FAZER LOGIN“ไม่มีอะไรหรอก” ส้มแป้นตอบเสียงสั่น
“นี่มันอะไรกันคะ ทำไมต้องขึ้นเสียงกันอย่างไร้มารยาทแบบนี้ไม่ทราบ เพื่อนฉันทำอะไรพวกคุณอย่างนั้นเหรอ ถ้าไม่พอใจก็เชิญออกไปนั่งที่ร้านอื่น ร้านเราไม่ต้อนรับลูกค้านิสัยอันธพาลแบบนี้” เฌอปรางค์ถลึงตาถามกะเทยขาวอวบที่นั่งจ้องเธอตาไม่กระพริบ หญิงสาวมองตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะเดียวกันก็มีสายตาไม่สบอารมณ์ของจักรวาลมองมาที่เธออีกทอดหนึ่งด้วย
เฌอปรางค์ชินกับการควบคุมคนงานจำนวนมากในรีสอร์ตและสวนดอกไม้ส่งออกของครอบครัวอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่กลัวกะเทยร่างใหญ่ และชายหนุ่มตัวโตตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำในใจของเฌอปรางค์ยังนึกค่อนขอด ว่าสองคนนี้คงจะเป็นคู่ขากันอีกต่างหาก
“ตกลงมีเรื่องอะไรกันคะ อย่าคิดว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์แล้วจะมาทำตัวกร่างกับชาวบ้านแบบนี้ได้นะ” เฌอปรางค์ทวงถามคำตอบพลางปรายหางตามองไปทางจักรวาลอย่างเหยียดหยัน
จักรวาลมองหน้าเฌอปรางค์สลับกับเรืองฤทธิ์ด้วยความหงุดหงิด เขาตั้งใจจะหาร้านเงียบๆ เพื่อนั่งสงบสติอารมณ์ แต่กลับต้องมาเจอเรื่องที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมากกว่าเดิม และในที่สุดซุปเปอร์สตาร์หนุ่มก็ตัดสินใจลุกพรวดขึ้น แล้วพยายามแทรกตัวผ่านเฌอปรางค์ ซึ่งยืนขวางทางออกอยู่ ทว่าหญิงสาวกลับใช้ฝ่ามือยันแผงอกของเขาเอาไว้
“คุณยังไปไม่ได้ จนกว่าจะตอบคำถามฉัน” เฌอปรางค์พูดเสียงกระด้าง
จักรวาลก้มหน้าลงมองฝ่ามือของหญิงสาวที่ประทับอยู่บริเวณอกข้างซ้ายของตน แล้วออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงกดต่ำว่า “เอามือของคุณออกไปเดี๋ยวนี้”
เรืองฤทธิ์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระชากมือของเฌอปรางค์ออกจากหน้าอกของจักรวาล แล้วบอกชายหนุ่มเบาๆ ว่า “จักรอย่าเพิ่งโมโหนะ เดี๋ยวพี่จัดการยายสองคนนี้เอง”
เมื่อพูดกับซุปเปอร์สตาร์หนุ่มจบ ผู้จัดการส่วนตัวร่างอวบอั๋นก็หันไปตะเบ็งเสียงใส่สองสาวว่า “ยายมะปราง! ยายหน้าจืด! เธอสองคนจำฉันไม่ได้เหรอยะ”
เฌอปรางค์และส้มแป้นจ้องหน้าเรืองฤทธิ์เขม็ง ทั้งคู่พยายามทบทวนความจำอยู่ชั่วอึดใจ แล้วก็ร้องประสานเสียงออกมาว่า
“พี่ฤทธิ์!”
“ริชชี่ย่ะ” เรืองฤทธิ์สะบัดหน้าพรืด เมื่อถูกเรียกด้วยชื่อเดิม ซึ่งเจ้าตัวไม่ปรารถนาจะได้ยิน มีเพียงจักรวาลคนเดียวเท่านั้นที่เขายอมให้เรียกชื่อนี้
“ค่ะ พี่ริชชี่” ส้มแป้นยิ้มหน้าบานด้วยความยินดี ที่ได้พบเพื่อนรุ่นพี่อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี
“เธอสองคนจำฉันไม่ได้จริงๆ เหรอ” เรืองฤทธิ์ถามซ้ำคำถามเดิม
“ก็เมื่อก่อนพี่ริชชี่ไม่ได้เป็นแบบนี้นี่คะ” มะปรางกล่าวพลางมองสำรวจไปทั่วเรือนร่างของเพื่อนรุ่นพี่ ซึ่งผิดแผกไปจากอดีตมาก เมื่อก่อนเรืองฤทธิ์เก็บกิริยาจนคนอื่นแทบดูไม่ออก ว่าเขานั้นเป็นพวกเบี่ยงเบนทางเพศ จะมีก็แต่เพื่อนสนิทไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ แต่ปัจจุบันเรืองฤทธิ์เต็มที่กับการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงมาก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้า ผม ทุกอย่างเต็มที่มาก
“ฉันสวยขึ้นใช่มั้ยล่ะ” เรืองฤทธิ์กล่าวพลางเชิดหน้าอย่างน่าหมั่นไส้
“ใช่ค่ะ สวยจนส้มจำไม่ได้เลย” ส้มแป้นกล่าวสำทับ
“ยายหน้าจืด ต่อไปนี้ให้เรียกฉันว่าริชชี่นะยะ”
“พี่ก็อย่าเรียกส้มว่ายายหน้าจืดสิคะ” ส้มแป้นสวนกลับไปเบาๆ
“แล้วเมื่อกี้นี้พี่ริชชี่ตวาดยายแป้นทำไมคะ” มะปรางยังไม่หายแคลงใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
“ฉันดีใจที่เจอยายส้มแป้น เลยเผลอเรียกเสียงดังไปหน่อย แล้วยายนี่ก็ทำเป็นตกใจซะโอเวอร์เชียว”
จักรวาลซึ่งยืนมองสถานการณ์อยู่นานเริ่มทนไม่ไหว จึงพูดเสียงแข็งกับเรืองฤทธิ์ว่า “เชิญพี่คุยกับเพื่อนเก่าตามสบายนะครับ” พูดจบชายหนุ่มก็เบียดตัวออกจากโต๊ะ แต่ด้วยมุมที่แคบ จึงทำให้ไหล่หนาของเขากระแทกกับไหล่บอบบางของเฌอปรางค์ที่ยืนขวางทางออกอยู่ จนคนถูกชนเกือบจะล้ม
จักรวาลรู้ตัวว่าชนเฌอปรางค์เข้าอย่างจัง แต่อารมณ์ของเขาในเวลานี้ มันคุกรุ่นมาจากเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ดังนั้นเขาจึงจงใจละเลยการกล่าวคำขอโทษ ซึ่งผิดจากนิสัยปกติของเขา ที่แม้จะเป็นคนใจร้อน วู่วาม แต่เขาก็ไม่ใช่อันธพาล
“เดี๋ยวก่อน” เฌอปรางค์เอ่ยรั้งคู่กรณีเสียงกร้าว พร้อมตวัดมือเรียวไปคว้าข้อมือหนาของเขาเอาไว้
“อะไรของคุณ !?” จักรวาลชะงักเท้า แล้วหันกลับมามองหน้าเฌอปรางค์อย่างหงุดหงิด
“เดินชนผู้หญิงจนเกือบจะล้ม ไม่คิดจะขอโทษสักคำรึไง หรือคิดว่าตัวเองเป็นซุปเปอร์สตาร์ เป็นดาราดัง เลยไม่ต้องเห็นหัวคนอื่นงั้นสิ” หญิงสาวต่อว่าพร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มร่างสูงอย่างเอาเรื่อง
“ถ้าเป็นคนอื่นผมจะขอโทษ แต่กับผู้หญิงปากจัด ไร้มารยาทอย่างคุณ คงไม่จำเป็นต้องพูด” คนอย่างจักรวาลไม่ชอบให้ใครมาออกคำสั่ง ยิ่งออกคำสั่ง เขาก็ยิ่งจะทำในสิ่งตรงกันข้าม
“เอ๊ะ...หรือว่าต้องเป็นผู้ชาย หนุ่มๆ หล่อๆ ล่ำๆ กล้ามเป็นมัดๆ คุณถึงจะยอมขอโทษแต่โดยดี” เฌอปรางค์พูดจาเสียดสี เพราะเชื่อตามข่าว ว่าซุปเปอร์สตาร์หนุ่มเป็นเกย์จริงๆ
จักรวาลโกรธมากที่ถูกหยามความเป็นลูกผู้ชายซึ่งๆ หน้า ดังนั้นเขาจึงสะบัดแขนของตัวเองออกจากการเหนี่ยวรั้งของเฌอปรางค์อย่างแรง จนหญิงสาวรู้สึกเจ็บที่ข้อมือ จากนั้นจักรวาลก็ก้าวเข้าไปประชิดตัวเฌอปรางค์ แล้วใช้สองมือบีบต้นแขนทั้งสองข้างของหญิงสาวเอาไว้แน่น
“ผมไม่ได้เป็นอย่างที่คุณหรือใครๆ กำลังพยายามยัดเยียดให้ผมเป็น ครั้งนี้ผมจะยกโทษให้ แต่ครั้งหน้า ถ้าคุณสบประมาทผมอย่างนี้อีก คุณเจอดีแน่” จักรวาลกัดฟันพูด
“ปล่อยฉันนะไอ้จักรยานซอมซ่อ”
“ผมชื่อจักรวาล!” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มกัดฟันบอก
“ฉันจะเรียก ‘จักรยาน’ มีอะไรมั้ย จักรยานโบราณ จักรยานไม่มีกระดิ่ง จักรยานขึ้นสนิม”
“ยายผู้หญิงปากจัด” จักรวาลไม่รู้จะโต้กลับอย่างไรดี เพราะไม่เคยมีเรื่องกับผู้หญิงมาก่อน
เรืองฤทธิ์สังเกตเห็นลูกค้าในร้านเริ่มหันมามอง และซุบซิบกัน บางคนก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพจักรวาล ดังนั้นเขาจึงรีบดึงตัวซุปเปอร์สตาร์หนุ่มให้นั่งลงที่โต๊ะเดิม พร้อมกันนั้น ส้มแป้นก็ดึงตัวเฌอปรางค์ให้นั่งลงที่ฝั่งตรงกันข้าม แม้จะถูกจับแยกกันแล้ว ทว่าคู่กรณีทั้งสองก็ยังมิวายจะส่งสายตาอาฆาตให้แก่กันแบบไม่มีใครยอมใครอยู่นั่นเอง
“คนกันเองทั้งนั้น อย่ามีเรื่องกันเลยนะ” เรืองฤทธิ์พยายามไกล่เกลี่ย
เฌอปรางค์กำลังจะอ้าปากเถียง แต่ก็ถูกเพื่อนรุ่นพี่ดักคอเอาไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นยายมะปราง ฤทธิ์มากไม่เปลี่ยนเลยนะหล่อน”
“ไม่พูดก็ได้...ก็ได้...ก็ได้ค่ะ!” เฌอปรางค์กระแทกเสียง พูดซ้ำคำ ราวเด็กหญิงเอาแต่ใจ
“เธอสองคนคงรู้จักจักรดีอยู่แล้วใช่มั้ย ฉันคงไม่ต้องแนะนำ” เมื่อพูดกับสองสาวจบ เรืองฤทธิ์ก็หันไปพูดกับจักรวาลต่อว่า “ยายแว่นหน้าจืดนี่ชื่อส้มแป้น ส่วนยายคนนี้ชื่อ มะปรางขาวีน เป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยเดียวกับพี่”
“มะปรางเฉยๆ ก็พอค่ะพี่ฤทธิ์ ไม่ต้องมี ‘ขาวีน’ มาต่อท้ายหรอกค่ะ”
“ริชชี่ย่ะ บอกว่าให้เรียกฉันว่าริชชี่” เรืองฤทธิ์ขว้างค้อนวงใหญ่ใส่รุ่นน้อง
“พี่ริชชี่ก็เรียกมะปรางว่ามะปรางเฉยๆ สิคะ” รุ่นน้องสาวหัวรั้นไม่ยอมลดราวาศอก
“ตอนนี้คุณน้องก็กำลังจะวีนคุณพี่อยู่เห็นๆ แล้วจะไม่ให้เรียกว่ายายมะปรางขาวีนได้ยังไงยะ”
“ผมกลับก่อนนะพี่ฤทธิ์” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มเจ้าอารมณ์โพล่งออกมากลางวง แล้วลุกพรวดออกไปอย่างไม่สนใจใครทั้งสิ้น แม้ว่าผู้จัดการส่วนตัวของเขาจะพยายามร้องเรียก แต่ร่างสูงก็ยังคงเดินดิ่งออกไปนอกร้าน อย่างไม่แยแส
เรืองฤทธิ์จำใจต้องวิ่งตามจักรวาลออกไป แต่ก่อนที่ร่างขาวอวบจะพ้นประตูร้าน เขาก็หันกลับมามองสองสาวอีกครั้ง พลางคิดในใจว่า ‘ฉันเจอคนที่จะมาเป็นแฟนจักรแล้ว’
เมื่อออกจากร้าน Sweet Cup Coffee จักรวาลก็ขับรถกลับบ้านทันที เพราะคิดว่าคงไม่มีที่ไหนจะสงบสุขได้เท่ากับ ‘บ้าน’ อีกแล้ว ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในห้องรับแขกของบ้านสองชั้นหลังใหญ่ แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาหนานุ่มด้วยความเซ็งในอารมณ์ เรืองฤทธิ์เดินเลยเข้าไปในห้องครัว และกลับออกมาพร้อมกับน้ำแร่เย็นเฉียบสำหรับซุปเปอร์สตาร์หนุ่มหนึ่งขวด และน้ำส้มคั้นสำหรับตัวเองหนึ่งแก้ว
“ดื่มน้ำก่อนนะจักร อารมณ์จะได้เย็นลง” เรืองฤทธิ์พูดพลางส่งขวดน้ำแร่ให้จักรวาล จากนั้นก็ยกแก้วน้ำส้มคั้นขึ้นจรดริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีชมพูจางหวานของตัวเอง แล้วทำสีหน้าชื่นใจสุดขีด
“นี่พี่ฤทธิ์ยังจะอารมณ์ดีได้อยู่อีกเหรอครับ” เจ้าของบ้านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด เพราะตลอดทั้งเช้าที่ผ่านมามีแต่เรื่องชวนปวดหัว โดยเฉพาะข่าวนักเรียนหญิงฆ่าตัวตาย อันมีสาเหตุมาจากข่าวเกย์ของเขา
“แล้วจักรจะเครียดไปทำไม พี่บอกแล้วว่าเรื่องนี้พี่จัดการได้ เชื่อมือพี่สิ” เรืองฤทธิ์ขยิบตาซ้ายให้จักรวาลอย่างสบายอารมณ์
“เรื่องอื่นผมไม่สนหรอก แต่เรื่องนักเรียนหญิงคนนั้นฆ่าตัวตาย มันเป็นเพราะข่าวของผม” จักรวาลวางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนหน้าขาของตัวเอง แล้วก้มหน้ากุมศีรษะด้วยความรู้สึกผิด ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเขา
เรืองฤทธิ์ขยับเข้าไปนั่งที่โซฟาตัวเดียวกับจักรวาล แล้วยกมือขึ้นบีบบ่าชายหนุ่มเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทำงานร่วมกัน จักรวาลเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงาน ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มผู้นี้เปรียบเสมือนน้องชายของเขาคนหนึ่ง
“จักรอย่าคิดมากสิ ยังไงเด็กคนนั้นก็ตายไปแล้ว ไม่ว่าจักรจะเสียใจแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่เขาจะฟื้นขึ้นมาได้”
“จะให้ผมทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้ยังไง ชีวิตคนทั้งชีวิตนะครับ แล้วพ่อ แม่ ของเด็กคนนั้นจะว่ายังไง ที่ลูกสาวเขาต้องมาตายเพราะผม ผมอยากไปเยี่ยมครอบครัวเขา พี่ช่วยสืบให้หน่อยนะครับว่าบ้านเด็กคนนั้นอยู่ที่ไหน” จักรวาลพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้ว่าเขาจะเป็นคนใจร้อน มุทะลุ แต่เขาก็มีความอ่อนโยนอยู่เต็มหัวใจ ซึ่งน้อยคนที่จะได้เห็นมุมนี้ของเขา นอกจากคนคนในครอบครัว และคนใกล้ชิดที่สนิทกันจริงๆ เท่านั้น
“อย่าเลยจักร ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร พี่ว่าเราอย่าไปยุ่งให้เป็นข่าวเลยนะ แต่ถ้าจักรไม่สบายใจ พี่จะส่งเงินไปให้พ่อแม่เด็กสักก้อนนึง แล้วก็จะพาจักรไปทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้เขาก็แล้วกัน”
จักรวาลนิ่งไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ดังนั้นเรืองฤทธิ์จึงพูดถึงเรื่องที่เขาเก็บไว้ในใจตั้งแต่ออกจากร้านกาแฟของส้มแป้นว่า “พี่หาผู้หญิงที่จะมาแถลงข่าวเป็นแฟนจักรได้แล้วนะ”
“พี่ฤทธิ์จะทำอย่างนั้นจริงๆ เหรอครับ ผมว่าอย่าดีกว่า ผมไม่อยากหลอกลวงประชาชน” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มคัดค้าน
“ถ้าไม่ทำอย่างที่พี่บอก แล้วจักรมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้มั้ยล่ะ ต่อให้จักรตะโกนบอกความจริงปาวๆ ยังไงก็ไม่มีใครเชื่อหรอก ว่าจักรไม่ได้ไปแก้ผ้านอนกอดกับผู้ชาย ไอ้คนทำมันก็เก๊งเก่งนะ ทำรูปซะเนียนอย่างกับรูปจริงแน่ะ”
“พี่ฤทธิ์เลิกพูดถึงเรื่องรูปอุบาทว์นั่นสักทีได้มั้ย!” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มกล่าวเสียงแข็ง แล้วเดินหนีไปยังสวนหย่อมหน้าบ้าน ภาพที่ผู้จัดการส่วนตัวของเขาพูดถึงเป็นภาพที่น่าสะอิดสะเอียน น่าขยะแขยง ซึ่งชายแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างจักรวาลไม่อาจรับได้ ยิ่งเรืองฤทธิ์กล่าวย้ำในเวลาที่เขาอยากลืม ก็ยิ่งทำให้อุณหภูมิความโกรธของเขาพุ่งสูงขึ้นจนยากที่จะควบคุม
เรืองฤทธิ์เดินตามจักรวาลออกมาติดๆ แต่ก็เลือกที่จะทิ้งจังหวะไว้ครู่ใหญ่ เพื่อให้สายลมเย็นยามบ่ายช่วยพัดพาความร้อนรุ่มออกจากอกของซุปเปอร์สตาร์หนุ่มไปเสียก่อน แล้วค่อยเปิดประเด็นสนทนาว่า “จักรเชื่อพี่เถอะนะ ว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด”
“ผมว่าการหลอกลวงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดี มันจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงมากกว่า” จักรวาลรู้สึกลำบากใจ
“เราก็ไม่ได้หลอกลวงประชาชนมากมายนี่นา ก็แค่บอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนจักร พอข่าวเกย์ของจักรเงียบ เราก็บอกประชาชนและแฟนคลับว่าจักรเลิกกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว ดาราสมัยนี้รักกันง่ายหน่ายกันเร็ว ประชาชนไม่ติดใจอะไรมากหรอก”
“ถึงยังไงผมก็ไม่สบายใจที่จะทำอย่างนี้อยู่ดี”
“เชื่อพี่นะจักร เราไม่มีทางเลือก เราต้องสู้ เพื่อกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาให้ได้ ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ เจ้าของสินค้าพวกนั้นมันก็จะฟ้องเรา แล้วยังจะเสี่ยสาโรจน์หน้าเลือดนั่นอีก พูดแล้วก็โมโห จักรทำเงินให้เขาตั้งเท่าไร แต่พอมีเรื่องแค่นิดเดียว ดันจะมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเรา แล้วยังคิดจะปั้นไอ้ชยตร์ขึ้นมาแทนจักรอีก คิดแล้วเจ็บใจจริงๆ”
“ฟ้องก็ฟ้องสิพี่ฤทธิ์ ในเมื่อผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมไม่ได้เป็นอย่างที่ข่าวลง ผมไม่กลัว”
“ขึ้นโรงขึ้นศาล มันไม่สนุกหรอกนะจักร แล้วไหนจะคุณย่าอีก ท่านคงไม่สบายใจ ถ้าเห็นข่าวพวกนี้”
จักรวาลมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาถนัดตา เมื่อนึกถึงคุณย่าประไพพรรณ ซึ่งมีอายุมากแล้ว มิหนำซ้ำสุขภาพยังไม่สู้ดีนัก ดังนั้นชายหนุ่มจึงคลายความดื้อดึงลงมาก
“พี่ฤทธิ์จะให้ใครมาทำงานนี้ครับ”
“ถามแบบนี้ แปลว่าจักรยอมแล้วใช่มั้ย” เรืองฤทธิ์เอ่ยถามด้วยอาการลิงโลด เมื่อเห็นจักรวาลพยักหน้ารับแบบเนือยๆ เขาก็พูดต่อว่า “ก็เพื่อนพี่ ที่เราเจอที่ร้านกาแฟวันนี้ไง”
“คนไหน?”
“หนึ่งในสองคนนั้นแหละ” เรืองฤทธิ์เฉไฉทั้งที่มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







