Share

บทที่ 2

last update Tanggal publikasi: 2025-12-15 23:23:37

“สตรีไร้ยางอาย!!”

เสียงด่าทอในมโนสำนึก ทำให้ร่างที่อ่อนล้าโรยแรงจากอาการป่วยย่ำแย่ลง นางส่ายหัวไปมาพร้อมกับยกมือผลักไสในความมืดมิดจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า หมอกสีขาวปกคลุมจนต้องยกมือปัดไปมาให้มันจางลง แต่ทว่ากลับยิ่งหนาขึ้น พร้อมกับความเยือกเย็นราวกับถูกแช่แข็งในภูเขาหิมะพันปีอันหนาวเหน็บ

“ท่านแม่...ท่านแม่ตื่นสิ...ตื่นก่อน” เสียงเด็กหญิงพลันทำให้นางที่กำลังดิ้นรนหยุดนิ่งสงบลง นางเงี่ยหูฟังอีกหนว่าเสียงที่เรียกนั้นคือเสียงของผู้ใดกัน

“พี่ใหญ่...ท่านแม่ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” หลิงหลงถามพี่ชายฝาแฝดของตัวเอง ที่นั่งชะโงกหน้าเอามืออังหน้าผากท่านแม่แล้วยกอีกมื้อป้อม ๆ อังที่หน้าผากตัวเองใบหน้าครุ่นคิดจนคิ้วขมวดเป็นปมแน่น

“ตัวไม่ร้อนเหมือนเมื่อครู่แล้ว” แม้ในใจหลิงเผิง

จะหวาดกลัว แต่เขาต้องเข้มแข็งเพื่อน้องสาวคนเดียวของเขา เขาไม่อยากเห็นน้องสาวร้องไห้อีกแล้ว

เสียงพี่น้องคุยกันทำให้หยางหยู่เฟยขมวดคิ้ว แม้จะพยายามหาทางออกจากกลุ่มหมอกควันหนาทึบนี้ แต่ก็หาทางออกไม่พบ จนเมื่อมีเสียงหนึ่งที่แว่วดังเข้ามากระทบโสตประสาทการได้ยินของนาง

ลืมความรัก ลืมความแค้น ลืมว่าใครเคยร้ายกับเจ้า ใช้ชีวิตของเจ้าที่เหลือจากนี้ให้ดีก็พอ

“ใคร...นั่นเสียงใคร” หยางหยู่เฟยตะโกนใส่ในความมืด ที่นางมองไม่เห็นร่างเงาของผู้ใดเลย มีแต่เสียงสะท้อนคล้ายกับระฆังดังหง่างเหง่ง วังเวงราวกับเป็นเสียงเพรียกจากนรก...

"ท่านแม่...ข้าหลิงเผิงบุตรชายของท่าน" หลิงเผิง

ยกมือที่เย็นชืดของมารดาทาบที่แก้มป่องของตนเอง แม้จะพยายามเข้มแข็งไม่ให้น้ำตาหลั่งลงมาเท่าใด แต่เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กสี่หนาวที่ต้องการมารดา แม้บิดาของเขาจะไม่มี

ก็ตาม

นางคือความอบอุ่นเดียวที่ทำให้เขาทนทุกการดูถูกของลูกชาวบ้าน ในหมู่บ้านใกล้สุสานตระกูลเยียน เขายอมให้คนหยามเกียรติ แต่จะไม่ทนหากมารดาหนึ่งเดียวของตนต้องจากไป

“ลูก...ลูก...ลูก ฮึก!” หลังจากนางเดินวนจนหมุนรอบตัวแล้วเกิดแรงเหวี่ยงมหาศาล ผลักนางขึ้นมาจากความมืดมิด ดวงตาที่เคยหลับค่อย ๆ ปรือขึ้นมองสิ่งรอบกาย จากนั้นนางจึงเห็นว่ามีเด็กสองคนที่อยู่ข้าง ๆ โดยมีเด็กชายและหญิง ใบหน้าพวกเขามอมแมมเล็กน้อย คล้ายกับยังไม่ได้อาบน้ำ

“ท่านแม่ฟื้นแล้ว”

เสียงตื่นเต้นดีใจของหลิงหลงดังขึ้น พร้อมกับน้ำตาที่หยดแหมะที่มือของนาง นางมองซ้ายขวาเพื่อตั้งสติพลันเรื่องราวชาติที่ผ่านมา เป็นเหมือนความฝันอันยาวนานของนาง ก็ค่อย ๆ หลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำ จนทำให้นางรู้สึกเวียนหัว

ลูก...ลูกยังอยู่กับนาง ลูกคือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่

ในชีวิต ลูกคือความหวังเดียวของนาง

ดวงตาที่พร่าเลือนจากหยาดน้ำใส ๆ ทำให้มองเด็กทั้งสองไม่ชัดนัก นางดึงทั้งคู่เข้ามากอดพร้อมกับภาพที่เห็นพวกเขาถูกบิดาไร้คุณธรรมสังหารกับมือ

แต่นางจำหน้าเขาผู้นั้นไม่ได้ ความทรงจำของนางเห็นเพียงลาดไหล่กว้าง ความสูงราวแปดฉื่อ กับหยาดน้ำตาหนึ่งหยดที่ไหลตรงปลายคาง...

‘ข้าจำใบหน้าเขาไม่ได้สินะ นี่หรือโอกาสที่นางได้รับอีกครั้ง เช่นนั้นนางของแก้ไขชีวิตของนางด้วยตนเองเถิด’

ผ่านมาสามวันแล้ว นางนั่งคิดทบทวนหลังกล่อมให้ลูกชายลูกสาวนอนกลางวัน ตัวตนของนางคือองค์หญิงผู้กำเนิดในครรภ์กุ้ยเฟยของอดีตฮ่องเต้ ‘ฮันจงตี้’ โดยมีมารดาคือ ‘หวังจื่อ’ กุ้ยเฟยที่มาจากตระกูลหวัง แต่หลังจากเสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ ก็เกิดการแย่งชิงบัลลังก์กันขึ้น

พี่น้องของนางล้วนถูกส่งตัวแตกแยกออกไป ผู้ที่เป็นชายโดนขับให้อยู่ไกลจากเมืองหลวง ไม่ให้กลับมาอีกตลอดชั่วชีวิต ป้องกันการก่อกบฏซ้ำแย่งบัลลังก์คืนจากเสด็จอาของนาง เหล่าสตรีหากไม่สมรสไปต่างแคว้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ก็ส่งไปแต่งงานกับตระกูลเล็กใหญ่แล้วแต่เสด็จอาของนางจะจัดการ

นางที่เป็นองค์หญิงซึ่งกำเนิดจากกุ้ยเฟย จึงได้รับเกียรติอยู่เล็กน้อย ให้แต่งเข้าตระกูลเยียนของเยียนอ๋อง

โดยบุตรชายหนึ่งเดียวนามว่าเยียนอ๋องซื่อจื่อหรือเยียน-

เหรินเข้าพิธีกับนางแต่โดยดีไม่ขัดขืน

ความสัมพันธ์ของตระกูลเยียนนางรับรู้ดีว่าเยียนอ๋องต้องการเอาใจเสด็จอาของนางที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ จึงรับพระราชทานสมรส แต่ทว่าท่านหญิงเหอมารดาของเยียน-

เหรินไม่คิดแค่เอาใจฮ่องเต้เท่านั้น นางมีเชื้อสายตระกูลหวังที่มั่นคงมายาวนาน หวังเชื่อมสัมพันธ์เพื่อส่งให้บุตรชายเป็นใหญ่ในราชสำนักภายหน้า

ท่านหญิงเหอต้องการให้นางท้องจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้นางและเยียนเหรินเข้าใจกัน แต่นางเป็นสตรีก็ไม่อาจถามถึงความไม่พอใจได้ เพราะเกรงจะทำให้เขาขุ่นเคืองมากขึ้น ได้แต่เป็นชายาที่ดีตั้งใจดูแลเรือนรอคอยสามีกลับบ้านทุกเมื่อเชื่อวัน

นางแต่งเข้ามามีสาวใช้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจเพียงคนเดียว คือ ‘หวงตานตาน’ ดังนั้นมีเรื่องอันใดนางจะเล่าให้หวงตาน-ตานฟังทั้งหมด แต่นางก็จิตใจดีเกินไปและใจอ่อนไว้ใจ

คนง่าย จนไม่รู้ว่าสาวใช้ของนางกำลังหักหลัง

นางก็ไม่เคยดูแคลนหวงตานตานเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่ามูลเหตุครั้งนี้เกิดเพราะเหตุใดกัน และนั่นคือสิ่งที่นางอยากรู้ที่สุด

ต่อมาคือจดหมายที่ทำจากกระดาษชวนจื่อ กระดาษที่ใช้ภายในกองทัพมาอยู่ในห้องนางได้อย่างไร อีกทั้งถ้อยคำน่าเกลียดเหล่านั้นอีก นางเคยพบแม่ทัพเหออยู่ครั้งหนึ่ง

ก็ตอนแต่งงาน แล้วมีงานเลี้ยงในจวนตระกูลเยียน แต่เป็นงานเลี้ยงแบ่งแยกชายหญิง นางไม่เคยทักหรือพูดคุยสักคำ ทั้งท่านแม่ทัพก็ดูสุขุมไม่แสดงความเจ้าชู้กับสตรีใดออกมาให้เห็น

ที่สำคัญกว่าอื่นใดคือ ‘เขาคือญาติฝ่ายมารดาของสามี’ ดังนั้นมีเหตุผลอันใดที่คนใส่ร้ายพุ่งเป้าไปยังแม่ทัพเหอและนาง โอกาสและความเป็นไปได้แทบเป็นศูนย์ แต่คนที่เป็นสามีไม่รู้เกิดมาไร้สมองตรึกตรองหรืออย่างไร เชื่อเพียงเศษกระดาษกับคำโป้ปดของบ่าวคนหนึ่ง แล้วก็ส่งนางมายังสุสานร้างของตระกูลเยียนเพื่อดับโทสะในใจ

‘เหอะ...พูดไปก็เจ็บใจเปล่า ๆ ไม่สู้หลังจากนี้ นางจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกชายและลูกสาวหรอกรึ’

องค์หญิงหยางหยู่เฟยเช่นนางเคยหวังว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมารับนางและบอกว่าเข้าใจผิด นางยินดีอภัยและกลับไปเป็นภรรยาของเขา อยู่เลี้ยงดูบุตรชายและบุตรสาวให้เขาอย่างดี

แต่รอมาจนห้าปี บัดนี้ลูกสาวและลูกชายของนางเติบโตขึ้นแล้ว แต่ครั้งนี้นางจะไม่เดินกลับทางเก่าที่เส้นทางเต็มไปด้วยขวากหนาม มีจุดหมายคือปากเหวมีความตายรออยู่เบื้องหน้า และมีนรกเป็นที่สิ้นสุดอีกแล้ว

“สุสานตระกูลเยียนหาใช่สุสานบิดาของข้า ช่างมารดามันเถอะ! ใครอยากเฝ้าก็เฝ้า อยากอยู่ก็อยู่ ข้ากับลูกจะไป”

เมื่อทบทวนเรื่องทุกอย่างดีแล้ว นางจึงหยิบไม้กับถ่านขึ้นมาวาดแผนที่ในหัวที่เคยแอบไปเล่นในห้องทรงอักษรของเสด็จพ่อ นางจำได้ว่าแคว้นชิ่งประกอบด้วยสี่เมืองหลัก คือ ฉางอัน เสี้ยนหยาง ไท่สุ่ย และลั่วหยาง โดยมีสามเมืองติดทะเล มีเพียงเสี้ยนหยางเมืองเดียวที่ไม่ติดทะเล เมื่อคิดอย่างรอบครอบ ฉางอันคือเมืองหลวงการเดินทางจากเหนือลงใต้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งแรงและเงินจำนวนมาก

นางมีตั๋วและเงินเพียงสองร้อยตำลึง ที่ตอนถูกทำโทษนั้นมีติดกายอยู่ในถุงหอม ซึ่งเป็นของที่มารดาทำให้ แล้วมารดาก็ใส่ตั๋วแลกเงินไว้ให้นางด้วยเผื่อยามฉุกเฉิน

แต่ก่อนไม่เคยคิดว่าองค์หญิงเช่นนางจะตกต่ำต้องใช้ตั๋วแลกเงินนี้สักครั้งจนเกือบลืมไปแล้ว นางใช้มันแลกเงินมาดูแลลูกตลอดห้าปีหมดไปเกือบครึ่ง แต่ก็ยังเหลืออีกร้อยกว่าตำลึง เพราะใช้กับยารักษาโรคเป็นส่วนมาก จึงทำให้ใช้ออกไปไม่น้อย

ร้อยตำลึงกว่า ๆ ที่เหลือนี้ยังไม่รวมใช้ตั้งตัวให้กับตัวเอง ดังนั้นเมืองเสี้ยนหยางที่เป็นเมืองรองน่าจะเป็นเมืองที่พวกนางแม่ลูกจะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

หลังตื่นนอนตอนบ่ายหลิงเผิงก็สะพายตะกร้าสานขึ้นหลัง เขาจะไปเก็บฟืนรอบ ๆ ป่าให้ท่านแม่ แต่หยางหยู่-เฟยเห็นจึงห้ามเขาเอาไว้

“หลิงเผิงนั่นเจ้าจะไปที่ใด”

“เก็บฟืนขอรับท่านแม่ ท่านเพิ่งฟื้นไข้ให้ข้าทำงานช่วยท่านเถิด”

หยางหยู่เฟยเห็นความไร้เดียงสาและความเข้มแข็งในแววตาของเด็กน้อยผู้นี้ นางไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดได้อย่างไร

ที่เลี้ยงดูพวกเขาให้เป็นจอมวายร้ายคิดฆ่าบิดาตัวเอง

เพื่อล้างแค้นให้กับนาง

“เจ้าเป็นเด็กดีของแม่นัก มานี่เถอะไม่ต้องไปเก็บแล้วฟืน มาช่วยแม่เก็บของพวกเราจะไปจากที่นี่พรุ่งนี้”

หลิงเผิงคิดว่าตัวเองหูฝาด นี่ท่านแม่พูดจริงหรือหลอกให้เขาดีใจกันแน่ เขารังเกียจที่สุดการนอนอยู่ใกล้สุสาน เด็กคนอื่นในหมู่บ้านรอบสุสานชอบคิดว่าเขาเป็นพวกภูตผีมักล้อเขาเสมอ แม้เจ็บปวดใจแต่เขาอดกลั้นมาตลอด

ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับท่านแม่

มาวันนี้เหมือนฝันของหลิงเผิงจะเป็นจริง

“ท่านแม่...เราจะไปจากที่นี่ได้หรือขอรับ ท่านไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่” หลิงเผิงวิ่งไปกอดขามารดา ตนเองสูงเพียงเลยเข่าของนางมาเท่านั้น พร้อมกับน้ำตาแห่งความดีใจหลั่งออกมา

คนเป็นแม่อย่างนางอดสงสารลูกไม่ได้ เพราะความหวังในจิตใจเพียงเล็ก ๆ มันสร้างบาดแผลให้กับลูกชายของนาง นางหวังให้สามีหายโกรธนาง ทั้งที่นางไร้ความผิด

‘นางรักเขาหรือ’

เหอะ...มันน่าสมเพชจริง ๆ รักบุรุษชั่วช้าผู้นั้นได้อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็อยากฆ่านางกับลูกให้ตายอยู่ดี บัดนี้ใบหน้าของเขานางก็ลืมเลือนไปแล้ว มีอะไรให้ต้องอาวรณ์อยู่ที่นี่อีกเล่า

“ใช่ เราจะไปเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ อยู่ด้วยกันแม่ลูก

ที่เสี้ยนหยาง”

ชั่วชีวิตนางอยู่แต่เมืองหลวงฉางอัน ไม่เคยไปที่ใดเลยนอกจากสุสานตระกูลเยียน ครั้งนี้นางจะไปเมืองอื่นเป็นครั้งแรก หวังว่าชีวิตใหม่ของนางจะมอบอะไรดี ๆ ให้นางบ้าง

หลิงหลงที่ตื่นนอนทีหลังเพิ่งรับรู้จากพี่ชายก็กระโดดดีใจ นางกลัวที่จะอยู่ที่นี่ นางไม่อยากนอนใกล้กับหลุมศพเหล่านี้ นางอยากมีบ้านสักหลังอยู่กับท่านแม่กินข้าวพร้อมหน้า นางหวังเพียงเท่านั้นจริง ๆ

รุ่งขึ้นรถม้าที่นางตัดใจไปจ้างมา ก็มารับพวกนางสามแม่ลูก หลิงเผิงจับเอาไก่ใส่เล้าไปด้วย เขาเอาข้าวไปหลอกล่อมันมาจากชายป่า ทุกวันได้กินไข่จากแม่ไก่เหล่านี้ทำให้เขาเติบโต ตอนนี้เขาจะย้ายไปเมืองอื่นก็จะนำมันไปด้วย

ท้ายรถมีข้าวของสามแม่ลูกหนึ่งหีบกับไก่อีกสามตัวภายในรถม้ามีสามแม่ลูกนั่งอยู่ โดยท่านลุงที่จ้างไปส่งนั้นเป็นท่านลุงใจดีที่มีรถม้ารับส่งคน ทำให้ภายในใจหลิงเผิงรู้สึกดีนัก

‘เขารอวันนี้มานาน’

“อาเฟย เจ้าอยู่ที่นี่มาก็หลายปี ไปต่างเมืองครั้งแรกจะไม่เป็นไรหรือ” ท่านลุงกู่ถามพวกนางแม่ลูกอย่างเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าอยากให้ลูก ๆ เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดีสักหน่อย หากข้ามีกำลังมากพออยากให้เขาได้ร่ำเรียนมีความรู้” อดีตนางเป็นองค์หญิง แต่ไม่มีใครรู้ฐานะของนาง ทุกคนรู้เพียงนางเป็นคนที่ตระกูลเยียนส่งมาเฝ้าสุสานเท่านั้น

“เช่นนั้นก็อวยพรพวกเจ้าให้โชคดี เดินทางจากที่นี่ไปก็น่าจะราวห้าวัน ข้าจะเลือกเส้นทางหลวงจะได้ไม่เป็นอันตราย”

การเดินทางไปต่างเมืองควรเดินทางเป็นขบวนใหญ่ นางลืมข้อนี้ไปจริง ๆ เพราะอาจจะมีโจรชุกชุมได้ แต่หากเป็นถนนหลวงนางก็เบาใจ เพราะอดีตเสด็จพ่อของนางได้เคยวางกำลังทหารดูแลราษฎรไว้ตลอดเส้นทาง ทำให้การสัญจรไร้โจรปล้นฆ่า ทำให้เหล่าคาราวานพ่อค้าและคนเดินทางปลอดภัย

แต่เมื่อถึงด่านตรวจระหว่างเมืองฉางอันเขตติดต่อของเสี้ยนหยางจำต้องตรวจทะเบียนครัวเรือน นางไม่เคยเดินทางด้วยตนเองมาก่อนจึงไม่รู้ว่าต้องมีด้วย

“อาเฟยข้างหน้ามีตรวจทะเบียนครัวเรือนแล้ว เจ้ามีหรือไม่”

“ท่านลุงกู่ทำอย่างไรดี ข้าไม่ได้เตรียมมาด้วยเจ้าค่ะ” นางไปขอเอกสารที่อำเภอไม่ได้ หาไม่ตระกูลเยียนก็จะรู้ว่านางยังรอดชีวิต ทั้งมีลูกสองคนที่ใบหน้าราวกับบิดาถอดออกมา ไม่แน่ว่านางกับลูกอาจไม่ปลอดภัย

“เช่นนั้นก็แย่แล้ว” ลุงกู่ปาดเหงื่อพูดอย่างจนใจ

ป้ายผ่านขององค์ชายองค์หญิงมีติดตัวด้วยกันทุกคน และนางก็ยังเก็บเอาไว้เสมอ จากตอนแรกคิดว่าชีวิตนี้ไม่ต้องใช้มันแล้ว แต่คราวนี้เห็นที่ต้องใช้

นางดึงป้ายที่ติดอยู่ที่เอวมาถือเอาไว้ จากนั้นเปิดรถม้าให้คนตรวจค้นพร้อมกับยื่นให้ทหารผู้ตรวจ ภาวนาว่าอย่าเพิ่งยกเลิกป้ายผ่านทางนี้เลยนะ

ทหารมองป้ายกับมองนางสองแม่ลูกแล้วก็โค้งเล็กน้อย จากนั้นก็ปล่อยพวกนางออกไป ทำให้หยางหยู่เฟย โล่งอก เอาไว้เมื่อถึงเมืองเสี้ยนหยางได้ที่อยู่เป็นหลักแหล่งนางจะไปขอทะเบียนครัวเรือนด้วยตนเอง

คล้อยหลังรถม้าผ่านไป นกพิราบสื่อสารก็ส่งไปยังกองทัพตระกูลเหอ คนที่ได้รับจดหมายคลี่ออกแล้วอ่านอักษรเพียงไม่กี่ตัวแล้วจุดไฟเผาทิ้งเสีย

“เมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะปกป้องเจ้าให้เอง!”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 64

    “ใช่แล้ว ดื่มแล้วผิวพรรณผุดผ่อง เลือดลมเดินได้ดี และที่สำคัญทำให้อ่อนเยาว์ขึ้นด้วย” นี่คือเคล็ดลับของนาง และย่อมขายดีให้หมู่สตรีแน่ ๆ นางคิดเอาไว้เช่นนั้น “เช่นนั้นเจ้าดื่มเยอะ ๆ ดีหรือไม่ จะได้ยวนใจข้า บ่อย ๆ ดูสิข้าขยันไถนาทุกวัน เหตุใดเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไถยังไม่งอกเงยเสียที” เขาเอามือลู

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 63

    เสี้ยนหยางอ๋องหลบหน้าลูกสาวออกมา จนเมื่อได้เวลารับรางวัล เขาจึงต้องกลับมาประทานรางวัลให้ โดยผู้ชนะมีสุราชั้นดีสิบไห ไข่ไก่อีกหนึ่งร้อยฟอง เงินรางวัลยี่สิบตำลึง และได้รับขึ้นทะเบียนเป็นทหารสังกัดกองทัพรักษาเมืองเสี้ยนหยางทันที “เก่งมาก นี่โจวอวิ๋นจือเป็นรองแม่ทัพ ให้เขาช่วยชี้แนะเจ้าเถิด”

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 62

    หลังจากนางรั้งสามีให้อยู่กับตัวเอง ก็คิดถึงอยากจ้างขอทานเหล่านั้นให้มาทำงานที่ในสวนปศุสัตว์ของหลิงเผิง และนางก็จะเปิดหอสุราเหอเหมยลู่และรับแรงงานอีกทาง “ท่านอ๋องเจ้าค่ะ ข้าจะเปิดหอสุรา รับคนงานพวกขอทาน พวกเขาจะได้ลืมตาอ้าปากได้” เสี้ยนหยางอ๋องที่กอดประคองภรรยาอยู่ในอ้อมกอด กดจมูกที่ขมับของน

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 61

    ฤดูหนาวผ่านไปสวนปศุสัตว์ของหลิงเผิงเป็นรูปเป็นร่าง สองแฝดได้นำชื่อเข้าผังตระกูลเหอ และเป็นลูกชายและลูกสาวลำดับที่หนึ่งและสองของเขาอีกด้วย ทุกวันหลิงเผิงมักจะออกไปตรวจสวนปศุสัตว์เลี้ยงตระกูลเหอ ที่มีสัตว์แปลก ๆ มากมายพื้นที่ของปศุสัตว์ แห่งนี้มีถึงหนึ่งร้อยหมู่ นอกจากไก่ไข่ที่เป็นของขึ้นชื่

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 60

    จากนั้นเมื่อรถหยุดพักทานอาหารเที่ยงริมลำธารนางจึงออกไปล้างหน้าล้างตา รู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้าทั้งที่อากาศเริ่มเย็นแล้วแท้ ๆ เมื่อมาถึงก็เห็นหน้าของสามีเคร่งเครียด โดยมี โจวฝานยืนรอรับบัญชาอยู่ใกล้ ๆ นางจึงเดินเข้าไปถามเขา “เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะท่านอ๋อง” “หวงตานตานหนีไป

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 59

    คฑาหรูอี้หนึ่งคู่ทำจากทองคำประดับด้วยหยก สีเขียวมรกตสว่างยามต้องแสง วางประดับอยู่ในเรือนของ ทั้งคู่ แน่นอนว่าเป็นของขวัญล้ำค่าจากเหอฮองเฮาที่อยากอวยพรให้ทั้งคู่สมความปรารถนา เหอจื่อหยางและหยาง- หยู่เฟยยืนมองของขวัญที่ทั้งคู่ชื่นชอบและเก็บเอาไว้ใกล้ ๆ วันนี้ครบสามวันแล้วหลังจากแต่งงานงาน

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 11

    ดวงหน้าหล่อเหลาราวหยกแกะสลักมองนางอย่าง ใจเย็น ทั้งอยากรู้ว่านางต้องการถามสิ่งใด ท่าทางเหมือนนางอยากถามแต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา “อยากรู้อันใดเกี่ยวกับข้าพูดมาเถิด” ใบหน้าแสร้งทำของเขายังแนบเนียน จนคิดว่าตนเองพัฒนาขึ้นแล้ว จากเมื่อก่อนที่โกหกไม่เก่ง แม้ภายในใจจะกำลังยิ้มเยาะนาง แต่ใบหน้

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 10

    หยางหยู่เฟยได้ฟังแล้วพลันรู้สึกสบายใจ อย่างน้อยเขาก็คงไม่ได้สังเกตว่าเมื่อครู่นางทำเรื่องน่าอายถึงขนาดกล้าสูดกลิ่นบุรุษ แม้มันจะหอมชื่นใจแต่นางก็ไม่สมควร ดังนั้นนางจึงสลัดยางอายทิ้ง ลืมความซุ่มซ่ามชั่วครู่เปลี่ยนเป็นชวนเขากินข้าวเย็นที่บ้านของนางแทน เพราะต้องการอยากรู้ว่าเรื่องท่านหญิงเหอ ผู้เป็นอดี

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 9

    ลานด้านนอกของเรือนพักของหยางหยู่เฟยมีศาลาใกล้สระน้ำเล็ก ๆ เอาไว้นั่งดื่มชา เสียงครืน ๆ ของฟ้ายามฝนใกล้หยุด ทำให้เกิดอารมณ์ผ่อนคลายคล้ายอยากพักผ่อน แต่ไม่ใช่สองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงศาลาด้านนอก โจวฝานได้รับพิราบสื่อสารหลังฝนตกหนัก คาดว่าเพราะฝนตกหนักจึงทำให้ข่าวสารล่าช้าไปบ้าง แต่ก็คะเน ได้จากร

  • ช่างมารดามันเถอะใครเฝ้าก็เฝ้า   บทที่ 8

    จะเป็นบ่อยขอรับ แต่ท่านแม่บอกว่าไม่เป็นอันใด จนเมื่อก่อนจะย้ายมาที่นี่ท่านแม่ป่วยหนักแทบไม่รู้สึกตัว โชคดีที่มีท่านลุงใจดีในหมู่บ้านจัดหายาให้จึงรอดมาได้ขอรับ” น้ำเสียงเจือด้วยความกังวลของหลิงเผิง ทำให้หัวใจของคนฟังบีบคั้น อีกครั้ง นางต้องทนทุกข์ทรมานร่างกายมานานเท่าไหร่กัน “ท่านแม่จะเป็นอ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status