย่างหนักแน่น แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าผู้อื่นคงมิเชื่อ ชายหญิงอยู่ในห้องรับรองของหอนางโลมเพียงลำพัง จะไม่ม
นับตั้งแต่สถาปนาขึ้นเป็นองค์ฮ่องเต้และองค์ฮองเฮาของแคว้น จ้านโหรวและซิงเยียนก็ทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละเลยครอบครัว พวกเขามักพากันไปส่งบุตรทั้งหกเข้านอนอย่างที่เคยทำ เริ่มจากตำหนักของสองแฝด จากนั้นก็ตำหนักของโอรสคนที่สาม สี่ และห้า สุดท้ายก็กลับตำหนักใหญ่มากล่อมบุตรสาวคนเล็ก“เหตุใดวันนี้องค์หญิงของพ่อจึงไม่ยอมนอน หืม” จ้านโหรวมักจะพาบุตรสาวมานอนด้วยทุกคืน ตามประสา บิดาที่เห่อบุตรสาว ทั้งอี้เจินยังเป็นธิดาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้หนุ่ม“ม่ายหลับ”“หึๆ ทีนี้เสด็จพ่อจะงัดกลยุทธ์ใดมากล่อมลูกอีกเล่า” ซิงเยียนยิ้มขำ ตั้งแต่ที่ขึ้นครองราชย์ เหล่าขุนนางก็กดดันให้จ้านโหรวรับสนมอยู่หลายครา แต่เจ้าตัวก็เอ่ยปฏิเสธไปทุกครั้ง และแก้ปัญหาโดยการมีบุตรเพิ่ม เพื่อไม่ให้เหล่าขุนนางยกเรื่องทายาทมาอ้าง“ไม่บอก เป็นความลับ ใช่หรือไม่ลูกสาวพ่อ” คนเรือนผมทองก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเสียฟอดใหญ่ องค์หญิงตัวน้อยก็หัวเราะคิกคัก“คิกๆ ฮ่าๆ เจินม่ายบอก ความลับของพี่ยอง”“ความลับของพี่รองเจ้าหรือ เรื่องใดเล่า” ซิงเยียนถามย้ำ“ม่ายบอก เจินม่ายบอกว่าพี่ยองไปหอโลม” ได้ยินดังนั้นสองสามีภรรยาก็สบตา
“อย่าดูเลย ไม่เหมาะกับเด็ก” หนิงหวงเอามือปิดตาน้องชายไว้“เจ้ากับข้าเป็นฝาแฝดกัน ลืมแล้วหรือ” ซิ่วอิงมีหรือจะยอม เขามาถึงที่จะให้กลับไป โดยไม่รู้สิ่งใดเลยมันก็มิใช่เขาแล้วเสียงครวญครางของนางโลมสาว ที่ถูกเคี่ยวกร่ำดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกชายร่างหนาควบขี่ด้วยจังหวะที่เร่งเร้า ซิ่วอิงเห็นดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ จนพี่ชายต้องรีบพาน้องชายออกจากที่นั่น“เป็นอย่างไรเจ้าคะ ครึกครื้นหรือไม่”“อืม ครึกครื้นมากเชียวล่ะ” ซิ่วอิงลดมือลงบังส่วนที่แข็งขืนขึ้นมา“เช่นนั้นเปิดห้องดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เด็กๆ มาดูแล รับรองว่าน่ารัก ช่างออดช่างอ้อน ถูกใจคุณชายทั้งสองแน่”“ไม่-”“เอา! มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องลองสักที นะ นะ พี่ใหญ่” ซิ่วอิงพูดจาออดอ้อนพี่ชายของตน ปกติแล้วเขามักจะไม่เรียกหนิงหวงว่าพี่ใหญ่ เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะออดอ้อนพี่เป็นพิเศษ“อย่างไรดีเจ้าคะ”“…เอาสองห้องเลยแม่นาง” เมื่อพี่ชายไม่ได้คัดค้าน ซิ่วอิงจึงรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ สั่งให้คณิกาสาวไปจัดการทันทีหนิงหวงนั่งอยู่ในห้องรับรองเพียงคนเดียว บนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่ สุราและชาเองก็ถูกเตร
ภายในวังหลวงที่แสนน่าอยู่ มองไปทางใดก็มีแต่ความร่มรื่น เต็มไปด้วยเสียงเด็กชายที่เล่นกันอยู่กลางสวน มิได้ทำให้องค์ชายรอง จวิ้นซิ่วอิง รู้สึกสนุกสนานไปด้วยเลย“หนิงหวง เราออกไปเที่ยวนอกวังดีหรือไม่” เด็กหนุ่มวัยสิบห้าหนาว กำลังอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง จึงได้เอ่ยถามพี่ชายฝาแฝดที่นั่งอยู่ข้างกัน“เจ้าอยากไปที่ใดเล่า แต่คงต้องรอให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับมาจากท้องพระโรงเสียก่อน” หนิงหวงว่า พลางอุ้มน้องสาวคนเล็กขึ้นมานั่งบนตักจวิ้นหนิงหวง องค์ชายใหญ่ของราชวงศ์จวิ้น มักจะตามใจน้องทุกคนอยู่เสมอ โดยเฉพาะ น้องสาวคนเล็ก เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ตัวเขาและซิ่วอิงเป็นฝาแฝด มีน้องชายอีกสามคน คือ เจียวเจี้ย 13 หนาว ฉางชุน 10 หนาว ซีฮัน 6 หนาว และน้องสาวคนเล็ก อี้เจิน ที่อายุเพียงสามหนาวเท่านั้น“ข้าอยากออกไปตอนกลางดึก” ซิ่วอิงป้องปากพูด เพราะไม่อยากให้เหล่าขันทีกำนัลบริเวณนั้นได้ยิน“หืม ไปที่ใดกัน เหตุใดต้องออกไปกลางดึกด้วยเล่า เจ้าก็รู้ว่ามันอันตราย”“พอๆ เลิกบ่นเสียที ที่ข้าจะไปตอนกลางคืน เพราะข้าอยากไปหอนางโลม”“ห๊า! หอนางโล- อุบ” เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวมาปิดปากพี่ชายฝาแฝดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเจ้
จ้านโหรวและซิงเยียนอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกมาดูหน้าจวน ก็พบว่าเฟยหย่ากำลังชี้นิ้วสั่งการให้บ่าวไพร่นำของลงจากเกวียน“ท่านป้า ท่านลุง ของพวกนี้คือสิ่งใดหรือขอรับ” จ้านโหรวเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาแน่ใจว่ามิได้สั่งซื้อสิ่งใดมา“อ้าว พระชายายังมิได้บอกกับองค์รัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”“บอกเรื่องใดหรือเยียนเอ๋อร์” ซิงเยียนอมยิ้ม ก่อนจะตอบออกไป“อีกสองวันข้างหน้าเป็นวันเกิดของเจ้ามิใช่หรือ ข้าเลยคิดว่าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน เชิญเฉพาะครอบครัวมาดื่มกินสังสรรค์กัน”“อ่อ มิเห็นจะต้องลำบาก อย่างไรอีกสองวันก็ต้องจัดงานในวังอยู่แล้ว”“เพราะวันนั้นผู้คนจะมาร่วมอวยพรให้เจ้ามากมาย คงมิได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว” จ้านโหรวยกยิ้มเต็มใบหน้า เข้าไปจุมพิตปรางแก้มเนียนของภรรยาเป็นรางวัล เขามิได้อยากมีงานฉลองยิ่งใหญ่ เพียงได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าก็เพียงพอแล้ว“พอๆ รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถิดพ่ะย่ะค่ะ แม้จะมีเพียงครอบครัว แต่คนก็มากมายทีเดียว มิรู้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาด้วยหรือไม่” ป๋อเหวินรีบไล่หลานสาวและหลานเขยไปอาบน้ำอาบท่า“เอาองค์ชายน้อยทั้งสองมาฝากกระหม่อมไว้เถิด”“เจ้าค่ะ แต่ท่านป้าอย่าสอนเรื่องแปลกๆ ให้บุตรของข้านะเจ
ด้านซิงเยียนและจ้านโหรวแวะเข้ามาชำระกายที่หอนางโลม เพราะไม่อยากให้เลือดของสตรีชั่วช้าไปแปดเปื้อนในจวนผิงจิ้งของพวกเขา“ดีขึ้นแล้วหรือยัง ความแค้นในใจของท่าน”“ราวกับถูกปลดปล่อยเลยล่ะ ข้าอยากให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน”“มันจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดจะทำร้ายผู้อื่นก่อน ก็ต้องถูกเอาคืนเช่นนี้” จ้านโหรววักน้ำขึ้นมาขัดถูตามเนื้อตัวให้ภรรยา เขาเองก็อยากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะไม่อยากให้มือที่แสนงดงามนี้ต้องเปื้อนเลือด ทว่าซิงเยียนกลับไม่ยอม“อย่าพูดถึงนางอีกเลย เรารีบอาบน้ำแล้วกลับไปหาเจ้าตัวเล็กทั้งสองเถิด ข้าคิดถึงพวกเขาแล้ว”“หึๆ ภรรยาติดลูกเช่นนี้ สามีจะทำอย่างไรเล่า”“มิต้องเลย รีบอาบเร็วเข้า ประเดี๋ยวลูกจะหิวนม” แม้ปากจะเอ่ยห้าม แต่กลับเงยหน้ารับจุมพิตแสนหวานจากสามีอ่า~ ดูเหมือนว่าบิดาก็หิวนมมิต่างจากบุตรชายทั้งสองหลังจากจัดการกับกองกำลังกบฏเรียบร้อย บ้านเมืองก็กลับมาสุขสงบอีกครั้ง จ้านโหรวในฐานะองค์รัชทายาทใช้เวลากว่าสามเดือนในการแก้พื้นฐานการปกครองของราชสำนัก ขุนนางที่คิดคด ทุจริตต่อบ้านเมือง ถูกตัดสินโทษทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ แน่นอนว่าซิงเยียนเองก็คอยช
นับวันการเรียนการสอนของท่านอาจารย์ก็ยิ่งวนซ้ำไปมา พวกเขาเรียนมาสิบวันก็ยังพูดถึงแต่เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนวิธีแก้มิได้พูดถึงแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้จ้านโหรวที่ต้องใช้เวลาช่วงกลางคืนในการทำงานต่างๆ ต้องมาหลับในขณะเรียนเป็นประจำกระทั่งซิงเยียนได้รับรายงานจากท่านอาจารย์ ว่าสามีตัวดีของนาง หลับตล
“ข้าไม่เมา ไม่เมาเลยสักนิด ข้าจำเจ้าได้ เจ้าตาสีขนเป็ด คิกๆ” ซิงเยียนว่าด้วยเสียงยานคาง พร้อมกับใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มของชายหนุ่ม“ตาข้าน่ะหรือ สีเหมือนขนเป็ด” จ้านโหรวพูดไปด้วย พลางสาวเท้าขึ้นรถม้าไปด้วย“ช่าย คิกๆ ผมก็สีขนเป็ด ตาก็สีขนเป็ด เจ้าเป็นเป็ดหรือ” ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความคิดของคนในอ้อมกอ
อย่างที่ผู้คนทั่วไปรับรู้ จ้านโหรวมีสายเลือดของชนเผ่าเอ๋อร์หลัว ที่ถูกล้มล้างไป โทษฐานที่มีใจคิดแปรพักตร์ไปจากแคว้นจวิ้นจ้านโหรวใช้เวลาอยู่นาน เพื่อสืบหาเรื่องราวของชนเผ่าเอ๋อร์หลัว เนื่องจากทุกครั้งที่เขาถามถึงความผิดของเผ่าเอ๋อร์หลัว ท่านแม่มักจะพูดเสมอว่าชนเผ่าของพวกเราถูกใส่ร้าย ท่านตามิเคยคิด
หลังจากที่องค์หญิงหนิงเซียนเดินทางไปแคว้นฉิน องค์หญิงห้า จวิ้นเลี่ยงหรูก็ได้สมรสกับใต้เท้าซ่งตามที่ต้องการ ส่วนฮูหยินคนงามของจ้านโหรวก็กลับมานั่งซึมอีกครั้ง ครานี้เกรงว่าจะเป็นหนักกว่าเดิม เห็นทีเขาคงต้องทำอันใดสักอย่างแล้ว“ไปกันเถิด” มือใหญ่คว้าแขนเรียวของภรรยาให้ตามมา“ไปที่ใด ข้าจะอ่านตำรา”“ตำ







