แชร์

บทที่ 8

ผู้เขียน: ยอดคนแปดทิศ
แต่เรื่องที่อยู่ในกระดาษนั่นเขาก็จำเป็นต้องจัดการให้สำเร็จ...

ประจวบเหมาะกับตอนนั้นที่มีรายงานจากด้านนอก ขันทีซูต้าปั้นได้ยินแล้วก็รีบก้าวเท้าแผ่วเบาเข้าไปข้างโต๊ะทรงพระอักษรฝ่าบาท องค์หญิงชิ่งหนิงเสด็จกลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ””

ฮ่องเต้ฉงเซิ่งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย“ทางเสด็จแม่ล่ะ มีความเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่?”

“ได้ยินว่าทรงเสวยบัวลอยต้มเหล้าที่องค์หญิงชิ่งหนิงปรุงด้วยพระองค์เองไปค่อนชาม ยามนี้ทรงเข้าสู่พระบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ฉงเซิ่งทรงชะงักไปครู่หนึ่ง “ชิ่งหนิงนี้ รู้ความขึ้นมาบ้างแล้วสินะ ข้านึกว่านางจะมาคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ข้าคืนความเป็นธรรมให้นางเสียอีก”

“ฝ่าบาท” ขันทีซูต้าปั้นก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม “แต่หม่อมฉันเห็นว่านี่อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปพ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างไร?” ฮ่องเต้ฉงเซิ่งทรงไม่เข้าใจ

ขันทีซูต้าปั้นกล่าวว่า “ยามนี้ภายนอกลือกันหนาหูว่า ที่องค์หญิงชิ่งหนิงเคยทูลขอประทานสมรสทำให้ฝ่าบาทและไทเฮาทรงพิโรธ การที่ท่านฉีซื่อจื่อกล้ารับอนุ ก็เป็นเพราะเห็นว่าฝ่าบาทกับไทเฮาไม่ทรงหนุนหลังองค์หญิงแล้ว แต่…แท้จริงแล้ว ฝ่าบาททรงรักใคร่องค์หญิงมาก”

“ท่านฉีซื่อจื่อรู้ทั้งรู้ แต่ยังพาคนกลับมาเช่นนี้ เกรงว่า…”

“เกรงว่าอะไร?!” ฮ่องเต้ฉงเซิ่งกริ้ว ขึ้นทันที

ขันทีซูต้าปั้นรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที “เกรงว่า... เกรงว่าจะเป็นเพราะเขาถือดีว่าตนเองมีความชอบใหญ่จนไม่เห็นหัวใครพ่ะย่ะค่ะ!”

สีหน้าของฮ่องเต้ฉงเซิ่งเปลี่ยนเป็นหม่นคล้ำในพริบตา!

พระองค์ขาดแม่ทัพหนุ่มจริง แต่หากเพราะเหตุนี้ ฉีซูเซี่ยนกลับคิดว่าตนเป็นคนที่ขาดไม่ได้…

ใจฮ่องเต้ยากแท้หยั่งถึง ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ พระองค์ก็ปรายตามองขันทีซูต้าปั้น “คำพูดพวกนี้ ใครเป็นคนสอนให้เจ้าพูด?”

ขันทีซูต้าปั้นตัวสั่น รีบก้มกราบไม่หยุด“ฝ่าบาททรงโปรดเมตตา หม่อมฉันเพียงแต่เห็นองค์หญิงชิ่งหนิงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ยามนี้นางต้องทุกข์ใจ หม่อมฉันจึงอดรู้สึกเวทนาไม่ได้ ทั้งที่เมื่อก่อนฉีซื่อจื่อเคยให้สัญญากับนางไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าในชาตินี้จะไม่รับอนุภรรยาเด็ดขาด”

เสียงโขกศีรษะดังขึ้นต่อเนื่อง เพียงครู่เดียว หน้าผากของเขาก็มีเลือดซึมออกมา

ความระแวงในใจของฮ่องเต้ฉงเซิ่งหายไป ทรงโบกมือ “ช่างเถอะ ลุกขึ้นมาได้แล้ว ใครสั่งให้เจ้าโขกศีรษะปานนั้น? แก่ตัวขนาดนี้แล้ว ไม่กลัวจะโขกจนตายหรืออย่างไร”

“หม่อมฉันมีฝ่าบาทคุ้มครอง ดวงแข็งยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีซูต้าปั้นกล่าวเอาใจ

ฮ่องเต้ฉงเซิ่งแค่นเสียงเหอะ ทรงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะมองไปยังราชโองการที่หมึกยังไม่แห้งสนิทบนโต๊ะ “ช่างเถอะ ฉีซูเซี่ยนยังเยาว์วัยนัก ย่อมต้องมีความทะนง ตำแหน่งแม่ทัพผิงเหยียนขั้นสี่ชั้นเอกนั่นดู

ขันทีซูต้าปั้นได้ฟังก็ถอนใจโล่งอก “ฝ่าบาททรงพระปรีชา!”

เช่นนี้แล้ว ผู้นั้นก็คงพอใจแล้วกระมัง

เพียงแต่ไม่รู้ว่า ตั้งแต่เขาเริ่มทำงานให้คนผู้นั้นมา เขาได้รับคำสั่งเพียงสามครั้ง สองครั้งแรกล้วนเป็นเรื่องใหญ่โตที่สั่นคลอนราชสำนักได้ แต่ครั้งนี้เหตุใดดูเหมือนเป็นเรื่องแค้นเคืองส่วนตัวไปได้?

*

ณ ด้านนอกตำหนักจื่อเซิ่ง

ฉีซูเซี่ยนรับมือกับบรรดาขุนนางที่เข้ามาทักทายด้วยท่าทีเรียบเฉย

ฉีกั๋วกงกำชับบุตรชาย “วันนี้ยามฝ่าบาทประทานรางวัล เจ้าจงอย่าได้หลงตัวเอง ขยันอีกหน่อย ไม่แน่ว่าในอนาคตตระกูลเราอาจจะมีกั๋วกงถึงสองคนในบ้านเดียว ถึงตอนนั้นจึงจะเรียกว่าเป็นการสร้างเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลอย่างแท้จริง”

แม้เขาจะพร่ำบอกว่าอย่าหลงตัวเอง แต่แววตาและรอยยิ้มกลับเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม

ฉีซูเซี่ยนพยักหน้าเบาๆ

ท่ามกลางแสงอรุณรุ่ง รูปลักษณ์ของเขานั้นหล่อเหลาอย่างไร้ที่ติ คิ้วคมเข้มดวงตาเป็นประกาย จมูกโด่งเป็นสัน อีกทั้งยังเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ ความสง่าผ่าเผยแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของนักปราชญ์ ยิ่งขับเน้นให้เขาดูโดดเด่นเหนือผู้ใด

ในไม่ช้า ท่ามกลางเสียงขานรายงานที่ดังขึ้นเป็นระยะ ฉีซูเซี่ยนก็ก้าวเข้ามายืนกลางตำหนักภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและชื่นชมของผู้คน

ฮ่องเต้ฉงเซิ่งมองเขานานกว่าปกติ

เดิมทีฝ่าบาทตั้งพระทัยจะชื่นชมต่อหน้าสาธารณชนอย่างเต็มที่ แต่พอนึกถึงคำพูดของขันทีซูต้าปั้น จึงตัดทอนคำชมเหลือเพียง "อายุยังน้อยแต่มากความสามารถ เชี่ยวชาญการศึก" จากนั้นสั่งให้เริ่มอ่านราชโองการปูนบำเหน็จศึกชางหนานทันที

ฉีซูเซี่ยนสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่จริง แต่ว่าในศึกชางหนานนั้น แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการตัวจริงกลับเป็นผู้อื่น

ราชโองการมีทั้งหมดสามฉบับ อ่านไล่เรียงตามลำดับ

หากวัดจากศึกสุดท้ายที่ฉีซูเซี่ยนพลิกสถานการณ์กลับมาได้ เขาควรจะได้เป็นผู้มีความชอบอันดับหนึ่ง

แต่ว่าราชโองการฉบับแรกที่ถูกอ่านกลับไม่ใช่ชื่อของเขา

แววตาของฉีซูเซี่ยนฉายแววงงงวยวูบหนึ่ง จนกระทั่งได้ยินชื่อตัวเองในราชโองการฉบับสุดท้าย เขาถึงได้เบาใจลง คิดไปว่าฝ่าบาทอาจจะทรงตั้งใจเก็บเขาไว้ท้ายสุดเพื่อความสำคัญ

เขาไล่เรียงคำกล่าวขอบพระทัยที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานอีกรอบในใจ ฉีซูเซี่ยนเตรียมพร้อมจะคุกเข่ารับพระมหากรุณาธิคุณ แต่ว่าจู่ๆ กลับได้ยินประโยคที่ว่า "พระราชทานบรรดาศักดิ์ แม่ทัพซวนเวย ขั้นห้าชั้นโท" เขาก็ถึงกับอึ้งไปทันที แม้ราชโองการจะอ่านจบลงแล้ว เขาก็ยังดึงสติกลับมาไม่ได้

ขั้นห้าชั้นโท?

เหตุใดจึงเป็นเพียงขั้นห้าชั้นโท?

“ท่านแม่ทัพซวนเวย ยังไม่รีบรับราชโองการขอบพระทัยอีกหรือ?” ขันทีซูต้าปั้นเอ่ยเตือน

ฉีซูเซี่ยนเม้มปากแน่นเพื่อซ่อนความตกตะลึงไว้ในดวงตา ก่อนจะคุกเข่าโขกศีรษะ ส่วนสายตาของคนรอบข้างที่มองมานั้น เขาทำเป็นมองไม่เห็นทั้งสิ้น

เมื่อพิธีจบลง ฉีกั๋วกงที่มีสีหน้าย่ำแย่รีบเข้าไปขวางขันทีซูต้าปั้นที่กำลังจะเดินจากไป

“ท่านขันทีซูต้าปั้น เมื่อวานฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะตั้งบุตรชายข้าเป็นแม่ทัพผิงเหยียนขั้นสี่ชั้นเอกมิใช่หรือ? เหตุใดวันนี้... ถึงกลายเป็นขั้นห้าชั้นโทไปได้?”

นี่มันต่างกันตั้งสองระดับขั้นใหญ่เลยนะ!

“ท่านกงกั๋วฉีกับท่านซื่อจื่อ กำลังตั้งข้อสงสัยในพระราชดำริของฝ่าบาทหรือ?” ขันทีซูต้าปั้นยิ้มถาม

“ไม่กล้า ไม่กล้าพ่ะย่ะค่ะ” กั๋วกงฉีกล่าว แม้ในใจจะไม่พอใจเพียงใด ก็ต้องกล้ำกลืนเก็บงำไว้

เขาได้แต่มองตามแผ่นหลังของขันทีซูต้าปั้นที่เดินจากไป บรรดาขุนนางที่เดิมทีตั้งใจจะมาทำความรู้จักเพราะความดีความชอบของฉีซูเซี่ยน ยามนี้ต่างก็พากันลดความกระตือรือร้นลง ใจฮ่องเต้ยากที่จะเดา ใครจะรู้ว่าฝ่าบาทกำลังทรงคิดอะไรอยู่?

ฉีกั๋วกงยังคิดจะสืบถามต่อ

แต่ฉีซูเซี่ยนสูดหายใจเข้าลึกแล้วดึงมือบิดาไว้ “ท่านพ่อกลับไปก่อนเถิด บางทีนี่อาจจะเป็นบททดสอบที่ฝ่าบาททรงมีต่อข้า ข้ายังเยาว์นัก ตำแหน่งขั้นสี่ชั้นเอกนั้นดูจะเกินตัวไปจริงๆ”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 417

    ยามที่พ่อบ้านมาตามตัว แม่นมก่วนก็รู้ดีว่าวันนี้ตนเองคงไม่มีชีวิตรอดอีกแล้วเดิมทีนางมิได้คิดจะทำเรื่องนี้เลยทว่าท่านหญิงทุกข์ใจถึงเพียงนั้น ทั้งยังคุกเข่าขอร้องนาง แล้วนางจะทนเห็นท่านหญิงน้อยที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจนโตเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?นางคิดว่า ขอเพียงตนเองลงมืออย่างมิดชิดสักหน่อย ก็ย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้เป็นแน่ยิ่งไปกว่านั้นก็แค่เรื่องสับเปลี่ยนธูปกำหนึ่งเท่านั้น คงไม่มีผู้ใดอยากจะก่อเรื่องให้บานปลายในวันสำคัญเช่นนี้หรอกอย่างมากที่สุด ก็แค่ทำให้เซิ่งยางต้องถูกผู้คนครหาบ้างเท่านั้นเองทว่านางคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเรื่องนี้จะลุกลามไปถึงองค์หญิงชิ่งหนิงได้ อีกทั้งองค์หญิงชิ่งหนิงยังไม่ทรงยอมรามือ จนทำให้เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้...ไม่ว่าจะอย่างไร ท่านหญิงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มิได้เด็ดขาดดังนั้น...แม่นมก่วนจึงคุกเข่าลงบนพื้น แล้วยอมรับออกมาตรง ๆ ว่าทั้งหมดเป็นเพราะตนไม่อาจทนดูพฤติกรรมของเซิ่งยางได้!นางตะโกนเสียงดังและรวดเร็วว่า “บ่าวไม่เชื่อว่าหญิงชั้นต่ำที่ลอบได้เสียกับบุรุษโดยไม่มีแม่สื่อ แย่งชิงวาสนาคู่ครองของผู้อื่น และไร้ยางอายเช่นนี้ จะเป็นบุตรสาวข

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 416

    แววตาของเขาพลันไหววูบ ก่อนจะเอ่ยว่า “กระหม่อมเพียงแต่ทูลว่ามีความเป็นไปได้เช่นนี้ แน่นอน... แน่นอนว่าอาจจะเป็นเพราะสาเหตุอื่นด้วยเช่นกัน”“อ้อ?” เซิ่งจือหว่านจ้องเขาตาเขม็ง “เช่นนั้นรองเจ้ากรมอวี๋ลองบอกเรามาที ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด?”สภาพอากาศในช่วงปลายเดือนสาม ปีนี้กลับยิ่งหนาวเย็นกว่าปีอื่นทว่าบนหน้าผากของรองเจ้ากรมอวี๋ในยามนี้กลับมีเหงื่อเย็นซึมออกมาเต็มหน้าผากเขาหันหลังกลับไป สบเข้ากับสายตาอันไม่พึงพอใจของหวายอ๋องและพระชายาหวายอ๋อง ทว่าเมื่อเทียบกับคนเหล่านี้ คนที่เขาไม่กล้าล่วงเกินที่สุดในยามนี้กลับเป็นเซิ่งจือหว่าน——ท่ามกลางสายตาที่เคลือบแคลงสงสัยของทุกคน เขาเดินไปข้างหน้าด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ แล้วก้มลงเก็บธูปจำนวนหนึ่งที่หักอยู่บนพื้นขึ้นมาหลังจากนั้น ดูเหมือนเขาจะค้นพบบางอย่างเข้าดวงตาที่พร่ามัวพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที “ธูปมีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ! มิ... มิใช่เพราะองค์หญิงชิ่งหนิง แต่เป็นธูปนี้ที่มีปัญหา!”พระชายาหวายอ๋องไม่อาจทนได้อีกต่อไปเซิ่งจือหว่านทั้งที่รู้ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของจวนหวายอ๋อง เหตุใดจึงไม่ยอมรามือ ถึงกับต้องก่อเรื่องให้บานปลายเช่นนี้?หากชื่อเสียงของ

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 415

    เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ รองเจ้ากรมอวี๋ก็จงใจยืดหลังให้ตรง มองไปยังทิศทางของเซิ่งจือหว่านอย่างไม่เกรงกลัวใด ๆ “ก่อนหน้านี้กระหม่อมเคยถวายฎีกาเพื่อเรื่องนี้ โดยทูลขอให้ฝ่าบาททรงถอนรับสั่งคืน ทว่า... เฮ้อ ยามนี้ดูเหมือนว่า ธูปบูชาในวันนี้คงเป็นเพราะมีองค์หญิงชิ่งหนิงประทับอยู่ที่นี่ จึงได้หักลงมา!”สิ้นคำกล่าว สายตาจำนวนมากในที่นั้นต่างพากันหันไปมองที่เซิ่งจือหว่านมีทั้งมองพิจารณาด้วยความรังเกียจ ดูถูกเหยียดหยาม หรือกระทั่งสมน้ำหน้าสตรีออกเรือนครั้งที่สอง ถือเป็นผู้ประพฤติตนเสื่อมเสียและไร้ศีลธรรมสตรีเช่นนี้ นอกจากกระทำในสิ่งที่สตรีจำนวนมากไม่กล้าทำและไม่อาจทำได้แล้ว ก็ยังเป็นการท้าทายศักดิ์ศรีของบุรุษทุกคนในที่แห่งนี้อีกด้วยยิ่งไปกว่านั้น สาเหตุที่เซิ่งจือหว่านทูลขอราชโองการหย่าร้างในยามนั้น ก็เพียงเพราะฉีซื่อจื่อรับอนุภรรยาเท่านั้นบุรุษรับอนุภรรยา ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรมอยู่แล้วหากเป็นเพราะเหตุนี้ต้องหย่าร้างแล้วแต่งงานใหม่ ใต้หล้านี้มิใช่จะวุ่นวายไปหมดหรอกหรือ แล้วจะยังมีกฎระเบียบจารีตและการอบรมสั่งสอนใดให้พูดถึงอีก?สายตาหลากหลายประเภททอดมองมา ภายในโถงใหญ่ที่เต็มไปด

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 414

    คนผู้นั้นจะเป็นใครไปได้อีกเล่า?นางพลันนึกถึงท่านหญิงหมิงเจียที่แสร้งป่วยจนมิได้มาร่วมงานในวันนี้ขึ้นมาทันทีแม้ว่าในช่วงหลายวันมานี้ ท่านหญิงหมิงเจียจะแสดงท่าทีสนิทสนมและรู้สึกผิดต่อหน้าหวายอ๋องและพระชายาหวายอ๋องอยู่ตลอดเวลา แต่ความเคียดแค้นในแววตานั้น นางไม่มีทางมองพลาดเป็นแน่ยิ่งไปกว่านั้น หากจะแอบทำสิ่งใดในจวนหวายอ๋อง จะมีผู้ใดที่ลงมือได้สะดวกกว่าท่านหญิงหมิงเจียอีกเล่า?เมื่อคิดได้เช่นนี้ เซิ่งยางก็กัดริมฝีปากเบา ๆ พลางถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยใบหน้าซีดเผือดทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากพูดในกลุ่มฝูงชน ฉีกั๋วกงกลับเอ่ยเย้ยหยันขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดังพอดิบพอดีว่า “ผู้ใดบอกว่าเป็นเพราะเซิ่งยาง? พิธีการเช่นนี้ หากมีผู้ที่ประพฤติตนเสื่อมเสียอยู่ด้วย ก็ย่อมทำให้บรรพบุรุษพิโรธได้เช่นกัน!”ผู้ที่ประพฤติตนเสื่อมเสียงั้นหรือ?ทุกคนต่างพากันชะงักงัน ก่อนจะหันมองไปรอบ ๆ ตามสัญชาตญาณ“นั่นสิ! ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเพราะแม่นางเซิ่งยางเสมอไป หากพูดถึงเรื่องการประพฤติตนเสื่อมเสีย ตั้งแต่โบราณมาสตรีต้องซื่อสัตย์ต่อสามีเดียว การหย่าร้างแล้วแต่งงานใหม่ มิใช่ไร้ศีลธรรมและประพฤติตนเสื่อมเสียหรอก

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 413

    เหลียงเหราเคยได้ยินมาว่าในอดีตเซิ่งจือหว่านกตัญญูและเคารพมารดาของฉีซูเซี่ยนเพียงใด กระทั่งยาก็ยังลงมือเคี่ยวด้วยตนเองตัวนางเองก็ถือว่าเป็นว่าที่แม่สามีของเซิ่งจือหว่านเช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปล่อยให้นางเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายก่อน แม้แต่ของขวัญแรกพบก็ยังไม่ยอมมอบให้ว่าที่น้องสะใภ้เลยสักชิ้นทว่ายามนี้กำลังอยู่ภายนอก อีกทั้งเซิ่งจือหว่านก็เป็นถึงองค์หญิงแม้ในใจเหลียงเหราจะไม่สบอารมณ์ แต่ก็ทำได้เพียงสะกดกลั้นความรู้สึกนี้เอาไว้ในขณะเดียวกันก็คิดในใจว่า นี่ต้องเป็นเพราะเซิ่งจือหว่านมิได้มีความรู้สึกใด ๆ ต่อซางสิงอวี้เป็นแน่ มิเช่นนั้นด้วยฐานะที่เหมือนกัน เหตุใดจึงได้ปฏิบัติแตกต่างกันลิบลับเช่นนี้?เมื่อเหลียงเหราคิดได้เช่นนี้ ในใจก็รู้สึกดีขึ้นมากเซิ่งจือหว่านสนทนากับฮูหยินหานต่ออีกครู่ใหญ่ ก็ได้ยินคนมาแจ้งว่า ขุนนางผู้ดำเนินพิธีการของกรมราชสกุลมาถึงแล้ว และขอเชิญทุกท่านย้ายไปยังด้านหน้าเพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในขั้นตอนการหวนคืนสู่ตระกูลเนื่องจากบรรพบุรุษของหวายอ๋องได้รับพระราชทานสกุลจากฮ่องเต้ และยามนี้ก็ได้ตั้งจวนและมีเขตศักดินาแล้ว ขั้นตอนการหวนคืนสู่ตระกูลของเมิ่งยางในวันนี้จ

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 412

    ไม่เพียงแต่ต้องซ่อมแซมเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้เมิ่งยางสวมมันได้จริง ๆ ด้วยมิเช่นนั้น คำพูดที่นางเอ่ยไว้ก่อนหน้านั้น... จะไม่กลายเป็นเรื่องน่าขันหรอกหรือ?ภายใต้การพูดคุยหยอกล้อของเหล่าฮูหยิน ในที่สุดเรื่องนี้ก็ผ่านพ้นไปได้เสียทีเซิ่งจือหว่านก็มิได้สนใจจะมาคอยจับจ่ออยู่กับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่เลิกรา เอาเวลานี้ไปพูดคุยกับฮูหยินหาน และไต่ถามถึงสุขภาพของนายหญิงผู้เฒ่าหานไม่ดีกว่าหรือ?ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้คนที่มาจากจวนสกุลหานมิได้มีเพียงแค่ฮูหยินหานเท่านั้น แต่ยังมีหานจิ่นเหยา น้องสาวสามีของฮูหยินหานอีกด้วยหานจิ่นเหยามิใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของท่านแม่ทัพใหญ่หาน แต่เป็นบุตรสาวของรองแม่ทัพนายหนึ่งที่พลีชีพในสงคราม ซึ่งท่านแม่ทัพใหญ่หานได้รับเลี้ยงไว้เมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่หานจื่ออันจะสิ้นใจ เขาได้หมั้นหมายคู่ครองให้น้องสาวผู้นี้ไว้แล้ว ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนเทียบดวงชะตากันเรียบร้อย และการสมรสก็ถูกกำหนดไว้ในเดือนแปดของปีนี้แม่นางน้อยผู้นี้มีอายุน้อยกว่าเซิ่งจือหว่านสองปี นางแตกต่างจากเหล่าสตรีสูงศักดิ์ทั่วไปในเมืองหลวง ผิวพรรณของนางค่อนข้างคล้ำ และท่าทางดูมีความองอาจและห้าวหาญเซิ่งจ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status