LOGIN“ขึ้นไปนอนบนเตียงเลยครับ เดี๋ยวเฮียขอปรับไฟก่อน” ยักษ์บอกเธอ พลางเดินไปเปิดโคมไฟดวงใหญ่ที่อยู่เหนือเตียงสำหรับสัก หรี่ไฟดวงหลักของห้องให้สลัวลง เพื่อให้แสงส่องพอดีกับบริเวณที่ต้องสัก ไม่จ้าจนเกินไปและไม่มืดจนมองรายละเอียดไม่ชัด “เอาล่ะ พร้อมหรือยังครับ ทีนี้เลือกมาได้เลย ว่าอยากจะสักข้างซ้ายหรือขวาดี”
“อืม...ข้างขวาดีกว่าค่ะเฮีย” ยาหยีใช้เวลาคิดเพียงครู่เดียวก่อนจะตอบ
ยักษ์พยักหน้า ก่อนจะเดินไปหยิบอุปกรณ์สำหรับเริ่มต้นกระบวนการสัก มือเปล่าของเขาหยิบจับขวดสี เปิดฝาออก ก่อนจะเทลงในภาชนะผสมด้วยความเคยชิน ปลายนิ้วเปื้อนสีเพียงเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก ดวงตาของเขาจดจ่ออยู่กับการเตรียมสีให้เข้ากับโทนที่เธอเลือกไว้ เขาขยับข้อมือจัดวางขวดและเครื่องมืออย่างเป็นระเบียบ ราวกับทุกการเคลื่อนไหวเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
หลังจากทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมแล้ว เขาหันกลับไปมองยาหยีที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงสัก ริมฝีปากของเขาขยับน้อยๆ เป็นรอยยิ้มจาง ก่อนจะเอ่ยออกมา
“เฮียขออนุญาตดึงเสื้อลงหน่อยนะ จะได้ลงลายได้สะดวก” ยักษ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ เป็นธรรมชาติ
ทว่าปัญหาก็เกิดขึ้น เมื่อวันนี้ยาหยีดันเลิกสวมสปอร์ตบรา พอเธอลองดึงของเสื้อในให้ร่นลงเล็กน้อย แต่ด้วยเนื้อผ้าที่ค่อนข้างหนา หากไม่รั้งมันไว้ มันก็ดีดกลับขึ้นมาเหมือนเดิม เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองยักษ์
“เอ่อ...แบบนี้...ต้องทำยังไงดีคะเฮีย” เธอถามออกไปตรงๆ ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย
“ถอดเลยดีไหม เดี๋ยวเฮียเอาผ้าขนหนูมาปิดไว้ให้ หรือถ้าไม่โอเค งั้นหนูก็รั้งขอบเสื้อในไว้เองตอนเฮียทำก็ได้ เลือกเอาว่าแบบไหนหนูสบายใจกว่ากัน”
ยาหยีรู้สึกว่าหน้าของเธอร้อนผะผ่าวขึ้นมาทันที แม้ว่าเขาจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอย่างมืออาชีพ ไม่มีท่าทีล้อเล่นหรือส่อแววกะลิ้มกะเหลี่ยเลยสักนิด แต่เธอกลับรู้สึกประหม่าอย่างช่วยไม่ได้
“เอ่อ...แล้วแบบไหนเฮียจะทำงานสะดวกกว่าล่ะคะ”
“ถ้าให้สะดวกจริงๆ ก็คงต้องแบบแรกนะ หนูจะได้ไม่ต้องรั้งเสื้อไว้ตลอดเวลา เฮียจะได้ทำงานได้เต็มที่” ยักษ์มองเธอด้วยสายตาสงบ แม้ภายในใจจะเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ยาหยีเม้มริมฝีปาก รู้สึกว่าหน้าของเธอร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่เพราะเธอไว้ใจเขา และรู้ว่ายักษ์เป็นมืออาชีพ เธอจึงพยักหน้ารับ
“งั้นเดี๋ยวหนูถอดเสื้อออกดีกว่า จะได้ไม่เกะกะเฮียด้วย”
“ไปถอดหลังฉากตรงโน้นได้เลย เดี๋ยวเฮียเตรียมของรอ”
ยาหยีลุกขึ้นเดินเข้าไปหลังฉากกั้น ในนั้นมีผ้าขนหนูสีเข้มพับเตรียมไว้บนชั้น เธอหยิบมันขึ้นมาลองคลี่ดู ก่อนจะพบว่ามันค่อนข้างเล็กเกินกว่าจะทำเป็นกระโจมอกได้ เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะยอมปลดเสื้อออก แล้วใช้ผ้าขนหนูปิดหน้าอกไว้แทน
ไม่นานหญิงสาวก็ก้าวออกมาจากหลังฉากไปยังเตียงสัก พยายามไม่คิดมากถึงสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวขึ้นไปนอนเหมือนเดิม
ยักษ์เหลือบตามองเธอแวบหนึ่ง วินาทีนั้นเขารีบหันหน้ากลับไปยังอุปกรณ์ตรงหน้า รู้สึกเหมือนอุณหภูมิห้องสูงขึ้นหลายองศาโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่เขาเองก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาบ้าง แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ในการลอกลาย ยักษ์ยังไม่ใส่ถุงมือ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสลงบนไหล่เธอเบาๆ ขณะที่เขาจัดตำแหน่งกระดาษให้พอดี ยาหยีสะดุ้งเล็กน้อยจากสัมผัสนั้น หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
แม้จะพยายามควบคุมตัวเอง แต่ก็ยิ่งรู้สึกถึงความใกล้ชิด กลิ่นน้ำหอมจางๆ ผสมกับอุณหภูมิร่างกายของเขาที่แผ่เข้ามาใกล้ มันทำให้เธอรู้สึกประหม่าขึ้นเรื่อยๆ เธอกลัวว่าถ้าจ้องมองหน้าเขาต่อไป ใบหน้าของเธอจะยิ่งร้อนขึ้นจนปกปิดไม่มิด
สุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะหลับตาลง หวังว่ามันจะช่วยให้เธอสงบลงได้บ้าง แต่หารู้ไม่ว่ามันกลับทำให้เธอรับรู้สัมผัสจากเขาได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น การที่เธอไม่สามารถมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
“โอเค ยาหยี หนูไม่ต้องเกร็งนะ เฮียจะเริ่มลงลายแล้วนะครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก พยายามทำให้บรรยากาศเป็นธรรมชาติที่สุด แต่ในใจลึกๆ กลับรับรู้ถึงความตึงเครียดแปลกๆ ที่เกิดขึ้น
ยักษ์รับรู้ถึงปฏิกิริยาของเธอได้ดี แต่เขายังคงวางมาดนิ่ง พยายามไม่ให้อะไรดูล่อแหลมหรือชวนคิดไปไกลมากกว่าที่ควรจะเป็น
แต่สารภาพตามตรงว่ามันยากเหลือเกิน เพราะยิ่งอยู่ใกล้เธอมากเท่าไร กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของเธอก็ยิ่งแทรกเข้ามาในความรู้สึก ทำให้สมาธิที่เคยแน่วแน่ของเขาเริ่มแตกกระเจิง...
“ดีเลยค่ะ ถ้าเฮียไม่จัดหนูหนักๆ หนูไม่ปล่อยเฮียออกจากห้องนี้แน่ๆ”คำพูดยั่วเย้าของเธอยิ่งจุดไฟราคะ ยักษ์จ้องมองเธอด้วยสายตาเร่าร้อน ก่อนจะใช้มือแกร่งแหวกเส้นเล็กๆ ของจีสตริงออก เผยให้เห็นกลีบเนื้อที่กำลังชุ่มฉ่ำรอรับสัมผัสจากเขายักษ์ไม่รีรอ เขาก้มหน้าลงแนบกับเนินสวาท ริมฝีปากร้อนจัดไล้เลียอย่างเชื่องช้า ปลายลิ้นตวัดกวาดต้อนความหวานละมุนอย่างจงใจ เสียงครางหวานแว่วดังขึ้นในห้องวีไอพีแห่งนี้ ยิ่งกระตุ้นให้เขาปรนเปรอเธอหนักขึ้น ปลายนิ้วหนาแทรกเข้ามาร่วมปลุกเร้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ลิ้นร้อนละเลียดดูดเม้มจนร่างบางบิดเร่าไปกับโซฟาในห้องเล็กๆ ห้องนี้แต่ในตอนที่ด้านในของเธอตอดรัดนิ้วเขาระรัว เหมือนใกล้จะถึงจุดหมาย ยักษ์กลับชักนิ้วออกกะทันหัน ทำเอาร่างบางสะดุ้งเฮือก ดวงตาหวานฉ่ำหันกลับมามองเขาด้วยแววตาเว้าวอนระคนขัดใจที่เขาถอนสัมผัสออกไปอย่างไม่ให้เธอได้ปลดปล่อย“เฮีย...อย่าทรมานหนูสิ” เธอพึมพำ ร่างกายยังสั่นระริกกับความกระสันที่ถูกปลุกเร้า หากแต่ยักษ์ไม่ตอบ แต่กลับยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์มือหนาปลดกางเกงตัวเองออกอย่างใจเย็น ก่อนที่แท่งร้อนแข็งขึงจะผงาดอวดความใหญ่โต เขาจับมันจรดลงที่ช่องทา
หลายวันผ่านไป เข้าสู่ช่วงเวลาที่ยอดต้องไปออกทริปกับแก๊งฮาร์เลย์ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า ก่อนออกเดินทาง เขาเรียกยาหยีมาคุย พร้อมกับมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เธอช่วยดูแลผับที่ไอ้ชาติทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลัง เงินที่ถูกเชิดไปยังไม่ได้คืน และธุรกิจต้องเดินหน้าต่อ เขาจึงต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาดูแลชั่วคราว“ยาหยี ช่วงอาทิตย์นี้หนูช่วยป๊าดูแลผับหน่อยนะลูก เดี๋ยวกลับมาแล้วป๊าจะหาผู้จัดการคนใหม่มาดูแล” ยอดพูดพลางลูบศีรษะเธอเบาๆ“ได้เลยค่ะป๊า หนู...เอ่อ...ขอให้เฮียยักษ์มาอยู่เป็นเพื่อนได้ไหมคะ” “ตามใจเลยลูก แต่ยังไงก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ ป๊าไปแค่แป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับ”กระทั่งเมื่อถึงวันที่ต้องไปเฝ้าผับตามที่พ่อเธอร้องขอ ยาหยีเดินเข้าไปตรวจตราทุกอย่างตามปกติ ผับแห่งนี้เป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของธุรกิจ และติดอันดับในย่านนี้ การจัดสรรพื้นที่ทำให้มันดูโอ่อ่าทันสมัย มีทั้งโซนเปิดให้ลูกค้าเต้นสนุกกับเสียงเพลงจากวงดนตรีสด และโซนวีไอพีที่เธอมักใช้เป็นที่นั่งทำงานเป็นประจำทุกครั้งที่มาห้องวีไอพีชั้นสองคือที่สิงสถิต วิวดีมาก เมื่อมองลงไปเห็นบรรยากาศภายในร้านได้อย่างชัดเจน เธอชอบมองดูนักเที่ยวที่เต็มไปด้วยชีวิตชี
หลังจากคืนนั้น ยอดตัดสินใจนั่งลงพูดคุยกับยาหยีอย่างจริงจัง เขาสัญญาว่าจะเล่าความจริงทุกอย่างให้เธอฟัง ถึงสาเหตุที่ทำไมต้องเปลี่ยนเธอจากลูกสาวให้กลายเป็นเพียงน้องสาวมาตลอด“ป๊า...หนูพร้อมฟังแล้วค่ะ” ยาหยีพูดเสียงแผ่ว แต่แววตาเต็มไปด้วยความตั้งใจ เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะรับไหวแค่ไหน แต่เธอก็อยากรู้ความจริงยอดพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ คล้ายจะปลดปล่อยความหนักอึ้งที่อยู่ในอก ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่เขาปิดบังมานาน“สมัยป๊าวัยรุ่น ป๊าไม่ใช่คนดีอะไร เป็นนักเลงหัวไม้ เที่ยวมีเรื่องต่อยตี มีคู่อริอยู่แทบทุกสารทิศ แล้วก็ดันพาตัวเองไปมีเรื่องกับมาเฟียใหญ่เข้า” เขาหัวเราะขืนๆ ก่อนจะพูดต่อ “แต่มันไม่จบแค่นั้น เพราะป๊าดันทำลูกสาวเขาท้อง แล้วก็พาหนีไปด้วย เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงขนาดต้องหนีไปกบดานที่มาเลย์ฯ กันเป็นปี” “แม่หนูงั้นเหรอคะ” เธอถามเสียงแผ่ว ความรู้สึกวูบโหวงในอกทำให้เธอเริ่มกลัวคำตอบยอดเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมหลุบลงต่ำ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด“หลังจากเธอคลอดหนูได้แค่เดือนเดียว คู่อริป๊าอีกคน พวกมันตามจนเจอพวกเรา แล้วก็ฆ่าเธอ...ต่อหน้าป๊า...”“...”มือของยาหยียกขึ้นปิดป
ยักษ์มองไปรอบห้อง เห็นทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน สายตาของยอดและยาหยีเต็มไปด้วยคำถาม เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง“ขอโทษนะครับที่ผมไม่ได้แนะนำตัวให้ชัดเจนตั้งแต่แรก จริงๆ แล้ว เมื่อก่อนผมเป็นตำรวจ” ทุกสายตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ยักษ์มองยอดตรงๆ ก่อนพูดต่อ “ผมเติบโตมาในครอบครัวตำรวจ พ่อผมตอนนี้เป็นบิ๊กตำรวจใหญ่ ส่วนอาผมเป็นผู้กำกับอย่างที่ทุกคนรู้ แต่ผมไม่ชอบระบบบางอย่างที่ต้องยอมจำนนกับอำนาจ แล้วก็ผลประโยชน์พวกนี้ ผมเลยเลือกที่จะลาออก เดินตามเส้นทางที่ผมชอบ เลือกอาชีพที่ผมรัก แล้วก็อยู่ในโลกที่ไม่ต้องขัดแข้งหรือขัดขากับใคร”ทุกคนยังคงอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่เคยมีใครระแคะระคายมาก่อนว่า ช่างสักธรรมดาๆ คนนี้จะเป็นถึงลูกชายของนายตำรวจใหญ่ ยักษ์ไม่เคยเอาฐานะของพ่อมาเป็นเครื่องมือ ไม่เคยโอ้อวดหรือใช้เส้นสายเพื่อทำให้ตัวเองดูเหนือกว่าใคร เขาเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายในเส้นทางที่ตัวเองต้องการ เลือกเป็นช่างสัก ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง โดยไม่เคยพูดถึงภูมิหลังของตัวเองแม้แต่น้อยโดยเฉพาะยอดที่ตอนนี้ถึงกับไปไม่เป็น สายตาที่เคยมองยักษ์อย่างระแวง กลับกลายเป็นความส
บรรยากาศในห้องถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงแอร์ที่ยังทำงานเบาๆ แต่กลับไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดลงเลย ยอดสูดลมหายใจลึกก่อนกดรับสาย แล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนทันที เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับสำหรับใคร และเขาเองก็อยากให้ทุกคนในห้องได้ยินกับหู ก่อนทุกสายตาจับจ้องไปที่โทรศัพท์ในมือยอด รอฟังเสียงจากปลายสายอย่างตั้งใจ“เมื่อกี้หลานยักษ์โทรหาผมเกี่ยวกับเรื่องผับของคุณ...” เสียงของผู้กำกับพิพัฒน์ดังขึ้นอย่างชัดเจน นิ่งสงบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจบางอย่าง“หลาน?” คำพูดนั้นทำให้ยอดชะงักค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบฉายแววสับสน เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่ายักษ์มีความเกี่ยวข้องกับผู้กำกับพิพัฒน์ถึงระดับนี้“เขาขอให้ถอนตำรวจออกจากร้านคุณ ผมจัดการสั่งลูกน้องให้แล้วนะ”คำพูดนี้ทำให้ยอดอึ้งหนักกว่าเดิม มือที่ถือโทรศัพท์แน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่น่าเชื่อว่าแค่ยักษ์โทรไปคุยไม่ถึงห้านาที เขาก็สามารถสั่งผู้กำกับให้ถอนตำรวจออกจากพื้นที่ได้ทันที ดวงตาคมกริบเหลือบขึ้นมองยักษ์ เขาทำท่านิ่งเฉย แต่มุมปากแอบยกยิ้มเล็กน้อย ราวกับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าเรื่องจะจบแบบนี้“ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันต่ออีกหน่อยนะ คุณยอด” หากแต่ผู้
“เมื่อก่อนไม่เคยมีปัญหาแบบนี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงเกิดเรื่องนี้ได้ หรือมีใครเล่นตุกติกกับกูวะ” ลูกน้องที่ยืนรอฟังคำสั่งก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตายอด ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก“นาย เดี๋ยวพวกผมไปสืบให้ว่ามันเกิดจากอะไร แล้วใครเป็นคนแจ้งตำรวจ ไม่งั้นร้านเราโดนปิดเป็นเดือนแน่ๆ” หนึ่งในลูกน้องรีบเสนอตัว น้ำเสียงกระตือรือร้นเต็มที่ยอดไม่ตอบ แต่กำโทรศัพท์แน่น พยายามกดโทรหาผู้กำกับพิพัฒน์อีกครั้ง ทว่าปลายสายยังคงเงียบสนิท ความหงุดหงิดในตัวเขายิ่งพุ่งสูงขึ้นทุกทีกระทั่งยักษ์ที่เฝ้าดูสถานการณ์มาตลอดอย่างเงียบๆ จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“เฮีย ผมช่วยได้นะครับ ให้ร้านไม่ต้องปิดเป็นเดือน หรือโดนสื่อขุดคุ้ยจนเป็นข่าวใหญ่โต”ทุกสายตาหันขวับมาทางเขาทันที ยอดเองถึงกับคิ้วกระตุก แสดงสีหน้าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ยาหยีที่ยืนเกาะแขนยักษ์อยู่แน่น เงยหน้าขึ้นมองเขาพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอรู้ว่ายักษ์เป็นคนใจถึง แต่ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเสนอตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แบบเต็มตัวเธอพยายามครุ่นคิด แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่ายักษ์จะจัดการเรื่องนี้ได้ยังไง เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีเส้นสายกับตำรวจ หรือก
“เฮียจะเริ่มแล้วนะ” เขากระซิบเสียงพร่า รู้สึกได้ว่าความร้อนแผ่ซ่านขึ้นมาจากทุกส่วนของร่างกาย ความนุ่มหยุ่นที่ล้นมือทำให้เขาต้องเม้มริมฝีปากแน่น กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากยาหยีพยักหน้ารับ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เธอไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิดที่ยืนกรานให้เขาทำแบบนี้ กระทั่งวินาทีที่ปลายเครื่องสักที่ไร้เข็ม
ยักษ์ชะงักกึก ราวกับถูกฟาดเข้าที่หน้าเต็มแรง สมองประมวลผลคำพูดของยาหยีอย่างล่าช้า ใจเต้นระรัวแบบผิดจังหวะ นี่เขาฟังผิดไปหรือเปล่า หรือเธอหมายความตามที่พูดจริงๆความเถรตรง ปากไว ปากหมาที่พยายามกดเอาไว้เริ่มทำงานอีกครั้ง เขาอยากจะหลุดสบถออกมา แต่ก็ต้องรีบตั้งสติ พยายามบังคับตัวเองไม่ให้ตอบสนองอะไรที่
“หนู...อื้อ...” เธอเผลอครางออกมา เมื่อมือใหญ่ของเขาปรับทิศทางเครื่องให้ชิดผิวมากขึ้น ความสั่นไหวเล็กๆ จากเครื่องทำให้เธอเผลอสะดุ้งอีกครั้งยักษ์กัดฟันแน่น กลืนน้ำลายลงคอ ฝ่ามือที่กำเครื่องแน่นยิ่งขึ้น พยายามบอกตัวเองว่านี่มันคืองาน งาน งาน และงาน พร้อมกับนับตัวเลขจากหนึ่งไปร้อยฝึกความอดทนในใจแต่ดูเ
“...หนูโดนปลายเครื่องแตะใกล้ๆ ยังสะดุ้งทุกครั้งเลย แล้วถ้ามันแตะตรงนั้น เฮียว่าหนูไม่น่าจะทนไหวหรอก”ความเถรตรง ปากไว ปากหมา พูดจาไม่คิดของยักษ์ที่พยายามข่มเอาไว้เริ่มทำงานอีกครั้ง เขารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ชายที่พูดจานุ่มนวล หรือมีสกิลเอาใจผู้หญิงเหมือนพวกหนุ่มเพลย์บอย เพราะวันๆ ผู้ที่เขาพบเจอแ







