Mag-log inหลังจากทุกคนกลับออกไปแล้ว ยักษ์เดินไปปิดประตูหน้าร้าน ก่อนจะหมุนลูกกุญแจล็อกประตู กดสวิตช์ปิดไฟหลัก ปล่อยให้แสงจากป้ายหน้าร้านส่องผ่านกระจกเข้ามาเพียงเล็กน้อย พื้นที่เงียบลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจของเขากับเธอ ยักษ์หันมามองยาหยีที่ยังยืนอยู่กลางร้านด้วยสายตาละล้าละลัง
“มาครับน้องยาหยี เดี๋ยวเฮียพาไปสักในห้องไพรเวตแทนนะ จะได้สะดวก ไม่ต้องกังวลหากมีคนเดินผ่าน” เขาผายมือไปทางประตูอีกบานที่นำไปสู่ด้านในร้าน
ยาหยีพยักหน้ารับแต่ยังเหลือบตามองไปรอบๆ แววตาฉายแวววิตก แม้เธอจะไม่ได้เอ่ยถามออกมาตรงๆ แต่สีหน้าที่แสดงออกชัดเจนทำให้ยักษ์สังเกตเห็นได้ไม่ยาก เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“เอาหน่า เฮียไม่ได้จะทำให้หนูกลัวหรอกนะ แต่ว่าบางครั้งการสักในจุดที่อยู่ใต้ร่มผ้า ถ้าทำที่เตียงข้างนอกนี่ก็คงจะไม่เหมาะ เฮียต้องป้องกันไม่ให้มันดูประเจิดประเจ้อ และก็เพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกค้าด้วย อีกอย่างถ้ามีคนเดินผ่านไปผ่านมาแล้วมองเข้ามาเห็น คงไม่ดีแน่ๆ เฮียเลยคิดว่าเราควรจะเข้าไปสักกันในนั้นดีกว่า” เขาพูดพลางเดินไปหยิบอุปกรณ์ จัดแจงเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการสัก
“แล้ว...เฮียจะทำอะไรหนูรึเปล่าคะ” ยาหยีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา เล่นเอายักษ์หัวเราะขำกับความเถรตรงของเธอ
“ทำไม หนูกลัวเฮียเหรอ”
เธอพยักหน้ารับโดยไม่ลังเล ดวงตากลมใสฉายแววระแวงปนหวาดหวั่นเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆ ไม่ต้องกลัวหรอก เฮียไม่ทำอะไรหนูแน่นอน พี่ชายของหนูน่ากลัวขนาดนั้น เฮียยังไม่อยากโดนกระทืบตายหรอกนะ” เขาพูดพลางหัวเราะขำ ก่อนจะเดินไปเตรียมอุปกรณ์สักต่ออย่างใจเย็น
ยาหยีได้ยินดังนั้นก็หลุดขำก๊ากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เฮียพูดอะไรเนี่ย! พี่ชายหนูไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นนะ เขาใจดีมากๆ ต่างหากล่ะ แต่พอดีหน้าตาเขาดูโหดๆ หนวดเคราครึ้มๆ เลยดูเหมือนโจรไปหน่อยก็แค่นั้นเอง”
“เฮียก็พอรู้แหละว่าเฮียยอดแกใจดี แต่ยังไงก็ยังน่ากลัวอยู่ดี ไม่ใช่แค่หน้าตานะ เวลาพี่ชายหนูจ้องเฮียที หูย...ขนาดเฮียตัวโตยังรู้สึกขนลุกเลย” ยักษ์หัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า
“จริงๆ แล้วเฮียยอดเขาก็หล่อนะ ผู้หญิงหลายคนก็สนใจเขาเหมือนกัน” เธอเว้นช่วงไปเล็กน้อย ก่อนจะยักคิ้วให้เขา “แต่ยังไงก็หล่อน้อยกว่าเฮียยักษ์อยู่ดีค่ะ”
“ขอบคุณที่ชมเฮียนะ ปกติไม่ค่อยมีใครชมเท่าไรหรอก ส่วนใหญ่มีแต่คนบอกว่าเฮียดูดุเหมือนนักเลง ตัวก็ใหญ่ แถมเนื้อตัวมีแต่รอยสัก ไม่มีใครกล้าคุยด้วยเลย” ยักษ์หัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า
“จริงเหรอคะ หล่อขนาดนี้ หนูนึกว่าเฮียจะมีแต่สาวๆ มาติดซะอีก”
“ปากหวานขนาดนี้ หนุ่มๆ คงรุมตอมกันหึ่งเลยใช่ไหม” ยักษ์ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยแซว
“หืม รุมหึ่ง?” ยาหยีเบิกตากว้างก่อนจะทำหน้าประหลาดใจ “เฮียหมายถึงหนูเป็นดอกไม้ แล้วผู้ชายเป็นผึ้งใช่ไหม หรือว่า...เฮียหมายถึงแมลงวันตอมขี้กันแน่คะเนี่ย”
“เฮ้ย...เฮียไม่ได้หมายความแบบนั้นเลยนะ หนูอย่าคิดไปเองสิ เฮียหมายถึง หนูน่ะน่ารัก ใครๆ ก็ต้องอยากเข้าหาเป็นธรรมดา ไม่ได้เปรียบเทียบอะไรแปลกๆ เลยจริงๆ นะ” เขาเอ่ยพลางรีบโบกมือพัลวัน
“ฮ่าๆๆ เฮียก็จริงจังเกินไป หนูแค่แซวเล่นเฉยๆ”
ยักษ์พยักหน้ารับ พลางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะคิดในใจว่าตัวเขาคงต้องพัฒนาเรื่องการเข้าหาผู้หญิงให้ดีกว่านี้ เพราะดูเหมือนสกิลของเขาจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนติดลบ ไม่ใช่แค่ไม่มีเทคนิคการพูดให้ดูน่าสนใจ แต่บางทียังพูดอะไรที่อาจทำให้สาวๆ หนีหายโดยไม่รู้ตัว
นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขายังโสดมาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นได้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาหมกมุ่นอยู่กับงานสักจนแทบไม่มีเวลาสนใจเรื่องอื่น คิวแน่นเอี๊ยดจนแทบไม่ได้หยุดพัก การใช้เวลาทั้งวันไปกับการลงเข็ม วาดลาย ทำให้โอกาสพบเจอสาวๆ แทบไม่มีอยู่แล้ว แต่ต่อให้มีโอกาส เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเข้าหาพวกเธอได้ดีแค่ไหน
บางครั้งเขาเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเขาพยายามเข้าหาผู้หญิงมากกว่านี้ หรือมีเสน่ห์แบบผู้ชายคนอื่นที่สามารถพูดจาหวานๆ เอาใจเก่ง บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวแบบนี้ก็ได้
แต่สุดท้ายเขาก็แค่หัวเราะให้ตัวเองอย่างปลงๆ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า เขาน่ะ เป็นพวกที่เน้นความจริงใจ มากกว่าคำพูดสวยหรู ต่อให้พยายามเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ก็คงไม่ใช่ตัวเองอยู่ดี
เมื่อเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อย ยักษ์ก็พายาหยีเดินเข้าไปในห้องสักแบบไพรเวต ภายในห้องดูต่างจากร้านสักทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสที่สามารถมองออกไปเห็นวิวเมืองได้อย่างชัดเจน ตึกสูงระฟ้าเรียงรายอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงไฟจากอาคารและถนนเบื้องล่างส่องประกายเป็นจุดเล็กๆ ระยิบระยับ ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องสักแห่งนี้ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ร้านสักของยักษ์ตั้งอยู่ในอาคารใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งภายในมีทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และคอนโดหรู ไม่ใช่แค่ร้านสักทั่วไปที่อยู่ตามตรอกซอกซอย ยักษ์เลือกเปิดร้านที่นี่ เพราะเขาพักอยู่ที่คอนโดบนชั้นสูงของอาคารเดียวกัน ทำให้สะดวกต่อการทำงานมาก ตื่นเช้ามาก็เพียงแค่ลงลิฟต์มาถึงร้าน ทำงานเสร็จก็สามารถขึ้นไปพักได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือฝ่ารถติดในเมืองใหญ่ ถือเป็นความสะดวกที่เขาพอใจอย่างมาก
“ขึ้นไปนอนบนเตียงเลยครับ เดี๋ยวเฮียขอปรับไฟก่อน” ยักษ์บอกเธอ พลางเดินไปเปิดโคมไฟดวงใหญ่ที่อยู่เหนือเตียงสำหรับสัก หรี่ไฟดวงหลักของห้องให้สลัวลง เพื่อให้แสงส่องพอดีกับบริเวณที่ต้องสัก ไม่จ้าจนเกินไปและไม่มืดจนมองรายละเอียดไม่ชัด “เอาล่ะ พร้อมหรือยังครับ ทีนี้เลือกมาได้เลย ว่าอยากจะสักข้างซ้ายหรือขวาดี”
“ดีเลยค่ะ ถ้าเฮียไม่จัดหนูหนักๆ หนูไม่ปล่อยเฮียออกจากห้องนี้แน่ๆ”คำพูดยั่วเย้าของเธอยิ่งจุดไฟราคะ ยักษ์จ้องมองเธอด้วยสายตาเร่าร้อน ก่อนจะใช้มือแกร่งแหวกเส้นเล็กๆ ของจีสตริงออก เผยให้เห็นกลีบเนื้อที่กำลังชุ่มฉ่ำรอรับสัมผัสจากเขายักษ์ไม่รีรอ เขาก้มหน้าลงแนบกับเนินสวาท ริมฝีปากร้อนจัดไล้เลียอย่างเชื่องช้า ปลายลิ้นตวัดกวาดต้อนความหวานละมุนอย่างจงใจ เสียงครางหวานแว่วดังขึ้นในห้องวีไอพีแห่งนี้ ยิ่งกระตุ้นให้เขาปรนเปรอเธอหนักขึ้น ปลายนิ้วหนาแทรกเข้ามาร่วมปลุกเร้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ลิ้นร้อนละเลียดดูดเม้มจนร่างบางบิดเร่าไปกับโซฟาในห้องเล็กๆ ห้องนี้แต่ในตอนที่ด้านในของเธอตอดรัดนิ้วเขาระรัว เหมือนใกล้จะถึงจุดหมาย ยักษ์กลับชักนิ้วออกกะทันหัน ทำเอาร่างบางสะดุ้งเฮือก ดวงตาหวานฉ่ำหันกลับมามองเขาด้วยแววตาเว้าวอนระคนขัดใจที่เขาถอนสัมผัสออกไปอย่างไม่ให้เธอได้ปลดปล่อย“เฮีย...อย่าทรมานหนูสิ” เธอพึมพำ ร่างกายยังสั่นระริกกับความกระสันที่ถูกปลุกเร้า หากแต่ยักษ์ไม่ตอบ แต่กลับยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์มือหนาปลดกางเกงตัวเองออกอย่างใจเย็น ก่อนที่แท่งร้อนแข็งขึงจะผงาดอวดความใหญ่โต เขาจับมันจรดลงที่ช่องทา
หลายวันผ่านไป เข้าสู่ช่วงเวลาที่ยอดต้องไปออกทริปกับแก๊งฮาร์เลย์ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า ก่อนออกเดินทาง เขาเรียกยาหยีมาคุย พร้อมกับมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เธอช่วยดูแลผับที่ไอ้ชาติทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลัง เงินที่ถูกเชิดไปยังไม่ได้คืน และธุรกิจต้องเดินหน้าต่อ เขาจึงต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาดูแลชั่วคราว“ยาหยี ช่วงอาทิตย์นี้หนูช่วยป๊าดูแลผับหน่อยนะลูก เดี๋ยวกลับมาแล้วป๊าจะหาผู้จัดการคนใหม่มาดูแล” ยอดพูดพลางลูบศีรษะเธอเบาๆ“ได้เลยค่ะป๊า หนู...เอ่อ...ขอให้เฮียยักษ์มาอยู่เป็นเพื่อนได้ไหมคะ” “ตามใจเลยลูก แต่ยังไงก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ ป๊าไปแค่แป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับ”กระทั่งเมื่อถึงวันที่ต้องไปเฝ้าผับตามที่พ่อเธอร้องขอ ยาหยีเดินเข้าไปตรวจตราทุกอย่างตามปกติ ผับแห่งนี้เป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของธุรกิจ และติดอันดับในย่านนี้ การจัดสรรพื้นที่ทำให้มันดูโอ่อ่าทันสมัย มีทั้งโซนเปิดให้ลูกค้าเต้นสนุกกับเสียงเพลงจากวงดนตรีสด และโซนวีไอพีที่เธอมักใช้เป็นที่นั่งทำงานเป็นประจำทุกครั้งที่มาห้องวีไอพีชั้นสองคือที่สิงสถิต วิวดีมาก เมื่อมองลงไปเห็นบรรยากาศภายในร้านได้อย่างชัดเจน เธอชอบมองดูนักเที่ยวที่เต็มไปด้วยชีวิตชี
หลังจากคืนนั้น ยอดตัดสินใจนั่งลงพูดคุยกับยาหยีอย่างจริงจัง เขาสัญญาว่าจะเล่าความจริงทุกอย่างให้เธอฟัง ถึงสาเหตุที่ทำไมต้องเปลี่ยนเธอจากลูกสาวให้กลายเป็นเพียงน้องสาวมาตลอด“ป๊า...หนูพร้อมฟังแล้วค่ะ” ยาหยีพูดเสียงแผ่ว แต่แววตาเต็มไปด้วยความตั้งใจ เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะรับไหวแค่ไหน แต่เธอก็อยากรู้ความจริงยอดพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ คล้ายจะปลดปล่อยความหนักอึ้งที่อยู่ในอก ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่เขาปิดบังมานาน“สมัยป๊าวัยรุ่น ป๊าไม่ใช่คนดีอะไร เป็นนักเลงหัวไม้ เที่ยวมีเรื่องต่อยตี มีคู่อริอยู่แทบทุกสารทิศ แล้วก็ดันพาตัวเองไปมีเรื่องกับมาเฟียใหญ่เข้า” เขาหัวเราะขืนๆ ก่อนจะพูดต่อ “แต่มันไม่จบแค่นั้น เพราะป๊าดันทำลูกสาวเขาท้อง แล้วก็พาหนีไปด้วย เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงขนาดต้องหนีไปกบดานที่มาเลย์ฯ กันเป็นปี” “แม่หนูงั้นเหรอคะ” เธอถามเสียงแผ่ว ความรู้สึกวูบโหวงในอกทำให้เธอเริ่มกลัวคำตอบยอดเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมหลุบลงต่ำ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด“หลังจากเธอคลอดหนูได้แค่เดือนเดียว คู่อริป๊าอีกคน พวกมันตามจนเจอพวกเรา แล้วก็ฆ่าเธอ...ต่อหน้าป๊า...”“...”มือของยาหยียกขึ้นปิดป
ยักษ์มองไปรอบห้อง เห็นทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน สายตาของยอดและยาหยีเต็มไปด้วยคำถาม เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง“ขอโทษนะครับที่ผมไม่ได้แนะนำตัวให้ชัดเจนตั้งแต่แรก จริงๆ แล้ว เมื่อก่อนผมเป็นตำรวจ” ทุกสายตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ยักษ์มองยอดตรงๆ ก่อนพูดต่อ “ผมเติบโตมาในครอบครัวตำรวจ พ่อผมตอนนี้เป็นบิ๊กตำรวจใหญ่ ส่วนอาผมเป็นผู้กำกับอย่างที่ทุกคนรู้ แต่ผมไม่ชอบระบบบางอย่างที่ต้องยอมจำนนกับอำนาจ แล้วก็ผลประโยชน์พวกนี้ ผมเลยเลือกที่จะลาออก เดินตามเส้นทางที่ผมชอบ เลือกอาชีพที่ผมรัก แล้วก็อยู่ในโลกที่ไม่ต้องขัดแข้งหรือขัดขากับใคร”ทุกคนยังคงอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่เคยมีใครระแคะระคายมาก่อนว่า ช่างสักธรรมดาๆ คนนี้จะเป็นถึงลูกชายของนายตำรวจใหญ่ ยักษ์ไม่เคยเอาฐานะของพ่อมาเป็นเครื่องมือ ไม่เคยโอ้อวดหรือใช้เส้นสายเพื่อทำให้ตัวเองดูเหนือกว่าใคร เขาเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายในเส้นทางที่ตัวเองต้องการ เลือกเป็นช่างสัก ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง โดยไม่เคยพูดถึงภูมิหลังของตัวเองแม้แต่น้อยโดยเฉพาะยอดที่ตอนนี้ถึงกับไปไม่เป็น สายตาที่เคยมองยักษ์อย่างระแวง กลับกลายเป็นความส
บรรยากาศในห้องถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงแอร์ที่ยังทำงานเบาๆ แต่กลับไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดลงเลย ยอดสูดลมหายใจลึกก่อนกดรับสาย แล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนทันที เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับสำหรับใคร และเขาเองก็อยากให้ทุกคนในห้องได้ยินกับหู ก่อนทุกสายตาจับจ้องไปที่โทรศัพท์ในมือยอด รอฟังเสียงจากปลายสายอย่างตั้งใจ“เมื่อกี้หลานยักษ์โทรหาผมเกี่ยวกับเรื่องผับของคุณ...” เสียงของผู้กำกับพิพัฒน์ดังขึ้นอย่างชัดเจน นิ่งสงบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่าง“หลาน?” คำพูดนั้นทำให้ยอดชะงักค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบฉายแววสับสน เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่ายักษ์มีความเกี่ยวข้องกับผู้กำกับพิพัฒน์ถึงระดับนี้“เขาขอให้ถอนตำรวจออกจากร้านคุณ ผมจัดการสั่งลูกน้องให้แล้วนะ”คำพูดนี้ทำให้ยอดอึ้งหนักกว่าเดิม มือที่ถือโทรศัพท์แน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่น่าเชื่อว่าแค่ยักษ์โทรไปคุยไม่ถึงห้านาที เขาก็สามารถสั่งผู้กำกับให้ถอนตำรวจออกจากพื้นที่ได้ทันที ดวงตาคมกริบเหลือบขึ้นมองยักษ์ เขาทำท่านิ่งเฉย แต่มุมปากแอบยกยิ้มเล็กน้อย ราวกับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าเรื่องจะจบแบบนี้“ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันต่ออีกหน่อยนะ คุณยอด” หากแต่ผู้
“เมื่อก่อนไม่เคยมีปัญหาแบบนี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงเกิดเรื่องนี้ได้ หรือมีใครเล่นตุกติกกับกูวะ” ลูกน้องที่ยืนรอฟังคำสั่งก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตายอด ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก“นาย เดี๋ยวพวกผมไปสืบให้ว่ามันเกิดจากอะไร แล้วใครเป็นคนแจ้งตำรวจ ไม่งั้นร้านเราโดนปิดเป็นเดือนแน่ๆ” หนึ่งในลูกน้องรีบเสนอตัว น้ำเสียงกระตือรือร้นเต็มที่ยอดไม่ตอบ แต่กำโทรศัพท์แน่น พยายามกดโทรหาผู้กำกับพิพัฒน์อีกครั้ง ทว่าปลายสายยังคงเงียบสนิท ความหงุดหงิดในตัวเขายิ่งพุ่งสูงขึ้นทุกทีกระทั่งยักษ์ที่เฝ้าดูสถานการณ์มาตลอดอย่างเงียบๆ จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“เฮีย ผมช่วยได้นะครับ ให้ร้านไม่ต้องปิดเป็นเดือน หรือโดนสื่อขุดคุ้ยจนเป็นข่าวใหญ่โต”ทุกสายตาหันขวับมาทางเขาทันที ยอดเองถึงกับคิ้วกระตุก แสดงสีหน้าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ยาหยีที่ยืนเกาะแขนยักษ์อยู่แน่น เงยหน้าขึ้นมองเขาพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอรู้ว่ายักษ์เป็นคนใจถึง แต่ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเสนอตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แบบเต็มตัวเธอพยายามครุ่นคิด แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่ายักษ์จะจัดการเรื่องนี้ได้ยังไง เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีเส้นสายกับตำรวจ หรือก
“เฮียจะเริ่มแล้วนะ” เขากระซิบเสียงพร่า รู้สึกได้ว่าความร้อนแผ่ซ่านขึ้นมาจากทุกส่วนของร่างกาย ความนุ่มหยุ่นที่ล้นมือทำให้เขาต้องเม้มริมฝีปากแน่น กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากยาหยีพยักหน้ารับ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เธอไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิดที่ยืนกรานให้เขาทำแบบนี้ กระทั่งวินาทีที่ปลายเครื่องสักที่ไร้เข็ม
ยักษ์ชะงักกึก ราวกับถูกฟาดเข้าที่หน้าเต็มแรง สมองประมวลผลคำพูดของยาหยีอย่างล่าช้า ใจเต้นระรัวแบบผิดจังหวะ นี่เขาฟังผิดไปหรือเปล่า หรือเธอหมายความตามที่พูดจริงๆความเถรตรง ปากไว ปากหมาที่พยายามกดเอาไว้เริ่มทำงานอีกครั้ง เขาอยากจะหลุดสบถออกมา แต่ก็ต้องรีบตั้งสติ พยายามบังคับตัวเองไม่ให้ตอบสนองอะไรที่
“หนู...อื้อ...” เธอเผลอครางออกมา เมื่อมือใหญ่ของเขาปรับทิศทางเครื่องให้ชิดผิวมากขึ้น ความสั่นไหวเล็กๆ จากเครื่องทำให้เธอเผลอสะดุ้งอีกครั้งยักษ์กัดฟันแน่น กลืนน้ำลายลงคอ ฝ่ามือที่กำเครื่องแน่นยิ่งขึ้น พยายามบอกตัวเองว่านี่มันคืองาน งาน งาน และงาน พร้อมกับนับตัวเลขจากหนึ่งไปร้อยฝึกความอดทนในใจแต่ดูเ
“...หนูโดนปลายเครื่องแตะใกล้ๆ ยังสะดุ้งทุกครั้งเลย แล้วถ้ามันแตะตรงนั้น เฮียว่าหนูไม่น่าจะทนไหวหรอก”ความเถรตรง ปากไว ปากหมา พูดจาไม่คิดของยักษ์ที่พยายามข่มเอาไว้เริ่มทำงานอีกครั้ง เขารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ชายที่พูดจานุ่มนวล หรือมีสกิลเอาใจผู้หญิงเหมือนพวกหนุ่มเพลย์บอย เพราะวันๆ ผู้ที่เขาพบเจอแ
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






