LOGINท่ามกลางแสงแดดจ้าของฤดูร้อน ทุกคนที่กำลังช่วยกันพลิกดินและผสมปุ๋ยหมักต่างก็เหงื่อไหลไคลย้อยแม้ว่าพวกเขาจะมีหมวกฟางสวมอยู่บนศีรษะก็ตาม เสิ่นหลิวเวยมองภาพตรงหน้าแล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจทุกคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาเต๋อที่ทำงานหนักที่สุดแต่กลับไม่เคยปริปากบ่น
ด้วยความหวังดี เสิ่นหลิวเวยจึงแอบปลีกตัวไปยังโอ่งน้ำดื่มขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้ให้ทุกคนได้ดื่มเพื่อดับกระหาย ก่อนที่นางจะเรียกน้ำพุวิญญาณหรือน้ำหวานอมฤทธิ์ตามที่บอกคนในครอบครัวไว้ออกมาหนึ่งหยด... แล้วดีดมันลงไปในโอ่งน้ำอย่างเงียบเชียบ
(หวังว่าสิ่งนี้จะทำให้ร่างกายของทุกคนแข็งแรงไม่เป็นลมท่ามกลางอากาศเช่นนี้) นางคิดก่อนจะหมุนกายเดินกลับมาดูผลงานที่ทุกคนกำลังตั้งใจทำ
เมื่ออาเต๋อทำงานจนเหนื่อยหอบและเดินมาตักน้ำดื่มแก้กระหายนั้นเอง ปาฏิหาริย์ครั้งใหม่ก็ได้บังเกิดขึ้น! หลังจากที่เขาดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่ ชายหนุ่มก็รู้สึกถึงความสดชื่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความเหนื่อยล้าพลันมลายหายไปสิ้น เขารู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาดจนเผลอเปล่งเสียงออกมาด้วยความพึงพอใจ
“อ่า...”
มันเป็นเพียงเสียงสั้น ๆ ในลำคอ แต่สำหรับชายหนุ่มผู้เป็นใบ้มาตั้งแต่กำเนิด... มันคือเสียงแรกในชีวิตของเขา! ชายหนุ่มเบิกตากว้าง มือที่ถือกระบวยน้ำสั่น เขายกมือขึ้นสัมผัสลำคอของตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะลองเปล่งเสียงอีกครั้ง
“อะ...อา...” แม้จะเป็นเสียงที่ยังไม่เป็นคำเท่าไหร่นัก แต่ความจริงที่ว่าเขาสามารถส่งเสียงออกมาได้ ก็ทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นตกตะลึงจนหยุดมือจากงานที่ทำอยู่!
ฮุ่ยจูที่เห็นเหตุการณ์มาตลอดรีบวิ่งเข้ามาดู “อาเต๋อ! เจ้า...เจ้าพูดได้!?” อาเต๋อพยักหน้ารับรัว ๆ น้ำตาแห่งความดีใจไหลรินอาบสองแก้มเป็นครั้งแรก
ภาพนี้ทำให้ทุกคนในที่นั้นยินดีกับเขาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกตระกูลเสิ่นที่รู้ความลับเบื้องหลัง... พวกเขาต่างลอบมองไปยังเสิ่นหลิวเวยเป็นตาเดียว... ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงต่ออำนาจนี้ของนางที่พวกเขาเชื่อกันว่าเกิดจากพรของท่านเทพ หลินเยว่เอ๋อเป็นผู้ที่ได้สติก่อนใคร นางเดินเข้ามาตบบ่าอาเต๋อเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุกคนได้ยินชัดเจน
“สวรรค์มีตาโดยแท้... คงเป็นเพราะท่านเทพเซินหนงเห็นแก่ความขยันขันแข็งและความซื่อสัตย์ของเจ้า จึงได้ประทานพรนี้ให้เจ้ากลับมามีเสียงอีกครั้ง นับจากนี้เจ้าต้องยิ่งตั้งใจทำงานเพื่อตอบแทนท่านเทพและตระกูลเสิ่นให้ดีเล่า!”
คำกล่าวของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้ทุกคนเชื่ออย่างสนิทใจ โดยเฉพาะฮุ่ยจูและเสี่ยวชิงที่เพิ่งจะได้ดื่มน้ำจากโอ่งเดียวกันเข้าไป พวกนางรู้สึกได้ถึงพลังงานอันอบอุ่นที่ไหลเวียนในร่างกาย และความรู้สึกเคารพรักและอยากจะปกป้องคุณหนูเล็กของตนก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นในใจอย่างน่าประหลาด
และในวันนั้นการทำงานของพวกเขาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสามวันต่อมา... บริเวณลานกว้างหน้าจวนที่ว่าการอำเภอซีซาน หัวหน้าหมู่บ้านจากทั้งห้าสิบหมู่บ้านได้เดินทางมารวมตัวกันตามคำสั่งของนายอำเภอ
บรรยากาศระหว่างพวกเขาเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและความสงสัย ทุกคนต่างคาดเดาไปต่าง ๆ นานา แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือพวกเขาอดที่จะดีใจไม่ได้เนื่องจากเรื่องที่ประชุมนั้นเกี่ยวกับปากท้องของทุกคน
“เจ้าว่าท่านนายอำเภอจะแก้ไขปัญหาความอดอยากของพวกเราได้จริง ๆ ใช่ไหม” ใครคนหนึ่งเป็นฝ่ายเปิดประเด็น
“ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้”
การคาดเดาเหล่านี้สิ้นสุดลง เมื่อเสิ่นอี้หานพร้อมด้วยน้องชายคนที่สองเสิ่นอี้เฉิงปรากฏตัวขึ้น พวกเขาไม่ได้กล่าวอะไรยืดยาวแต่กลับสั่งให้เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งนำกระสอบขนาดใหญ่หลายใบออกมาเทลงกลางลานประชุม... เผยให้เห็นหัวมันสีเหลืองนวลกองโตที่ทุกคนไม่เคยเห็นมาก่อน
“ทุกท่าน” เสิ่นอี้หานกล่าวเสียงดังฟังชัด “สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกท่านนี้ มีชื่อว่าถู่โต้ว (มันฝรั่ง) และมันคือทางรอดจากความอดอยากของพวกเราทุกคน!”
สิ้นคำพูดนั้น เสียงฮือฮาก็พลันดังกระหึ่มขึ้นมาทันที! “ท่านนายอำเภอ! นั่นมันต้นพิษไม่ใช่หรือขอรับ!” หัวหน้าหมู่บ้านชราคนหนึ่งร้องแย้งขึ้นมาเป็นคนแรกเนื่องจากเขาเคยเห็นหัวของมันมาก่อนจากที่ชาวบ้านเคยนำมากิน
“ใช่แล้วขอรับ! ข้าเคยเห็นคนกินแล้วป่วยหนัก!” อีกเสียงหนึ่งรีบสนับสนุน “เป็นไปได้อย่างไรว่าพืชพิษจะกลายเป็นอาหารได้!”
เสียงคัดค้านดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ บรรดาหัวหน้าหมู่บ้านต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สายตาที่พวกเขามองมายังนายอำเภอหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือระคนสงสาร... พวกเขาคิดว่านายอำเภอเสิ่นผู้เป็นที่เคารพรัก... คงจะกังวลกับปัญหาปากท้องของราษฎรจนเสียสติไปแล้วเป็นแน่!
ท่ามกลางเสียงคัดค้านและเสียงกระซิบกระซาบที่ดังขึ้นระงม เสิ่นอี้หานกลับไม่ได้มีท่าทีหวั่นไหวแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งปล่อยให้ทุกคนได้ระบายความไม่เชื่อถือออกมาจนหมดสิ้น ก่อนจะยกมือขึ้นช้า ๆ เพื่อขอความสงบ
“ทุกท่านใจเย็นลงก่อน” เสียงของเขาไม่ได้ดังจนถึงกับตะเบ็ง แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดฟัง “สิ่งที่พวกท่านพูดมาล้วนเป็นความจริงที่สืบทอดกันมา ข้าเข้าใจความหวาดกลัวของพวกท่านดี”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สบตากับหัวหน้าหมู่บ้านอาวุโสที่คัดค้านเป็นคนแรก “แต่ข้าขอยืนยันกับทุกท่าน... ว่าข้าและทุกคนในครอบครัวได้ลิ้มลองมันฝรั่งเหล่านี้ด้วยตัวเองแล้ว ทุกท่านเห็นหรือไม่... ว่าข้าก็ยังคงยืนหายใจอยู่ตรงนี้”
คำกล่าวนี้ของเขาได้เรียกเสียงฮือฮาให้กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงคัดค้าน แต่เป็นเสียงแห่งความประหลาดใจ! นายอำเภอผู้เป็นที่เคารพรักถึงกับยอมเอาชีวิตของตนเองและครอบครัวเป็นเดิมพันเชียวหรือ?
“ความเชื่อที่สืบทอดกันมานั้นถูกต้องเพียงครึ่งเดียว” เสิ่นอี้หานกล่าวต่อ “พิษของพืชชนิดนี้ไม่ได้อยู่ที่หัวของมัน แต่สวรรค์ได้ประทานพรลงมาผ่านความฝัน ทำให้เรารู้ความจริงว่าพิษของมันอยู่ที่ใบ ลำต้น และส่วนหัวที่มีสีเขียวจากการถูกแสงแดดเท่านั้น! หากเรารู้จักคัดเลือกและปรุงให้สุกอย่างถูกวิธี มันก็จะกลายเป็นอาหารชั้นเลิศที่สวรรค์มอบให้เราเพื่อต่อสู้กับความอดอยาก!”
เขาไม่รอให้ใครได้โต้แย้งอีก แต่หันไปพยักหน้าให้เสมียนวัยกลางคนทันที “เสมียนจาง เริ่มการสาธิตได้!”
บ่าวรับใช้ที่เตรียมการอยู่ก่อนแล้วรีบจุดไฟในเตาถ่านหลายเตาที่ตั้งเตรียมไว้ทันที พวกเขานำมันฝรั่งส่วนหนึ่งไปฝังในขี้เถ้าอุ่น... ก่อนจะนำอีกส่วนไปใส่ในหม้อต้มใบใหญ่
และอีกส่วนก็นำไปนึ่งในลังถึง ตามวิธีที่พวกเขาได้เรียนรู้มาจากคุณหนูเล็กเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้า... ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของมันฝรั่งปรุงสุกก็เริ่มลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าที่ว่าการ กลิ่นนั้นยั่วยวนจนทำให้เหล่าหัวหน้าหมู่บ้านที่เดินทางมาไกลและยังไม่ได้กินอะไรดี ๆ มาทั้งเช้าถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย
เมื่อมันฝรั่งย่างสุกได้ที่ เสมียนจางก็คีบมันออกมาผ่าครึ่งให้เห็นเนื้อในสีเหลืองทองน่ากิน แล้วมอบให้นายอำเภอเป็นคนแรก เสิ่นอี้หานรับมาแล้วกัดกินต่อหน้าทุกคนอย่างไม่ลังเล เพื่อเป็นการยืนยันคำพูดของตนเองอีกครั้ง
“เชิญทุกท่านลองชิมดูได้”
บ่าวไพร่เริ่มนำมันฝรั่งย่างและมันฝรั่งต้มที่หั่นเป็นชิ้น เล็ก ๆ แจกจ่ายให้เหล่าหัวหน้าหมู่บ้านได้ลิ้มลอง ในตอนแรกทุกคนต่างลังเล แต่เมื่อเห็นนายอำเภอกินและไม่เป็นอะไร
หัวหน้าหมู่บ้านที่ใจกล้าสองสามคนจึงได้ลองนำมันฝรั่งหอมกรุ่นนั้นเข้าปากแล้วเขาก็อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจทันที จึงทำให้ทุกคนได้เริ่มทดลองกินกันบ้าง
“หวาน... มันหวานจริง ๆ ด้วย!” “เนื้อนุ่มมาก ไม่ฝาดเลย!” “ข้ากินไปแค่ชิ้นเดียว ยังรู้สึกแน่นท้องขึ้นมาเลย!”
เสียงแห่งความชื่นชมดังขึ้นมาแทนที่เสียงคัดค้านในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นและความหวัง เมื่อเห็นว่าทุกคนเชื่อแล้ว เสิ่นอี้หานจึงส่งสัญญาณให้น้องชาย
“น้องรอง ตาเจ้าบ้างแล้ว”
เสิ่นอี้เฉิงก้าวออกมาข้างหน้า “ทุกท่าน! นอกจากมันฝรั่งนี้จะอร่อยและอิ่มท้องแล้ว มันยังเพาะปลูกได้ง่ายและให้ผลผลิตสูงอย่างไม่น่าเชื่อ!” เขาเริ่มอธิบายวิธีการเพาะปลูกและการบำรุงดินด้วยปุ๋ยสูตรเทพตามที่ได้เรียนรู้มาจากหลานสาวอย่างละเอียด
“ครั้งแรกนี้ทางที่ว่าการจะแจกจ่ายพันธุ์ให้ทุกหมู่บ้านนำไปทดลองปลูกก่อน หลังจากนั้นทุกหลังคาเรือนจะต้องจัดสรรปันส่วนเอาเองสำหรับการปลูกในครั้งต่อไปรวมถึงการส่งภาษีให้กับทางอำเภอด้วย”
บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและความยินดี ทุกคนต่างมองเห็นทางรอดจากความแห้งแล้งที่กำลังจะมาถึง... ทว่าท่ามกลางเสียงแห่งความดีใจนั้นเอง ก็มีเสียงแหบพร่าของชายชราผู้หนึ่งดังแทรกขึ้นมาทำลายความสุขลงในบัดดล
“เป็นพรจากสวรรค์จริง ๆ ขอรับท่านนายอำเภอ... แต่... แต่มันคงเป็นพรที่ส่งมาไม่ถึงหมู่บ้านที่ยากไร้ของข้า” ทุกคนหันไปมองต้นเสียง... ชายคนนั้นคือหัวหน้าหมู่บ้านชิงซี ชายชราผู้มีใบหน้ากร้านโลกและแววตาที่สิ้นหวัง
เขาโค้งคำนับให้นายอำเภอแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่น “ที่ดินในหมู่บ้านชิงซีของข้านั้นต้องคำสาปจากทะเลขอรับ ดินมันเค็มจนปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น แม้แต่หญ้าก็ยังไม่ค่อยจะยอมโต พวกเราจำเป็นต้องขึ้นเขากันอย่างเดียว และแม้ว่าพืชชนิดนี้จะวิเศษเพียงใด... ก็คงจะต้องตายในดินแดนของข้าเช่นกัน”
ความเงียบเข้าปกคลุมที่ประชุมอีกครั้ง ความหวังที่เพิ่งจะถูกจุดประกายขึ้นมา บัดนี้กลับต้องมาเผชิญหน้ากับปัญหาที่ดูเหมือนจะไม่มีทางแก้ไขได้...
‘นายท่านเจ้าขา... อาหารพวกนี้... ชุนหยาทนดูไม่ได้ จริง ๆ เจ้าค่ะ! ทั้งมันฝรั่งที่ต้มจนเละไม่เป็นท่า! ทั้งมะเขือเทศที่ถูกผัดจนสีซีด! พวกเขาทำลายคุณค่าของวัตถุดิบดี ๆ ไปหมดแล้ว!’ ชุนหยาที่ลอยอยู่ไม่ไกลกรีดร้องโหยหวนอยู่ในมโนสำนึกของนาง‘ใจเย็นก่อนเถอะชุนหยา ข้าเองก็ทนไม่ได้เหมือนกันกับเจ้านั่นแหละ แต่วันนี้เป็นวันแรกที่เราเพิ่งมาถึง การจะลงมือทำสิ่งใดสักอย่างนั้นจำเป็นต้องรู้เขารู้เราเสียก่อน’‘ที่นายท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลเจ้าค่ะ เพียงแต่นายท่านอย่าทิ้งเวลาให้เนิ่นนานมากนักนะเจ้าคะ เพราะชุนหยารู้สึกปวดใจยิ่งนักที่เห็นวัตถุดิบดี ๆ เหล่านี้ไม่น่ากินเจ้าค่ะ’‘ข้ารู้ ข้าเองก็กลัวพี่ ๆ จะผอมลงเหมือนกัน เจ้าดูสิกว่าข้าจะขุน เอ้ยทำให้พวกเขามีเนื้อมีหนังขึ้นมานั้นไม่ใช่ง่ายเลย หากแก้มยุ้ย ๆ ของพี่สาม พี่สี่ พี่ห้าหายไปข้าคงปวดใจแย่ ส่วนพี่ใหญ่กับพี่รองเองก็สูงขึ้นมาก... หากต้องมาหยุดการเจริญเติบโตเพราะว่ากินไม่ได้ข้าเองก็ไม่พอใจเช่นกันนั่นแหละ เห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่ง’แต่แม้ว่ารสชาติของอาหารจะไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขา ทว่าเด็ก ๆ ตระกูลเสิ่นกลับกินกัน
หลังจากที่เสิ่นหลิวเวยได้รับอนุญาตให้ใช้โรงครัวของสถานศึกษาได้ตามอัธยาศัยแล้ว เจ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มปฏิบัติการปฏิวัติอาหารทันที ในเย็นวันนั้นเองนางอ้างกับท่านอาจารย์หยางว่าจะขอลองเตรียมอาหารมื้อเย็นสำหรับพี่น้องของนางก่อนเพื่อทดสอบครัวดังนั้นเมื่อได้กุญแจครัวเล็ก... ซึ่งเป็นครัวแยกสำหรับอาจารย์ที่อยู่ติดกับโรงอาหารใหญ่มาอยู่ในมือ เด็กหญิงก็สั่งให้เสี่ยวชิงไปตระเตรียมถ่านและฟืน ส่วนตนเองก็เข้าไปสำรวจด้านในครัวตามลำพัง‘ชุนหยา เจ้าพร้อมหรือไม่’ นางเอ่ยถามภูตน้อยทันทีที่ประตูปิดลง‘พร้อมเจ้าค่ะ! ว่าแต่นายท่านต้องการสิ่งใดในมิติบ้างหรือเจ้าคะ’‘ข้าอยากได้ไก่หมักสูตรไก่ทอดผู้พัน... ซี่โครงหมูหั่นขนาดพอดีคำ... มันฝรั่งสำหรับตุ๋น มะเขือเทศกับไข่... และที่สำคัญ สาลี่กับเห็ดหูหนูขาวสำหรับของหวาน! เจ้าเตรียมให้ข้าได้หรือไม่’‘เรื่องแค่นี้เองสบายมากเจ้าค่ะ นายท่านไว้ใจชุนหยาได้เลย’เพียงพริบตาเดียวจบคำของภูตน้อยไม่นาน บนโต๊ะเตรียมอาหารที่ว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศที่ถูกเตรียมไว้มีทั้งไก่ที่ถูกหั่นเป็นชิ้น... หมักด้วยเครื่องเทศจนเข้าเนื
ทว่ายังไม่ทันที่เมิ่งหย่าฉีจะได้ตอบรับ เสียงของอาจารย์ หยางซือเจ๋อก็ได้ดังขึ้นมาเสียก่อนอย่างตื่นเต้น“ศิษย์น้อยเวยเวย เจ้าสนใจมาเป็นผู้ช่วยสอนของอาจารย์หรือไม่”คำถามนี้ของเขา ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กทั้งสองหยุดชะงักแต่ยังทำให้ทั้งโรงอาหารที่กำลังเริ่มจะกลับสู่สภาวะปกติต้องเงียบกริบลงอีกครั้ง! เหล่าศิษย์พี่ที่เพิ่งจะจ่ายเงินพนันกันเสร็จถึงกับหันขวับกลับมามองทางคนทั้งสามเป็นตาเดียว!“ผู้ช่วยสอน... หรือเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยทวนคำอย่างงุนงง‘ชุนหยาดูเหมือนว่าชีวิตอันสงบสุขของข้ากำลังจะจบลงแล้ว’‘นายท่านเจ้าขา ชุนหยาคิดว่านายท่านจะรู้ตั้งแต่รับคำท้าแล้วนะเจ้าคะ’ คำตอบของชุนหยาทำให้เสิ่นหลิวเวยอยากเอามือก่ายหน้าผาก‘สำนึกตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว’ เจ้าตัวอยากจะหลั่งน้ำตา“ใช่!” หยางซือเจ๋อพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า“ข้าเป็นอาจารย์มาจนอายุขนาดนี้ บอกตามตรงว่าข้ายังไม่เคยเห็นวิธีการคำนวณที่รวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้มาก่อนในชีวิต! วิชาคำนวณในใจของเจ้ามันคือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ดังนั้นข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยข้าอาจารย์เ
ความเงียบเข้าปกคลุมโรงอาหาร สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปทางเขาเป็นตาเดียว“จงฟังให้ดี... พ่อค้าผู้หนึ่งมีไข่ไก่ในตะกร้าสิบแปดฟอง เขาเดินไปที่ตลาด ซื้อไข่ไก่เพิ่มมาอีกหกสิบเจ็ดฟอง แต่ระหว่างทางกลับบ้านเกิดสะดุดล้ม ทำไข่แตกไปสามสิบสองฟองขอถามว่า... บัดนี้พ่อค้าผู้นี้เหลือไข่ไก่อยู่กี่ฟอง!”โจทย์บวกลบที่ถูกเล่าเป็นเรื่องราวนี้ ทำให้เมิ่งหย่าฉีรีบนำลูกคิดของตนขึ้นมาทันที นิ้วของนางดีดอย่างรวดเร็ว... ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก...“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ!” นางตะโกนตอบออกมาอย่างมั่นใจในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ!แต่เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกันกับนาง... ก็คือเสียงเล็กใสของเสิ่นหลิวเวย“ห้าสิบสามฟองเจ้าค่ะ”อาจารย์หยางเลิกคิ้วสูง! เร็วเท่ากัน! “ถูกต้องทั้งคู่! ข้อนี้เสมอกัน!”“โธ่เอ๊ย!” เสียงโอดครวญจากกลุ่มศิษย์พี่ที่ลงพนันดังขึ้นเบา ๆเมิ่งหย่าฉีหันไปมองหลิวเวยด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อย (บังเอิญน่ะสิ! โจทย์ข้อนี้นับว่ายังง่ายไป!)“โจทย์ข้อที่สอง... ยากขึ้นมาหน่อย” เสียงของหยางซือเจ๋อกล่าวต่อ“จงฟังให้ดี... ช่างทอผ้าผู้หนึ่ง ทอผ้าไหม
เสิ่นหลิวเวยมองฝูงชนที่กำลังยืนน้ำลายสออยู่หน้าประตูอย่างกับซอมบี้... แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา“เอาละทุกท่าน!” นางตะโกนเสียงใส “ในเมื่อมากันถึงที่นี่แล้ว... วันนี้เวยเวยจะเลี้ยงเอง!”สิ้นคำประกาศนี้ของคนตัวเล็ก... เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังกึกก้องไปทั่วหน้าประตูห้องครัวเล็กแห่งนี้“แต่ว่า!” นางยกมือขึ้นห้าม “ของอร่อยมีจำกัด! ไก่ที่ข้าเตรียมมามีไม่พอสำหรับทุกคนแน่ ๆ!” คำพูดนี้ของนางทำให้ทุกคนหน้าสลดลงทันที“แต่...” นางฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้าหากทุกท่านอยากกิน... ก็ต้องมาช่วยกันทำ!”“ได้เลย” แม้ว่าเหล่าศิษย์ในสำนักศึกษาเหล่านี้จะไม่เคยทำอาหารก็ตาม ทว่าด้วยทนความยั่วยวนจากกลิ่นหอมของอาหารไม่ไหว ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่รับปากออกมาอย่างลืมตัว“ถ้าอย่างนั้น ทุกคนรอกันอยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยพูดขึ้น‘ชุนหยารีบนำไก่หมักออกมาเพิ่มเร็วเข้า เอามาให้พอกับจำนวนคนนะ’‘ได้เลยเจ้าค่ะ นายท่าน’ สิ้นคำพูดของภูตน้อย ไก่หลายอ่างดินเผาพร้อมกับแป้งในอ่างอีกจำนวนหนึ่งก็ปรากฏออกมา“น้องเล็ก เจ้าเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนไหนกัน” เส
ไม่นานหลังจากวันที่เหล่าพี่น้องบ้านเสิ่นไปสมัครเรียน ในที่สุดวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ของสถานศึกษาไห่เหวินซู เยวียนก็มาถึง...บรรยากาศในยามเช้าของวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ รถม้าหรูหราหลายคันจอดเรียงรายอยู่เบื้องหน้าประตูทางเข้า เหล่าคุณชายและคุณหนูในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีต่างทยอยกันลงจากรถม้า พร้อมกับบ่าวรับใช้ที่หอบหิ้วหีบเสื้อผ้าและตำราตามหลังมาเป็นพรวนแม้ว่าสำนักศึกษาจะอยู่ภายในตัวมณฑลตงไห่ ทว่าตามกฎระเบียบของที่นี่ เหล่าว่าที่บัณฑิตทุกคนจำเป็นต้องอยู่ในหอพักของสถานศึกษา ซึ่งหากจะให้เสิ่นหลิวเวยเปรียบเปรย ที่แห่งนี้ก็เหมือนกับโรงเรียนประจำชั้นสูงนั่นเองจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็สุดจะรู้ที่ในยุคนี้ผู้คนไม่นิยมส่งบุตรหลานมาเรียน อีกทั้งยังไม่มีการบังคับเรื่องการศึกษาจึงทำให้ชาวบ้านหรือแม้แต่คนชั้นสูงบางครอบครัวไม่คิดว่าการศึกษาสำคัญ ยกเว้นครอบครัวนั้นต้องการจะให้บุตรหลานสอบรับราชการ หรือไม่ก็หากเป็นสตรีก็หวังจะให้นางแต่งกับคนชั้นสูงเพื่อสร้างฐานะให้แก่ครอบครัวดังนั้นแม้ว่าที่แห่งนี้จะเป็นสถานศึกษากินนอนก็ทำให้ห้องพักยังมีเพียงพอ ซึ่งเสิ่







