Masukออกมาจากบริษัทบิดารินรดาก็มาเดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าก่อน... หล่อนอยากเปลี่ยนบรรยากาศหาที่เลือกซื้อของใหม่บ้าง เพราะหล่อนเดินที่ร้านค้าปลอดภาษีที่สนามบินตามประเทศต่างๆ จนเบื่อ วันนี้จึงอยากลองมาหาซื้อเสื้อผ้าที่ห้างสรรพสินค้านอกสนามบินบ้าง...
ร่างสูงเพรียวระหงเดินเข้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์โปรดของหล่อน... แต่พอเข้ามาแล้วหญิงสาวมองเสื้อผ้าที่ออกคอลเลคชันใหม่แล้วก็ส่ายหัว ทั้งเซตที่ว่านั้น ไม่ถูกใจหล่อนเลย... แต่ว่ามันคงเป็นที่ถูกใจของใครอีกหลายคน
“สวัสดีค่ะ” พนักงานในร้านเดินออกมาต้อนรับ หญิงสาวยิ้มให้คนนั้นน้อยๆ ตามแบบฉบับของหล่อน การยิ้มให้คนอื่นอย่างเสียไม่ได้อย่างนี้ทำให้รินรดาไม่ค่อยมีเพื่อน หล่อนก็รู้ว่าทุกคนคิดกับหล่อนยังไง หล่อนไม่คิดจะปรับปรุงนิสัยให้เพื่อนมากขึ้นเพราะชอบความเป็นส่วนตัว ความเย่อหยิ่งจึงมีเท่าเดิมเรื่อยมา
“ขอเดินดูคนเดียวก่อนนะคะ...” บอกก่อนจะเดินมาที่มุมเสื้อสูทสตรี... เสื้อสูทผ้าสีครีมเนื้อดีแต่งริมขอบคอเสื้อและแขนเสื้อด้วยผ้าสีอิฐสวมบนหุ่นทับเสื้อตัวในที่เป็นสีดำ พร้อมกางเกงสีเข้าชุดกัน หุ่นใส่รองเท้าสีอิฐและกระเป๋าสีเดียวกัน... ชุดนี้คงเป็นชุดที่ออกมาก่อนหน้านี้พักหนึ่งเพราะไม่ได้สวมบนหุ่นอยู่หน้าร้าน แต่ชุดนี้กลับถูกใจหล่อนเป็นอย่างมาก
รูปร่างของรินรดาไม่ได้แตกต่างจากหุ่นโชว์เท่าใดนัก หากเลือกไปก็คงใส่ได้โดยไม่ต้องลอง หล่อนเดินเข้าหาชุดสีครีมนั้นโดยไม่รีรอ หญิงสาวเอาหลังมือไถดูเนื้อผ้าแล้วรู้สึกว่านุ่มลื่นสบายแล้วก็ถือว่าผ่าน... หล่อนรวยมากก็จริง แต่ว่าหล่อนไม่ซื้อของพวกนี้พร่ำเพรื่อนัก ไอ้ที่แบบเดียวซื้อยกคอลเลคชั่น ทรงเดียวกันซื้อให้ครบทุกสีนั้นไม่มีทางที่รินรดาจะทำ เพราะหล่อนเลือกซื้อแต่ที่ถูกใจแล้วใช้จนคุ้มเท่านั้น...
และชุดนี้ แค่มองเห็นหล่อนก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะใส่ไปที่ไหนบ้าง... จะเอาไปประยุกต์ใช้กับชุดอื่นอย่างไร... ชุดนี้สวยนอกจากกางเกงเข้ารูปที่สวมบนหุ่นคู่กับเสื้อแล้วยังมีกระโปรงสีเดียวกันเข้าชุดกันได้อีกด้วย... นับว่าพรั่งพร้อมทีเดียว แล้วที่พร้อมกว่านั้น... คือ ข้างหุ่นของชุดที่เลือกยังมีหุ่นของเสื้อผ้าผู้ชายที่เป็นโทนสีเดียวกันกับชุดสีครีมนี้ เห็นแล้วก็นึกถึงเสื้อคู่ที่วัยรุ่นชอบใส่กัน นี่คงเป็นเป็นชุดคู่หากแต่เป็นชุดคู่ของผู้ใหญ่ วัยของคนที่เลยเบญจเพสมาเกือบปีอย่างหล่อน...
แล้วคนที่จะใส่ชุดคู่กับหล่อนล่ะ อยู่ไหน...
ดวงตายาวรีที่กรีดอายไลน์เนอร์จนดูโฉบเฉี่ยวเปรี้ยวจี๊ดมองหุ่นเสื้อผ้าผู้ชาย... ภายใต้ท่าทางดื้อรั้นดึงดัน ความโศกเศร้าเดียวดายกลับเปล่งออกมาจากสายตาหล่อน บางครั้งหล่อนก็อยากมีคนที่อยู่ข้างๆ แต่มันก็เป็นความรู้สึกแนค่บางครั้งเท่านั้น...
เพราะชีวิตโดดเดี่ยวที่ผ่านมาสอนหล่อนว่า การที่ไม่มีใครอย่างนี้ดีที่สุดแล้ว
“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยนะหนูดี...” หล่อนเอ็ดตัวเอง... แล้วเลิกคิดเรื่องราวบ้าๆ ที่วาบเข้ามาในหัวสมองแล้วจึงเลือกชุดไซส์ของตัวเองไปลอง... ชุดสีสวยเข้ากับหล่อนทั้งรูปทรงละสีสันผิวที่เมื่อก่อนขาวจัดแต่หล่อนอาบแดดจนเป็นสีน้ำผึ้งเสมอกันทั่วร่างเข้ากับโทนนี้ได้ดีนัก... หญิงสาวมองตนเองในกระจกหน้าห้องลองเสื้ออย่างพอใจ...
“น้องครับ” เสียงเรียกพร้อมกับคนที่จู่โจมเข้ามาจนแทบไม่ทันตั้งตัวนั้นทำเอาหล่อนหันขวับไปมองต้นเสียงจนเกือบคอเคล็ด... ชายร่างสันทัดใบหน้าคมหากแต่แววตาหวานซึ้งกระเดียดทางสตรีนั้นมองวาบเดียวก็รู้สึกคุ้นหน้า... ผู้ชายคนนี้เป็นผู้จัดการของดาราดังหลายคน แล้วหลังๆ มาเจ้าตัวออกสื่อบ่อยมากจนคิดว่าเขาเป็นดาราเอง... รินรดารู้จักเขาแต่มั่นใจว่าเขาไม่รู้จักหล่อนเลยสงสัยไม่รู้ว่าเขาก็เรียกทำไม
“คุณเรียกฉันหรือเปล่าคะ”
“ใช่ครับ พี่เป็นแมวมองหาดารา... พี่ไม่อ้อมค้อมดีเลยนะเพราะคิดว่าน้องคงพอรู้จักพี่บ้างไม่มากก็น้อย น้องสวยมาก พี่อยากปั้นน้องเป็นนางเอก น้องสนใจอยากทำไหมครับ”
“ไม่ดีกว่าค่ะ ไม่ชอบ ขอบคุณมากนะคะ” หล่อนตอบโดยที่ไม่ต้องคิดแม้สักนิดแค่หล่อนอยู่ของหล่อนเงียบๆ หล่อนยังถูกประณามขนาดนี้ ถ้าไปเป็นดารา ย่าหล่อนได้ค่อนขอดว่าหล่อนเต้นกินรำกินตายเลย
ชายหนุ่มเหวอไปพักหนึ่งเพราะไม่เคยเห็นคนที่ไม่ตื่นเต้นกับการที่เจอแมวมองมาก่อน...
“ไม่เป็นไรครับน้อง... ตอบตรงมากพี่ชอบ... พี่ชื่อพี่อาร์ทครับ รับนามบัตรพี่ไว้นะครับ เมื่อไหร่ที่น้องเปลี่ยนใจติดต่อมาหาพี่ พี่จะปั้นให้เป็นนางเอกในชั่วข้ามคืนเลย...” เขาบอกพร้อมกับยัดเยียดนามบัตรใส่มือหล่อน หญิงสาวรับไว้แล้วก็มองตามเขาไปงงๆ
“ขอโทษค่ะพี่ที่หนูดีไม่ได้สนใจข้อเสนอของพี่ และไม่มีวันได้สนใจ..” หล่อนพูดกับตัวเองก่อนจะมองนามบัตรที่ได้มาอย่างไม่ค่อยใยดีเท่าไหร่ตามประสาคนที่ไม่ค่อยแคร์ใคร หล่อนเดินเข้ามาที่ห้องลองชุด ก่อนที่หล่อนจะเปลี่ยนชุดคืนนั้นรินรดาก็หย่อนนามบัตรที่ได้มาลงในกระเป๋าถืออย่างไม่ได้ใส่ใจนัก...
แล้วหล่อนก็ลืมเรื่องนามบัตรกับผู้ชายคนนั้นไปเลยเพราะเพลินกับการเลือกซื้อข้าวส่วนตัวของในห้างสรรพสินค้าซึ่งบันเทิงใจกว่า
“คัท คัท คัท คัททท ว้อยยย” เสียงผู้กำกับหน้าหล่อสุดติสร้องโหวกเหวกโวยวายขึ้นพร้อมกับเขวี้ยงโทรโข่งในมือทิ้งอย่างมีโมโห เมื่อฉากง่ายๆ ที่สั่งถ่ายนั้นไม่ผ่านแม้ถ่ายซ้ำจนหลายรอบ...“พักกองสามสิบนาที” ผู้กำกับคนเดิมยังกล่าวท่ามกลางความเงียบ และความเซ็งของคนทั้งกองถ่าย...ดาราชายหญิงสองคนที่อยู่หน้ากล้องมองหน้ากันไม่มีคำพูดอะไร ดาราหญิงหันไปมองคนที่นั่งรอตัวเองหน้าตึงอยู่อย่างเกรงใจเพราะเขามารอแต่เช้าส่วนดาราหนุ่มนั้นก็หัวเสียและไม่มีสมาธิมาแต่แรกแล้ว ต้นเหตุที่ผู้กำกับต้องเสียอารมณ์นั่นก็เพราะเขา... เขาทำใจจูบรินรดาไม่ได้ให้ตายเถอะ! ศตายุส่ายหัวให้กับความไม่เอาไหนของตัวเอง“เดี๋ยวพี่ไปหาคุณใหญ่ก่อนนะ ทำสมาธิให้ได้นะนายไทด์รีบถ่ายให้เสร็จเราจะได้เราจะได้เลิกกองสักที ฉากสุดท้ายของวันนี้แล้วแต่เสียเวลาถ่ายตั้งนาน ดีนะที่เป็นนายถ้าเป็นคนอื่นพี่วีนจนขนหัวลุกแล้วนะยะ” รินรดาพูดกับนักแสดงรุ่นน้องแล้วเดินเลี่ยงออกมาพ้นร่างรินรดาซึ่งเป็นตัวประกอบของเรื่อง อิงกมลนางเอกตัวจริงก็เดินมาหาศตายุด้วยใบหน้าที่หงุดหงิดไม่แพ้กันหล่อนจะกลับบ้านไม่ได้เลยถ้าถ่ายฉากนี้ไม่จบ เพราะหล่อนต้องกลับบ้านกับศตายุ และ
ใครที่ทำกรรมชั่วเอาไว้ต่างก็ได้รับกรรมเหล่านั้น อย่างเช่นมาลาตีและมานัสที่ถึงแม้จะหายเจ็บแต่ก็ต้องถูกดำเนินคดีและเข้าไปรับใช้กรรมในคุก ถึงแม้ว่าจะมีลูกกตัญญูไปเยี่ยมเยียนเสมอหากแต่มาลาตีกลับยิ่งทุกข์ทนทรมานเมื่อเห็นลูกเติบโตละได้สิ่งที่ดีๆ แต่ต้องมารับรู้ว่ามีแม่ชั่วๆ อย่างนางมานัสเองแม้จะได้รับการอโหสิจากรติพงษ์แต่เขาก็อยู่ในคุกด้วยความรู้สึกเหมือนว่าชีวิตนี้ได้จบสิ้นลงไปแล้ว เขาเสียใจที่ทำเรื่องเลวร้ายมาจนสูญเสียอิสรภาพไปอย่างที่ไม่มีวันเรียกร้องกลับมาได้อีก เพราะกรรมที่เขาทำไว้มันย้อนมาสนองอย่างที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน...รติพงษ์ลาออกจากงานแล้วมาเปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองโดยการสนับสนุนของเจ้านายเก่าและกำลังจะเป็นน้องเขยอย่างเขตแดน แนวโน้มกิจการค่อนข้างไปได้ดีเพราะชายหนุ่มมีหัวทางนี้อยู่มากจึงนับว่าเขามาถูกทาง...ระรินทิพย์เองก็ถูกขอร้องให้อยู่ในบ้านอโณทัยตามเดิมเพราะบ้านนั้นคงไม่เป็นบ้านหากขาดหญิงสาว... แรกๆ นั้นระรินทิพย์ก็รู้สึกละอาย แต่ผู้เป็นย่าและพี่สาวไม่เคยถือโทษเรื่องที่มารดาหล่อนทำเพราะทุกคนก็ต่างปลดปลง พงศกรเองก็ยังรักหล่อนเหมือนลูกสาวเช่นเดิมแถมตอนนี้ยังมีน้องสาวคน
คุณนายมาลาตีพ้นขีดอันตรายมาได้อย่างอัศจรรย์เพราะกระสุนนั้นไม่ได้ทำลายอวัยวะสำคัญทำให้นางรอดมาได้ แต่การผ่าตัดเอากระสุนออกนั้นทำให้นางต้องอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาล นางตื่นมาและมีอาการคลุ้มคลั่งจนต้องให้ยาคลายประสาทอยู่เนืองๆ ถึงจะสงบลงบ้าง ทั้งลูกชายและลูกสาวแสนกตัญญูนั้นต่างเข้าเยี่ยมและดูแลมารดาด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจเพราะรู้ว่าหากมารดาหายแล้วก็ต้องถูกคุมขังเสียอิสระเพราะความผิดมากมายที่ก่อไว้ แต่ทั้งสองก็ยังยอมรับได้เพราะดีกว่าจะปล่อยให้มารดาเสียชีวิตไปและหมดโอกาสพบเจอกันอีกเลย... ส่วนนางเพียงใจอาการสาหัสยังไม่ฟื้นและยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู พงศกรและรินรดาก็เข้าไปเยี่ยมอยู่ทุกวันและหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับผู้เป็นย่า รินรดาไม่โกรธเกลียดท่านเลยแม้แต่น้อยนิดและยิ่งสงสารเมื่อนางต้องมาเจ็บตัวขนาดนี้ในยามที่อายุมากแล้ว วันนี้รินรดานัดอรรถากรให้เขาไปรับจิด้าที่โรงเรียนแล้วมาพบกันที่โรงพยาบาล หญิงสาวรอไม่นานเห็นอรรถากรเดินมาและมีจิด้าขี่หลังอยู่ก็อมยิ้มที่สองพ่อลูกคู่นี้สนิทกันมากเพราะอรรถากรมีเวลาว่างดูแลจิด้ามากขึ้น ในขณะที่หล่อนอยู่กับเด็กหญิงน้อยลงเ
หม่อมราชวงศ์เขตแดนวางโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งคุยกับพี่ชายลงแล้วหันมามองทอดสายตาอ่อนโยนไปยังระรินทิพย์ หญิงสาวนอนหลับเพราะฤทธิ์ยาที่ถูกผสมน้ำให้ทานตอนที่มาแต่งตัวแล้ว ช่างทั้งหลายก็ไปแต่งตัวให้รินรดาเหลือเพียงหล่อนอยู่กับเขาสองคน เขานึกห่วงหญิงสาวจะต้องตื่นขึ้นมาพบเรื่องราวหลายอย่างที่กระทบต่อชีวิตและจิตใจจนเขาไม่รู้ว่าหล่อนจะรับได้มากมายสักเพียงไหน แต่เขาก็คิดว่าเขาคงจะอยู่เคียงข้างหล่อนต่อไปหากว่าหล่อน... ต้องการเขา “ระรินชอบคุณใหญ่” น้ำคำที่บอกพร้อมกับดวงตาว่างเปล่าไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความรักที่เขาได้รับวันนั้นมันมาเสียดแทงใจตลอดจนเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับหล่อนเพราะผิดหวังและเสียใจกับสิ่งที่ได้ยิน จนบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะเชื่อพี่ชายเขาที่บอกว่าหล่อนโกหกหรือว่าเชื่อคำพูดหล่อนดี... “คุณเล็ก” น้ำเสียงตกใจเล็กน้อยเอ่ยเรียกเขาเมื่อเห็นหน้าคนที่นั่งจ้องหล่อนอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงที่หล่อนนอน ระรินทิพย์ผุดลุกขึ้นมา หล่อนจำได้ว่ามาที่ห้องนี้เพื่อแต่งตัวเพื่อเตรียมเข้าพิธีหมั้น หากพอหล่อนสวมชุดเสร็จหล่อนก็ง่วงนอนมากจนคิดว่าตัวเองคงหลับล้มตัวลงนอนไม่รู้เรื่อง
ตอนที่ผลตรวจเลือดของรินรดาออกมา มาลาตีปลอบใจนางที่เสียใจว่ารินรดาไม่ใช่หลานและขอให้เก็บไว้เป็นความลับเพราะว่าสงสารพงศกรและรินรดาและแสดงท่าทีเห็นใจรินรดาอย่างแนบเนียน นางเองก็หลงเชื่อและสัญญาว่าจะไม่บอกใครและเก็บเรื่องนี้เอาไว้มาตลอด ถ้าไม่เกรงว่าพงศกรจะยกทุกอย่างให้ รินรดามากกว่าคนที่ตนคิดว่าเป็นหลานเพียงคนเดียวอย่างระรินทิพย์แล้วพูดเรื่องดีเอ็นเอออกมา นางคงจะเข้าใจผิดไปจนชั่วชีวิต “แกรักฉันที่ไหน แกรักตัวเองต่างหาก แกเอาใจฉันก็เพราะอยากได้ลูกสะใภ้ที่ว่าง่าย ฉันเกลียดแค่ไหนแกไม่รู้หรอกที่ต้องคอยอยู่เอาอกเอาใจนังแก่ งี่เง่าอย่างแก และเพราะแกคนเดียว ถ้าไม่เอาเรื่องดีเอ็นเอมาพูดมันก็ไม่จบลงอย่างนี้...” มาลาตีตวาดเสียงใส่... ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นางเพราะมีปืน ตอนนี้นางกำลังเริ่มคลุ้มคลั่งเพราะความหวาดกลัวและความโกรธ “ฉันอุตส่าห์เขี่ยนังโรเชลีน่าออกไปแล้วเขี่ยนังหนูดีให้พ้นทาง ไอ้ผัวเฮงซวยที่รักแต่พวกฝรั่งไม่สนใจฉันฉันก็วางแผนจะจัดการมันหลังงานหมั้นยัยระรินแล้วรอเปลี่ยนพินัยกรรมกับทนายให้เป็นของยัยระรินคนเดียว แล้วหลังจากนั้นฉันถึงจะฆ่าแก แต่แกทำให้แผนทุกอย่างฉัน
งานนี้นับว่าเป็นงานที่มีบรรยากาศอึมครึมและหลายคนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน แม้แต่ตัวรินรดาเองก็ยังกังวลใจจนลืมความตื่นเต้นไปหมดได้แต่ทำตามที่ผู้ใหญ่กระซิบบอกจนกระทั่งอรรถากรจับมือหล่อนเอาไว้และสวมแหวนอันทรงคุณค่าที่นิ้วนางข้างซ้าย หล่อนถึงได้มองใบหน้าคู่หมั้นที่กำลังก้มมองนิ้วมือของหล่อนอยู่และเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน...ณ วิณาทีนี้หล่อนกลายเป็นคู่หมั้นของเขาไปแล้ว ความรู้สึกอิ่มเอมตื้นตัวหัวใจไหลเวียนวนอยู่ในความรู้สึกของหญิงสาว ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น...“มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเปลี่ยนตัวกันอย่างนี้...แกเอาลูกสาวฉันไปไว้ไหน หานังหนูดี แกถึงได้มาชุบมือเปิบแทนลูกสาวฉัน” คุณนายมาลาตีถลึงตาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนเมื่อพิธีการเสร็จสิ้นลงและหม่อมเจ้าภานุรุจรัศมีกับญาติๆ กลับวังแล้วเพราะท่านมีพลานามัยไม่แข็งแรงนักจึงต้องรีบกลับไปพักผ่อน นักข่าวได้ถ่ายรูปทำข่าวหมั้นและสัมภาษณ์อรรถากรกับรินรดาเล็กน้อยและก็ไปแล้ว คนที่เหลืออยู่ก็มีแต่คนกันเอง นางจึงออกลวดลายได้เต็มที่“นั่นน่ะสิคุณใหญ่... ทำไมถึงทำอย่างนี้... คุณใหญ่มาขอหมั้นระรินกับย่าไม่ใช่หรือแล้วทำไมถึงต้องเปลี่ยนมาเป็นแม่หนูดีถ้าจะหม
บรรยากาศอันเงียบเชียบในห้องของนางเพียงใจผู้เป็นย่าของรินรดาดูน่าครั่นคร้ามมากเมื่อยามกลางคืน การตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทองแบบโบราณกับผ้าม่านสีน้ำตาลเข้ม กลิ่นกำยานที่คนจุดจงใจให้หอมแต่มันทำให้ห้องดูอึมครึมได้อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วยามเมื่อผู้เป็นย่านั่งหน้าเคร่งรอต้อนรับหล่อนอยู่บนเก้าอี้โยก
หลังจากที่ไม่ยอมกลับบ้านเลยนอกจากจะมีเรื่องคอขาดบาดตาย รินรดาก็ถูกผู้เป็นย่าเรียกตัวกลับบ้านด้วยถ้อยคำที่ทำให้หล่อนงงมาก ไม่มีคำว่าคิดถึง ไม่มีถ้อยคำที่คนเป็นย่าควรจะพูดดีๆ กับหลานที่นานๆ ถึงจะพบกันครั้งหนึ่ง... ท่านโทรศัพท์มาบอกเพียงแค่ประโยคเดียวที่ทำให้หล่อนงง แล้วก็วางสายไป“แกจะไม่อยากมาเหยียบ
หญิงสาวเปิดตู้เย็นหาอะไรมาทำเรื่อยเปื่อย ผลไม้ที่มีก็เอามาปอกแล้วเรียงใส่จานอย่างสวยงามจนคนที่นั่งมองหล่อนทำอยู่เพลินๆ นั้นต้องเอ่ยชวนหล่อนคุยขึ้นมาเพราะหล่อนทำเพลินจนไม่สนใจเขาจริงๆ “หิวแล้ว” “เดี๋ยวเด็กก็จัดของขึ้นโต๊ะแล้วล่ะค่ะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว” หล่อนบอกเขายิ้มๆ ใบหน้าหล่อเห
เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาเป็นฤกษ์งามยามดีที่รินรดาจะออกจากห้องไปเดินเล่นข้างนอก หล่อนสั่งอาหารง่ายๆ ของทางโรงแรมรองท้องมาก่อนแล้วเพื่อว่าจะได้ไม่หิวเกินไปนัก วันนี้หล่อนนึกครึ้มอยากได้เครื่องเงินกับเครื่องประดับขึ้นมาเฉยๆ เลยตั้งใจว่าจะจ้างรถโรงแรมไปส่งที่ร้านเพชรอันขึ้นชื่อของที่นี่แล้วค่อยกลับมาผลงานศิล







![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)