แชร์

บทที่ 4

ผู้เขียน: ณิวาริน
last update วันที่เผยแพร่: 2026-10-26 15:35:42

เฌอปรางค์ช่วยงานในร้านกาแฟไม่วางมือ แม้ว่าจะมีแตงโม ลูกจ้างสาววัยสิบเจ็ดปี ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลาย ที่มาทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน คอยช่วยงานส้มแป้นอยู่แล้วคนหนึ่งก็ตาม แต่ช่วงเวลาเย็นจนเลยไปถึงหัวค่ำนั้นมีลูกค้าหนาตากว่าช่วงเช้าหลายเท่าตัว เพราะร้าน Sweet Cup Coffee ของส้มแป้นนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องกาแฟรสเลิศ แล้วยังมีขนมเค้กนานาชนิดที่เจ้าของร้านเป็นผู้ลงมือทำเองทุกเช้าเป็นพระเอกในการเรียกลูกค้าอีกด้วย ดังนั้นช่วงเย็นจึงมีลูกค้าแวะเวียนมาที่ร้านจำนวนมาก ทั้งมานั่งรับประทานเป็นกลุ่ม และซื้อกลับบ้าน จนจัดใส่กล่องแทบไม่ทัน 

เฌอปรางค์ทำงานด้วยความสนุกสนาน แม้ว่าส้มแป้นจะบอกให้ไปพักผ่อน เพราะเห็นว่าเธอมีอาการเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล แต่หญิงสาวก็ยืนกรานจะอยู่ช่วย ดังนั้นสามสาวจึงวิ่งวุ่นกันตั้งแต่เย็นจนกระทั่งสามทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาปิดร้าน

“พี่ส้มคะ โมปิดประตูหน้าร้านให้แล้วกลับบ้านเลยนะคะ” แตงโมตะโกนบอก ในขณะที่แขนเรียวเล็กของเจ้าตัวก็ดึงประตูอลูมิเนียมม้วนหน้าร้านลงมาด้วย

“พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานนะจ๊ะ อาทิตย์หน้าโมมีสอบ พี่ให้หยุดเตรียมตัวสอบ ไม่หักค่าจ้าง สอบเสร็จแล้วค่อยมาทำงานนะ” ส้มแป้นบอกลูกจ้างสาวอย่างมีน้ำใจ

“ขอบคุณค่ะ พี่ส้มน่ารักที่สุดในสามโลกเลย” แตงโมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงระรื่น

“จ้ะ กลับบ้านดีๆ นะ” แม้ว่าบ้านของแตงโมจะอยู่ลึกเข้าไปในซอย ซึ่งห่างจากร้านกาแฟแห่งนี้ไปเพียงสองร้อยเมตร แต่ส้มแป้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ที่เด็กสาวต้องปั่นจักรยานกลับบ้านคนเดียวในเวลาค่ำมืดเช่นนี้

ส้มแป้นมองสำรวจความเรียบร้อยของประตู และหน้าต่างรอบร้านอีกครั้ง ก่อนจะพาเฌอปรางค์ขึ้นไปชั้นสองของร้าน ซึ่งเธอใช้เป็นที่พักอาศัย บริเวณชั้นสองถึงแม้จะมีห้องนอนขนาดเท่ากันอยู่สองห้อง แต่เพราะส้มแป้นอยู่คนเดียว ดังนั้นอีกห้องจึงถูกปล่อยให้ว่าง หากแต่เจ้าของห้องก็ไม่ได้ทิ้งให้สกปรก เธอหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ แต่คงจะไม่สะอาดพอที่จะให้เฌอปรางค์พักในคืนนี้

“แกนอนห้องเดียวกับฉันไปก่อนนะ พรุ่งนี้ฉันจะจัดห้องนั้นให้” ส้มแป้นกล่าวพลางพยักพเยิดไปทางห้องว่าง แล้วก้าวนำเฌอปรางค์เข้าไปในห้องนอนของตนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม

“อย่าลำบากเลยแป้น ฉันคงอยู่กับแกแค่ไม่กี่วันหรอก” เฌอปรางค์ก้าวตามเข้าไปในห้อง แล้ววางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้นข้างเตียงนอน จากนั้นจึงทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียงอย่างอ่อนล้า ทั้งเหนื่อยกายจากการเดินทางไกล อีกทั้งยังเหนื่อยใจกับบางสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งติดหนึบอยู่ในหัวใจตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน

“แล้วแกจะไปไหน” ส้มแป้นถาม

“ยังไม่รู้” เฌอปรางค์ตอบตามตรง เพราะเธอหนีออกจากบ้าน โดยที่ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ในใจเลย นอกจากคิดว่าจะต้องหนีออกมาให้เร็วที่สุด และไกลที่สุด เนื่องจากยายเสาวรสกำลังจะรวบรัดจัดงานแต่งงานให้เธอในสัปดาห์หน้า หากไม่รีบหนีออกมา เธอคงจะต้องตกนรกทั้งเป็นไปตลอดชีวิตแน่นอน

“ถ้ายังไม่รู้ ก็อยู่ด้วยกันที่นี่แหละ”

“ฉันเกรงใจ” เฌอปรางค์บอกเสียงเบาหวิว

“ถ้าคิดว่าเราเป็นเพื่อนกัน ก็อย่าพูดคำว่าเกรงใจอีก จำไว้ว่าเพื่อนคนนี้จะไม่มีวันทิ้งแกเด็ดขาด” ส้มแป้นกล่าวพลางเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เฌอปรางค์ แล้วเอื้อมมือไปแตะหลังมือของเธอแผ่วเบา แล้วพูดต่อไปอีกว่า “แกจำไว้นะว่าเพื่อนมีไว้สำหรับช่วงเวลาแบบนี้นี่แหละ แกจะอยู่กับฉันสักกี่วันก็ได้ หรือจะอยู่ตลอดไปก็ยังได้ ดีซะอีกฉันจะได้มีเพื่อน อยู่คนเดียวเหงาจะตาย”

เมื่อเห็นว่าส้มแป้นมีสีหน้าสลดลงยามที่คำว่า ‘เหงา’ หลุดออกจากปาก เฌอปรางค์ก็อดที่จะถามถึงคนรักของเพื่อนไม่ได้ “แล้วแฟนแกไม่มาหาบ้างเหรอ”

“ช่วงนี้เต้งานยุ่งมาก เลยไม่มีเวลามาหาฉัน” ดวงตาเรียวเล็ก ภายใต้เปลือกตาชั้นเดียว หม่นแสงลง เมื่อเอ่ยถึงคนรักที่ไม่ได้มาหาเธอนานนับเดือน ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มาคุย มิหนำซ้ำเวลาที่เธอโทร. ไปหา เขาก็ไม่ยอมรับสาย และไม่เคยโทร. กลับแม้แต่ครั้งเดียว 

“ถึงจะงานยุ่งยังไง ก็น่าจะปลีกเวลามาหาแกบ้าง นายเต้ของแกนี่มันเป็นแฟนประสาอะไร” เฌอปรางค์ไม่พอใจ ที่เขาไม่ใส่ใจดูแลความรู้สึกของเพื่อนเธอบ้างเลย

“อย่าว่าเต้เลย ฉันเข้าใจเขาดี” แม้ปากจะบอกว่าเข้าใจ แต่ส่วนลึกในใจของส้มแป้นก็คิดไม่ต่างจากเฌอปรางค์

“แกก็เป็นอย่างนี้ตลอด เอะอะอะไรก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แล้วก็มาแอบคิดมาก แอบเสียใจอยู่คนเดียว” เฌอปรางค์รู้นิสัยเพื่อนเป็นอย่างดี

ส้มแป้นหันไปยิ้มแห้งๆ ให้เฌอปรางค์แล้วลุกขึ้นบอกว่า “เดี๋ยวฉันลงไปทำกับข้าวข้างล่างนะ แกรีบอาบน้ำ เก็บข้าวเก็บของ เสร็จแล้วรีบตามลงไปกินข้าวด้วยกัน”

เมื่อส้มแป้นออกจากห้องไปแล้ว เฌอปรางค์จึงเอนกายนอนแผ่ลงบนเตียงนอนอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง จากนั้นก็ปิดเปลือกตาที่ปราศจากเครื่องสำอางเพื่อพักสายตา ในขณะที่เปลือกตาปิดสนิทจนเห็นแต่ความมืดมิด ภายในใจกลับมีภาพเหตุการณ์ในคืนก่อนที่เธอจะรอนแรมจากเชียงใหม่ มาสู่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศแห่งนี้แจ่มชัดขึ้น

คืนก่อน...

เวลาเกือบเที่ยงคืน ภายในห้องนอนขนาดใหญ่ ซึ่งถูกตกแต่งไว้ด้วยเครื่องเรือนชั้นดี สมกับเป็นห้องของหลานสาวสุดที่รักของเจ้าของบูติกรีสอร์ตที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ หากเป็นยามปกติ เฌอปรางค์คงจะหลับใหลอย่างมีความสุข บนเตียงนอนหนานุ่มหลังใหญ่ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าคืนนี้ ผู้เป็นเจ้าของห้องกลับยังคงนั่งตาค้างอยู่ที่ปลายเตียง สายตาคู่หม่นประทับไว้ที่ชุดเจ้าสาว สีขาวฟูฟ่อง ที่ถูกออกแบบและตัดเย็บมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ชุดนั้นสวมอยู่บนหุ่นจำลอง แล้วตั้งไว้ที่มุมหนึ่งของห้องนอน งานแต่งงานของเฌอปรางค์กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยมียายเสาวรสเป็นหัวเรือใหญ่ในการเตรียมการให้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่ง ‘เจ้าบ่าว’ ผู้เป็นยายก็คัดสรรมาให้หลานสาวด้วยตัวเอง

เฌอปรางค์ละสายตาออกจากชุดเจ้าสาวแสนสวย เมื่อประตูห้องนอนของเธอถูกเปิดออก จากนั้นร่างผอมของสตรีวัยกลางคนคนหนึ่ง ก็ก้าวเข้ามาภายในห้อง

“คุณป้าวัลย์” เจ้าของห้องเอ่ยทักวิลาวัลย์ ผู้เป็นพี่สาวแท้ๆ ของมารดาผู้ล่วงลับของตนอย่างแผ่วเบา

“ป้าเห็นไฟในห้องหนูยังเปิดอยู่ เลยเข้ามาดู ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะลูก” วิลาวัลย์กล่าวพลางนั่งลงข้างๆ หลานสาว แล้วยกมือที่ปรากฏริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยขึ้นลูบผมดำขลับของเฌอปรางค์อย่างรักใคร่ “สีหน้าหนูไม่ดีเลย มีเรื่องไม่สบายใจอะไร บอกป้าได้มั้ย”

“คุณป้าวัลย์ขา มะปรางจะทำยังไง ถึงจะหยุดงานแต่งงานครั้งนี้ได้คะ ทำไมคุณยายถึงใจร้ายกับมะปรางขนาดนี้ล่ะคะ” หลานสาวกล่าวพลางยกแขนเรียวทั้งสองข้างขึ้นโอบกอดรอบเอวของผู้เป็นป้า อีกทั้งยังซบศีรษะได้รูปของตนลงบนไหล่ของคนที่ถูกกอดอีกด้วย

“ป้าก็ไม่เห็นด้วยนักหรอกนะ ที่คุณยายคิดคลุมถุงชนหนูกับชานนท์แบบนี้ แต่หนูก็รู้ ว่าป้าก็ไม่มีสิทธิ์จะไปคัดค้านคุณยายได้ เพราะตัวป้าเอง ก็ผ่านการคลุมถุงชนจากคุณยายมาเหมือนกัน” วิลาวัลย์ตอบพลางยกมือขึ้นกอดร่างบอบบางของหลานสาวกำพร้าเอาไว้หลวมๆ ด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง

“แต่คุณลุงนพก็เป็นคนดี และรักคุณป้าวัลย์มากนะคะ” เฌอปรางค์แย้ง เพราะถึงแม้วิลาวัลย์และมานพจะแต่งงานกันเพราะถูกคลุมถุงชน แต่เมื่อทั้งสองได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ก็รักและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาเกือบสามสิบปี จนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนคือ ภาคิน

“ป้าโชคดีที่ได้เจอคนดีอย่างลุงมานพของหนู ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่รู้ว่าชีวิตป้าจะเป็นยังไง” วิลาวัลย์ระบายยิ้มอบอุ่นเมื่อนึกถึงสามี ที่ทั้งเอาการเอางาน และรักครอบครัวมาก “ชานนท์เขาก็อาจจะดีกับหนู เหมือนที่ลุงมานพดีกับป้าก็ได้นะ ป้าเห็นเขาเอาอกเอาใจหนูสารพัด”

“นายนั่นไม่มีทางดีเท่าคุณลุงนพแน่นอนค่ะ” เฌอปรางค์แย้ง เมื่อวิลาวัลย์ยกชายที่เธอไม่ชอบขี้หน้าขึ้นมาเปรียบเทียบกับลุงมานพ ผู้ที่เธอเคารพรักเสมือนบิดา

วิลาวัลย์เพียงแค่ยิ้มกว้างรับคำพูดของหลานสาว โดยไม่พูดอะไร

“คุณป้าวัลย์ขา ที่คุณยายใจร้ายกับมะปรางอย่างนี้ เพราะมะปรางเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ใช่มั้ยคะ” หญิงสาวสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ จนคนฟังรู้สึกสะท้านในอก

“อย่าพูดอย่างนั้นสิลูก ถึงแม่สินีของหนูจะเสียไปแล้ว แต่หนูก็ยังมีพ่ออยู่นะ” ผู้เป็นป้าต้องการปลอบใจหลานสาว จึงเผลอเอ่ยถึงบุคคลต้องห้ามออกมา

เฌอปรางค์ได้ทีจึงรีบถามต่อ “แล้วคุณพ่อของมะปรางอยู่ที่ไหนล่ะค่ะ ทำไมไม่มีใครยอมบอกอะไรมะปรางเลย โดยเฉพาะเวลาที่มะปรางถามคุณยาย คุณยายก็จะโกรธมาก แล้วก็ดุมะปรางทุกครั้งเลย”

“ป้าว่าเราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันอีกเลยนะ ดึกแล้ว หนูนอนเถอะ” วิลาวัลย์ตัดบท เมื่อเห็นว่าหลานสาวกำลังพยายามจะค้นหาคำตอบ ในเรื่องที่ยายเสาวรสสั่งให้เก็บเป็นความลับ ห้ามไม่ให้แพร่งพรายให้เฌอปรางค์รู้เด็ดขาด ดังนั้นบุตรสาวคนโตผู้หัวอ่อน และอยู่ในโอวาทของมารดามาค่อนชีวิตอย่างวิลาวัลย์ จึงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

เฌอปรางค์กระชับเรียวแขน ที่โอบอยู่รอบเอวของวิลาวัลย์ให้แน่นกว่าเดิม เมื่อผู้เป็นป้ากำลังจะขยับตัวลุกขึ้น หญิงสาวกอดผู้ที่เธอรักเสมือนมารดาเอาไว้แน่นแล้วพูดเสียงแผ่วเบาว่า “ขอมะปรางกอดคุณป้าวัลย์เป็น...” เฌอปรางค์รีบกลืนคำว่า ‘ครั้งสุดท้าย’ ให้หายไปในลำคออย่างรวดเร็ว เพราะกลัววิลาวัลย์จะจับพิรุธได้

               วิลาวัลย์เอื้อมมือไปลูบศีรษะของหลานสาวอีกครั้ง แล้วกล่าวด้วยความรักล้นใจว่า “โตจนจะเป็นเจ้าสาวอยู่ไม่กี่วันนี้แล้ว ยังจะอ้อนเป็นเด็กๆ อยู่อีกนะเรา”

               เฌอปรางค์เงยหน้าขึ้นยิ้มให้วิลาวัลย์ แล้วคลายมือออกอย่างอาวรณ์ หญิงสาวทอดสายตามองตามจนร่างผอมของผู้เป็นป้าเดินลับตาออกจากห้องไป จากนั้นจึงเหลือบลงมองกระเป๋าเดินทางขนาดย่อมที่วางซุกไว้ใต้เตียง แล้วรำพึงในใจว่า ‘มะปรางขอโทษนะคะคุณป้าวัลย์ขา แต่มะปรางไม่มีทางเลือกจริงๆ ในเมื่อคุณยายไม่ยอมยกเลิกงานแต่งงาน มะปรางก็ต้องหนี’

            ส้มแป้นนั่งรอเฌอปรางค์อยู่ที่โต๊ะอาหารชั้นล่างเป็นเวลานาน จนกับข้าวเริ่มเย็น แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเพื่อนสาวจะตามลงมา ดังนั้นเธอจึงขึ้นไปตาม แต่เมื่อแง้มประตูห้องแล้วชะโงกหน้าเข้าไปภายใน ก็พบว่าคนที่เธอตั้งใจมาตามไปรับประทานอาหารนั้นหลับไปเสียแล้ว ส้มแป้นคิดว่าเฌอปรางค์คงจะเหนื่อยจากการเดินทางไกล และไหนจะวิ่งวุ่นช่วยงานในร้านตั้งแต่ช่วงสายจนค่ำอีก ดังนั้นเธอจึงปล่อยให้เพื่อนได้นอนพัก

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ซุปตาร์...วิวาห์กำมะลอ   บทที่ 82 (ตอนจบ)

    บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที

  • ซุปตาร์...วิวาห์กำมะลอ   บทที่ 81

    บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่

  • ซุปตาร์...วิวาห์กำมะลอ   บทที่ 80

    บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย

  • ซุปตาร์...วิวาห์กำมะลอ   บทที่ 79

    บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท

  • ซุปตาร์...วิวาห์กำมะลอ   บทที่ 78

    บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้

  • ซุปตาร์...วิวาห์กำมะลอ   บทที่ 77

    บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status