LOGINทุกการกระทำล้วนมีราคาที่ต้องชดใช้ และครานี้ ชะตากรรมได้ย้อนกลับมากัดกินฉินชิงหร่านอย่างมิอาจหลีกหนี แผนการต่ำช้าที่คิดไว้เพื่อทำลายน้องสาว กลับกลายเป็นดาบที่หันกลับมาฟันใส่นางเอง นางคือสตรีผู้เคยเป็นดัง ดวงดาวแห่งตระกูลฉิน งดงามเลิศล้ำและเป็นที่ภาคภูมิใจของผู้เป็นบิดา แต่บัดนี้…ชื่อเสียงอันสูงส่งกลับถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือเค้า
อีกด้านหนึ่ง เหล่าทาสชายที่ถูกบีบบังคับให้กลายเป็นเครื่องมือในแผนชั่วร้าย ก็มิอาจรอดพ้นจากโทษหนักเช่นกัน พวกมันถูกลากมามัดเรียงรายเบื้องหน้าศาลาริมน้ำราวสัตว์เดรัจฉานรอถูกเชือด แส้หนังในมือทหารสะบัดฟาดลงอย่างโหดเหี้ยม เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงหวดดังสะท้อนก้องไปทั่ว บาดแผลแตกฉีก เลือดแดงฉานสาดกระจาย กลิ่นคาวโลหิตลอยคละคลุ้งชวนคลื่นเหียน
เสียงร้องโหยหวนของพวกมันแผดดังราวกับวิญญาณกำลังถูกฉีกกระชาก แต่ถึงร้องขอชีวิตอย่างไร ก็มิอาจทำให้ แม่ทัพฉินเทียนหง ที่กำลังเดือดดาลถึงขีดสุดอ่อนข้อได้ แววตาของเขาเย็นเยียบเฉกเช่นคมดาบบนสมรภูมิ ความกราดเกรี้ยวถูกระบายออกมาผ่านทุกแรงหวด จนในที่สุดเสียงกรีดร้องเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เบาบางลง…ก่อน ดับสิ้นไปพร้อมลมหายใจสุดท้าย เหลือเพียงร่างไร้วิญญาณกองซ้อนทับกันอย่างน่าเวทนา
ทั่วทั้งเรือนใหญ่จมอยู่ใน ความเงียบงันอันน่าหวาดหวั่น ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีคำพูดสนทนา มีเพียงสายลมเย็นที่พัดพาเอากลิ่นคาวเลือดไปทั่ว เหล่าบ่าวไพร่ที่บังเอิญเห็นเหตุการณ์จากระยะไกลหน้าซีดเผือดดุจแผ่นกระดาษ ทุกคนต่างหลบสายตา ไม่กล้าแม้จะกระซิบซ้ำเติม เพราะเข้าใจตรงกันว่าอื้อฉาวนี้จะต้องถูกกลบฝังไปพร้อมกับเลือดและศพ หากผู้ใดบังอาจแพร่งพรายออกไป ไม่เพียงชีวิตตน แต่ทั้งครอบครัวก็จักดับสูญไปพร้อมกัน
ศาลาริมน้ำยังคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ซากบ่าวผู้ต่ำต้อยถูกลากออกไป ทิ้งเพียงคราบแดงฉานบนพื้นไม้ ความเงียบงันชวนอึดอัดปกคลุมไปทั่ว จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เรียนท่านแม่ทัพ… ข้าน้อยคาดว่า คุณหนูชิงหร่าน ตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ โอสถมารราคะ ขอรับ” หมอประจำตระกูลเอ่ยขึ้น
ท่านแม่ทัพฉินเทียนหงขมวดคิ้ว ดวงตาคมปลาบวาววับ “โอสถมารราคะงั้นหรือ? พวกทาสต่ำต้อยพวกนี้…มันจะไปหามาได้อย่างไร ของต้องห้ามเช่นนี้ ต่อให้ตลาดมืดก็ยังไม่กล้าเอาออกขาย!” เสียงของเขาเย็นจัด ราวกับคมดาบที่แทงทะลุใจ
หมอเฒ่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านแม่ทัพ…เมื่อไม่กี่วันก่อน คุณหนูชิงหร่านได้เข้ามาที่เรือนโอสถ ข้าน้อยเกรงว่า…อาจมิใช่ผู้อื่น แต่เป็นตัวนางเองที่พลาดพลั้ง”
ถ้อยคำดั่ง สายฟ้าฟาดลงกลางใจ แม่ทัพฉินเทียนหงกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปนบนแขน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอับอาย เพราะ โอสถมารราคะ นั้น… แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่แม่ทัพสั่งให้หลอมขึ้นมาเอง เพื่อใช้กับเหล่าสาวใช้ในเรือนเพิ่มความเร่าร้อนยามบำเรอความสุขของตนเอง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าวันหนึ่ง…โอสถต้องห้ามนี้จะย้อนกลับมาเล่นงานสายเลือดของเขาเอง
สามวันสามคืนที่ฉินชิงหร่านจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด ร่างกายไร้สติประหนึ่งถูกจองจำอยู่ในฝันร้ายอันแสนยาวนาน จนกระทั่งเปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ แง้มเปิด ภาพแรกที่ปรากฏต่อสายตาคือ ฮูหยินใหญ่ซูเสียน มารดาผู้เฝ้าดูแลไม่ห่าง แววตาของนางเต็มไปด้วยความเศร้าและเจ็บปวดลึก
เพียงเสี้ยววินาทีที่ได้สบตา ความจริงอันโหดร้ายก็ถาโถมเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงฝัน หากแต่คือ บาดแผลแห่งความอับอายที่ประทับตรึงตลอดชีวิต
“ไม่นะ… ไม่จริง… ไม่จริงงงง!!!” เสียงกรีดร้องแหลมสูงทะลุออกมาจากลำคอแหบแห้ง “กรี๊ดดดดดดด!!!” ดังสะท้อนสะเทือนทั่วทั้งเรือนใหญ่ เสียงนั้นบาดลึกจนทำให้ผนังและประตูเหมือนสั่นสะท้านไปตามแรงอารมณ์ น้ำตาไหลพรากจากหางตาไม่หยุด ร่างบางบิดเกร็งสั่นสะท้าน มือกุมศีรษะพลางดึงเส้นผมจนยุ่งเหยิง
“กรี๊ดด!!! ไม่นะ… ไม่นะ!!!” เสียงกรีดร้องของคุณหนูผู้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นดวงดาวแห่งตระกูล บัดนี้กลับกลายเป็นเสียงของหญิงสาวที่ถูกชะตากรรมโหดร้ายบดขยี้ ฮูหยินใหญ่ซูเสียนโอบกอดบุตรสาวไว้แน่น น้ำตาของนางหลั่งรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ลูกแม่… ไม่เป็นไรแล้ว แม่จะอยู่เคียงข้างเจ้า” นางกระซิบปลอบโยน เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย
แต่ท่ามกลางอ้อมกอดที่อ่อนโยนนั้น ฉินชิงหร่าน กลับมิได้รู้สึกถึงความสงบเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของนางแดงก่ำ บวมช้ำด้วยหยาดน้ำตา ทว่าลึกลงไปกลับแฝงด้วย เปลวเพลิงแห่งความโกรธ น้ำเสียงของนางแตกพร่ากดต่ำ ราวกับคำสาปที่แผดเผาออกมาจากหัวใจที่ร้าวราน “ฉินเซียนหรู… นางสารเลวเจ้าช่างโหดเหี้ยมกับข้ายิ่งนัก!”
หลังจากที่เสียงกรีดร้องของฉินชิงหร่านจางหายไปในอากาศ ท้องฟ้าที่เหนือศาลากลับเงียบสงบเกินกว่าจะสะท้อนความโกลาหลที่เพิ่งเกิดขึ้น ราวกับสวรรค์เองไม่ประสงค์จะรับรู้ชะตากรรมของสตรีผู้ตกต่ำ ฉินเซียนหรู ยืนนิ่งอยู่ริมระเบียงไม้ สายลมอ่อนพัดเส้นผมดำขลับให้พลิ้วไหวราวกับม่านแห่งเงามืด แววตาของนางทอดยาวไปไกลเกินกว่ากำแพงจวน ทว่าความคิดกลับ เย็นเฉียบและลึกซึ้ง กว่าที่ใครจะหยั่งถึง
“ทั้งหมดนี้…เป็นเพราะเจ้าเองที่ก่อไว้” นางเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่ว “และหากยังกล้ามีครั้งหน้าอีก…ข้าจะทำให้เจ้าต้องลิ้มชะตากรรมที่น่าสมเพชยิ่งเดิม”
สำหรับฉินเซียนหรูแล้ว ความอัปยศที่พี่สาวต่างมารดากำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเวทนา ตรงกันข้าม นางกลับมองว่ามันคือผลกรรมที่สมควรได้รับ หากยังไม่รู้จักหลาบจำ นางก็พร้อมจะเหวี่ยงโซ่ตรวนแห่งชะตากรรมลงทับให้ลึกกว่าเดิม
ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เกาะกุมหัวใจทำให้ ท่านแม่ทัพฉินเทียนหง มิอาจปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่าย ๆ ทว่าเมื่อเขาพยายามสืบสาวราวเรื่องอย่างถึงที่สุด จนได้รู้จากปากสาวใช้ว่า บุคคลสุดท้ายที่อยู่กับ ฉินชิงหร่าน คือ ฉินเซียนหรู ลูกสาวอีกคนที่เขาเพิ่งจะค้นพบพรสวรรค์และภาคภูมิใจไม่แพ้กัน
ท่านแม่ทัพถึงกับนิ่งอึ้ง เขาโกรธที่พวกนางเล่นงานกันอย่าง รุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ในเมื่อความจริงปรากฏว่า ฉินชิงหร่านเป็นผู้เริ่มก่อเหตุ และชะตากรรมได้ย้อนกลับมาลงโทษนางอย่างสาสม เขาจึงทำได้เพียงนิ่งเฉย
“ฉินชิงหร่าน... พ่อเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเจ้าได้อย่างไร” เสียงของแม่ทัพเต็มไปด้วยความอ่อนล้า เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เรื่องราวอื้อฉาวที่สุดของตระกูลฉินในยามนี้นั้น เงียบสนิท ราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้น ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวนี้ถูกสร้างขึ้นด้วย อำนาจและโทสะอันไร้ขีดจำกัด ของท่านแม่ทัพฉินเทียนหง ทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ณ ศาลาริมน้ำถูกกำจัดอย่างสิ้นซาก
ทว่า...แม้เขาจะสามารถควบคุมโลกภายนอกได้ แต่เขาก็ ไม่อาจรักษาบาดแผล ในจิตใจของ ฉินชิงหร่าน ได้เลย ความอัปยศที่กัดกินนางอยู่ภายในนั้นลึกเกินกว่าอำนาจใดจะเยียวยา บาดแผลแห่งศักดิ์ศรี ที่ถูกย่ำยี จะยังคงประทับตราอยู่ในวิญญาณของนางตลอดไป
หลังจากเหตุการณ์บนเกาะร้าง แม้ฉินชิงหร่านจะรอดชีวิตกลับมาได้ แต่จิตใจของนางกลับไม่อาจก้าวพ้นความหวาดกลัวอันฝังลึก นางหัวเราะลอย ๆ โดยไร้เหตุผล แล้วพลันก็ร้องไห้โฮราวกับเด็กที่หลงทาง ทั้งสายตาและสติสัมปชัญญะแกว่งไกว ไม่ยึดอยู่กับปัจจุบันอีกต่อไป คล้ายว่าจิตของนางติดหลงในความมืดมิดแห่งอดีตที่ไม่อาจถอนตัวออกมาได้แม้กระทั่งเมื่อทารกลืมตาดูโลกเด็กที่ถือกำเนิดจากช่วงเวลาที่นางถูกกระทำ ถูกบีบบังคับจนไร้ซึ่งอำนาจควบคุมตนเองความบริสุทธิ์ของเด็กน้อยก็ไม่อาจนำพานางกลับสู่ความปกติได้ ชิงหร่านยังคงจมอยู่ในห้วงเจ็บปวดของตน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากาลเวลาอยู่ในยามกลางวันหรือกลางคืนฉินเซียนหรูยืนมองพี่สาวต่างมารดาเพียงหนึ่งก้าว สายตาเต็มไปด้วยความเวทนา…พร้อมบาดแผลที่นางเองก็ไม่เคยลืม นางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ หากแฝงความรู้สึกลึกซึ้ง“เจ้าจงอย่าโกรธเคืองข้าเลย…ครั้งนี้ ข้าไม่อาจรักษาเจ้าได้ดั่งที่ข้ารักษาผู้อื่น”นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนทอดมองเด็กน้อยสองคนที่หลับอยู่ในเปลเล็ก ๆ ผิวทารกเนียนนุ่ม ข้อมือเล็กกำอากาศอย่างไร้เดียงสา ไม่รับรู้ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นก่อนพวกเขาจะถือกำเนิด เซียนหรูยื่นมือแตะผ้าอ้อมเบา ๆ
หลังจากองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงเสด็จกลับถึงนครหลวงได้ไม่นาน พระองค์ก็ประกาศต่อประชาชนทั่วทั้งเมืองว่า“ราชครูจินหรงและเหล่าทหารติดตาม ประสบเหตุเรืออัปปางกลางทะเลบัดนี้ไม่ทราบว่ามีชีวิตรอดหรือสิ้นชีพแล้ว”คำประกาศเรียบง่าย ทว่ากลบความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเกาะร้างอย่างแนบเนียน มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น แม่ทัพฉินเทียนหง กับทหารชั้นสูงบางนายที่รู้ความจริงว่าราชครูจินหรงถูกกำจัดสิ้นแล้วยามค่ำวันนั้นในท้องพระโรงส่วนพระองค์ ฮ่องเต้มู่จื้อเหวินทอดพระเนตรองค์รัชทายาทด้วยสายตาเปี่ยมความเอ็นดู พระสุรเสียงแผ่วละมุนดังขึ้น“หยางเฉิง… ลูกพ่อ ภารกิจครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมากเจ้าพึ่งเดินทางไกลกลับมา คงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย”องค์รัชทายาทประสานมือแล้วค้อมศีรษะพระสุรเสียงสงบนิ่ง ทว่าแฝงความกตัญญูอย่างลึกซึ้ง“เพียงได้แบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อสักส่วนหนึ่งลูกก็พึงพอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตามล่าผู้ทรยศแต่คือการกำจัด เสี้ยนหนามที่ฝังรากลึกในราชสำนักและหยางเฉิงก็ทำสำเร็จอย่างงดงามฮ่องเต้มู่จื้อเหวินประทานรอยยิ้มบางเบา แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง“แม้ราชครูจะสิ้นไปแล้ว แต่ในราชสำนักยังม
ไม่นานหลังการค้นหาทั่วทั้งเกาะ กองทหารขององค์รัชทายาทก็นำร่างของนายกองเฉาหมิงและพวกที่เหลือกลับมาได้สำเร็จ พวกมันถูกจับลากคอมาอย่างไม่ปรานี ราวกับสัตว์ดุร้ายที่หมดเรี่ยวแรงหลังดิ้นรนหนีความตายร่างกายของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ยามหัวค่ำลมทะเลพัดเย็นยะเยือกแต่กองไฟใหญ่หน้ากระโจมกลับลุกโชติช่วงราวกับตอบสนองต่อความเดือดดาลของคนสองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงและแม่ทัพฉินเทียนหง“ในที่สุดก็จับกุมตัวจนครบ” พระสุรเสียงเรียบ แต่หนักแน่นดุจแผ่นหินแล้วพระองค์หันไปยังแม่ทัพผู้ยืนตระหง่านอยู่ข้าง ๆ“แม่ทัพฉินเทียนหง… จากนี้ไป เป็นหน้าที่ของท่าน”คำว่า หน้าที่ ขององค์รัชทายาท ไม่ใช่คำสั่งธรรมดาแต่คือการอนุญาตให้แม่ทัพชำระความด้วยวิถีของตนโดยไม่มีผู้ใดสามารถตั้งคำถามแม่ทัพฉินเทียนหงลุกขึ้นยืนช้า ๆ เงาของเขาทาบทับเหนือพื้นดินราวกับภูผา แววตาที่ทอดมองเหล่าเชลยนั้นมิใช่เพียงความโกรธ หากแต่เป็นความปวดร้าวที่กดทับจนสั่นสะเทือนทั้งใจเขาค้อมศีรษะเล็กน้อย“กระหม่อมซาบซึ้งในพระเมตตา…”จากนั้นใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเฉียบคมเสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังดั่งคำพิพากษาแห่
ท่ามกลางสายลมที่พัดแรงและคลื่นทะเลที่โถมใส่ไม่หยุด เรือสำเภาขององค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงยังคงฝ่าความปั่นป่วนของพายุอย่างไม่หวั่นเกรง น้ำทะเลสาดซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเป็นระยะ แต่ทหารทุกนายยังยืนประจำตำแหน่งอย่างมั่นคงทันใดนั้น นายทหารผู้ควบคุมเรือก็ร้องเรียกเสียงดัง “องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! พบเศษซากเรือลอยมากับคลื่น!”เขารีบรุดเข้ามาประทับยืนเบื้องหน้าพลางคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จากลักษณะไม้และรอยแตก คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรือท่านราชครู เกรงว่าเรือของพวกเขาคงอัปปางไปแล้ว หากยังมีชีวิต… ก็ต้องอยู่บนเกาะที่อยู่เบื้องหน้าพ่ะย่ะค่ะ”มู่หยางเฉิงหันพระพักตร์ไปมองเกาะที่ลางเลือนอยู่ท่ามกลางสายฝน ภาพเงาดำทะมึนของเกาะราวสัตว์ร้ายที่หมอบซุ่มอยู่กลางสมุทร แต่ในแววพระเนตรของพระองค์กลับมีเพียงความเย็นชาและความแน่วแน่ราชครูจินหรง หนีข้ามน้ำข้ามทะเลเพียงนี้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจเลี่ยงชะตาพระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นประหนึ่งฟ้าผ่าภายใต้คำสั่งเดียว“เตรียมกำลังให้พร้อมเราจะเทียบท่าเกาะเบื้องหน้าเดี๋ยวนี้!”เสียงทหารขานรับดังก้องเหนือเสียงพายุ “รับพระบัญชา!”ไม่นาน เรือสำเภาขององค์รัชทายาทก็ฝ่าคลื่นเข้าสู่เขต
ฉินชิงหร่าน ซึ่งแต่เดิมมีสภาพเหมือนไร้จิตวิญญาณ ในที่สุดสติของนางก็กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เมื่อร่างอันบอบบางถูกรุกล้ำอย่างเชื่องช้า มือที่หยาบกระด้างและเต็มไปด้วยตัณหาของนายกองเฉาหมิง เริ่มลูบไล้นางด้วยความมัวเมานางถูกพันธนาการติดกับเสากระโดงเรืออย่างน่าเวทนา สภาพร่างกายที่เปียกปอนจากคลื่นลมยิ่งเน้นย้ำถึงความอ่อนแอและยั่วยวน“เจ้า... เจ้าจะทำอะไร?” นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและหวาดกลัวสุดขีด สายตาของเฉาหมิงและพวกพ้องจ้องมองนางราวกับ สัตว์ป่าที่หิวกระหาย พวกมันยืนล้อมรอบนางและราชครูที่ถูกมัดอยู่ข้างกัน“ข้าจะมอบไออุ่นให้เรือนร่างของเจ้า” เฉาหมิงกระซิบข้างหูของนางอย่างน่ารังเกียจ ขณะที่มือของเขาลูบไล้ผิวหนังที่เปิดเผย “เนื้อตัวของเจ้าถูกคลื่นลมมานาน เดี๋ยวจะไม่สบาย ข้าจะให้ไออุ่นเจ้าเอง”“อย่าเข้ามานะ!” นางกรีดร้องด้วยความหวาดผวา พยายามดิ้นรน แต่เชือกที่รัดแน่นทำให้ทำได้เพียงขยับตัวไปมา นาย กองผู้นั้นไม่สนใจคำพูดใดอีก มอบจูบที่เต็มไปด้วยความใคร่และปรารถนาให้นางอย่างป่าเถื่อนโดยไม่สนใจแรงขัดขืน นางพยายามหันหน้าหนีอย่างสุดกำลัง“อย่าทำข้า! ท่านราชครูช่วยข้าด้วย!
ใครจะไปคาดคิดได้ว่า ราชครูจินหรง ผู้ซึ่งเป็นอดีตขุนนางใหญ่แห่งราชสำนัก พร้อมกับลูกน้องที่เป็นทหารหลวง จะกระทำตัวเลวทรามเยี่ยงโจรป่า หลอกให้ชาวบ้านต่ำศักดิ์เลี้ยงอาหาร เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยมในตอนนี้ เรือสำเภาลำเก่ากำลังหนีลอยลำอยู่กลางทะเลอย่างไร้จุดหมาย คลื่นทะเลในยามนี้นั้นซัดสาดเต็มลำเรือจนทุกคนเปียกปอนไปหมด ฉินชิงหร่าน นางผู้ซึ่งเป็นสตรีเพียงนางเดียว ถูกจับมัดแขนขาอยู่กลางเสากระโดงเรือ ยิ่งน้ำจากคลื่นทะเลสาดซัดบนตัวนางเท่าไหร่ ก็ยิ่งที่จะส่งเสน่ห์ความเย้ายวนมากเท่านั้นตั้งแต่เส้นลมปราณของนางถูกทำลายไป นางก็เหมือนแต่คนที่มีร่างแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ไม่สามารถขัดขืนหรือแม้แต่ตอบโต้ได้ เหล่าลูกน้องชั้นเลวของท่านราชครูต่างแอบจ้องมองเรือนร่างของนางจนตาเป็นมัน ร่องรอยของผ้าที่เปียกแนบเนื้อทำให้สรีระอ่อนช้อยเผยออกอย่างชัดเจน แววตาที่เต็มไปด้วยความโลภและตัณหาฉายชัดในความมืด พวกมันแทบจะควบคุมความปรารถนามืดมิดของตนเองไว้ไม่อยู่ รอคอยเพียงโอกาสอันเหมาะเจาะที่เจ้านายจะละสายตาบนเรือลำนี้ นอกจากพายุคลื่นลมที่โหมกระหน่ำแล้ว ยังมี พายุแห่งความชั่วร้าย ที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของคนสาร







