LOGINไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หลังได้รับความทรงจำอันไม่คุ้นเคยจื่อหรานหันหน้าเข้ากำแพงครุ่นคิดว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อดี รวมถึงพยายามทำใจยอมรับว่าตัวเองได้รับชีวิตใหม่ ทั้งยังเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างบุตรสาวคนโตของครอบครัวบัดซบ !
ทำไมเรียกว่าบัดซบน่ะเหรอ ?
เหอะ ๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง
เจ้าของร่างมีชื่อว่าจื่อหราน ชื่อเดียวกับเธอในโลกก่อน เด็กสาวผู้เกิดมาในครอบครัวชาวนาฐานะเรียกได้ว่าพอมีเงินประทังชีวิต ไม่ได้ขัดสนจนต้องกัดก้อนเกลือกิน แต่ก็ไม่ได้อู่ฟู่ถึงขั้นสามารถใช้ชีวิตได้อย่างใจนึก
จื่อหรานเป็นลูกคนโตซึ่งเกิดจากภรรยาคนแรก ก่อนมารดาแท้ ๆ ของเธอจะเสียชีวิตหลังเธอเกิดได้ไม่กี่ปี จากนั้นบิดาก็แต่งผู้หญิงคนใหม่เข้าบ้าน
ชีวิตในช่วงแรก ๆ ของจื่อหรานไม่ได้แย่อะไรมากนัก แม่เลี้ยงยังดีกับเธออยู่แต่หลังจากแม่เลี้ยงให้กำเนิดลูกชายความสำคัญของลูกสาวคนโตก็ลดลง จนถึงขั้นเกือบจะไร้ซึ่งความสำคัญ
เธอเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ยังเด็ก ซักผ้า หุงหาอาหารให้คนในบ้าน งานไร่งานสวนทุกอย่างล้วนเคยหยิบจับทั้งสิ้น บอกได้เลยว่าไม่มีงานไหนที่จื่อหรานไม่เคยทำ
เธอต้องเผชิญความลำบากมากมายจนเติบโตขึ้น แม้จะบอกว่าเพราะครอบครัวไม่ได้มีมากจึงต้องลำบาก ทว่าความลำบากนั้นกับไม่ได้ถูกแบ่งปันไปให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ทุกครั้งที่บ้านมีเรื่องดี ๆ มีของดี ๆ อาหารอร่อย เสื้อผ้าดี ๆ เธอต้องเสียสละให้น้อง
คิดดูสิ น้องได้เสื้อผ้าใหม่ ได้กินของดี ๆ ได้ปิ่นปักผมสวย ๆ ส่วนเธอไม่ได้อะไรเลยนอกจากยืนห่างออกมาเงียบ ๆ มองใบหน้ายิ้มแย้มของพวกเขา จื่อหรานในตอนนั้นจะรู้สึกยังไง
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เรียกได้ว่าแทบจะพูดไม่ออก หนึ่งในนั้นคงเป็นตอนที่เธอป่วยหนังแต่ต้องตื่นมาทำอาหารให้ทุกคนในบ้านกิน
“คนอื่นไม่มีมือมีเท้าหรือไงถึงได้รอกินข้าวจากคน ๆ เดียว”
การถูกลดความสำคัญยังคงหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแม่เลี้ยงเริ่มมองว่าเธอเป็นส่วนเกินของบ้าน แค่เห็นหน้าก็รู้สึกขัดหูขัดตา ถ้าไม่ใช่กลัวชาวบ้านนินทาคงไล่จื่อหรานออกจากบ้านไปนานแล้ว
ส่วนน้องทั้งสามคนก็ไม่ได้ให้ความเคารพเธอเลยสักนิด พวกเขาล้วนทำเหมือนจื่อหรานเป็นคนใช้ เป็นเพียงคนช่วยแบ่งเบางานของพวกเขา ถึงกระนั้นจื่อหรานก็ยังคงเงียบกัดฟันทนต่อความอยุติธรรมทุกอย่างที่ต้องเผชิญ
แล้วบิดาละ บิดาไม่คิดจะทำอะไรเลยหรือ ?
ถึงบิดาจื่อหรานจะไม่ได้ถึงขั้นมองเธอเป็นคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก อีกฝ่ายมักเกรงใจและเห็นด้วยกับคำพูดแม่เลี้ยงเสมอ แม้จะมีพูดเพื่อเธออยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็เงียบปล่อยให้แม่เลี้ยงจัดการตามที่ต้องการ
และความปล่อยปะละเลยก็มาถึงขีดจำกัด ในวันที่จื่อหรานบอกว่าป่วยต้องการพักผ่อน คนที่บ้านก็ไม่ได้ให้ความสนใจเหมือนอย่างเคย ด้วยความเชื่อผิด ๆ ว่าเดี๋ยวเธอก็ดูแลตัวเองจนกลับมาหายป่วยได้ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แล้ว จื่อหรานที่ทำงานหนักมาตลอดจนร่างกายเริ่มไม่ไหว พอป่วยหนักก็ไม่ได้กินยาดี ๆ มีแค่ปล่อยให้หายเองตามธรรมชาติ
อาการป่วยซึ่งกดทับและสะสมมานานทำให้เธอไม่อาจทนความเจ็บป่วยครั้งนี้ไหว เสียชีวิตไปโดยที่ไม่มีใครรับรู้
เป็นเด็กที่น่าสงสารมาก พึ่งจะย่างเข้าวัยยี่สิบปีแต่ต้องมาตายเพราะความไม่ใส่ใจของครอบครัว
ซุนเทียนหยูก้าวมายืนตรงหน้าหญิงสาวผู้มีบรรยากาศแตกต่างจากคนอื่น ทั้งที่ถูกเมินเฉยจากคนมากมาย แต่กับสามารถคงสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ทำเอาเขาที่แอบมองอยู่นานรู้สึกสนใจขึ้นมา จนเกิดเป็นความคาดหวังว่านางจะสามารถผ่านการทดสอบรอบแรกไปได้“ถึงคราเจ้าแล้ว”น้ำเสียงซุนเทียนหยูยังคงนิ่งสงบเช่นเดิม ทว่าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อดี มือทั้งสองข้างของเขากับกำเข้าหากันแน่นนัยน์ตาลุ่มลึกหลุบมองสบนัยน์ตาดำขลับเป็นประกายงดงามชั่วขณะที่สายตาสองคู่ประสานกัน ชายหนุ่มพลันรู้สึกเสมือนรอบข้างหยุดชะงัก เป็นความรู้สึกราวกับจิตวิญญาณถูกดูดให้ตกลงไปในหลุมลึกอันยากจะปีนป่ายเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สัญชาติญาณสัตว์ร้ายกู่ร้องบอกให้เขาระวังเอาไว้ให้ดี“ท่านแม่ทัพ ?”ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเพราะหลังได้สบตาคู่นี้การรับรู้ของเขาพลันบิดเบี้ยวไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของคนข้าง ชายหนุ่มถึงได้มีสติขึ้นมา“เจ้าผ่านแล้ว”เขาเอ่ยออกมาทั้งที่ยังไม่ยอมหลบสายตา“อ่ะ...อื้ม”หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจเผยยิ้มเล็กน้อยส่งไปให้รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยทำซุนเทียนหยูประหลาดใจนางคือคนแรกจากสตรีนับร้อยที่เผยสีหน้าสงสัย แถมยังส่
บรรยากาศเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงใบไม้ไหวเอนตามการพัดผ่านของสายลมซุนเทียนหยูก้าวมาด้านหน้าเผชิญหน้ากับสตรีมากมายผู้มีใจต้องการอยากเกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพ หากไม่ใช่ว่ามารดาขอร้องเขาคงไม่คิดจะมองหาสตรีมาอยู่ข้างกายหญิงสาวแสนบอบบางเหล่านี้ไม่เหมาะกับตนเลยสักนิด มีเรื่องอะไรกระทบจิตใจเพียงเล็กน้อยก็หลั่งน้ำตาแล้วไม่ใช่ว่าซุนเทียนหยูไม่ต้องการแต่งงานเพียงแค่ไม่อยากแต่งงานกับสตรีที่เพียงสบตากันก็หวาดกลัว ภรรยาที่แม้คิดจะมองหน้ายังไม่ได้เขาจะมีไปทำไมกันคนเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องหรือ ? เป็นคู่คอยคิด คอยให้กำลังใจกัน เหมือนเช่นมารดาและบิดาของตนซุนเทียนหยูต้องการคู่ชีวิต ไม่ใช่ไม้ประดับข้างกาย“สิ่งที่ข้าอยากให้พวกเจ้าพิสูจน์มีเพียงอย่างเดียว ทนต่อการจ้องมองของข้าให้ได้ คนที่ทนได้จะถือว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก แล้วหลังจากนั้นข้าจะเลือกสตรีที่เหลือมาแต่งงานกับข้า”จื่อหรานถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจง่ายไปไหม เลือกภรรยานะพี่ไม่ใช่เลือกของใช้ทว่าถึงจะแปลกใจก็หาได้เอ่ยออกไป จื่อหรานคิดว่าดีเสียอีก ไม่ต้องลงแรงทั้งยังไม่ต้องใช้สมองอะไรมากขอแค่จ้องตากับเขาได้ก็พ
การคัดเลือกจวนแม่ทัพไม่ง่ายอย่างที่คิดจริง ๆจื่อหรานนั่งอยู่กลางลานกว้างมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว ทว่านอกจากเหล่าสตรีมากมายที่ก้าวเข้ามา ยังไม่พบเจ้าบ้านเลยสักครั้งมีเพียงนายทหารยืนนิ่งตามจุดต่าง ๆ ของจวน และเหล่าบ่าวรับใช้เดินทำงานกันไปมา บรรดาบ่าวรับใช้จวนแม่ทัพจะเดินยกสำรับของว่างและน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะแต่ละตัวทุกครั้งที่น้ำชาเย็นหรือไม่ก็ของว่างหมดลง ซึ่งโต๊ะหนึ่งตัวนั่งล้อมวงได้ถึงสิบคน นับจากสายตาแล้วมีโต๊ะทั้งหมดสิบสามตัว และมีเพียงหนึ่งตัวที่มีคนนั่งเพียงคนเดียวเป็นโต๊ะของจื่อหรานไม่มีใครอยากเข้าใกล้ รวมถึงไม่มีใครอยากเข้ามาทำความรู้จักหญิงสาวมากมายต่างหลีกหนีด้วยกลัวว่าการเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับคนฐานะต่ำต้อยจะทำให้ตนถูกมองไม่ดี...การต้องมานั่งรอไปนาน ๆ ทำให้ความตื่นเต้นของหญิงสาวมากมายลดน้อยลง มีหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย ไม่ก็เอ่ยพูดคุยซุบซิบกันเสียงเบาถึงสาเหตุที่ปล่อยให้พวกนางรอ ถึงขั้นมีคนกล่าวขึ้นมาว่า“จวนแม่ทัพจะให้พวกเรารอไปจนถึงเมื่อใด ? นี่ไม่ใช่ว่าทุกคนมากันครบแล้วหรือ ? ควรเริ่มการคัดเลือกได้แล้ว”เสียงของนางไม่ดังมากนักจึงมีเพียงคนโต๊ะข้าง ๆ ไม่กี่คน
“เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้”คนเอ่ยถามคือชายส่งจดหมาย วันนี้เขาได้รับหน้าที่ตรวจสอบผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดจื่อหรานยิ้มให้คนเอ่ยทัก หยิบจดหมายแสดงตัวให้อีกฝ่ายชายหนุ่มตรงหน้าตรวจดูทั้งที่จำหน้าจื่อหรานได้ ที่ทำเช่นนี้เพื่อป้องกันคำครหาจากผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆหลังยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จื่อหรานถึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปในจวน เพียงฝีเท้าก้าวผ่านธรณีประตูสายตาไม่เป็นมิตรมากมายพลันมุ่งตรงมาผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆ ต่างแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ออกมาอย่างชัดเจน และยังมีหลายคนจับกลุ่มพูดคุยกันคนที่อยู่เป็นกลุ่มคงจะรู้จักกันมาก่อนสินะหญิงสาวคิดใจในพลางมองหาที่นั่งเมื่อพบแล้วจึงเดินเข้าไปหวังหย่อนตัวนั่ง“มีคนไม่เจียมตัวกล้ามารับการคัดเลือกด้วยหรือนี่ คงไม่ได้หลงระเริงในตัวเองคิดว่าจะได้รับเลือกด้วยสภาพเช่นนั้นใช่ไหม”“คงเป็นสตรีบ้านยากจนอยากได้เงินหนึ่งตำลึงทองนะสิ ไม่เช่นนั้นคงไม่ใจกล้าเข้ามาในสถานที่สูงส่งเช่นนี้”“หึ คนบางคนก็น่าสงสารเกิดมาคงไม่เคยเจอเงินหนึ่งตำลึงทอง ถึงได้พยายามขวานขวายให้ได้มาแม้จะต้องแลกด้วยความอับอายของตนก็ตาม”จื่อหรานทำเมินเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น
ด้วยความช่วยเหลือจากหญิงชาวบ้านวัยสามสิบตอนต้น จื่อหรานจึงมีที่ให้ซุกหัวนอนสำหรับหนึ่งคืนและคนรู้จักเพิ่มขึ้นมาสองคนบ้านของหวังซานซือมีอยู่ด้วยกันสองคน คือตัวนางและบุตรชายตัวน้อยวัยหกปี เด็กน้อยขี้อายที่พึ่งเสียบิดาไปเมื่อต้นปีที่แล้วการใช้ชีวิตร่วมกันหนึ่งคืนทำให้จื่อหรานได้รู้ว่าใจจริงของหวังซานซือไม่ใช่คนเลวร้าย อีกฝ่ายสงสารและเห็นใจนางจริง ส่วนสาเหตุของความสงสารนั้นไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมาจากความเห็นใจซึ่งเกิดหลังจากสามีตายแล้วบุตรชายต้องกำพร้าพ่อ หรือเป็นเพราะคาดหวังหลังได้เห็นจดหมายจากจวนแม่ทัพกันแน่ทว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จื่อหรานก็รู้สึกขอบคุณในความมีน้ำใจของหวังซานซือ“รับไปสิถือว่าเป็นความช่วยเหลือเล็กน้อยจากข้า”จื่อหรานมองเงินจำนวนหนึ่งร้อยอีแปะตรงหน้า เงยหน้ามองหวังซานซือคล้ายเข้าใจความหมายจากสายตาหวังซานซือจึงยิ้มบางพลางเอ่ย“ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ข้าเพียงต้องการมอบให้ไม่คิดถือเป็นบุญคุณ”จื่อหรานดึงสายตากลับมามองมืออีกครั้งหนึ่ง เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นการหยิบยื่นสิ่งที่ต้องการในยามยาก ตัวนางต้องการเงินจริง ๆ เพราะเงินที่ได้จากการฉกฉวยจิ้นจูหมดลงไปกับการเดินทางในครั้งน
คราวนี้เป็นพวกเขาที่พูดไม่ออก หญิงสาวไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เอ่ยขึ้นมาอีกว่า“เพียงคำพูดประโยคเดียวของลูกในไส้ บอกว่าข้ารังแกท่านก็ติดป้ายหาว่าข้าเป็นคนใจร้าย ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แถมยังไม่รู้ด้วยว่าข้ารังแกนางจริงหรือไม่ แต่ขอแค่เป็นคำพูดจากปากลูกของท่าน ท่านถึงเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา และตราหน้าว่าข้าไม่ดี”“ข้าขอถามหน่อย ข้าเคยทำอะไรไม่ดีด้วยหรือ ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่มีเพียงพวกท่านหรือที่เอาเปรียบข้า กินข้าวก็กินเหมือนกัน แต่เหตุใดงานที่ข้าได้รับถึงได้มากมายและหนักกว่าลูก ของพวกท่าน โตจนสุนัขกัดตูดไม่ถึงแล้วยังเอาเปรียบข้าไม่หยุดอีก จะรักลูกตัวเองมากกว่าลูกคนอื่นก็ขอมีขอบเขตเสียบ้าง ไม่ใช่ว่าเพราะข้าไม่พูดอะไรถึงได้เอาเปรียบกันไม่หยุด”จื่อหรานหันไปหาจื่อเกา จ้องมองอีกฝ่าย เอ่ยคำพูดที่ทำให้คนฟังใจกระตุก“ข้าขอถามท่านหน่อยเถิด ท่านยังคิดว่าข้าเป็นลูกท่านหรือไม่ ?”“...”จื่อเกาพูดไม่ออก สายตาของบุตรสาวในวันนี้ทำชายวัยกลางคนใจหวิว รู้สึกได้ถึงความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความเงียบของเขาคือคำตอบจื่อหรานหัวเราะในลำคอ จ้องมองพวกเขา“พวกท่านรู้จักคำนี้ไหม สุนัขที่มันจนตรอกม







