LOGINฉันชื่อสุภาพร ปีนี้อายุ 41 แล้ว ใครจะไปคิดว่าพอสามีเสียชีวิตได้ไม่นาน พวกลิ้นยาวชอบสอดรู้สอดเห็นก็โผล่หัวกันออกมา ทางเลือกสุดท้ายของฉันคือการพา "ทายาทคนสุดท้าย" กลับมา
วันนี้พอได้เห็นหน้าหลานสาว มันทำให้ฉันรู้สึกท้อแท้อย่างถึงที่สุด... ปริญญาโทสามใบ ปริญญาเอกสองใบ แต่ดันแต่งตัวเหมือนแม่ชีจากสำนักง้อไบ้ในหนังจีนกำลังภายในไม่มีผิด!
นี่ฉันก็ต้องนั่งรถมาสนามบิน มองดูนาฬิกาก็เกือบสองทุ่มแล้ว อีกสองชั่วโมงเครื่องบินจากญี่ปุ่นก็จะมาถึง
“พวกเราไปหาอะไรกินรอกันไหมคะ”
ฉันหันมองนักศึกษาหญิงที่อาสาขับรถมาให้ เธอกำลังเปิดดูร้านอาหารในบริเวณใกล้เคียง “คุณชื่ออะไรนะคะ”
“เรียกฉันว่าเสี่ยวฉีก็ได้ค่ะ”
ฉันพยักหน้ารับ “เรียกฉันว่าพรก็ได้ค่ะ” แต่สำเนียงที่เธอใช้เรียกชื่อฉันมันทำให้รู้สึกแปลกๆ พิกล
เสี่ยวฉีพาเดินมาที่ร้านอาหารในอาคารสนามบิน เป็นร้านขายแพนเค้กไข่แบบทั่วไป พวกเราสั่งมาคนละชิ้นและชานมคนละแก้ว แต่เสี่ยวฉีกลับเป็นคนจ่ายทั้งหมด สาวจีนคนนี้ไม่ยอมให้ฉันควักเงินจ่ายแม้แต่แดงเดียว
“เพื่อนคุณสวยไหมคะ”
“แค่กๆ!” ฉันแทบสำลักชานมที่กำลังดื่ม ฉันรีบเปิดรูปในมือถือให้ดู เป็นภาพคู่ของสองแม่ลูกที่ถ่ายด้วยกัน “นี่ไง”
แต่อาการของเสี่ยวฉีกลับค้างไปพักใหญ่ “ฉันเหมือนเคยเห็นคนนี้เลยค่ะ” เธอเปิดโทรศัพท์หาอยู่นานก็เจอรูปหนึ่ง “นี่ไง! เป็นภาพเมื่อปีที่แล้ว ตรงกลางคืออาจารย์น้อย ส่วนข้างๆ คือผู้หญิงคนนี้ค่ะ”
ฉันขอดูชัดๆ อีกครั้ง ป้ายด้านหลังเขียนว่า ‘งานนิทรรศการศิลปะการต่อสู้... กวางโจว’ ฉันคิดว่าบางครั้งเรื่องบังเอิญก็เป็นโชคชะตาอย่างหนึ่งเหมือนกัน “ใครว่าโชคไม่ใช่ความสามารถส่วนตัวล่ะ” ฉันยิ้มแล้วส่งโทรศัพท์คืนให้เธอ
ไม่นานพวกเราก็มาหยุดยืนหน้าบอร์ดขนาดใหญ่ตรงประตูขาเข้า เครื่องลงจอดเรียบร้อยแล้ว ฉันยืนรอไม่นานก็เห็นคนเดินออกมาจากประตู ต่อให้หลับตาก็รู้ว่าเพื่อนรักของฉันคือคนไหน
“นั่นไง มาแล้ว!”
“ยัยพร!”
ฉันมองสาวใหญ่วัยสี่สิบ ผู้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำของประเทศ พ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส่วนอีกคนเป็นลูกสาวคนสวยระดับดาวคณะบริหารธุรกิจ สองแม่ลูกแต่งตัวหนาเตอะเหมือนหมีตัวใหญ่ ทำเอาฉันแทบไม่อยากเดินเข้าไปทัก
“ฉันรู้สึกอายแทนคุณจังค่ะ” เสี่ยวฉีพึมพำ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยสุดๆ เพราะเสี่ยวฉีเองแต่งตัวสบายๆ ดูไม่กลัวหนาวเลยสักนิด
“พวกเธอรีบไปที่รถเถอะ” ฉันจูงมือนุ่มนิ่มของเสี่ยวฉีเดินหนีอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรกินไหมพร”
“ยัยเกตุ ไปถึงหมู่บ้านก่อนค่อยกิน”
“ก็มันหิวนี่ หรือว่า...” ฉันมองหน้าเพื่อนที่กำลังกัดปากตัวเองเบาๆ
“ขึ้นรถ!” ฉันตบหลังเธอเบาๆ แล้วดันทั้งคู่ขึ้นรถ
รถวอลโว่สีดำวิ่งตัดผ่านตัวเมืองขึ้นทางด่วน จากตัวเมืองไปถึงหมู่บ้านใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเต็ม ฉันเอาชานมที่เหลือให้พวกเธอกินรองท้องไปก่อน แล้วทั้งคู่ก็หลับยาว
สี่ทุ่มกว่า รถก็มาจอดที่โรงแรมที่ดีที่สุดของหมู่บ้าน ฉันเพิ่งรู้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับ 5A กระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่และเป้สะพายหลังถูกขนขึ้นไปบนห้องพัก
“พวกเธอรีบมานั่งนี่เลย” ฉันเรียกสองแม่ลูกที่กำลังเมาขี้ตา
“ปิ้งย่างเหรอ เข้าท่าดีนะ ขอเบียร์ด้วย!”
“โอเคๆ” ฉันตอบรับพลางชวนเสี่ยวฉีมาร่วมโต๊ะด้วยกัน
หลังทานเสร็จ เสี่ยวฉีก็ขอลากลับบ้าน ส่วนฉันก็นอนพักที่โรงแรม มองดูสองแม่ลูกที่หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย
“อาเหมย หลานอยู่ไหน” ฉันโทรหาหลานสาว แต่ปลายสายบอกว่ากำลังเข้าเมือง มีธุระนิดหน่อยให้ฉันกลับไปก่อนได้เลย ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าจะโดนทิ้งไว้แบบนี้ “ก็ได้! น้าจะเที่ยวสักวันสองวันแล้วค่อยกลับ”
ฉันถอนหายใจยาว เดินแก้ผ้าเข้าห้องน้ำไปแช่ตัวสบายๆ คลายความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน
เช้าวันต่อมา ฉันเข้าไปร่ำลาบรรดาญาติตระกูลสามี โดยมีเสี่ยวฉีอาสาพาเที่ยวหมู่บ้าน ต่อด้วยกำแพงเมืองจีนและด่านเก่าที่อยู่ไม่ไกล ฉันเองก็ตกใจไม่น้อยที่หมู่บ้านแห่งนี้มีแหล่งท่องเที่ยวเยอะขนาดนี้
“คุณพรจะกลับไทยวันไหนคะ”
“วันพุธค่ะ”
ฉันเห็นเธอเปิดดูโทรศัพท์แล้วเงยหน้ามองฉัน “กลับวันเดียวกันเลยค่ะ หนูเพิ่งจองตั๋วกลับเที่ยวสิบโมง”
ฉันเองก็ตกใจไม่น้อยเพราะเป็นเที่ยวบินเดียวกัน แถมที่นั่งยังติดกันอีก แทบจะหัวเราะไม่ออก พวกเราเลยตกลงว่าจะเข้าเมืองพร้อมกัน เสี่ยวฉีบอกว่าเธอต้องกลับไปเตรียมตัวสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ เธอเรียนเอกภาษาไทยและประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง
เสี่ยวฉีขับรถกลับเข้าเมืองเพื่อเอารถไปเก็บและจัดกระเป๋า เธอชวนพวกเราขึ้นไปบนคอนโดหรูชั้นบนสุด ห้องของเธอมองเห็นวิวเมืองชัดเจน สวยงามมาก แต่ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะรู้สึกอึดอัด
“พวกคุณจะอาบน้ำก่อนไหมคะ หรือจะลงไปเที่ยวข้างล่างก่อนแล้วค่อยกลับมานอนพัก ไม่ต้องไปจองโรงแรมหรอกค่ะ”
ฉันพยักหน้ารับ สองแม่ลูกนั่งพักเงียบๆ เพื่อเปลี่ยนชุด ส่วนฉันก็หาที่วางกระเป๋า ไม่นานเราก็มาโผล่ที่เขตเมืองเก่ายามค่ำคืน แสงสีเสียงตระการตาดีไม่น้อย ถนนคนเดินคนแน่นขนัดอย่างกับปลากระป๋อง พวกเรามาลงเอยที่ร้านอาหารริมน้ำในเขตหมู่บ้านโบราณ เป็นร้านง่ายๆ แต่รสชาติกลับอร่อยเกินคาด
เช้าวันต่อมา พวกเรานั่งรถเมล์ไปสนามบินและหาอะไรง่ายๆ ทาน เสี่ยวฉีเลือกร้านอาหารเช้าที่มีแซนด์วิชไข่กับนมถั่วเหลือง
“นี่ใจคอจะให้ฉันกินอาหารบ้านๆ แบบนี้จริงๆ เหรอ”
“ยัยเกตุ มัวแต่พูดมากเดี๋ยวก็ตกเครื่องหรอก!”
“อะไรของแกฮะ”
หลังมื้อเช้าจบลง ก็ถึงเวลาเดินทางกลับ ฉันมองเครื่องบินเข้าเทียบเกต มือยังพิมพ์ข้อความหาหลานสาวที่ยังไม่ยอมอ่านไลน์ โทรไปก็ไม่รับ แม้จะเป็นห่วงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
หลายชั่วโมงต่อมา ล้อเครื่องบินก็แตะพื้นสนามบินสุวรรณภูมิ ฉันยิ้มอ่อนๆ ความรู้สึกของการได้กลับบ้านมันวิเศษเสมอ ไม่ว่าประเทศอื่นจะดีแค่ไหน ก็เทียบสำนักเดิมของเราไม่ได้จริงๆ
“เสี่ยวฉี คุณพักที่ไหนคะ”
เธอยื่นโทรศัพท์ให้ฉันดู บอกว่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่ไหน แต่อาจารย์น้อยให้เบอร์ติดต่อมา ฉันมองแล้วยิ้มแห้ง... มันคือหอพักของฉันเอง!
“พร พวกเรากลับก่อนนะ” เกตุเงยหน้าจากโทรศัพท์มาบอก
“พวกเธอไม่ไปด้วยกันเหรอ”
“ต้องไปจัดการอะไรบางอย่างก่อนน่ะ”
“โอเค มีอะไรให้ช่วยบอกฉันได้นะ” แม้จะพูดแบบนั้น แต่เพื่อนสาวคนนี้กลับทำเพียงยิ้มเศร้าๆ ส่งกลับมาเท่านั้น
“พวกเราไปกันเถอะ” ฉันพาเสี่ยวฉีไปขึ้นแท็กซี่หลังจากส่งเพื่อนขึ้นรถกลับบ้านไปแล้ว
“คุณรู้จักหอพักชื่อแปลกๆ นี่ด้วยเหรอคะ”
ฉันยิ้มเจื่อน “หอพักฉันเองแหละ ฮ่าๆๆ”
“บังเอิญจริงๆ เนอะ”
รถวิ่งเข้าสู่เขตชานเมือง จนออกนอกเมืองมาไกล หอพักเพียงหนึ่งเดียวในรัศมีสองกิโลเมตรจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังที่ตั้งอยู่กลางทุ่งกว้าง ห่างไกลความวุ่นวาย แต่กลับเต็มไปด้วยนักศึกษาจากตระกูลดังทั่วโลก และเป็นจุดแลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติ
“ตำหนักพิรุณ...”
ฉันยิ้มกว้าง ขัดกับสายตาของเสี่ยวฉีที่มองมาเหมือนเห็นพวกคลั่งนิยายกำลังภายใน แต่พอเดินเข้าไปถึงพื้นที่ส่วนกลาง...
ตุบ...
กระเป๋าหนักๆ หล่นลงพื้น เสี่ยวฉีอ้าปากค้าง มองดูอาคารสี่ประสานสไตล์โมเดิร์นที่ผสมกลิ่นอายไทยๆ ตรงกลางเป็นลานกว้างขนาดใหญ่และสวนหย่อมที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากนิยายไม่มีผิดเพี้ยน
เสี่ยวฉียิ้มแปลกๆ มองหน้าฉัน “นี่เรียกว่าหอพักจริงๆ ใช่ไหม...”
บรรยากาศรอบตัวเริ่มหนาวยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับละอองหิมะโปรยปรายลงมาบางเบา ผสมผสานกับความเงียบสงัดไร้สรรพเสียงของผืนป่าทึบเบื้องหน้า จนให้ความรู้สึกราวกับว่าฉันกำลังเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากกว่าจะมาทำภารกิจช่วยตัวประกันเสียอีก“ปราณค้นหา!”กระแสพลังลมปราณรับรู้แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ป่าเขาลำไพรทั่วทั้งเขตภูเขา แต่กลับไม่มีสัญญาณพลังชีวิตแปลกปลอมใดๆ ตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย ทว่า... บริเวณหุบเบื้องหน้ากลับปรากฏจุดแสงสีแดงเลือนรางส่องสว่างขึ้นมาจุดหนึ่ง“มันคืออะไรกันแน่...”ฉันบังคับม้าคู่ใจให้เดินย่างก้าวช้าๆ อย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมาหยุดยืนหลบอยู่หลังโขดหินใหญ่ไม่ไกลจากปากถ้ำมืดทึบแห่งหนึ่ง มีกลุ่มควันไฟจางๆ ลอยคละคลุ้งออกมาจากด้านใน รอบบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยล้อรถยนต์และรอยเท้าคนจำนวนมากที่ขับลุยเข้ามา“ซาซ่า... ช่วยติดต่อหน่วยสนับสนุนให้ที ฉันเจอถ้ำที่มีลักษณะโครงสร้างแปลกประหลาดคล้ายกับที่เราเคยเจอในป่าลึกแล้วล่ะ” ฉันตัดสินใจต่อสายตรงหาพวกพ้อง‘คุณอยู่ไหนเนี่ย?’ ปลายสายถามด้วยความแปลกใจ“อยู่แถวเขตชายแดนฮังการี” ฉันส่งพิกัดดาวเทียมอัปเดตกลับไปให้ซา
พูดจบฉันก็ขี่กระบี่บินพุ่งตัวทะยานออกไปทันที แต่ก็ไม่ลืมส่งสัญญาณบอกให้จอร์ทช่วยประสานงานแจ้งเตือนทางเรดาร์ว่าเป็นเพียงการทดสอบอากาศยานลับของฝั่งอเมริกา จากนั้นฉันก็เร่งพลังปราณพุ่งทะลุชั้นเมฆขึ้นไปด้านบน บินด้วยความเร็วสูงลิ่วตามเส้นทางการบินสากลของฝั่งทหารระหว่างที่กำลังรักษาระดับความเร็วฝ่ากระแสลม จอร์ทก็ส่งข้อความเข้าเครื่องมือสื่อสารส่วนตัวว่า จะมีฝูงบินทหารผ่านเส้นทางที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปฮังการีพอดี ให้ระวังตัวและอย่าบินเฉี่ยวชนกับใคร ฉันเลยพิมพ์ตอบกลับไปทีเล่นทีจริงว่า ‘งั้นขอเกาะปีกเครื่องบินอาศัยไปด้วยหน่อยก็แล้วกัน’ ทำเอาปลายสายอย่างจอร์ทหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นและไม่นานนัก... เครื่องบินขนส่งทหารขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีสัญลักษณ์ ‘ดาวแดง’ เด่นหร่าอยู่ข้างลำตัวเครื่องก็ปรากฏโผล่เข้ามาอยู่ในระยะสายตา หรือว่าตะกี้นี้ฉันบินเอื่อยเฉื่อยช้าเกินไป ฝูงบินขนส่งยักษ์พวกนี้ถึงได้บินไล่ตามมาทันกันแน่นะเนี่ย?ฉันเลยผ่อนแรงลดความเร็วลงเล็กน้อย บินร่อนไปประกบตีคู่จนอยู่ในวิสัยทัศน์ของห้องนักบินพอดี“ขึ้นฟรี...” นักบินหนุ่มในชุดเครื่องแบบเขียนข้อความใส่กระดาษแผ่นใหญ่แล้วยกโชว์ขึ้นแปะกระจกฉั
“หวานขอร้องเถอะค่ะ... หยุดแกล้งหนูเถอะนะ”หวานส่ายหน้าไปมาพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนเหมือนจะร้องไห้แต่คนอย่างฉันมีหรือจะยอมหยุดง่ายๆ ฉันจัดการตวัดและตอกลิ้นเข้ากับร่องโพรงอุ่นชื้นแฉะที่ขมิบตอดรัดเป็นจังหวะ จนเด็กสาวบิดเร่าส่ายสะโพกหนีด้วยความเสียวซ่านถึงขีดสุด มือเรียวเล็กเอื้อมมากดท้ายทอยของฉันไว้แน่นเพื่อระบายอารมณ์ ปากก็ต้องกัดนิ้วตัวเองเอาไว้จนห้อเลือดเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครางหวานๆ ออกมาลั่นห้องและพอสายโทรศัพท์ถูกตัดวางลง หวานก็หันมาทุบตีไหล่ฉันชุดใหญ่ทั้งน้ำตาซึม “คุณเหมยคนนิสัยไม่ดี!”“โอ๋ๆ น่ารักจริงๆ เลย... มานี่มะ เดี๋ยวฉันปลอบ”“ว้าย!! คุณเหมยก็จะ...”หวานอุทานลั่นบ้านเมื่อจู่ๆ ฉันก็ช้อนอุ้มร่างบางของเธอลอยหวือกลับเข้าไปในห้องนอน เพื่อเริ่มต้นภารกิจออกกำลังกายยามเช้าต่อทันทีแบบไม่ปล่อยให้พักหายใจ“คุณเหมยค่ะ... เมื่อกี้ทางครูแพทโทรมาบอกว่า จะพาหมอนวดฝีมือดีมาใหม่อีกสองคนค่ะ บอกว่าฝากมาทำงานด้วย” หวานเอ่ยบอกเสียงกระเส่าขณะนอนซุกซบอยู่บนอกของฉันพลางส่งสายตาปริบๆ เหมือนลูกแมวอ้อน“หึ... ฝากงานที่ไหนกันล่ะ ทรงแบบนี้เอามาทำงานขัดดอกใช้หนี้ชัดๆ”“นี่คุณเหมยคิดจะเปิดร้านนวดแผนไทยจริง
เช้าวันต่อมา... โอปอเดินหน้าตาตื่นเข้ามาเคาะห้องทำงานส่วนตัวของฉันเพื่อขอโทษขอโพยกับเรื่องเมื่อวาน เธอยยอมเปิดปากสารภาพความจริงทั้งหมดว่า ที่บ้านของเธอไปกู้เงินธนาคารมาสองล้านบาทเพื่อนำมาลงทุนปรับปรุงร้านอาหารเล็กๆ และเก็บไว้เป็นเงินทุนสำรองหมุนเวียน ส่วนตัวเธอก็กู้ยืมเงิน กยศ. เรียนหนังสือมาตลอดแต่ปัญหาคือพอใกล้จะถึงงวดชำระคืนงวดสุดท้าย จู่ๆ ผู้จัดการสาขาธนาคารเจ้าเดิมก็ส่งคนแปลกหน้ามาติดต่อพูดคุย อ้างว่าสำนักงานใหญ่มีคำสั่งให้เร่งรัดปิดหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น พวกมันเลยยื่นข้อเสนอทางเลือกนรกให้... คือบังคับเธอต้องไปทำงานส่งยาและบริการแขกในเครือข่ายของพวกมัน แลกกับการไม่ถูกฟ้องล้มละลายและการยึดบ้านยึดทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัว“เรื่องนี้ลุงว่ายังไงบ้างคะ?” ฉันหันไปปรึกษาชายวัยกลางคนที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบ“เฮ้อ... เรื่องมันใหญ่โตเกินกว่ากำลังของเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวจะรับไหวแล้วล่ะนะ” ลุงถอนหายใจยาว“ถ้าไอ้พวกเวรตะไลนี่มันไม่รนหาที่วิ่งมาหาเรื่องถึงหน้าบ้านหนูเองนะ... หนูค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางอยากจะไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกมันหรอก”“เธอนี่มันเกิดมาพร้อมกับตัวดูด
“คือว่า... หนูไปรับจ๊อบทำงานมาค่ะ” โอปออ้อมแอ้มตอบ หลบสายตาฉันฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของโอปอ... อ่านประกายชะตาชีวิตของเธอ หากเด็กคนนี้ยังดึงดันเอาตัวเองไปพัวพันกับอโคจรสถานหรือสิ่งที่กำลังทำลายชีวิตคนอื่น “จงหยุดซะเถอะนะโอปอ... อย่าปล่อยให้เงินก้อนนี้มันมาทำลายอนาคตหนูเลย”“หนูไม่ได้ทำอะไรไม่ดีจริงๆ นะคะเจ๊”“โอปอ... พี่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองอะไรเลยสักนิด ตั้งใจเรียนให้จบแล้วมาทำงานกับพี่ ค่อยหักทยอยใช้หนี้จากเงินเดือนก็ได้ ถ้าน้องเดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ ทำไมไม่มาหาพี่ตรงๆ?”โอปอน้ำตาซึม “หนูขอโทษค่ะ...”“บอกพี่มา... ใครเป็นคนจ้างให้เธอไปทำอะไรแบบนี้?”“รุ่นพี่ต่างวิทยาลัยค่ะ... เขาบอกว่าเป็นงานสบาย แค่ไปยืนเสิร์ฟอาหารแล้วก็ช่วยแจก ‘ลูกอมพิเศษ’ ให้กับพวกแขกในงานปาร์ตี้แค่นั้นเองค่ะ...”ฉันรู้ทันทีว่าลูกอมที่พูดถึงคืออะไร... มันไม่มีทางเป็นลูกอมแก้เจ็บคอธรรมดาแน่ๆ แต่มันคือยาอีหรือยาเคอัดเม็ดที่พวกแก๊งค้ายานรกใช้มอมเหยื่อในปาร์ตี้อโคจร ซึ่งน่าจะเป็นเครือข่ายเดียวกับไอ้พวกสวะที่จับตัวขวัญกับใบเฟิร์นไปไม่มีผิด ทั้งคู่ก็โดนหลอกล่อมาจากผับย่านพุทธมณฑลก่อนจะเลยเถิดไปไกล แถมรากเหง้าข
“ตื่นแล้วเหรอจ๊ะคนสวย”กิ่งพลิกตัวขึ้นมานอนท่อมคร่อมทับฉันไว้ทันที มือเรียวเล็กยื่นมาเขี่ยปอยผมฉันเล่นด้วยท่าทางขี้เล่นยั่วยวน“เธอแอบทำอะไรฉันเมื่อคืนเนี่ยห่ะ?”“ก็นิดๆ หน่อยๆ แหละน่า เธอนี่มันไร้เดียงสาจริงๆ เลยนะ โดนสาวชวนขึ้นห้องสองต่อสองทั้งที ยังไม่รู้ตัวอีกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อ”“ฉันไม่คิดเลยว่าจะมาโดนเจ้าของบ้านจอมเจ้าเล่ห์รุกไล่เอาดื้อๆ แบบนี้”“เหมย... มาเป็นแฟนกับฉันไหมล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงดูปูเสื่อเธอเอง สบายใจหายห่วง”“ยัยบ้องเอ๊ย รีบไปอาบน้ำแต่งตัวซะเถอะน่า ฉันจะได้ขับรถกลับบ้านสักที”“วันนี้ฉันไม่มีคิวงานที่ไหนทั้งนั้นแหละ... พรุ่งนี้ก็หยุดยาว”“งั้นก็นอนต่อสิ รออะไรอยู่ ฉันเองก็ยังไม่อยากรีบกลับเหมือนกัน”“เธอนี่มันร้ายกาจจริงๆ เลยนะ”พูดจบ กิ่งก็ก้มหน้าลงมาประกบปากแลกลิ้นดูดดื่มอย่างเร่าร้อน เราสองคนกอดกันนัวเนียพลิกตัวสลับสับเปลี่ยนกันรุกและรับอย่างเป็นจังหวะจะโคน แม้จะไม่มีบทเพลงบรรเลงยาวนานเหมือนวันก่อน แต่ลีลาเด็ดดวงและรสสัมผัสที่กิ่งโถมเข้าใส่ก็เล่นเอาฉันแทบหมดแรงจนฉันอดคิดในใจไม่ได้ว่า... ยัยนี่มันแกล้งลงทุนเจ็บตัวตกบันไดเลื่อนเพื่อหลอกล่อให้ฉันตายใจแล้วพาเข
หลังจากต้องกรำศึกหนักและเคลียร์ภารกิจต่อเนื่องกันมาหลายวัน ในที่สุดทีมของฉันก็ได้ตารางพักผ่อนสบายๆ เป็นเวลาสองวันเต็ม โดยสลับให้อีกทีมหนึ่งที่มีจำนวนกำลังพลมากกว่าเข้ามารับช่วงทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยแทนชั่วคราวเมื่อไม่มีความกดดันจากงาน ฉันจึงปล่อยตัวตามสบาย วันนี้ลมทะเลพัดเย็นฉ่ำ บรรยากาศรอบรีสอร
เมื่อเห็นว่าสายเกินกว่าจะกลับไปเรียน ฉันจึงให้ฝ้ายเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพากันไปหาอะไรกิน ก่อนจะกลับมารับยัยตัวแสบนภาที่ ‘ขาย’ อาของตัวเองให้คนอื่น หนำซ้ำค่าตัวฉันยังเกือบหลักหมื่น (ที่ฝ้ายจ่ายเป็นการช่วยทำการบ้านให้นภาแทน)“เจ๊คะ ทำไมเจ๊แซ่บจัง หนูยังอยากกินอีกนะเนี่ย”“พอเลย อยากให้เจ๊ติดคุกหรือไง”“
“คุณเหมยใช่ไหมค่ะ”ฉันมองดูผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับฉัน“ฉันมารับหลานสาวค่ะ”ฉันยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรพลางลอบกลืนน้ำลายลงคอ หลังอีกฝ่ายหันหลังก้มลงเก็บเงินที่หล่น สะโพกโค้งกลมได้รูปทำเอาใจคอแทบร้อนผ่าวไปหมด“เข้ามาก่อนค่ะ”เธอยิ้มให้ฉัน พลางบอกว่าหลานสาวของฉันกำลังทำการบ้านอยู่ ต้องร
เย็นวันเดียวกัน โซเฟีย โค้ชและคู่ซ้อมของนักกีฬาชาวโรมาเนียมาขอคุยกับฉันเป็นการส่วนตัวที่ห้องรับแขกในบ้าน“คุณเหมย ฉันอยากให้คุณช่วยนวดผ่อนคลายให้นักกีฬาของพวกเราหน่อยได้ไหมคะ รวมถึงตอนไปแข่งด้วย เราจะแข่งทั้งหมด 3 รายการ พวกเราคุยกันแล้วว่าอยากจ้างคุณเป็นพิเศษ”ฉันวางแก้วโกโก้ลงตรงหน้าเธอ “ได้ค่ะ ช







