LOGIN“ยัยเหมยยยยย!”
ฉันรีบดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูแทบไม่ทัน เมื่อน้าสาวคนสวยตะโกนลั่นสายมาขนาดนั้น
“มีอะไรคะน้าพร”
“หลานสั่งอะไรมาเยอะแยะ!”
“ก็น้าบอกว่ามีห้องร้านค้าว่าง เหมยเลยสั่งของไปลงไงคะ”
เสียงน้าสาวถอนหายใจยาวเหยียด บอกแค่ว่าจะให้คนขนไปเก็บไว้ในร้านค้าที่ว่างให้ก่อนจะตัดสายทิ้งไปอย่างไว ส่วนฉันยังคงเดินเลือกสั่งของอีกหลายรายการเพื่อส่งกลับไทย จะเปิดร้านทั้งทีก็ต้องมีของให้ครบ ทั้งอะไหล่และของสิ้นเปลืองต่างๆ แถมฉันยังคิดจะเปิดร้านอาหารเช้าด้วย
เมื่อเลือกไม่ถูก ฉันก็ปล่อยให้ ‘เหล่าจ้าว’ เป็นคนจัดการให้ แค่เขารู้ว่าฉันมากวางโจวก็รีบมารับถึงสนามบินทันที แค่บอกว่าอยากได้อะไรเขาก็จัดให้เต็มที่ทุกอย่าง
“อาจารย์น้อย ผมจะรีบส่งของไปไทยให้เร็วที่สุดเลยครับ”
“ฝากด้วยนะเหลาจ้าว”
“แล้วอาจารย์น้อยจะกลับไทยวันไหนครับ”
“น่าจะพรุ่งนี้แหละค่ะ”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะให้เพื่อนที่รู้จักกันจัด...”
“ทำให้ถูกกฎหมายนะ ห้ามข้ามขั้นตอนเด็ดขาด ฉันรอได้เพราะยังไงก็ยังไม่ได้เตรียมสถานที่เลย”
“ให้ผมส่งคนไปช่วยไหมครับ”
ฉันเลิกคิ้วขึ้น เงยหน้าจากรายการสิ่งของในมือ “สักสามคนก็พอ ขอเป็นผู้หญิงนะ เพราะที่นี่เป็นหอพักสตรีโดยเฉพาะ”
“ได้ครับผม จะรีบติดต่อช่างและจองตั๋วให้ทันที”
“ขอบคุณมากค่ะเหล่าจ้าว เช่นนั้นฝากคุณจัดการต่อด้วยนะคะ”
“ได้เลยครับ ผมให้คนเตรียมโรงแรมไว้ให้แล้ว”
“อ่ะ... เอานี่ไป” ฉันหยิบตัวยาออกมาหนึ่งเม็ดแล้วยื่นให้เขา
เหล่าจ้าวตาโตเท่าไข่ห่านทันที รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า “ขอบคุณครับ! ฮ่าๆๆๆ”
ฉันนั่งยิ้มนิ่งๆ มองภาพนครกวางโจวผ่านหน้าต่างบานใหญ่ในห้องทำงานของเหล่าจ้าว บรรยากาศดูวุ่นวายไม่น้อย ยี่สิบปีที่แล้วที่นี่เป็นเพียงพื้นที่ธรรมดาๆ ผู้คนไม่ได้มั่งคั่งเหมือนทุกวันนี้ แต่ความเร่งรีบและความวุ่นวายกลับไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
“ยี่สิบปีแล้วสินะ...” ฉันรำพึงเบาๆ พลางยกชาขึ้นจิบ
หนึ่งในกล่องใบใหญ่ที่ฉันส่งกลับไทย คือพวกอาวุธอย่างหอกและดาบที่ใช้ฝึกศิลปะการต่อสู้ สิ่งเหล่านี้เป็นของที่ฉันขาดไม่ได้ อย่างน้อยเอาไปประดับไว้ในลานฝึกก็ยังดี
รถ SUV สีดำคันใหญ่จอดเทียบหน้าประตูผู้โดยสารขาออก เหล่าจ้าวและคนสำคัญหลายคนมาส่งฉันด้วยตัวเองพร้อมเอกสารต่างๆ ที่เตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ ฉันบอกลาทุกคนแล้วเดินหายเข้าไปในเกต
หลังนั่งเครื่องมาหลายชั่วโมง ในที่สุดฉันก็มาถึงสนามบินบ้านเกิดที่ยี่สิบปีมานี้ได้กลับมาเพียงสามครั้งเท่านั้น
“เปลี่ยนไปมากทีเดียว... ว่าแต่ ฉันจะไปยังไงต่อนะ” ฉันยิ้มแห้งให้ตัวเองที่กำลังยืนงงหาทางกลับบ้านไม่ถูก แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“ใช่คุณเหมยหรือเปล่าครับ”
ฉันหันกลับไปมองตามเสียง ก็พบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่โดนเทซึ่งฉันเคยช่วยไว้ “อ้าว เป็นยังไงบ้างคะ เที่ยวสนุกไหม”
“ใช่จริงๆ ด้วย คุณเหมยนี่เอง ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกันอีกครั้ง” ชายสูงวัยยิ้มอย่างยินดี “แล้วนี่กำลังจะไปไหนต่อครับ”
ฉันยิ้มอายๆ “กำลังจะกลับบ้านค่ะ” ฉันพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงที่ติดสำเนียงจีนจนฟังดูแปลกหูไปบ้าง
“อ้าว...” หลายคนมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ เพราะนึกว่าฉันเป็นคนจีน “คุณเหมยเป็นคนไทยเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ” ฉันตอบอย่างหนักแน่น
“แล้วบ้านคุณเหมยอยู่แถวไหนครับ”
“แถวๆ พุทธมณฑลสาย 4 ค่ะ แต่เหมยจำทางไม่ค่อยได้แล้ว ไม่ค่อยได้กลับมาเลย”
“อ้อ มาๆ เดี๋ยวลุงเรียกรถให้”
“ขอบคุณมากค่ะ” ฉันก้มมองโทรศัพท์อยู่นาน ส่งข้อความไปตั้งเยอะแต่น้าพรก็ยังไม่ยอมตอบกลับมาเสียที
“คุณเหมย ลุงเรียกรถให้แล้วนะ หนูรอตรงนี้แหละ” คุณลุงส่งเลขทะเบียนรถมาให้ พร้อมบอกว่าคนขับเป็นผู้หญิงจะได้สบายใจ ก่อนจะล่ำลากันไป รอไม่นานฉันก็เห็นรถ SUV สีดำวิ่งมาจอดเทียบ
“คุณเหมยใช่ไหมคะ”
คนขับเป็นผู้หญิงตามที่คุณลุงบอกจริงๆ ฉันรีบตอบรับเพราะรถเริ่มหนาตาขึ้น เธอลงมาช่วยเปิดท้ายรถให้ จังหวะที่เธอยกกระเป๋าฉันแอบตกใจนิดหน่อยเพราะเธอหุ่นดีมาก หน้าตาสวยคม แถมขับรถได้นุ่มนวลสุดๆ
“คุณคะ ฉันขอเหมาคุณทั้งวันเลยได้ไหม”
คนขับมองผ่านกระจกหลังเล็กน้อย “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คือฉันไม่ได้กลับไทยมานานมาก เลยอยากแวะเที่ยวและหาอะไรทานหน่อย พอเข้าบ้านแล้วคงไม่อยากออกมาอีก มันร้อนมากเลยค่ะ”
“อ้อ... ได้ค่ะ รอแป๊บนะคะ” ฉันเห็นเธอคุยโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตกลง “คุณเหมยจะไปที่ไหนก่อนดีคะ”
ฉันไม่ตอบ แต่ส่งเงินปึกหนึ่งให้ มันหนาพอสมควร “ไปไหนก็ได้ค่ะ ฉันหิวแล้ว นี่ค่าเหนื่อยของคุณนะคะ” ฉันยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
เธอรีบเลี้ยวรถจอดจุดพักรถข้างทางทันที “นี่คุณ... ได้ค่ะ! สองวันนี้ฉันว่างพอดี ถ้าคุณไม่ว่าอะไรจะไปพักที่ห้องฉันสักคืนแล้วเที่ยวต่อก็ได้นะคะ ตอนเย็นพรุ่งนี้ฉันจะไปส่งถึงหน้าประตูบ้านเลย”
“คุณใจดีจังค่ะ”
เธอพาฉันเข้าสู่ใจกลางกรุง ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าที่ไหน เพราะไม่ได้ตามข่าวสารบ้านเมืองเลย วันๆ อยู่แต่กับศิษย์น้องและท่านอาจารย์ ไม่ก็ออกไปคุยงานธุรกิจจนแทบไม่รู้จักประเทศไทยในปัจจุบัน
ตกเย็นฉันส่งข้อความบอกน้าพรว่าจะพักในกรุงเทพฯ หนึ่งคืน พรุ่งนี้ค่อยกลับ น้าพรตอบกลับมาแค่ ‘โอเค’ ฉันเลยส่งรูปตอนกำลังนั่งกินผัดไทยเจ้าดังแถวประตูผีกลับไปให้ดู แล้วก้มหน้าก้มตากินต่อ ก่อนจะกลับไปพักที่โรงแรมใหญ่แถวประตูน้ำ ฉันบอกคนขับสาวสวยคนนั้นว่าจ่ายเต็มที่ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน
ใครจะไปรู้ว่าเธอจะเป็นคนใจกล้ากว่าที่คิด พอเริ่มเมาเธอก็แทบจะสิงร่างฉัน เสียงของเธอนุ่มหวานจนฉันแอบติดใจ เช้าวันต่อมาเจ้าตัวนอนตาค้างมองดูตัวเองที่เปลือยเปล่าอยู่ใต้ผ้าห่ม โดยมีฉันนอนอยู่ในอ้อมแขน
“คุณเหมย... เมื่อคืน...”
ฉันยันตัวขึ้นขยี้ตาเบาๆ พอเห็นผิวพรรณของฉันสะท้อนแดดยามเช้า เจ้าตัวก็หน้าแดงซ่าน ยิ่งเห็นรอยจ้ำแดงบนตัวฉันเธอก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก
“เหมยขอโทษนะคะ เผลอไปหน่อย... คุณน่ารักมากเลยค่ะ”
เธอกอดเอวฉันไว้หลวมๆ เจอแบบนี้เข้าไปมีหรือจะรอด ฉันจัดการ ‘สยบ’ เธอไปอีกสองรอบ ใครจะคิดว่าวันแรกที่กลับมาถึงบ้านเกิด จะได้เจอสาวสวยถูกใจมาขับรถให้ขนาดนี้
ระหว่างที่กำลังนอนพักอยู่นั้น แฟนของเธอโทรเข้ามา เสียงในสายดูไม่ดีเลย อีกฝ่ายดูไม่พอใจมากที่เธอกลับบ้านไม่ตรงเวลาจนทะเลาะกันยกใหญ่ ฉันตกใจเมื่อฝ่ายชายตะคอกใส่เครื่องว่า ‘เลิกกันเถอะ’ แล้วไล่เธอออกจากบ้านทันที ฉันถึงได้เข้าใจว่ารอยฟกช้ำตามตัวเธอมาจากไหน
ซักพักโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นอีก ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นสายจากที่ทำงาน
“ไม่เป็นไรนะคุณ” ฉันจูบหลังเธอเบาๆ เพื่อปลอบประโลม
“ฉันตกงานแล้วค่ะ...” เธอตอบเสียงเครือ
“มาทำงานกับฉันไหมล่ะ น้าฉันมีบริษัทนะ”
“จะดีเหรอคะ”
ฉันไม่ตอบ เพียงแค่จูบและปลอบโยนเธออย่างอ่อนโยน จนสายเราถึงลงมาทานข้าวกัน เธอโทรหาเพื่อนให้ไปช่วยขนของออกจากคอนโดแฟนเก่า รถคันนี้เป็นชื่อของเธออยู่แล้วจึงไม่มีปัญหา ฉันตามเธอไปขนของ ก่อนจะขับมุ่งหน้าออกนอกกรุงเทพฯ เพื่อมาส่งฉันที่บ้าน โดยมีเพื่อนสาวของเธออีกสองคนขับรถตามมาด้วย
“แล้วคุณจะไปอยู่ที่ไหนต่อ” ฉันถามเธอที่กำลังร้องไห้อยู่เบาะหลัง โดยมีเพื่อนเธอเป็นคนขับให้
“คงไปนอนบ้านเพื่อนก่อนค่ะ”
ฉันพยักหน้า เพราะถูกใจใน ‘รสชาติ’ และโชคชะตาที่พามาเจอกัน เลยโทรหาน้าพรที่คิดว่าน่าจะตื่นแล้ว “น้าคะ เหมยเก็บคนมาได้คนหนึ่ง จะเปิดห้องให้เขาอยู่ได้ไหม” เสียงน้าหัวเราะลั่นสายมาทันที บอกว่าตามใจเหมยเลย ก่อนจะวางสายไป
“มาอยู่กับฉันไหม บ้านฉันมีห้องว่างเยอะแยะเลยนะ”
สามสาวทำหน้าเหวอ อยู่ดีๆ ก็มีคนชวนไปอยู่ด้วยทั้งที่เพิ่งเจอกันแค่วันเดียว เพื่อนสองคนได้แต่หัวเราะเบาๆ ส่วนหญิงสาวคนนั้นยังทำหน้าไม่ถูก เหมือนเจอเรื่องเหลือเชื่อ ฉันเลยบอกว่าให้ไปถึงบ้านก่อนค่อยตัดสินใจก็ได้
บรรยากาศรอบตัวเริ่มหนาวยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับละอองหิมะโปรยปรายลงมาบางเบา ผสมผสานกับความเงียบสงัดไร้สรรพเสียงของผืนป่าทึบเบื้องหน้า จนให้ความรู้สึกราวกับว่าฉันกำลังเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากกว่าจะมาทำภารกิจช่วยตัวประกันเสียอีก“ปราณค้นหา!”กระแสพลังลมปราณรับรู้แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ป่าเขาลำไพรทั่วทั้งเขตภูเขา แต่กลับไม่มีสัญญาณพลังชีวิตแปลกปลอมใดๆ ตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย ทว่า... บริเวณหุบเบื้องหน้ากลับปรากฏจุดแสงสีแดงเลือนรางส่องสว่างขึ้นมาจุดหนึ่ง“มันคืออะไรกันแน่...”ฉันบังคับม้าคู่ใจให้เดินย่างก้าวช้าๆ อย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมาหยุดยืนหลบอยู่หลังโขดหินใหญ่ไม่ไกลจากปากถ้ำมืดทึบแห่งหนึ่ง มีกลุ่มควันไฟจางๆ ลอยคละคลุ้งออกมาจากด้านใน รอบบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยล้อรถยนต์และรอยเท้าคนจำนวนมากที่ขับลุยเข้ามา“ซาซ่า... ช่วยติดต่อหน่วยสนับสนุนให้ที ฉันเจอถ้ำที่มีลักษณะโครงสร้างแปลกประหลาดคล้ายกับที่เราเคยเจอในป่าลึกแล้วล่ะ” ฉันตัดสินใจต่อสายตรงหาพวกพ้อง‘คุณอยู่ไหนเนี่ย?’ ปลายสายถามด้วยความแปลกใจ“อยู่แถวเขตชายแดนฮังการี” ฉันส่งพิกัดดาวเทียมอัปเดตกลับไปให้ซา
พูดจบฉันก็ขี่กระบี่บินพุ่งตัวทะยานออกไปทันที แต่ก็ไม่ลืมส่งสัญญาณบอกให้จอร์ทช่วยประสานงานแจ้งเตือนทางเรดาร์ว่าเป็นเพียงการทดสอบอากาศยานลับของฝั่งอเมริกา จากนั้นฉันก็เร่งพลังปราณพุ่งทะลุชั้นเมฆขึ้นไปด้านบน บินด้วยความเร็วสูงลิ่วตามเส้นทางการบินสากลของฝั่งทหารระหว่างที่กำลังรักษาระดับความเร็วฝ่ากระแสลม จอร์ทก็ส่งข้อความเข้าเครื่องมือสื่อสารส่วนตัวว่า จะมีฝูงบินทหารผ่านเส้นทางที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปฮังการีพอดี ให้ระวังตัวและอย่าบินเฉี่ยวชนกับใคร ฉันเลยพิมพ์ตอบกลับไปทีเล่นทีจริงว่า ‘งั้นขอเกาะปีกเครื่องบินอาศัยไปด้วยหน่อยก็แล้วกัน’ ทำเอาปลายสายอย่างจอร์ทหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นและไม่นานนัก... เครื่องบินขนส่งทหารขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีสัญลักษณ์ ‘ดาวแดง’ เด่นหร่าอยู่ข้างลำตัวเครื่องก็ปรากฏโผล่เข้ามาอยู่ในระยะสายตา หรือว่าตะกี้นี้ฉันบินเอื่อยเฉื่อยช้าเกินไป ฝูงบินขนส่งยักษ์พวกนี้ถึงได้บินไล่ตามมาทันกันแน่นะเนี่ย?ฉันเลยผ่อนแรงลดความเร็วลงเล็กน้อย บินร่อนไปประกบตีคู่จนอยู่ในวิสัยทัศน์ของห้องนักบินพอดี“ขึ้นฟรี...” นักบินหนุ่มในชุดเครื่องแบบเขียนข้อความใส่กระดาษแผ่นใหญ่แล้วยกโชว์ขึ้นแปะกระจกฉั
“หวานขอร้องเถอะค่ะ... หยุดแกล้งหนูเถอะนะ”หวานส่ายหน้าไปมาพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนเหมือนจะร้องไห้แต่คนอย่างฉันมีหรือจะยอมหยุดง่ายๆ ฉันจัดการตวัดและตอกลิ้นเข้ากับร่องโพรงอุ่นชื้นแฉะที่ขมิบตอดรัดเป็นจังหวะ จนเด็กสาวบิดเร่าส่ายสะโพกหนีด้วยความเสียวซ่านถึงขีดสุด มือเรียวเล็กเอื้อมมากดท้ายทอยของฉันไว้แน่นเพื่อระบายอารมณ์ ปากก็ต้องกัดนิ้วตัวเองเอาไว้จนห้อเลือดเพื่อไม่ให้หลุดเสียงครางหวานๆ ออกมาลั่นห้องและพอสายโทรศัพท์ถูกตัดวางลง หวานก็หันมาทุบตีไหล่ฉันชุดใหญ่ทั้งน้ำตาซึม “คุณเหมยคนนิสัยไม่ดี!”“โอ๋ๆ น่ารักจริงๆ เลย... มานี่มะ เดี๋ยวฉันปลอบ”“ว้าย!! คุณเหมยก็จะ...”หวานอุทานลั่นบ้านเมื่อจู่ๆ ฉันก็ช้อนอุ้มร่างบางของเธอลอยหวือกลับเข้าไปในห้องนอน เพื่อเริ่มต้นภารกิจออกกำลังกายยามเช้าต่อทันทีแบบไม่ปล่อยให้พักหายใจ“คุณเหมยค่ะ... เมื่อกี้ทางครูแพทโทรมาบอกว่า จะพาหมอนวดฝีมือดีมาใหม่อีกสองคนค่ะ บอกว่าฝากมาทำงานด้วย” หวานเอ่ยบอกเสียงกระเส่าขณะนอนซุกซบอยู่บนอกของฉันพลางส่งสายตาปริบๆ เหมือนลูกแมวอ้อน“หึ... ฝากงานที่ไหนกันล่ะ ทรงแบบนี้เอามาทำงานขัดดอกใช้หนี้ชัดๆ”“นี่คุณเหมยคิดจะเปิดร้านนวดแผนไทยจริง
เช้าวันต่อมา... โอปอเดินหน้าตาตื่นเข้ามาเคาะห้องทำงานส่วนตัวของฉันเพื่อขอโทษขอโพยกับเรื่องเมื่อวาน เธอยยอมเปิดปากสารภาพความจริงทั้งหมดว่า ที่บ้านของเธอไปกู้เงินธนาคารมาสองล้านบาทเพื่อนำมาลงทุนปรับปรุงร้านอาหารเล็กๆ และเก็บไว้เป็นเงินทุนสำรองหมุนเวียน ส่วนตัวเธอก็กู้ยืมเงิน กยศ. เรียนหนังสือมาตลอดแต่ปัญหาคือพอใกล้จะถึงงวดชำระคืนงวดสุดท้าย จู่ๆ ผู้จัดการสาขาธนาคารเจ้าเดิมก็ส่งคนแปลกหน้ามาติดต่อพูดคุย อ้างว่าสำนักงานใหญ่มีคำสั่งให้เร่งรัดปิดหนี้ก้อนนี้ทั้งหมดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น พวกมันเลยยื่นข้อเสนอทางเลือกนรกให้... คือบังคับเธอต้องไปทำงานส่งยาและบริการแขกในเครือข่ายของพวกมัน แลกกับการไม่ถูกฟ้องล้มละลายและการยึดบ้านยึดทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัว“เรื่องนี้ลุงว่ายังไงบ้างคะ?” ฉันหันไปปรึกษาชายวัยกลางคนที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบ“เฮ้อ... เรื่องมันใหญ่โตเกินกว่ากำลังของเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวจะรับไหวแล้วล่ะนะ” ลุงถอนหายใจยาว“ถ้าไอ้พวกเวรตะไลนี่มันไม่รนหาที่วิ่งมาหาเรื่องถึงหน้าบ้านหนูเองนะ... หนูค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางอยากจะไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกมันหรอก”“เธอนี่มันเกิดมาพร้อมกับตัวดูด
“คือว่า... หนูไปรับจ๊อบทำงานมาค่ะ” โอปออ้อมแอ้มตอบ หลบสายตาฉันฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของโอปอ... อ่านประกายชะตาชีวิตของเธอ หากเด็กคนนี้ยังดึงดันเอาตัวเองไปพัวพันกับอโคจรสถานหรือสิ่งที่กำลังทำลายชีวิตคนอื่น “จงหยุดซะเถอะนะโอปอ... อย่าปล่อยให้เงินก้อนนี้มันมาทำลายอนาคตหนูเลย”“หนูไม่ได้ทำอะไรไม่ดีจริงๆ นะคะเจ๊”“โอปอ... พี่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองอะไรเลยสักนิด ตั้งใจเรียนให้จบแล้วมาทำงานกับพี่ ค่อยหักทยอยใช้หนี้จากเงินเดือนก็ได้ ถ้าน้องเดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ ทำไมไม่มาหาพี่ตรงๆ?”โอปอน้ำตาซึม “หนูขอโทษค่ะ...”“บอกพี่มา... ใครเป็นคนจ้างให้เธอไปทำอะไรแบบนี้?”“รุ่นพี่ต่างวิทยาลัยค่ะ... เขาบอกว่าเป็นงานสบาย แค่ไปยืนเสิร์ฟอาหารแล้วก็ช่วยแจก ‘ลูกอมพิเศษ’ ให้กับพวกแขกในงานปาร์ตี้แค่นั้นเองค่ะ...”ฉันรู้ทันทีว่าลูกอมที่พูดถึงคืออะไร... มันไม่มีทางเป็นลูกอมแก้เจ็บคอธรรมดาแน่ๆ แต่มันคือยาอีหรือยาเคอัดเม็ดที่พวกแก๊งค้ายานรกใช้มอมเหยื่อในปาร์ตี้อโคจร ซึ่งน่าจะเป็นเครือข่ายเดียวกับไอ้พวกสวะที่จับตัวขวัญกับใบเฟิร์นไปไม่มีผิด ทั้งคู่ก็โดนหลอกล่อมาจากผับย่านพุทธมณฑลก่อนจะเลยเถิดไปไกล แถมรากเหง้าข
“ตื่นแล้วเหรอจ๊ะคนสวย”กิ่งพลิกตัวขึ้นมานอนท่อมคร่อมทับฉันไว้ทันที มือเรียวเล็กยื่นมาเขี่ยปอยผมฉันเล่นด้วยท่าทางขี้เล่นยั่วยวน“เธอแอบทำอะไรฉันเมื่อคืนเนี่ยห่ะ?”“ก็นิดๆ หน่อยๆ แหละน่า เธอนี่มันไร้เดียงสาจริงๆ เลยนะ โดนสาวชวนขึ้นห้องสองต่อสองทั้งที ยังไม่รู้ตัวอีกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อ”“ฉันไม่คิดเลยว่าจะมาโดนเจ้าของบ้านจอมเจ้าเล่ห์รุกไล่เอาดื้อๆ แบบนี้”“เหมย... มาเป็นแฟนกับฉันไหมล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงดูปูเสื่อเธอเอง สบายใจหายห่วง”“ยัยบ้องเอ๊ย รีบไปอาบน้ำแต่งตัวซะเถอะน่า ฉันจะได้ขับรถกลับบ้านสักที”“วันนี้ฉันไม่มีคิวงานที่ไหนทั้งนั้นแหละ... พรุ่งนี้ก็หยุดยาว”“งั้นก็นอนต่อสิ รออะไรอยู่ ฉันเองก็ยังไม่อยากรีบกลับเหมือนกัน”“เธอนี่มันร้ายกาจจริงๆ เลยนะ”พูดจบ กิ่งก็ก้มหน้าลงมาประกบปากแลกลิ้นดูดดื่มอย่างเร่าร้อน เราสองคนกอดกันนัวเนียพลิกตัวสลับสับเปลี่ยนกันรุกและรับอย่างเป็นจังหวะจะโคน แม้จะไม่มีบทเพลงบรรเลงยาวนานเหมือนวันก่อน แต่ลีลาเด็ดดวงและรสสัมผัสที่กิ่งโถมเข้าใส่ก็เล่นเอาฉันแทบหมดแรงจนฉันอดคิดในใจไม่ได้ว่า... ยัยนี่มันแกล้งลงทุนเจ็บตัวตกบันไดเลื่อนเพื่อหลอกล่อให้ฉันตายใจแล้วพาเข
หลังจากต้องกรำศึกหนักและเคลียร์ภารกิจต่อเนื่องกันมาหลายวัน ในที่สุดทีมของฉันก็ได้ตารางพักผ่อนสบายๆ เป็นเวลาสองวันเต็ม โดยสลับให้อีกทีมหนึ่งที่มีจำนวนกำลังพลมากกว่าเข้ามารับช่วงทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยแทนชั่วคราวเมื่อไม่มีความกดดันจากงาน ฉันจึงปล่อยตัวตามสบาย วันนี้ลมทะเลพัดเย็นฉ่ำ บรรยากาศรอบรีสอร
เมื่อเห็นว่าสายเกินกว่าจะกลับไปเรียน ฉันจึงให้ฝ้ายเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพากันไปหาอะไรกิน ก่อนจะกลับมารับยัยตัวแสบนภาที่ ‘ขาย’ อาของตัวเองให้คนอื่น หนำซ้ำค่าตัวฉันยังเกือบหลักหมื่น (ที่ฝ้ายจ่ายเป็นการช่วยทำการบ้านให้นภาแทน)“เจ๊คะ ทำไมเจ๊แซ่บจัง หนูยังอยากกินอีกนะเนี่ย”“พอเลย อยากให้เจ๊ติดคุกหรือไง”“
“คุณเหมยใช่ไหมค่ะ”ฉันมองดูผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับฉัน“ฉันมารับหลานสาวค่ะ”ฉันยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรพลางลอบกลืนน้ำลายลงคอ หลังอีกฝ่ายหันหลังก้มลงเก็บเงินที่หล่น สะโพกโค้งกลมได้รูปทำเอาใจคอแทบร้อนผ่าวไปหมด“เข้ามาก่อนค่ะ”เธอยิ้มให้ฉัน พลางบอกว่าหลานสาวของฉันกำลังทำการบ้านอยู่ ต้องร
เย็นวันเดียวกัน โซเฟีย โค้ชและคู่ซ้อมของนักกีฬาชาวโรมาเนียมาขอคุยกับฉันเป็นการส่วนตัวที่ห้องรับแขกในบ้าน“คุณเหมย ฉันอยากให้คุณช่วยนวดผ่อนคลายให้นักกีฬาของพวกเราหน่อยได้ไหมคะ รวมถึงตอนไปแข่งด้วย เราจะแข่งทั้งหมด 3 รายการ พวกเราคุยกันแล้วว่าอยากจ้างคุณเป็นพิเศษ”ฉันวางแก้วโกโก้ลงตรงหน้าเธอ “ได้ค่ะ ช







