Masukส้มแป้นพาเรืองฤทธิ์และจักรวาลหลบแฟนคลับกลุ่มใหญ่ออกไปทางหลังร้าน เฌอปรางค์และภาคินจึงถูกปล่อยให้อยู่กันตามลำพัง ทั้งคู่มองหน้ากันนิ่งงันและเนิ่นนาน แต่ในที่สุดคนเป็นพี่ก็ยอมอ่อนข้อให้คนเป็นน้อง โดยยอมพูดขึ้นมาก่อนว่า
“เตรียมตัวเก็บของไว้ด้วยนะ พรุ่งนี้พี่จะมารับกลับบ้าน”
“มะปรางยังกลับตอนนี้ไม่ได้ค่ะ”
“ถ้าพรุ่งนี้มะปรางไม่กลับ คุณยายจะลงมาตามด้วยตัวเอง” ภาคินบอกตามที่ได้รับรายงานมาจากบัวบาน
“ไหนพี่เกลือสัญญาว่าจะมาช่วยมะปราง แล้วนี่อะไรกัน พี่เกลือมาเพื่อลากมะปรางกลับไปให้คุณยายผลักลงนรกชัดๆ เลย” น้องสาวแสร้งตีหน้าเศร้า ทำเป็นบีบน้ำตา เพราะรู้ดีว่าน้ำตาของตนสามารถทำให้พี่ชายใจอ่อนได้ทุกครั้ง
“ไม่ต้องบีบน้ำตา ต่อให้ร้องไห้จนน้ำตาท่วมโลก ครั้งนี้พี่ก็ไม่ใจอ่อน” ภาคินตัดบท แล้วเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ที่วางไว้บนโต๊ะมุมห้อง โดยไม่สนใจว่าเฌอปรางค์กำลังจะร้องได้ออกมาจริงๆ แล้ว
ส้มแป้นเข้ามาทันจังหวะที่ภาคินกำลังจะเดินจากห้องพอดีจึงถามว่า “พี่เกลือจะไปแล้วเหรอคะ แล้วนี่พักที่ไหนคะ”
“คงเป็นโรงแรมใกล้ๆ แถวนี้แหละ”
“พูดแบบนี้แสดงว่าพี่เกลือยังไม่มีที่พัก ถ้าอย่างนั้นคืนนี้พี่เกลือพักที่นี่ก็ได้ค่ะ ส้มมีห้องว่างอยู่ห้องนึง”
ภาคินเกือบจะปฏิเสธในตอนแรก แต่ก็เปลี่ยนใจในตอนท้าย เพราะคิดว่าการอยู่ใกล้เฌอปรางค์ให้มากที่สุด ดีกว่าปล่อยให้ไกลหูไกลตา ยิ่งในเวลาที่คุยกันไม่เข้าใจเช่นนี้ ไม่รู้ว่าน้องสาวของเขาจะคิดหนีไปอีกหรือไม่
“งั้นพี่ขอรบกวนส้มสักคืนก็แล้วกันนะครับ”
“กี่คืนก็ได้ค่ะ” สาวหน้าจืดยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นเส้นตรงเช่นเคย
หลังจากตกลงเรื่องที่พักกันได้ ภาคินและเฌอปรางค์ก็ออกไปคุยกันตามลำพังที่สวนเล็กๆ ข้างร้าน ผู้เป็นน้องสาวยอมเล่าความจริงทุกอย่างให้พี่ชายฟังโดยไม่ปิดบัง และขอร้องให้เขาปล่อยเธอไว้ที่กรุงเทพฯ ต่อไป
“ถึงพี่ยอม แต่คุณยายไม่มีทางยอมแน่” ภาคินหนักใจ
“มะปรางยอมให้คุณยายโกรธเรื่องเป็นแฟนกับนายจักรวาล แต่มะปรางจะไม่ยอมกลับไปแต่งงานกับนายชานนท์เด็ดขาด” เฌอปรางค์ยืนกราน
“มะปรางไม่มีสิทธิ์เลือก ชีวิตมะปรางถูกคุณยายลิขิตไว้หมดแล้ว”
“ตั้งแต่เล็กจนโต มะปรางยอมคุณยายมาตลอด แต่เรื่องแต่งงาน มะปรางยอมไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
“พี่ว่าเรากลับไปตกลงกันที่บ้านดีกว่านะ” ภาคินพยายามตะล่อมให้น้องสาวยอมกลับเชียงใหม่
“ไม่ค่ะ มะปรางจะอยู่ที่นี่ แล้วพี่เกลือก็ห้ามบอกคุณยายเด็ดขาด ว่ามะปรางกับนายจักรวาลไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ” เฌอปรางค์ขอร้องแกมบังคับ
“พอกัน ทั้งมะปรางทั้งไอ้จักร หาเรื่องใส่ตัวกันแท้ๆ” ชายหนุ่มส่ายหน้าระอาใจ และยิ่งคิดถึงปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาก็ยิ่งเครียด
“มะปรางไว้ใจพี่เกลือนะคะ ถึงยอมเล่าความจริงทุกอย่างให้ฟัง เพราะฉะนั้นพี่เกลือก็ต้องช่วยมะปรางปิดเรื่องนี้เป็นความลับด้วย” ผู้เป็นน้องสาวเข้าโหมดออดอ้อน
“อย่ามาอ้อนซะให้ยากเลยยายตัวแสบ ยังไงพรุ่งนี้เราก็ต้องกลับเชียงใหม่พร้อมพี่” พูดจบ ภาคินก็เดินหนีกลับเข้าไปในร้าน ปล่อยให้เฌอปรางค์มองตามตาละห้อย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฌอปรางค์ย่องออกจากร้านของส้มแป้นด้วยความระมัดระวัง จุดหมายปลายทางคือบ้านของเรืองฤทธิ์ ความจริงวันนี้มีนัดถ่ายรายการโทรทัศน์ตอนบ่าย แต่หญิงสาวจำเป็นต้องรีบออกจากบ้านแต่เช้า ก่อนที่ภาคินจะตื่น หากไม่เช่นนั้น เธอคงจะไม่ได้ออกไปทำงานให้จักรวาลแน่นอน
เฌอปรางค์ตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ช่วยจักรวาล ไม่ใช่เพราะเห็นแก่เงินค่าจ้างจำนวนมากที่จะได้รับ หากแต่หญิงสาวคิดว่า มันคงเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป ถ้าเธอจะหนีไป แล้วทิ้งให้เขาเผชิญปัญหาจากการหายตัวไปของเธอเพียงลำพัง เพราะหากเธอหายตัวไปในเวลานี้ บรรดาสื่อมวลชนคงจะไม่อยู่เฉยแน่ และเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เธอต้องการใช้สถานภาพคนรักของจักรวาลเป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้ยายเสาวรสลากตัวเธอกลับไปแต่งงานกับชานนท์ แม้ไม่มั่นใจว่า จะได้ผลมากน้อยเพียงใด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ลับหลังเฌอปรางค์ไม่ทันไร ภาคินก็หิ้วกระเป๋าเป้ลงมาจากชั้นบน ในชุดที่เตรียมพร้อมออกเดินทาง ชายหนุ่มตั้งใจจะลงมานั่งรอน้องสาวที่ชั้นล่าง เพื่อที่จะได้ออกเดินทางทันทีที่ยายตัวแสบลงมา แต่ในขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านประตูห้องครัว สายตาของเขาก็เหลือบเข้าไปเห็นว่าส้มแป้นกำลังง่วนอยู่กับการทำขนมเค้ก เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทักทาย
“ตื่นเช้าจังส้ม”
“ส้มต้องรีบตื่นมาทำเค้กให้ทันขายตอนเปิดร้านค่ะ” หญิง-สาวตอบพลางระบายยิ้มจนตาหยีเหมือนเคย
“นอนดึกตื่นเช้าอย่างนี้ทุกวัน ไม่เหนื่อยแย่เหรอ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้น คล้ายกับมีกระแสความห่วงใยปนอยู่พอควร
“ส้มชินแล้วค่ะ ตั้งแต่เปิดร้านมาปีกว่าๆ ก็ทำอย่างนี้มาตลอด”
ภาคินยิ้มรับคำตอบของหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้า แล้วเหลียวมองไปรอบห้อง เมื่อไม่เห็นคนที่มองหา จึงเอ่ยถาม “มะปรางยังไม่ตื่นเหรอครับ”
“ตื่นแล้วค่ะ ส้มยังนึกแปลกใจอยู่เลยที่วันนี้มะปรางตื่นก่อนส้มได้ แต่ส้มยังไม่เจอหน้ามะปรางเลยนะคะ น่าจะเดินเล่นอยู่หน้าร้านล่ะค่ะ” ปากก็ตอบ แต่มือก็ง่วนอยู่กับการตีแป้งเค้ก
“ถ้าอย่างนั้นพี่ขอตัวออกไปตามหายายตัวแสบก่อนนะครับ จะได้รีบพากลับบ้าน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ส้มแป้นก็ใจหายวาบด้วยความสงสารเพื่อน แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะถึงอย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องภายในครอบครัว ไม่สมควรที่คนนอกอย่างเธอจะเข้าไปก้าวก่าย
ภาคินเดินหายออกไปข้างนอกครู่ใหญ่ แล้วกลับเข้ามาในห้องครัวอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พี่เดินหาจนทั่ว ไม่เจอมะปรางเลย สงสัยจะหนีไปอีกแล้ว”
“คงไม่ได้หนีไปไหนหรอกค่ะ เพราะกระเป๋าเดินทางของมะปรางยังวางอยู่ที่เดิม ของใช้ส่วนตัวก็ยังอยู่ครบ” ส้มแป้นตั้งข้อสังเกต
“ถ้าอย่างนั้นยายตัวแสบหายไปไหน”
“ส้มคิดว่าต้องไปทำงานกับคุณจักรแน่ๆ ค่ะ”
“ที่ไหน ส้มรู้มั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างร้อนใจ เขาไม่อยากให้เฌอปรางค์ออกสื่อใดๆ อีก เพราะเกรงว่าจะทำให้ยายเสาวรสจะโกรธมากไปกว่านี้
ส้มแป้นส่ายหน้าแทนคำตอบ แล้วหลุบตามองพื้นด้วยความรู้สึกผิด ที่ไม่เคยมีคำตอบให้ภาคินอีกแล้ว
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ ไม่ใช่ความผิดของส้มสักหน่อย” ภาคินส่งยิ้มปลอบใจ ทำให้ส้มแป้นรู้สึกดีขึ้น และยิ้มได้อีกครั้ง
“พี่อยากรู้จริงๆ ว่ายายมะปรางจะดื้อแพ่งไปถึงเมื่อไหร่” ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ และตัดสินใจจะรออยู่ที่ร้านของส้มแป้น จนกว่าเฌอปรางค์จะเสร็จงานแล้วกลับมาเอง เพราะรู้นิสัยน้องสาวดีว่า ถ้าคิดจะทำอะไรแล้วก็ยากที่ใครจะไปขวางได้
รถแท็กซี่สีชมพูหวานคันหนึ่งแล่นเข้าไปจอดบริเวณหน้าอาคารสำนักงานของบริษัทแฮปปี้เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จากนั้นร่างสันทัดของชานนท์ก็ก้าวออกมายืนแหงนหน้ามองตัวอาคารที่สูงลิบลิ่ว แล้วรีบวิ่งหลบแดดยามเที่ยงเข้าไปภายในอาคารอย่างรวดเร็ว
“ผมมาหานายจักรวาล” ชานนท์บอกเจ้าหน้าที่สาวสวย ซึ่งนั่งประจำการอยู่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“ถ้าคุณอยากพบคุณจักรต้องไปหาที่กองถ่าย หรือไม่ก็ตามสตูดิโอที่เขาถ่ายรายการโทรทัศน์กันนะคะ พวกดาราเขาไม่อยู่ประจำออฟฟิศกันหรอกค่ะ” พนักงานสาวตอบ
“แล้ววันนี้ผมจะไปหาไอ้...เอ่อ...นายจักรวาลได้ที่ไหนครับ” ชานนท์มีท่าทีลุกลี้ลุกลน
“ไม่ทราบค่ะ”
“แล้วรู้มั้ย ว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน”
“ไม่ทราบค่ะ” ความจริงพนักงานสาวรายนี้รู้ดีทุกอย่าง ทว่าเธอไม่กล้าบอก เนื่องจากท่าทางของชานนท์ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
“ถามอะไรก็ ไม่รู้อะไรสักอย่าง แล้วมานั่งเสนอหน้าเป็นประชาสัมพันธ์ได้ยังไง!” ชานนท์อารมณ์เสีย ตบเคาน์เตอร์เสียงดังปัง แล้วข่มขู่จะเอาคำตอบจากพนักงานสาวให้ได้
“พี่ยาม ช่วยพาผู้ชายคนนี้ออกไปที” พนักงานต้อนรับสาวตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชายฉกรรจ์ ที่ยืนรักษาการอยู่หน้าประตูอาคารให้มาจัดการกับชานนท์
“เฮ้ย! มาจับฉันทำไม ปล่อยนะ ปล่อย” ชานนท์ดิ้นพล่าน เมื่อถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยล็อคตัว แล้วลากออกไปนอกอาคาร
“กรุณาอยู่ในความสงบด้วยครับ ถ้าไม่อยากให้ผมทำอะไรรุนแรงมากไปกว่านี้” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเตือนด้วยน้ำเสียงขึงขังเอาเรื่อง
“ปล่อยฉัน ฉันจะไปหาไอ้จักรวาล บอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ ว่าไอ้คนที่มันชอบแย่งแฟนชาวบ้านอยู่ที่ไหน” ชานนท์โวยวายเสียงดังลั่น จนผู้คนที่เดินอยู่ในบริเวณนั้นหันมามองเป็นตาเดียวกัน
ชยตร์ที่กำลังจะก้าวเข้าไปในตัวอาคารชะงักเท้าฉับพลัน เมื่อได้ยินสิ่งที่ชานนท์พูด เขารอจนกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจับชานนท์โยนออกไปนอกรั้ว แล้วจึงเดินตามเข้าไปคุยด้วย
“คุณมาหาจักรใช่มั้ย” ชยตร์หยั่งเชิง
“ใช่ คุณรู้จักมันเหรอ” ชานนท์ตอบพลางมองหน้าดาราหนุ่มแบบมีความหวัง
“และถ้าเมื่อกี้นี้ผมได้ยินไม่ผิด คุณพูดว่าจักรแย่งแฟนคุณไปใช่มั้ย” ชยตร์ไม่ตอบคำถาม แต่กลับตั้งคำถามใหม่ให้ชานนท์
“ก็ใช่น่ะสิ ผมกับน้องมะปรางกำลังจะแต่งงานกัน แต่อยู่ดีๆ ก็มีข่าวว่าไอ้จักรวาลเป็นแฟนกับน้องมะปรางของผม” ชานนท์เล่าอย่างไม่สบอารมณ์
“คุณแน่ใจเหรอว่าผู้หญิงที่เป็นข่าวกับจักรเป็นแฟนคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่หน้าตาเหมือนกัน”
“ผมจำน้องมะปรางของผมได้แม่น ไม่มีทางจำผิดแน่นอน” ชานนท์มั่นใจ
ชยตร์ยกยิ้มร้ายกาจที่มุมปากนิดหนึ่ง เมื่อมองเห็นเค้าลางของความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง จากนั้นจึงบอกชานนท์ว่า “ถ้าคุณอยากเจอจักร ผมก็จะช่วย”
“จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็รีบบอกผมมาเร็วๆ ว่าไอ้จักรวาลมันอยู่ที่ไหน ผมจะตามไปเอาแฟนผมคืน”
ชยตร์จดที่อยู่สตูดิโอที่จักรวาลไปถ่ายรายการโทรทัศน์ในวันนี้ให้ชานนท์ พร้อมทั้งวาดแผนที่แบบละเอียดยิบให้ด้วย ดาราหนุ่มมองตามท้ายรถแท็กซี่สีชมพูของชานนท์แล่นออกจากอาคารสำนักงาน ด้วยความกระหยิ่มใจว่า ระหว่างการถ่ายทำรายการของจักรวาลจะต้องมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นแน่นอน
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ



![พิศวาสรักลูกหนี้ [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



