Masukบทที่ 2 เมืองพาร์มเบล
เจมส์ที่ร่างกายแข็งแรงได้แบกเอามาร์คัสไว้บนหลังของตัวเองแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า แน่นอนว่าเขาเชื่อมั่นผู้หญิงเด็กสาวผมแดงที่มีชื่อว่า 'ยูมิส’ อยู่ไม่น้อยเลยเพราะจากความรู้ที่มีอยู่เธอเป็นนักผจญภัยระดับเงิน ที่ถือได้ว่าเป็นนักผจญภัยระดับกลางอาวุโสเลยทีเดียวเชียวอยู่ในช่วงบั้นปลายก่อน… จะกลายเป็นนักผจญภัยระดับสูงอย่างระดับทองด้วยซ้ำไป ถ้าถามว่าพวกตัวเองทุกคนเดินออกกันทางไหน เขาได้พาพวกเธอมาที่ลำธารแล้วก็เดินเลียบไปทางเส้นทางนำทางสายยาวนั้นที่ลงใต้ไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าเออร์น่าที่เป็นนักเวทย์ธาตุดินก็คอยอยู่ตรงกลางของกลุ่มส่วนตัวของเขาที่แบกมาร์คัสไว้อยู่ ก็เดินติดตามจากทางด้านหลัง เพราะเขามีทักษะต่อสู้ระดับ 3 ทำให้มีจิตสัมผัสที่ดีรับรู้ได้ว่าถ้ามีสิ่งมีชีวิตอันตรายเข้ามาใกล้นั่นเอง บรรยากาศระหว่างทางเพื่อไปยังทางออกของป่านั้นแน่นอนว่าไม่มีการพูดคุย เพราะเธอทั้งสองคนตั้งใจว่าจะถนอมพละกำลังกายเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ยังไงก็ตามระหว่างที่กำลังเดินไปตามลำธารนั้น ยูมิสกับเออร์น่าพวกเธอทั้งสองคนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจเพราะเด็กหนุ่มคนนี้ที่อายุน้อยกว่าพวกตัวเองคนละ 2 ปี 4 ปีดูเหมือนร่างกายจะแข็งแรงเกินนักปรุงยาทั่วไปพอสมควรเลย แต่พอมาคิดว่าระดับที่อาจารย์กล้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ มันก็คงเป็นอะไรที่น่าจะเป็นขั้นต่ำที่ต้องทำได้นั่นแหละนะ ระหว่างที่พวกเธอทั้งหลายกำลังคิดแบบนั้น แม้แต่เจมส์เองก็ยังรู้สึกแปลกใจที่ตัวเองแข็งแรงมากขึ้นขนาดนี้ทั้งที่เมื่อก่อนแค่ถือลังเอกสารหนักประมาณ 7-8 กิโลเดินไปมายังจะตายเอาเลยด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้กลับแบกเด็กหนุ่มอายุมากกว่าได้เฉย หรือเพราะนี่เป็นผลจากพรที่ท่านพระเจ้ามอบให้กันนะ? ในขณะที่กำลังคิดแล้วก็สงสัยนั้น ทุกคนใช้เวลาเดินไปอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดแล้ว ปลายทางก็ได้ปรากฏขึ้นทุกคนก็ได้มาถึงทางออกป่าใหญ่ที่เป็นเหมือนทุ่งหญ้าที่ห่างออกไปไม่ไกลเท่าไหร่นักมีถนนทางดินอยู่ “พะ-พวกเรารอดแล้ววว…โอย~”เออร์น่าที่แน่นอนว่ามีแรงกายน้อยที่สุดก็ส่งเสียงร้องออกมาหลังจากที่ทรุดลงไปนั่งบนพื้นหญ้าในโซนปลอดภัยแล้ว “อื้ม? ดูจากพระอาทิตย์ตอนนี้ คงช่วงสายยังไม่เที่ยง”ในเวลาเดียวกันเด็กสาวผมแดงเงยหน้ามองขึ้นท้องฟ้าเล็กน้อยเพื่อดูเวลาเธอเห็นว่าตอนนี้ยังไม่เที่ยงแล้วก็ยังสายเฉยๆ ก็โล่งใจมาก “ที่แท้ก็ยังสายนี่เอง…”พอได้ยินแบบนั้นแล้ว เจมส์ก็ได้พูดขึ้นมาด้วยความโล่งใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวเชียวอย่างน้อยเขาก็รู้เวลาแล้วในตอนนี้ “พูดแบบนั้นหมายความว่ายังไงล่ะนั่น?”ยูมิสที่เกิดรู้สึกสะกิดใจขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่าคำพูดของเจ้าตัวมันหมายความว่ายังไงกันล่ะนั่น “ก็…ที่บ้านอาจารย์ตอนนั้นเป็นช่วงเย็นค่ำนี่นา”เขานึกได้ว่าก่อนตายตัวเองกำลังจะเลิกงานท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีส้มแล้วอะไรแบบที่ว่านั้น “เย็นค่ำ…เจมส์มาจากทวีปอื่นเหรอ!?”เออร์น่าถามด้วยความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยเพราะการเดินทางข้ามทะเลมันเป็นไปได้ยากทำได้แต่อันตรายเธออยากรู้เรื่องต่างประเทศต่างทวีป “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…” ชื่อเมืองที่รู้จักก็แค่ได้รับฟังมาจากปากท่านอาจารย์ ส่วนตัวเองอยู่ในป่าลึกกับท่านอาจารย์มาตลอดไม่เคยได้ออกไปไหนเพราะตัวเองเป็นเด็กกำพร้าได้ถูกรับมาเลี้ยงเรื่องนอกป่าเลยไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ ตอนฝึกสำเร็จแล้วก็โดนยัดคริสตัลเคลื่อนย้ายใส่มือมาก็ถูกบอกแค่ให้ลงใต้ตามลำธารไปเริ่มต้นที่เมือง… พาร์มเบลอะไรในทำนองที่ว่านั้น แน่นอนทุกสิ่งทุกอย่างที่เจมส์พูดออกมาเป็นสิ่งที่เป็นบทบาทเบื้องหลังที่ถูกยัดไว้ในความทรงจำของตัวเอง เขาเลยพูดออกมาได้เป็นธรรมชาติสุดๆ แน่นอนว่า 2 สาวค่อนข้างแปลกใจกับอะไรแบบที่ว่านั้น แน่นอนพวกเธอคิดว่าอาจารย์ของเจ้าหนุ่มโหดเหี้ยมมาก “บางทีอาจารย์ของเจมส์ จะเป็นพ่อมดชั้นสูงหรือเปล่า?”เด็กสาวผู้เป็นนักเวทธาตุดินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทักออกมาแบบนั้นด้วยความไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่ฟังดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น “น่าจะนะ? เพราะท่านก็อยู่ในที่น่ากลัวแบบป่าเนี่ย”ต้องขอโทษท่านนิดหน่อยที่พูดออกมาแบบนั้นแต่มันเป็นตามบทที่ท่านให้มาเพราะงั้นท่านคงไม่โกรธแน่นอน “พ่อมดชั้นสูงจริงด้วย…แล้วเจมส์มีแผนจะทำอะไรที่พาร์มเบลล่ะ?”เออร์น่าพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยถามถึงวัตถุประสงค์ด้วยความสงสัย “นั่นสินะ ได้ยินว่าเป็นเมืองที่มีมหาดันเจี้ยนแล้วก็ติดกับป่าแห่งความตายนี้สินะ?”เขาที่ได้ยินคำถามนั้นแล้วก็ได้ถามกลับออกมาว่าที่เมืองแห่งนี้มีสถานที่แบบนั้นสินะ “ใช่แล้วล่ะ แต่เจมส์เป็นนักปรุงยานี่นะ คงจะขายโพชั่นสินะ?”เธอตอบคำถามนั้นออกมาในทันทีว่าเป็นไปตามที่ว่านั้นนั่นเอง ก่อนจะเอ่ยถามต่อแบบนั้น “ก็ตั้งใจว่าแบบนั้นน่ะ…” เพราะถ้าให้เขาต่อสู้นี้คงไม่ไหวอยู่แล้วล่ะ อาชีพไม่เหมาะสมกับเรื่องนึงแต่ตัวของเขาอยู่ในโลกที่สงบสุขมานานให้ไปชนกับสัตว์ประหลาดคงจะไม่ไหวแน่ๆ ยูมิสยืนเฝ้าฟังการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันระหว่างทั้งสองคนอยู่เงียบๆ ก่อนคิดว่าคงพอแล้วสำหรับการพักผ่อน เธอที่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้คงต้องมีธุระเยอะ ไหนจะเข้าเมืองไหนจะต้องไปสมัครเข้ากิลด์แล้วก็ลงทะเบียนเป็นพ่อค้าเพื่อที่จะได้ขายยาโพชั่นได้อีก และที่สำคัญที่สุดก็คือ เธอจะรีบกลับไปที่กิลด์นักผจญภัยแล้วก็รายงานให้เจ้าหน้าที่รู้ด้วยว่าร้านโพชั่นแผงลอยมีเจ้านึงซึ่งเขินจำหน้าได้ชัดเจนขายของปลอมที่ไม่มีฤทธิ์ผลน่ะ เด็กสาวผมแดงได้พูดขึ้นมาแบบนั้นก่อนจะดึงให้เด็กสาวผมสีครีมผู้เป็นเพื่อนสมัยเด็กของน้องชายให้ลุกขึ้น แน่นอนตอนนี้เรียกได้ว่าปลอดภัยแล้วเลยไม่ลังเลที่จะหันไปถามว่าเด็กหนุ่มยังไหวอยู่หรือเปล่าพเพราะอุ้มน้องชายของเธอไว้บนหลังซึ่งแน่นอนว่าเจมส์บอกสบายๆ เหมือนได้ฝึกร่างกายไปด้วยเลย เออร์น่ามีความยิ้มแห้งนิดหน่อย ในขณะที่ยูมิสค่อนข้างมีรอยยิ้มชื่นชมที่แม้ว่าจะเป็นนักปรุงยาที่ปกติจะมีร่างกายสมดุลเหมือนคนธรรมดาที่มีพลังเวทเยอะเพื่อปรุงยา แต่ดูเหมือนสัดส่วนความแข็งแรงของร่างกายจะสมดุลดีใช้ได้ หลังจากนั้นทุกคนก็เดินต่อไปที่ถนนทางดิน ด้วยความที่บรรยากาศนั้นสบายๆ เพราะเส้นทางถนนนั้นปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าเจมส์ส่วนใหญ่ก็ถามเกี่ยวกับเมืองที่กำลังจะไปอยู่ว่าเป็นเมืองแบบไหนมีที่พักยังไงมีค่าครองชีพประมาณไหน จะสมัครสมาชิกอยู่กิลด์พาณิชย์กับกิลด์นักปรุงยา และกิลด์นักผจญภัยมีค่าธรรมเนียมหรือเปล่า? แน่นอนว่าสำหรับกิลด์พาณิชย์มีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 200 เยล หรือ 2 เหรียญเงินเล็ก สำหรับกิลด์นักผจญภัยนั้นไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม แต่สำหรับกิลด์นักปรุงยาพวกตัวเองไม่รู้เพราะปกติไม่ใช่ที่ที่นักผจญภัยจะเข้าไปด้วย เจมส์ที่ได้ยินแบบนั้นแล้วก็พยักหน้าพอใจ และในเวลาไม่นานนัก… พอได้เดินผ่านแนวต้นไม้เล็กน้อยก็ได้เห็นภาพของเมืองใหญ่อยู่ตรงข้ามของตนเอง ภาพของเมืองใหญ่ที่มีกำแพงสูงตะหง่านตระการตา แต่ตรงทางเข้าเมืองที่เป็นเหมือนซุ้มประตูใหญ่นั้นค่อนข้างคนบางตาพอสมควรเลย แต่ยังไงก็ตามมันก็ดูแฟนตาซีจริงๆ เลย! “ว้าว…กำแพงเมืองใหญ่มากเลย…”เขาอดไม่ได้ที่จะแสดงความเห็นออกมาแบบนั้นเพราะนี่เป็นกำแพงเมืองที่เคยเห็นใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยเพิ่งเคยเห็นกำแพงแบบนี้เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำไป “ฮ่ะฮ่า…ตอนข้ามาครั้งแรกแล้วก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน…”ยูมิสหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะบอกตามตรงว่าตนเองนั้นสมัยเข้าเมืองครั้งแรกก็เคยตื่นเต้นแบบนี้อยู่เหมือนกัน “…จะว่าไปเจมส์เคยทำ ไม่สิ อยู่ในป่าทั้งชีวิตคงไม่มีป้ายพลเมืองแหง” ว่าแล้วก็ถือโอกาสถามออกมาแบบนั้นก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงพื้นเพของเด็กหนุ่มคนนี้ว่าแท้จริงแล้วไม่เคยออกมาจากป่าป้ายแสดงความเป็นพลเมืองที่ออกโดยโบสถ์หรือสำนักงานเมืองคงไม่มีแน่นอน แค่คิดแบบนั้นแล้วก็คงปวดหัวนิดหน่อยตอนทางขาเข้าเลยนะเนี่ย “เอ่อ ถ้าเกิดว่าไม่มีเข้าเมืองไม่ได้สินะ…?”เมื่อได้ยินคำพูดนั้นเจมส์ก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าถ้าเกิดไม่มีป้ายนั้นเนี่ยจะไม่สามารถเข้าเมืองได้สินะ “มันต้องเสียเงินค่าเข้าออกเมืองแบบเต็มจำนวนตลอดน่ะสิ คนมาใหม่ก็ 3 เหรียญเงินเล็ก”ยูมิสเธอได้ปฏิเสธการจะบอกว่าสามารถเข้าได้แค่ต้องเสียเงินในราคาเต็มก็เท่านั้นเอง “ได้อยู่…ดีจังที่ท่านอาจารย์ให้ตังค์มา” เขารู้สึกดีอย่างแน่นอนมีความสุขมากเลยที่ท่านพระเจ้าให้เงินมาตั้ง 5,000 เยล แต่พอมาคิดดูแล้วค่าเข้ามา 300 เยล ค่าสมัครสมาชิกกิลด์พาณิชย์อีก 200 เยลเป็น 500 เยล เหลือ 4,500 เยล นี่ยังไม่พูดถึงค่ากินกับค่าที่พักนะเนี่ย เจมส์ที่นึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาได้ก็มีความตกตะลึงไม่น้อย… ยูมิสกับเออร์น่าที่เห็นสีหน้าแบบนั้นของเด็กหนุ่มผู้เป็นเพื่อน ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างสนุกสนานนิดหน่อยเพราะมันเป็นความทุกข์ที่สนุกสนานนิดนึงมันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่พอคิดถึงเรื่องเงินเรื่องทองรวมไปจนถึงการใช้ชีวิตในเมืองมันก็ถือว่าเป็นอะไรที่ปกติแหละนะ ในเวลาเดียวกัน เจมส์ที่นึกขึ้นได้ว่าเหมือนในกระเป๋ามิติจะมีชื่อว่าเต็นท์สนามอยู่ด้วยบางทีแทนที่จะอยู่ในเมืองเขามาตั้งเต็นท์อยู่ข้างกำแพงเมืองด้านนอกน่าจะเข้าท่าดีเหมือนกันนะ แต่ดูเหมือนจะต้องพักความคิดนั้นเอาไว้ก่อนเพราะตอนนี้เดินพากันมาถึงทางเข้าเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นประตูเหนือแล้ว… “โอ้! กลับมากั-เฮ้ย! เจ้าหนูมาร์คัสเจ็บมาเรอะ!?”ทหารยามที่กำลังจะทักทายด้วยความชื่นมื่นชื่นบานก็สังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มคนคุ้นเคยถูกแบกไว้บนหลังก็ร้องด้วยความตกใจเลย “น่าเจ็บปวด ข้าพลาดไปจริงๆ แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้วล่ะแค่สลบอยู่เฉยๆ”ยูมิสได้เดินเข้ามาที่บาร์ด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะพูดด้วยความสบายใจว่าตอนนี้เจ้าตัวปลอดภัยแล้ว “นั่นค่อยยังชั่วมากเลย แล้วเจ้าหนูนี่ใครล่ะเนี่ย?” ชายหนุ่มผู้เป็นทหารยามถามออกมาในทันทีเลยมองไปทางผู้มาใหม่ที่ไม่คุ้นตาเลยแม้แต่น้อยนิดเล็กหนุ่มที่ร่างกายผอมเล็กบางสูงน้อยกว่าอายุดูเหมือนน้อยผมสีดำที่หาได้ยากแต่ก็ใช่ว่าหาไม่ได้มีดวงตาสีฟ้าออกน้ำเงินชุดคลุมแต่งตัวคล้ายกับนักเวทย์ แน่นอนว่าเมื่อคำถามนั้นถูกเอ่ยออกมาแล้ว “น้องชายคนนี้เป็นนักปรุงยาที่โดนอาจารย์ส่งเคลื่อนย้ายมาในป่าด้วยคริสตัลเวท…”เออร์น่าได้ตอบคำถามนั้นแทนโดยเธอได้แนะนำว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นปรุงยาที่เจอเรื่องแบบนั้นเข้า “…หื้อ? เจ้าหนู เจ้าอายุเท่าไหร่กัน?”ทหารยามหนุ่มที่ได้ยินแบบนั้นเข้าไปถึงจะชนะแล้วก็หันไปถามเจ้าตัวเด็กหนุ่มไม่ทันทีเลยทีเดียวเชียวว่าอายุเท่าไหร่กันแน่ “อะ-เอ่อ อายุ 12 ปีครับ…”ด้วยท่าทางเขินอายที่ชัดเจน เจมส์ก็ได้แนะนำอายุของตัวเองออกมาอีกรอบว่าตัวเองนั้นเพิ่งจะอายุ 12 ปีเท่านั้นสำหรับโลกนี้น่ะนะ “ไม่ต้องห่วงนะเจ้าหนู! ที่นี่ปลอดภัยแล้ว! อาจารย์เจ้าทำอะไรเจ้าไม่ได้แน่นอน!” พอได้ยินช่วงอายุแบบนั้นเข้าไปคนเป็นทหารยามรีบพูดขึ้นมาเพื่อปลอบเลยทีเดียวเชียว แน่นอนว่าเจมส์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้งอยู่ในใจเพราะไม่ได้คิดเลยว่าร่างกายเด็กจะให้ผลดีอะไรเสียขนาดนี้ แต่ยังไงก็ตามทั้งสองก็คนที่มีบัตรประจำตัวอยู่แล้วก็ได้จ่ายเงินในราคาแค่ 1 เหรียญเงินเล็ก ส่วนตัวคนที่สลบอยู่เออร์น่าในฐานะเพื่อนสมัยเด็กเธอเลยหรือว่ามาร์คัสเก็บกระเป๋าเงินไว้ตรงไหน เธอเลยควักออกมาแล้วเปิดถุงเงินแล้วจ่ายให้ ส่วนตัวของเจมส์แน่นอนว่าด้วยเหตุผลบางอย่างเลยไม่โดนซักถาม เขาเลยเพียงแค่จ่ายเงิน 3 เหรียญเงินเล็กเท่านั้น ก่อนจะต้องรอสักพักนึง… “พี่ยูมิส พี่เออร์น่าจะกลับที่พักเลยหรือเปล่า?”ระหว่างรอแผ่นป้ายไม้ที่เป็นป้ายผู้อยู่อาศัยในเมืองชั่วคราว เขาก็ได้ตัดสินใจถามว่าพวกเธอจะกลับที่พักเลยหรือเปล่าหรือว่าที่ไหนก่อน “ไม่ล่ะ ยังกลับไม่ได้ ต้องไปรายงานกิลด์ก่อน…”ยูมิสได้บอกออกมาตามตรงว่าตัวเองคงยังไม่กลับเพราะต้องไปรายงานที่นั่นก่อนเป็นอย่างแรกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเลย “…อีกอย่างนึง จะให้มาร์คัสนอนที่ห้องพยาบาลกิลด์ก่อนด้วย” และที่สำคัญที่สุดเพราะน้องชายของเธอเสียเลือดไปเยอะถ้าจะให้ดีคือให้นอนที่ห้องพยาบาลสักหน่อยก็คงดีเหมือนกันอาจจะไม่ค้างคืนแต่ครึ่งวันก็ดีใช้ได้เลยอะไรในทำนองที่ว่านั้นนั่นเอง เด็กสาวผมแดงตอบคำถามออกมาตามตรงพร้อมกับมองไปที่น้องชายของตัวเองเล็กน้อย “เป็นแบบนั้นนี่เอง งั้นผมขอตามไปด้วย เริ่มแรกสมัครสมาชิกนักผจญภัยก่อนดีกว่า”เจมส์ที่ได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจก่อนจะขออนุญาตติดตามไปด้วยเลยจะได้ถือโอกาสสมัครที่นั่นด้วย “นั่นแหละที่ควรทำ สมัครเสร็จแล้วก็จะไปกิลด์นักปรุงยาเหรอ?”ยูมิสพยักหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยความสงสัยว่าถ้าสมัครเสร็จแล้วจะไปที่นั่นต่อเหรอ? “ตั้งใจว่าจะทำแบบนั้นครับ…” ตั้งใจว่าพอไปสมัครที่กิลด์นักปรุงยาแล้วก็ค่อยไปที่กิลด์พาณิชย์เพื่อสมัครเป็นพ่อค้า อย่างแรกที่สุดอาจจะไม่ได้ร้านแบบตั้งขาย เพราะเท่าที่รู้ดูเหมือนว่าจะมีแบบเป็นพ่อค้าเดินขายหาบเร่ตามเส้นถนนอยู่ เจมส์ได้พูดออกมาตามตรงแบบนั้น ประมาณว่าวางแผนชีวิตนิดหน่อย เพราะตัวเขาก็คิดว่าโพชั่นเนี่ย ถ้าไม่มีคนรับรองหรือว่าการันตีให้คนก็คงไม่กล้ามาซื้อใช้หรอกเพราะมันเป็นของที่ชี้เป็นชี้ตายนักผจญภัยหรือชี้เป็นชี้ตายคนที่ต้องเสี่ยงชีวิตได้เลยอะไรในทำนองที่ว่านั้น พอได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มแล้ว เป็นที่แน่นอนว่าเด็กสาวผมแดงก็กอดอกพยักหน้าเห็นด้วย ของแบบนี้มันต้องอาศัยความเชื่อใจกันและกันจริงๆ และในคราวนี้เธอพลาดจริงๆ นั่นแหละ ที่หลงไปเปิดใจให้กับร้านแผงลอย และดันเจอแผงลอยที่ดันเป็นโจรซะด้วย แต่มาคิดดูแล้วมันเลื่อนระดับขึ้นมาเป็นระดับแผงลอยได้ยังไง ไม่สิ มันไปเอาเงินมาทำแผงจากไหน เพราะเธอรู้ว่าเช่าแผงเนี่ยต้องใช้เงินเยอะ ถ้าจำไม่ผิดอย่างน้อยประมาณ 5 เหรียญเงินเล็กต่อวันเลย ต่อให้ไม่ใช่ช่วงแถวหน้ากิลด์นักผจญภัย อย่างที่คิดเลยคงต้องรายงานเรื่องนี้กับกิลด์นักผจญภัยให้ประสานไปที่กิลด์พาณิชย์เพื่อตรวจสอบจริงๆ ระหว่างที่กำลังคิดแบบนั้นอยู่ ไม่นานเท่าไหร่นัก ทหารยามหนุ่มก็ได้ออกมาจากป้อมพร้อมกับแผ่นป้ายไม้ “เจ้าหนู นี่คือแผ่นป้ายไม้มีอายุอยู่ 7 วัน เอามาคืนก่อนได้เป็นแผ่นป้ายชั่วคราว”แผ่นป้ายไม้ได้ถูกยื่นมาให้จากทหารยามหนุ่ม พร้อมกับคำอธิบายเล็กน้อยด้วยเช่นกันที่ได้ถูกเอ่ยออกมา “ขอบคุณครับ จะรีบเอามาคืนอย่างแน่นอน”เจมส์ได้รับเอาแผ่นป้ายนั้นมาก่อนจะเอ่ยขอบคุณว่าตัวเองจะรีบจัดการธุระแล้วแผ่นป้ายไม้นี้มาคืนโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เลยทีเดียวเชียว “ไม่จำเป็นต้องรีบขนาดนั้น จงตั้งตัวให้เรียบร้อยก่อนเถอะ”พอได้ยินคำพูดนั้นแล้ว คนเป็นทหารหยาบเลยพูดออกมาตามตรงว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปตั้งตัวให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมากัน “เข้าใจแล้วครับ…ขอบคุณจริงๆ”ด้วยเหตุผลบางอย่างเขาที่ได้ยินแบบนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตอบรับด้วยความรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งยวดเพราะมันต้องใช้เงินเยอะพอสมควร “ไม่ต้องคิดมากน่า ข้าเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มีหน้าที่ต้องช่วยเด็กอยู่แล้ว” ชายหนุ่มผู้เป็นทหารยามได้กล่าวออกมาเช่นนั้นก่อนจะใช้มือทุบอกของตัวเองเบาๆ เสียงถุงมือเหล็กกระทบกันกับชุดเกราะนั้นดังเล็กน้อย เป็นที่แน่นอนว่านั่นทำให้เจมส์ที่แบกเด็กหนุ่มไว้บนหลังอยู่ก็งงหัวคำรับขอบคุณเล็กน้อย เพื่อขอตัวด้วยความขอบคุณนั้น และแล้วเขาก็ได้เดินตาม… เด็กสาวทั้งสองคนไป ในขณะเดียวกันนั้นทหารยามหนุ่มที่ยืนมองดูอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะมองส่งเล็กน้อยเพราะเด็กคนนี้ยังเป็นเด็กเล็กอยู่เลยอายุเพิ่งจะ 12 ปีแท้ๆ ถึงจะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ในชั้นต้นแล้วก็เถอะ แต่ก็ถือได้ว่ายังเด็กมากพอสมควรเลยคือว่าเด็กเกินกว่าจะออกมาผจญโลกด้วยซ้ำ ในชั่วขณะที่คิดแบบนั้นอยู่ ระหว่างทางมุ่งหน้าสู่กิลด์นักผจญภัย เด็กสาวทั้งสองคนก็ได้ช่วยพูดเล่าเรื่องราวของเมืองนี้ให้แก่เด็กหนุ่มฟังสักหน่อยด้วยเธอได้แนะนำเส้นทางถนนรวมไปจนถึงที่พักถูกๆ สำหรับนักผจญภัยมือใหม่ที่ควรเริ่มต้น ถ้าเกิดว่าไม่มีที่ไปจริงๆ กิลด์นักผจญภัยก็มีที่พักสำหรับมือใหม่อยู่ แต่ไม่รู้ว่ากิลด์นักปรุงยามีที่พักแบบนั้นให้ด้วยหรือเปล่าเพราะพวกเธอไม่เคยไปเยือนมาก่อน แน่นอนว่าเจมส์ที่ได้รับฟังอยู่นั่นก็ตอบรับด้วยคำขอบคุณแล้วก็เข้าใจแล้วก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ค่าเช่าต่อคืนส่วนใหญ่จะอยู่ที่ราคาถูกที่สุดคือ 90 เยล หรือ 9 เหรียญทองแดงใหญ่ต่อคืนไม่มีอาหาร…บทที่ 25 กลับสู่บ้านเรา [-จบบริบูรณ์-]หลังจากนั้น แน่นอนว่าเจมส์ก็ได้เข้าเรียนรู้พื้นฐานขั้นต่ำในฐานะหัวหน้าตระกูลขุนนางซึ่งมันมาเป็นหนังสือกฎระเบียบขุนนางที่ควรพึงต้องรู้เลยเพราะตัวเขาเป็นขุนนางระดับกลางหน้าใหม่ตามปกติก็อยากจะให้เข้าสถาบันหลวงหรือโรงเรียนหลวงอยู่หรอกแต่ด้วยความสามารถ…ถ้าต้องเข้าเรียนคงเสียเปล่าในการพัฒนาฝีมือเป็นแน่แท้เลย ในชั่วขณะนั้นเข้าได้มีขุนนางมากมายเข้ามาแวะทักทายที่พระราชวังหลวงสำหรับคฤหาสน์ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าจะสำเร็จซึ่งให้อยู่รอคงไม่ใช่อะไรที่เหมาะสมสักเท่าไหร่นัก ในขณะเดียวกันนั้น เอกสารแจ้งไปยังคณะบริหารของเมืองพาร์มเบลก็ได้รับยืนยันแล้วไปถึงโดยสัตว์อสูรสื่อสารทางไกล แน่นอนว่าชาวเมืองก็ได้รับรู้ข่าวดีนี้แล้วด้วยในวันที่ผู้ปกครองเมืองมาถึงคงจะมีพิธีต้อนรับอย่างแน่นอน และด้วยเหตุผลบางอย่างคนเป็นกษัตริย์อดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมว่าเด็กหนุ่มค่อนข้างได้รับความนิยมสูงพอสมควรเลยนี่นาโดยเฉพาะกับกิลด์ต่างๆ ในท้องถิ่นรวมไปจนถึงธุรกิจที่ขึ้นตรงกับกิลด์อีกด้วย ตัวของเจมส์ที่ถูกให้เรียนรู้เรื่องนี้โดยตรงจากผู้เป็นกษัตริย์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้งว่าตัวเอ
บทที่ 24 งานเลี้ยงฉลอง!หลังจากนั้นไม่นานเท่าไหร่นัก ซิลฟราเรียที่มีสีหน้าสดชื่นกับยูเนียร์ที่มีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีสีหน้าผ่อนคลาย เธอได้เดินเข้าไปหาผู้เป็นบิดามารดาเพื่อกระซิบอะไรบางอย่างเล็กน้อยหรือสีหน้าที่เขินอายว่าเหมือนจะตกลงอะไรบางอย่างที่ค่อนข้างลงตัวมากแล้วอะไรในทำนองที่ว่านั้นเลยทีเดียวเชียวแหละผู้เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบันลงไปจนถึงผู้เป็นราชินี และรวมไปจนถึงผู้เป็นมารดาแท้ๆ ที่เป็นภรรยาลำดับที่ 3 ต่างค่อนข้างแปลกใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะยินดีกับลูกสาวคนนี้ที่ในที่สุดแล้วก็ได้มีโอกาสหมั้นหมายกับตัวของเอิร์ลหนุ่มคนนี้ที่แน่นอนว่าอายุน้อยกว่า และในขณะเดียวกันเจ้าตัวอดีตดยุกแอสเตรียพร้อมกับลูกชายของเจ้าตัวก็นึกขึ้นได้ว่าเมืองพาร์มเบลนั้นยังขาดตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองนครอยู่พอดีส่วนผู้ที่ทำหน้าที่บริหารในปัจจุบันเป็นคนของตัวเองอยู่แล้ว ให้เด็กหนุ่มได้มีฐานะเป็นผู้ปกครองแล้วก็ฝากงานด้านบริหารดินแดนไว้กับเจ้าหญิงยูเนียร์คงจะดีไม่น้อยเลย โดยทุกฝ่ายตกลงกันอย่างรวดเร็วขุนนางชั้นสูงที่ในตอนแรกเหมือนจะไม่พอใจอยู่บ้างในตอนแรกเพราะได้รู้ถึงพื้นเพแล้วก็ตัวอาจารย์ของเด็กหนุ่มก็รับรู้ได
บทที่ 23 ใครคืออาจารย์?การปรากฏตัวของอดีตราชาแล้วก็ราชินีที่เกษียณด้วยการสละราชบัลลังก์ไปก่อนนั้นทำเอาเกิดความปั่นป่วนไม่น้อยเพราะเป็นที่รู้กันว่าพระองค์ท่านทั้งสองพลานามัยไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์เนื่องด้วยโรคไข้หวัดประจำฤดูกาลมาถึงท่านทั้งสองก็ได้รับเชื้อด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะรักษาหายโดยปาฏิหาริย์แต่ร่างกายก็ไม่น่าที่จะกลับมาแข็งแรงเร็วขนาดนี้ ผู้เป็นอดีตราชาชี้ไปทางเจ้าตัวเด็กหนุ่มที่ทำมาเจ้าตัวเด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกเจ้าตัวได้พูดในทำนองว่าโพชั่นชนิดใหม่ที่ว่าฟื้นฟูให้ร่างกายหายเหนื่อยล้าแล้วก็ทำให้สดชื่นนั่นน่ะทำให้ร่างกายตัวเองฟื้นกลับมาเหมือนครั้งอย่างหนุ่มเลย!แน่นอนเพราะเป็นแบบนั้นแล้วก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างใหญ่หลวง คนเป็นราชาองค์ปัจจุบันซึ่งเป็นลูกชายรีบสั่งการให้ไปยังอีกห้องนึงโดยขอให้ขุนนางทั้งหมดไปรออยู่ที่ห้องโถงจัดเลี้ยงได้เลยเพื่อการเฉลิมฉลองแด่เอิร์ลตระกูลใหม่นี้ เพราะเดี๋ยวคุยเสร็จต้องเอาท่านเอิร์ลคนนี้ไปแห่รอบเมืองด้วยอย่างไรก็ตามอดีตราชาแล้วก็ราชินีที่ถูกพามาด้วยนั้นยังอีกห้องหนึ่งคณะแพทย์หลวงที่ประกอบไปด้วยแพทย์หลายศาสตร์ก็ได้ทำการตรวจสุขภาพท่านในทันทีแล้วก็ต้
บทที่ 22 พิธีมอบรางวัลเวลานั้นได้ดำเนินต่อไปในช่วงเวลาสายของวันใหม่ ณ ท้องพระโรงใหญ่ที่กล่าวได้ว่าเป็นห้องโถงบัลลังก์ซึ่งด้านในสุดนั้นมีพระที่นั่งยกสูงจากพื้นปกติอยู่ในคำกล่าวนี้หมายถึงว่ามีพื้นสูงยกเป็นขั้นบันได 3 ขั้นซึ่งมีพระที่นั่งซึ่งเป็นบัลลังก์ขององค์กษัตริย์แล้วก็ราชินีตั้งตะหง่านอยู่และบนบัลลังก์สูงในเวลานี้นั้นผู้เป็นกษัตริย์แล้วก็ราชินีนั่งอยู่เคียงข้างกันโดยมีสนมนั่งอยู่ทางด้านหลังแล้วก็พระราชบุตรแล้วก็พระราชธิดาทุกพระองค์ ไม่สิ ยกเว้นเจ้าหญิงลำดับที่ 5 ที่เหลือทุกพระองค์นั้นอยู่ครบ โดยเมื่อมองออกไปนั้นสองฝั่งของพรมสีแดงที่ได้ปูจากด้านหน้าของบัลลังก์สูงมันถูกปูยาวไปจนถึงประตูทางเข้าด้วยสองฝั่งของผมแดงได้มีเหล่าผู้ทรงเกียรติขุนนางทั้งน้อยกลางแล้วก็ใหญ่ของราชอาณาจักรพาราเวลล์ไม่อยู่อย่างพร้อมเพียงพร้อมหน้าพร้อมตากัน ในเวลานั้นเอง นอกเหนือจากขุนนางแล้วก็ยังมีกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์ศูนย์ใหญ่ทั้งหลายมาร่วมด้วยเช่นกันไม่ต่างอะไรกับผู้บัญชาการอัศวิน ผู้นำภาคีจอมเวทย์ และคณะแพทย์หลวงรวมไปจนถึงคณะผู้บริหารของประธานองคมนตรีทั้งหมดต่างสวมเครื่องแบบพิธีการหรือเครื่องแบบที่เป็
บทที่ 21 เดินเล่นยามเช้าการเสวนายังคงดำเนินต่อไปแบบใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ แน่นอนมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีโดยบรรดาพวกขุนนางที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมายแต่แค่อิจฉาจนพยายามสร้างเรื่องด้วยวาทกรรมอะไรในทำนองแบบนั้น แน่นอนเจมส์เข้าใจได้ว่ามันเป็นสังคมแบบป้ายใหญ่กินปลาเล็กถ้าเกิดตนเองทำตัวอ่อนแอก็จะเป็นเป้าหมายให้ถูกเล่นงาน ดังนั้นแล้ว ตนเองก็ขอตอบรับว่าจะสู้กับเต็มที่แน่นอน สู้กับด้วยวิธีของตนเองอะไรในทำนองที่ว่าแบบนั้น แล้วจะคุยไม่ได้สักพักใหญ่ๆ เมื่อมองดูเวลาแล้วก็เห็นว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องกินมื้อค่ำนั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไม…ไม่ว่าจะเจมส์หรือซิลฟราเรียต่างก็ได้รับเชิญให้กินมื้อค่ำด้วยกันในห้องอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับสมาชิกราชวงศ์ทุกคน ซึ่งเจ้าตัวเด็กหนุ่มก็ค่อนข้างรู้สึกทึ่งเมื่อเขาได้พบว่าผู้เป็นพระราชานั้นมีภรรยามากถึง 7 คน และมีลูกชายลูกสาวรวมกันมากถึง 13 คนกันเลยทีเดียวเชียวเนื้อหาบทสนทนาระหว่างบนโต๊ะอาหารก็เป็นไปเรื่อยเปื่อยส่วนมากก็คือ ถามเกี่ยวกับโพชั่นแล้วก็มุมมองการพัฒนาแล้วก็คิดค้นโพชั่นใหม่ ซึ่งเจมส์ก็ตอบออกมาตามตรงตามเท่าที่สามารถตอบได้แน่นอนข้อมูล
บทที่ 20 เข้าเฝ้าราชวงศ์ระหว่างการนั่งรอแน่นอนด้วยเหตุผลบางอย่างก็เริ่มเห็นว่าผู้คนเริ่มมารวมตัวกันเยอะขึ้น เจมส์ก็พยายามทำใจตัวเองให้สงบเข้าไว้ด้วยการจ้องหน้ามองตาสบตาซิลฟราเรียผู้เป็นคนรักจนในที่สุดเจ้าตัวเธอคนโดนจ้องก็บอกว่าพอก่อนอย่าจ้องกันเยอะแบบนั้นมันเขิน!? แล้วมันก็กลายเป็นแบบนั้นไป…ทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นเบาบางความตึงเครียดลงจนหลังจากที่รอไม่นานเท่าไหร่นักก็ได้ยินเสียงของล้อรถม้าวิ่งมาตามถนนพร้อมกับเสียงฝีเท้าของอาชาหลาย 10 คู่ที่วิ่งเข้ามาเหมือนกับเสียงกรอบที่กระทบกัน พอลุกขึ้นแล้วมองไปตามทิศทางเสียงนั้นเจมส์ก็ถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นขบวนม้าสวมเกราะสีเงินพราวประกายระยิบระยับที่สะท้อนกับแสงไฟถนน ซึ่งไม่เพียงแค่นักรบหรืออัศวินที่ขี่อยู่บนหลังม้าศึกเหล่านั้นที่สวมชุดเกราะแต่ม้าพวกนั้นเองก็สวมชุดเกราะด้วยเช่นกัน โดยอัศวินทั้งหลายได้ถือธงที่เป็นธงเฉลิมเกียรติตามที่ได้รับฟังคำพูดของคุณปีแอร์ รถมา 2 คันได้ทำการวนเข้าจอดโดยคันด้านหลังนั้นได้ถูกเชิญให้ท่านคลอฟอร์ด และคุณปีแอร์ส่วนเจมส์กับซิลฟราเรียได้ถูกเชิญให้ขึ้นนั่งบนรถม้าที่มีตราราชวงศ์ประดับติดเอาไว้อยู่ แน่นอนว่าเจ้าตั







