ログインบทที่ 1 โลกใบใหม่
ท่ามกลางผืนป่าใหญ่ที่หนาทึบบรรยากาศเงียบเย็นโดยมีเสียงลำธารใสเล็ดลอดมาให้ได้ยินเล็กน้อย ภายในผืนป่านั้นที่อุดมไปด้วยสัตว์อสูรอันตรายมากมาย ใต้ต้นไม้ใหญ่ เด็กหนุ่มผู้สวมเสื้อคลุมสีดำมีฮู้ดได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาโดยที่เขานั้นเมื่อมองไปรอบๆ ตัวเรานั้นก็มีความตื่นตระหนกไม่น้อย โดยเจ้าตัวได้ยกแขน และมือของตัวเองขึ้นสำรวจ แน่นอนว่าแขนนั้นสั้นลงมือก็เล็กลงเช่นเดียวกับตัวที่สัมผัสได้ว่าเบามาก ข้างตัวของเขาที่ข้างเอวเลยด้วยซ้ำไปมีตะขอที่ห้อยดาบมือเดียวเล่มหนึ่งเอาไว้ที่เอวขวาในเวลาเดียวกันนั้นที่ข้างตัวบนพื้นมีไม้เท้ายาวสีน้ำตาลเข้มที่พูดได้ว่าเป็นไม้เท้าเวทมนตร์… เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนั้นแตกต่างจากที่เคยสวมแต่แน่นอนว่าเหมือนจะใส่สบายมากเลยแต่ตอนนี้เขาสวมเสื้อคลุมที่มีฮู้ดสีดำแล้วก็เข็มกลัดที่ดูสวยงาม เสื้อผ้าที่อยู่ข้างใต้ก็ค่อนข้างดูดี แต่ยังไงก็ตาม เขาได้ลุกขึ้นก่อนที่จะเดินไปตามเสียงน้ำนั้น โดยพอเดินออกมาแล้วเขาก็ได้พบกับลำธารใส ชายหนุ่ม(?)สาดส่องสายตาไปรอบๆ ก่อนจะเดินไปคุกเข่าลงข้างลำธารอย่างระมัดระวัง บนลำธารสายนั้นเงาสะท้อนของเด็กหนุ่มผู้มีเส้นผมสีดำเงางาม และเขามีดวงตาสีฟ้าใสที่เกือบจะเป็นสีน้ำเงินสดใส แน่นอนว่ามันต่างโดยสิ้นเชิงกับหน้าตาเขาโดยดั้งเดิมดูจากรูปร่างหน้าตา… “เอ่อ เหมือนจะเด็กลงไปสัก 10 กว่าปี…”น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแน่นอนว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความสะเทือนใจอยู่ไม่น้อยที่ตัวเองเด็กลงไปเยอะเลย “…เข้าใจล่ะ ตอนนี้เราอายุ 12 ปี เด็กลงไป 13 ปีเลยสินะเนี่ย” เด็กหนุ่มที่รู้ว่าตัวเองไม่ควรอยู่นานมากไปกว่านี้ก็รีบลุกขึ้นก่อนจะจ้องมองลำธารใหญ่แน่นอนว่าจากความรู้ที่ได้รับมาแบบคร่าวๆ ป๋าอสูรที่เป็นป่าเวทมนตร์แห่งนี้มีชื่อว่า ‘ป่าแห่งความตายนิร์เตอร์’ อยู่ทางเหนือสุดของประเทศพาราเวลส์ อยู่ทางเหนือของเมืองการค้าใหญ่ 'พาร์มเบล' ป่าแห่งความตายถ้าเดินในป่าแน่นอนเหมือนว่ามันจะมีสภาพเหมือนเขาวงกตธรรมชาติเพราะความหนาทึบแล้วหน้าตาเหมือนกัน จากความรู้ที่มีดูเหมือนว่าต้องเดินตามลำธารนี่แหละจะไปถึงทางออกป่าได้เร็วแล้วก็เจอกับถนนที่เดินไปสู่เมืองได้ง่ายอะไรแบบที่ว่านั้น เจมส์ที่ทบทวนความรู้ในหัวเรานั้น ก็ตัดสินใจออกเดินเลยก่อนที่จะสายจนเกินไปเพราะตอนนี้เขาไม่รู้ว่ากี่โมงด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าจากชื่อป่าแล้วก็ความรู้ที่มีเกี่ยวกับป่าแห่งนี้ เขารู้เลยว่าไม่ควรที่จะรอให้มันมืดแน่นอน ระหว่างทางเขาก็เริ่มไตร่ตรองสภาพตัวเองหลายอย่างก่อนอื่นเลยเหมือนจะมีกระเป๋าสะพายมาด้วยใบนึง… “มีกระเป๋าน้ำ 2 ลิตร เนื้อตากแห้ง 3 ชิ้น แล้วก็เงิน 5,000 เยล…”ระหว่างก้าวเดินเข้าเลยเปิดดูในกระเป๋า และได้เห็นว่านอกจากกระเป๋าน้ำที่เป็นกระเป๋าหนังแล้วก็มีเนื้อตากแห้งกับถุงเงิน “…เงินสกุลเยล เข้าใจล่ะ เท่ากับเหรียญเงินใหญ่ 5 เหรียญ”เขาได้พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนที่ความรู้เรื่องค่าเงินจะผุดขึ้นมาในทันใด “จะว่าไปแล้วเรามีทักษะ…<<กระเป๋ามิติ>>” ในตอนนั้นเอง เจมส์ที่เหมือนนึกขึ้นได้ก็ลองเปิดใช้งานทักษะนั้นดูโดยเขาได้ยกไม้เท้าขึ้นแล้วก็ร่ายออกมาโดยมันไม่ใช้พลังเวทย์ หน้าต่างแสงที่พูดได้ว่าเป็นหน้าตาจิตรภาพที่แสดงมีข้อความเขียนไว้ว่ารายการสิ่งของที่มีได้ปรากฏขึ้น โดยมันเหมือนกับไอเทมบ็อกในเกมเลย โดยของที่ปรากฏอยู่ในนั้น มีทั้งอุปกรณ์ปรุงยาครบชุดเป็นอุปกรณ์ปรุงขนาดกลาง มีขวดแก้วสำเร็จรูป มีสมุนไพรพื้นฐานเริ่มต้นให้อย่างละ 50 ต้น แล้วก็มีโพชั่น หรือยารักษาฟื้นฟูพื้นฐานกับยาโพชั่รไล่สัตว์อสูรอยู่อย่างละ 50 ขวดสำหรับระดับพื้นฐานนะ เหมือนจะมียาโพชั่นระดับกลางมาด้วย อีก 25 ขวด แล้วก็มียาโพชั่นระดับสูงอีก 5 ขวด ที่แน่นอนว่าตัวเขาไม่สามารถปรุงได้ในเวลานี้สำหรับยาระดับสูงอย่างมากที่สุดก็ยาระดับกลาง แต่นั่นแหละเป็นเป้าหมายไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องพัฒนาฝีมือไปให้ถึงยานระดับสูงให้ได้! เจมส์ในร่างเด็กหนุ่มนั้นมีความกระตือรือร้นหนักมาก ในขณะที่เขาได้ก้าวเดินไปยังระมัดระวังโดยมุ่งหน้าเดินเรียบไปตามลำธารใหญ่ที่ไหลลงไปในทิศทางที่เขากำลังเดินไป โชคดีที่น้ำนั้นไหลลงที่ใต้จากสายทางที่มันมุ่งมา แล้วในตอนนั้นเอง ระหว่างที่กำลังเดินอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องคำรามของสัตว์ร้าย! “สะ-สัตว์อสูรอย่างนั้นเหรอ…!?” เจมส์หมดไม่ได้ที่จะส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของเขามีเหงื่อหลั่งไหลแน่นอนว่าหัวใจก็เต้นแรงด้วยความหวาดหวั่นแล้วก็หวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ถึงเขาจะมีความชำนาญทักษะต่อสู้อยู่และแน่นอนว่าเขาไม่เคยสู้จริงเลยมีแค่ความรู้เฉยๆ เด็กหนุ่มนั้นกลืนน้ำลายด้วยความหวาดหวั่น แต่ในชั่วขณะนั้นจากเสียงร้องคำรามของสัตว์ร้ายมันอยู่ไม่ไกลแน่นอน และเสียงอึกทึกที่ดังอยู่เป็นไปได้ว่าพวกมันกำลังสู้กับใครบางคนอยู่ แล้วไม่รู้ว่าคนที่กำลังสู้อยู่ต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า? แต่มันคงดีไม่น้อยถ้าได้เจอคนที่พูดคุยสื่อสารได้ให้ช่วยพาเขาออกจากป่าแห่งความตาย แต่พอจินตนาการว่ามีคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และไม่ไปช่วยต้องตายเนี่ย เจมส์ก็กัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะรีบวิ่งออกไปโดยเขาได้เปิดในกระเป๋ามิติของตัวเองและดูรายการโพชั่นที่มีอยู่ เขาได้หยิบ 1 ในโพชั่นระดับกลางออกมาโดยในขวดแก้วใสทรงกลมนั้น ของเหลวภายในเป็นสีม่วง ในขณะเดียวกัน ในป่าแห่งความตายซึ่งเป็นป่าอสูรนั้นใกล้กันกับลำธารใหญ่ มีกลุ่มคนหนุ่มสาว 3 คนกำลังถูกรุมล้อมไปด้วยสัตว์อสูรร้ายที่มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ผิวกายของพวกมันเป็นสีเขียวเข้มจนแทบดำดวงตาของพวกมันสีแดงก่ำ อาวุธของพวกมันแม้จะดูเก่าแล้วเต็มไปด้วยสนิม แต่ในตอนนี้ หนุ่มสาวทั้ง 3 คนในบรรดา 3 คนนั้นมีคนนึงนอนทรุดพิงต้นไม้ใหญ่อยู่โดยมีเด็กสาวอีกคนนึงพยายามช่วยเหลือด้วยการปฐมพยาบาลปิดแผลลึกที่เกิดเป็นแนวยาวตั้งแต่หัวไหล่ขวาจนถึงสีข้างด้านซ้าย แน่นอนว่าตัวของเด็กหนุ่มคนนั้นซีดเผือกจากการเสียเลือด “มาร์คัส! มาร์คัส! อดทนไว้!”เด็กสาวที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลซึ่งเปื้อนโคลนเล็กน้อยเธอพยายามเรียกชื่อเพื่อนหนุ่มของตัวเองเอาไว้แล้วก็บอกให้เขาอดทนแข็งใจเอาไว้อย่าเพิ่งหลับหรือเป็นอะไรไป “นะ-หนี…ไป…”เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลที่รู้ว่าตัวเองยังไงก็ไม่น่ารอดพยายามพูดออกมาว่าให้เพื่อนสาวของตัวเองนั้นหนีไปแล้วทิ้งตัวเองไว้เป็นเหยื่อล่อพวกสัตว์ประหลาดทั้งหลาย “มะ-ไม่! พวกเราไม่ทิ้งมาร์คัสแน่! พี่ยูมิส! มะ-มาร์คัสเค้า…!”เด็กสาวปฏิเสธออกมาในทันทีเพราะตนเองไม่มีทางทิ้งเขาไว้อย่างแน่นอน เธอรีบเรียกพี่สาวพี่ใหญ่ของตัวเองเพื่อบอกว่าเขาจะไม่ไหวแล้ว “แฮ่ก แฮ่ก…โพชั่นพื้นฐานเอาไม่อยู่เหรอเออร์น่า!?”เด็กสาวผู้ถือดาบสั้นคู่เอาไว้อยู่ตะโกนถามด้วยความตื่นตระหนกว่าน้ำยารักษาใช้ไม่ได้ผลอย่างนั้นเหรอ!? “มะ-ไม่! มันไม่ทำงานด้วยซ้ำ! มาร์คัสไม่ดีขึ้นเลย!”เด็กสาวผู้ถูกเรียกว่า ‘เออร์น่า’ ก็ได้ตะโกนออกมาเสียงดังเลยเพราะสิ่งที่ใช้ไปมันไม่ได้ผลเลยด้วยซ้ำอาการไม่ดีขึ้นเลย “ชิ! กะแล้วเชียวพวกแผงลอยไว้ใจไม่ได้จริงๆ เลย…!” เด็กสาวผมสีแดงดอกลิ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวเพราะเธออุตส่าห์ยอมเปิดใจให้กับร้านค้าขายน้ำยาโพชั่นเพราะพวกเธอตั้งใจว่าจะช่วยกันประหยัดเงินอีกเล็กน้อยที่จะไม่ซื้อร้านใหญ่ แต่ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะเจอพวกนี้พวกเอาของปลอมมาขาย!? เด็กสาวเม้มริมฝีปากด้วยความโกรธเกรี้ยว… ต่อความสะเพร่าของตัวเอง! ในขณะเดียวกันนั้นเธอก็ได้ต่อสู้กับพวกก็อบลินวอร์ลิเอ๋อร์พวกนี้ตามลำพัง! เด็กสาวตวัดคมดาบคู่ที่อยู่ในมือของตัวเองด้วยความคล่องแคล่วแต่แน่นอนว่าแรงกายของเธอก็ได้หมดลงเรื่อยๆ ในขณะที่พวกสัตว์อสูรพวกนี้มีกันอีกเป็นหลาย 10 ตัว! และยิ่งอยู่นานยิ่งไม่ดี กลิ่นเลือดของมาร์คัสกำลังเรียกให้สัตว์อสูรตัวอื่นๆ เข้ามาใกล้มากขึ้น เธอได้ยินเสียงเท่าพวกหมาป่าเห่าหอนที่แน่นอนว่าถ้ามันเป็นหมาป่าธรรมดาก็ไม่มีปัญหา แต่ที่นี่คือป่าแห่งความตาย สิ่งที่บุกเข้ามาล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์อสูรอันตราย! ทั้งที่อุตส่าห์ได้รับอนุญาตความไว้วางใจเป็นนักผจญภัยระดับเงินแท้ๆ ท่ามกลางการต่อสู้อันสิ้นหวังนั้น ในตอนนั้นเองก็มีเสียงบางอย่างเพิ่งตัดอากาศมา ด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบคม ยูมิสก็เห็นโพชั่นขวดนึงที่มีของเหลวสีม่วงพุ่งมาจากด้านหลังแนวต้นไม้ของพวกตัวเองเข้าใส่กลางฝูงพวกก็อบลิน ในเวลานั้นเอง เสียงแก้วแตกก็ดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มพวกมัน ก่อนที่กลิ่นไม่พึงประสงค์สำหรับพวกสัตว์ประหลาดทั้งหลายจะถูกแผ่ออกมาตลบอบอวลแถวนั้น แน่นอนแม้ว่าพวกตัวเองจะได้เปลี่ยนแล้วมีเยอะกว่า ก็อบลินที่เป็นสัตว์อสูรระดับต่ำก็ไม่อาจทนกลิ่นพวกนั้นได้แล้วหนีกระเจิงกันไปหมด ท่ามกลางความแปลกใจของเด็กสาวทั้งสอง… “มะ-ไม่เป็นไรกันนะพว-อุหวา! พี่ชายเลือดอาบเลย! นี่โพชั่นระดับกลาง!”เด็กหนุ่มปริศนาในชุดคลุมมีฮู้ดสีดำได้ปรากฏตัวขึ้นเขาที่กำลังจะพูดเหมือนจะตกใจที่เห็นเด็กหนุ่มที่เปื้อนเลือดเลยรีบยื่นยาให้ “เอ๊ะ โพชั่นระดับกลางเหรอ!?”เด็กสาวผมสีครีมที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลเมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นแล้วเธอแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็รับมาด้วยความตกใจอยู่นิดหน่อยว่าเป็นระดับกลาง “เจ้าเป็นใครแล้วมาจากไหนเนี่ย!?”ยูมิสที่คิดว่าทุกอย่างมันบังเอิญไปก็ยกดาบแล้วชี้ไปหาอีกฝ่ายแล้วเข้ามาบังเพื่อนสมัยเด็กของน้องชายเอาไว้แล้วประท้วงถามในทันทีว่าเป็นใครมาจากไหน “อะ-อุหวา! ผะ-ผมเป็นนักปรุงยาฝึกหัด! แล้วกำลังจะไปพาร์มเบล…”เจมส์ที่ตกใจไม่น้อยที่ถูกชี้ดาบใส่ก็พยายามบอกว่าตัวเองนั้นเป็นใครและกำลังจะไปที่ไหน “นักปรุงยาฝึกหัดที่ไหนปรุงยาระดับกลางได้!”เธอที่ยังไม่วางใจเพราะเพิ่งถูกทำลายความคาดหวังจับยาร้านค้าแผงลอยข้างทางก็ได้พูดออกมาแบบนั้น “พะ-พี่ยูมิส! พะ-โพชั่นของน้องชายคนนี้ได้ผล!”และในตอนนั้นเอง เด็กสาวผู้เป็นเพื่อนสมัยเด็กของน้องชายเด็กสาวผมแดงก็รีบเรียกชื่อของเธอคนนั้นออกมาแล้วพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “อะ-เอ๊ะ ดะ-เดี๋ยวก่อนนะ…!” เด็กสาวผมสีแดงที่ถูกเรียกว่ายูมิสร้องออกมาเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนกก่อนจะรีบหันไปหาน้องชายในสายเลือดของตัวเองแล้วเข้าไปดูเขาในเวลานี้แผลจากหัวไหล่ขวาจนถึงชายโครงหรือสีข้างซ้ายด้านล่างสมานตัวเองอย่างรวดเร็วสิ่งที่เหลืออยู่มีแค่เพียงรอยเลือดเท่านั้น สีหน้าของเจ้าตัวดูดีขึ้น แต่ดูเหมือนว่าน้องชายของเธอจะเสียเลือดมากไปจนหมดสติไปในตอนนี้แต่ลมหายใจสม่ำเสมอ คนเป็นพี่สาวที่เห็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกโล่งอกโล่งใจจนร่างกายนะแทบสิ้นเรี่ยวแรงเลย แต่เธอจะล้มลงตรงนี้ไม่ได้อย่างน้อยที่สุดต้องพา 2 คนกลับถึงเมืองหรือออกจากป่าแห่งความตายให้ได้ก่อน “ข้าขอโทษที่สงสัยเจ้า…!”ยูมิสไม่มีแม้แต่ความลังเลที่จะก้มหัวขอโทษแนบพื้นกันเลยทีเดียวเชียวแบบไม่สนเลยว่ารอบๆ จะมีศพของก็อบลินอยู่ประมาณ 4-5 ตัว “มะ-ไม่ถึงกับต้องหมอบกราบขนาดนั้น!? ผมแค่ทำในสิ่งที่ควรทำในฐานะนักปรุงยาเอง!”เจมส์รีบพูดขึ้นมาแบบนั้นพร้อมกับโบกมือไปมาเล็กน้อยว่าตัวเองทำในสิ่งที่ควรทำ “…หื้ม? เหมือนจะมีโพชั่นที่ถูกใช้แล้วนะ?”แต่ในตอนนั้นเองสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นขวดแก้วที่ถูกใช้แล้วนอกเหนือจากของตัวเองเพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเริ่มรักษาไปแล้วนี่นา “น่าเจ็บใจ…พวกเราโดนหลอกขายของปลอมมาให้”ในเวลานั้นเอง เด็กสาวผมแดงก็พูดด้วยสีหน้าเจ็บใจในขณะที่เด็กสาวผมสีครีมก็มีสีหน้าเจ็บปวด “<<ประเมิน>> จริงด้วย นี่มันเป็นน้ำผสมสีเฉยๆ แย่มาก…” เจมส์ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาหลังจากหยิบขวดแก้วที่ว่างเปล่านั้นขึ้นมาดูแล้วเขาอดไม่ได้เลยที่จะพูดออกมาแบบนั้นเพราะแม้แต่ต่างโลกก็ยังมีพวกขายของปลอมหรือเนี่ย? แถมยังเป็นของที่เกี่ยวพันถึงชีวิตคนด้วยไม่นึกเลยว่ามันจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นหรือได้เจอเรื่องนี้เลย “จริงสิ ข้า ยูมิส นักดาบคู่ นักผจญภัยระดับเงิน นี่เพื่อนสมัยเด็กน้องสาวข้า”ยูมิสได้แนะนำตัวออกมาขณะที่เก็บดาบทั้ง 2 เล่มกับเข้าฝักอย่างที่ควรจะเป็นอะไรแบบนั้น “เออร์น่า อย่างที่เห็นล่ะเราเป็นนักเวทดิน…ส่วนนี่ มาร์คัสเป็นนักรบน่ะ”เออร์น่าที่นั่งอยู่ข้างเพื่อนสมัยเด็กของตัวเองที่หมดสติอยู่ในเวลานี้ก็แนะนำตัวออกมาเช่นกันพร้อมกันแนะนำเพื่อนคนนั้นด้วย “ผม เจมส์ อย่างที่เห็นเป็นนักปรุงยา พอดีฝึกสำเร็จแล้วเพิ่งถูกปล่อยตัว…” พอถึงคิวของตัวเองแล้วนั้น เจมส์ก็ไม่ลังเลหรือรอช้าเขาก็ได้ยกมือขวาขึ้นแน่นอกโดยที่ปักไม้เท้าเวทย์ของตัวเองไว้บนพื้นดินก่อนก่อนจะแนะนำตัวเองออกมาโดยไม่ลืมที่จะบอกด้วยว่าตัวเองนั้นทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ซึ่งมันเป็นเส้นเรื่องที่ถูกฝังไว้ในหัวหมายถึงว่าท่านพระเจ้าคงจะเตรียมเรื่องนี้ไว้ให้แล้ว “…ใจกลางป่าแห่งความตายเนี่ยนะ?”ยูมิสถึงกับถามด้วยความไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าอาจารย์ของเจ้าหนุ่มเล่นเอามาทิ้งไว้ในที่แบบนี้หรือว่ามีคนสร้างบ้านอยู่ในที่แบบนี้เลยเหรอ? “โดนอาจารย์เคลื่อนย้ายด้วยกับดักเวทมาน่ะ…”ตามบทบาทที่ถูกวางเอาไว้ให้เขาก็บอกออกมาตามตรงว่าโดนอะไรแบบนั้นเขาให้นั่นแหละของอาจารย์แล้วก็โดนย้ายมาที่นี่เลย “ช่างเป็นอาจารย์ที่โหดเหี้ยมจริงๆ เลย…” ยูมิสอดไม่ได้ที่จะตอบรับออกมาแบบนั้นด้วยความรู้สึกสงสารแล้วก็รู้สึกว่าอาจารย์ของอีกฝ่ายก็โหดเกินไปหรือเปล่า? ที่ตั้งปลายทางของกับดักมาที่ป่าแห่งนี้ที่เรียกได้ว่าค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียวเชียว และดูแล้วอีกฝ่ายก็ไม่น่าแข็งแกร่งอะไรมาก แต่แค่มีความสามารถในการเอาตัวรอดสูง “เจ้ามีเป้าหมายที่พาร์มเบล ยังไงพวกเราก็มาจากที่นั่นไปด้วยกันเลยไหม?”เธอได้เอ่ยถามอย่างเป็นมิตรว่าสนใจไปด้วยกันเลยหรือเปล่า? เพราะยังไงพวกเธอเข้ามาจากที่นั่นอยู่แล้ว “ถ้าเป็นไปได้ก็ขอรบกวนด้วย…มาเถอะ เดี๋ยวผมช่วยแบกคุณมาร์คัส”พอได้ยินคำชวนนั้นแล้ว เจมส์ก็ยินดีตอบรับเลยด้วยความเกรงใจนิดหน่อยก่อนจะอาสาช่วยแบกเจ้าตัวไปให้ “ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นหรอก…มาคิดดูแล้ว เจ้าแค่ตัวเล็กเหลืออายุยังน้อย?”ยูมิสได้พูดขึ้นมาแบบนั้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดูอยู่ไม่น้อย แต่ก็เพิ่งสังเกตว่าเด็กหนุ่มตัวเล็กกว่าตัวเองพอสมควรจนต้องถาม “ผมอายุ 12 ปี…”ด้วยน้ำเสียงกับสีหน้าที่เขินอายเพราะแท้จริงแล้วตัวเองอายุตั้ง 25 ปีแล้วแต่โดนลดขนาดอายุกายภาพตัวเองเหลืออายุ 12 ปี เด็กหนุ่มตัวเล็กสารภาพออกมาพร้อมเกาแก้มเล็กน้อย “อาจารย์เจ้ามันบ้าไปแล้วแน่ๆ เลย!?” เด็กสาวผมแดงอดไม่ได้ที่จะร้องออกมาแบบนั้นเพราะแน่นอนว่าปล่อยให้เด็กอายุ 12 ปีที่แม้ว่าจะนับเป็นผู้ใหญ่ในระดับหนึ่งแล้วมาโผล่อยู่กลางป่าแห่งความตายซึ่งเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดในประเทศแบบนี้เนี่ย โดยที่ไม่นับดันเจี้ยนนะ มันบ้าเกินไปแล้วต่อให้ได้รับการฝึกปรุงยาเก่งแค่ไหน หรือได้รับการฝึกเอาตัวรอดดีแค่ไหนในป่าแห่งนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้แต่พวกตัวเองที่แค่โดนหลอกขายยาโพชั่นทั้งที่เป็นนักผจญภัยระดับกลางก็ยังเกือบไม่รอดเลยด้วยซ้ำ พอมาคิดดูแล้วมารีบไปจากที่นี่ดีกว่า ยูมิสเห็นด้วยกับเด็กหนุ่มผู้อายุน้อยกว่าตัวเองถึง 4 ปีเพราะตอนนี้เธออายุ 16 ปี น้องชายกับเพื่อนสมัยเด็กของน้องชายอายุ 14 ปี ทั้งสองคนเป็นนักผจญภัยระดับทองแดงที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้เข้าป่า แน่นอนในฐานะผู้มีประสบการณ์แล้วก็ฐานะรุ่นพี่ต้องยอมรับเลยเธอพลาดอย่างแท้จริง แต่นี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญให้แก่ตัวเธอแล้วก็น้องชาย และเพื่อนสมัยเด็กของน้องชาย ในเวลานั้นเอง เจมส์อดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้ง ก่อนจะเดินไปคุกเข่าลงข้างๆ เด็กหนุ่มที่หมดสติอยู่ก่อนจะจัดการแบกขึ้นหลังด้วยการให้ขี่หลังอย่างง่ายดาย ซึ่งแน่นอนว่าในสายตาของเด็กสาวทั้งสองก็ค่อนข้างแปลกใจไม่น้อยที่นักปรุงยามีความแข็งแกร่งทางกายภาพถึงขนาดนี้เชียว…บทที่ 25 กลับสู่บ้านเรา [-จบบริบูรณ์-]หลังจากนั้น แน่นอนว่าเจมส์ก็ได้เข้าเรียนรู้พื้นฐานขั้นต่ำในฐานะหัวหน้าตระกูลขุนนางซึ่งมันมาเป็นหนังสือกฎระเบียบขุนนางที่ควรพึงต้องรู้เลยเพราะตัวเขาเป็นขุนนางระดับกลางหน้าใหม่ตามปกติก็อยากจะให้เข้าสถาบันหลวงหรือโรงเรียนหลวงอยู่หรอกแต่ด้วยความสามารถ…ถ้าต้องเข้าเรียนคงเสียเปล่าในการพัฒนาฝีมือเป็นแน่แท้เลย ในชั่วขณะนั้นเข้าได้มีขุนนางมากมายเข้ามาแวะทักทายที่พระราชวังหลวงสำหรับคฤหาสน์ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าจะสำเร็จซึ่งให้อยู่รอคงไม่ใช่อะไรที่เหมาะสมสักเท่าไหร่นัก ในขณะเดียวกันนั้น เอกสารแจ้งไปยังคณะบริหารของเมืองพาร์มเบลก็ได้รับยืนยันแล้วไปถึงโดยสัตว์อสูรสื่อสารทางไกล แน่นอนว่าชาวเมืองก็ได้รับรู้ข่าวดีนี้แล้วด้วยในวันที่ผู้ปกครองเมืองมาถึงคงจะมีพิธีต้อนรับอย่างแน่นอน และด้วยเหตุผลบางอย่างคนเป็นกษัตริย์อดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชมว่าเด็กหนุ่มค่อนข้างได้รับความนิยมสูงพอสมควรเลยนี่นาโดยเฉพาะกับกิลด์ต่างๆ ในท้องถิ่นรวมไปจนถึงธุรกิจที่ขึ้นตรงกับกิลด์อีกด้วย ตัวของเจมส์ที่ถูกให้เรียนรู้เรื่องนี้โดยตรงจากผู้เป็นกษัตริย์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแห้งว่าตัวเอ
บทที่ 24 งานเลี้ยงฉลอง!หลังจากนั้นไม่นานเท่าไหร่นัก ซิลฟราเรียที่มีสีหน้าสดชื่นกับยูเนียร์ที่มีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีสีหน้าผ่อนคลาย เธอได้เดินเข้าไปหาผู้เป็นบิดามารดาเพื่อกระซิบอะไรบางอย่างเล็กน้อยหรือสีหน้าที่เขินอายว่าเหมือนจะตกลงอะไรบางอย่างที่ค่อนข้างลงตัวมากแล้วอะไรในทำนองที่ว่านั้นเลยทีเดียวเชียวแหละผู้เป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบันลงไปจนถึงผู้เป็นราชินี และรวมไปจนถึงผู้เป็นมารดาแท้ๆ ที่เป็นภรรยาลำดับที่ 3 ต่างค่อนข้างแปลกใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะยินดีกับลูกสาวคนนี้ที่ในที่สุดแล้วก็ได้มีโอกาสหมั้นหมายกับตัวของเอิร์ลหนุ่มคนนี้ที่แน่นอนว่าอายุน้อยกว่า และในขณะเดียวกันเจ้าตัวอดีตดยุกแอสเตรียพร้อมกับลูกชายของเจ้าตัวก็นึกขึ้นได้ว่าเมืองพาร์มเบลนั้นยังขาดตำแหน่งเจ้าผู้ปกครองนครอยู่พอดีส่วนผู้ที่ทำหน้าที่บริหารในปัจจุบันเป็นคนของตัวเองอยู่แล้ว ให้เด็กหนุ่มได้มีฐานะเป็นผู้ปกครองแล้วก็ฝากงานด้านบริหารดินแดนไว้กับเจ้าหญิงยูเนียร์คงจะดีไม่น้อยเลย โดยทุกฝ่ายตกลงกันอย่างรวดเร็วขุนนางชั้นสูงที่ในตอนแรกเหมือนจะไม่พอใจอยู่บ้างในตอนแรกเพราะได้รู้ถึงพื้นเพแล้วก็ตัวอาจารย์ของเด็กหนุ่มก็รับรู้ได
บทที่ 23 ใครคืออาจารย์?การปรากฏตัวของอดีตราชาแล้วก็ราชินีที่เกษียณด้วยการสละราชบัลลังก์ไปก่อนนั้นทำเอาเกิดความปั่นป่วนไม่น้อยเพราะเป็นที่รู้กันว่าพระองค์ท่านทั้งสองพลานามัยไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์เนื่องด้วยโรคไข้หวัดประจำฤดูกาลมาถึงท่านทั้งสองก็ได้รับเชื้อด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะรักษาหายโดยปาฏิหาริย์แต่ร่างกายก็ไม่น่าที่จะกลับมาแข็งแรงเร็วขนาดนี้ ผู้เป็นอดีตราชาชี้ไปทางเจ้าตัวเด็กหนุ่มที่ทำมาเจ้าตัวเด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกเจ้าตัวได้พูดในทำนองว่าโพชั่นชนิดใหม่ที่ว่าฟื้นฟูให้ร่างกายหายเหนื่อยล้าแล้วก็ทำให้สดชื่นนั่นน่ะทำให้ร่างกายตัวเองฟื้นกลับมาเหมือนครั้งอย่างหนุ่มเลย!แน่นอนเพราะเป็นแบบนั้นแล้วก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างใหญ่หลวง คนเป็นราชาองค์ปัจจุบันซึ่งเป็นลูกชายรีบสั่งการให้ไปยังอีกห้องนึงโดยขอให้ขุนนางทั้งหมดไปรออยู่ที่ห้องโถงจัดเลี้ยงได้เลยเพื่อการเฉลิมฉลองแด่เอิร์ลตระกูลใหม่นี้ เพราะเดี๋ยวคุยเสร็จต้องเอาท่านเอิร์ลคนนี้ไปแห่รอบเมืองด้วยอย่างไรก็ตามอดีตราชาแล้วก็ราชินีที่ถูกพามาด้วยนั้นยังอีกห้องหนึ่งคณะแพทย์หลวงที่ประกอบไปด้วยแพทย์หลายศาสตร์ก็ได้ทำการตรวจสุขภาพท่านในทันทีแล้วก็ต้
บทที่ 22 พิธีมอบรางวัลเวลานั้นได้ดำเนินต่อไปในช่วงเวลาสายของวันใหม่ ณ ท้องพระโรงใหญ่ที่กล่าวได้ว่าเป็นห้องโถงบัลลังก์ซึ่งด้านในสุดนั้นมีพระที่นั่งยกสูงจากพื้นปกติอยู่ในคำกล่าวนี้หมายถึงว่ามีพื้นสูงยกเป็นขั้นบันได 3 ขั้นซึ่งมีพระที่นั่งซึ่งเป็นบัลลังก์ขององค์กษัตริย์แล้วก็ราชินีตั้งตะหง่านอยู่และบนบัลลังก์สูงในเวลานี้นั้นผู้เป็นกษัตริย์แล้วก็ราชินีนั่งอยู่เคียงข้างกันโดยมีสนมนั่งอยู่ทางด้านหลังแล้วก็พระราชบุตรแล้วก็พระราชธิดาทุกพระองค์ ไม่สิ ยกเว้นเจ้าหญิงลำดับที่ 5 ที่เหลือทุกพระองค์นั้นอยู่ครบ โดยเมื่อมองออกไปนั้นสองฝั่งของพรมสีแดงที่ได้ปูจากด้านหน้าของบัลลังก์สูงมันถูกปูยาวไปจนถึงประตูทางเข้าด้วยสองฝั่งของผมแดงได้มีเหล่าผู้ทรงเกียรติขุนนางทั้งน้อยกลางแล้วก็ใหญ่ของราชอาณาจักรพาราเวลล์ไม่อยู่อย่างพร้อมเพียงพร้อมหน้าพร้อมตากัน ในเวลานั้นเอง นอกเหนือจากขุนนางแล้วก็ยังมีกิลด์มาสเตอร์ของกิลด์ศูนย์ใหญ่ทั้งหลายมาร่วมด้วยเช่นกันไม่ต่างอะไรกับผู้บัญชาการอัศวิน ผู้นำภาคีจอมเวทย์ และคณะแพทย์หลวงรวมไปจนถึงคณะผู้บริหารของประธานองคมนตรีทั้งหมดต่างสวมเครื่องแบบพิธีการหรือเครื่องแบบที่เป็
บทที่ 21 เดินเล่นยามเช้าการเสวนายังคงดำเนินต่อไปแบบใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ แน่นอนมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่จะถูกโจมตีโดยบรรดาพวกขุนนางที่ไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมายแต่แค่อิจฉาจนพยายามสร้างเรื่องด้วยวาทกรรมอะไรในทำนองแบบนั้น แน่นอนเจมส์เข้าใจได้ว่ามันเป็นสังคมแบบป้ายใหญ่กินปลาเล็กถ้าเกิดตนเองทำตัวอ่อนแอก็จะเป็นเป้าหมายให้ถูกเล่นงาน ดังนั้นแล้ว ตนเองก็ขอตอบรับว่าจะสู้กับเต็มที่แน่นอน สู้กับด้วยวิธีของตนเองอะไรในทำนองที่ว่าแบบนั้น แล้วจะคุยไม่ได้สักพักใหญ่ๆ เมื่อมองดูเวลาแล้วก็เห็นว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะต้องกินมื้อค่ำนั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไม…ไม่ว่าจะเจมส์หรือซิลฟราเรียต่างก็ได้รับเชิญให้กินมื้อค่ำด้วยกันในห้องอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับสมาชิกราชวงศ์ทุกคน ซึ่งเจ้าตัวเด็กหนุ่มก็ค่อนข้างรู้สึกทึ่งเมื่อเขาได้พบว่าผู้เป็นพระราชานั้นมีภรรยามากถึง 7 คน และมีลูกชายลูกสาวรวมกันมากถึง 13 คนกันเลยทีเดียวเชียวเนื้อหาบทสนทนาระหว่างบนโต๊ะอาหารก็เป็นไปเรื่อยเปื่อยส่วนมากก็คือ ถามเกี่ยวกับโพชั่นแล้วก็มุมมองการพัฒนาแล้วก็คิดค้นโพชั่นใหม่ ซึ่งเจมส์ก็ตอบออกมาตามตรงตามเท่าที่สามารถตอบได้แน่นอนข้อมูล
บทที่ 20 เข้าเฝ้าราชวงศ์ระหว่างการนั่งรอแน่นอนด้วยเหตุผลบางอย่างก็เริ่มเห็นว่าผู้คนเริ่มมารวมตัวกันเยอะขึ้น เจมส์ก็พยายามทำใจตัวเองให้สงบเข้าไว้ด้วยการจ้องหน้ามองตาสบตาซิลฟราเรียผู้เป็นคนรักจนในที่สุดเจ้าตัวเธอคนโดนจ้องก็บอกว่าพอก่อนอย่าจ้องกันเยอะแบบนั้นมันเขิน!? แล้วมันก็กลายเป็นแบบนั้นไป…ทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นเบาบางความตึงเครียดลงจนหลังจากที่รอไม่นานเท่าไหร่นักก็ได้ยินเสียงของล้อรถม้าวิ่งมาตามถนนพร้อมกับเสียงฝีเท้าของอาชาหลาย 10 คู่ที่วิ่งเข้ามาเหมือนกับเสียงกรอบที่กระทบกัน พอลุกขึ้นแล้วมองไปตามทิศทางเสียงนั้นเจมส์ก็ถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นขบวนม้าสวมเกราะสีเงินพราวประกายระยิบระยับที่สะท้อนกับแสงไฟถนน ซึ่งไม่เพียงแค่นักรบหรืออัศวินที่ขี่อยู่บนหลังม้าศึกเหล่านั้นที่สวมชุดเกราะแต่ม้าพวกนั้นเองก็สวมชุดเกราะด้วยเช่นกัน โดยอัศวินทั้งหลายได้ถือธงที่เป็นธงเฉลิมเกียรติตามที่ได้รับฟังคำพูดของคุณปีแอร์ รถมา 2 คันได้ทำการวนเข้าจอดโดยคันด้านหลังนั้นได้ถูกเชิญให้ท่านคลอฟอร์ด และคุณปีแอร์ส่วนเจมส์กับซิลฟราเรียได้ถูกเชิญให้ขึ้นนั่งบนรถม้าที่มีตราราชวงศ์ประดับติดเอาไว้อยู่ แน่นอนว่าเจ้าตั







