Masuk“หมายความว่าคุณร่วมมือกับคุณมะปรางหลอกลวงพวกเรา หลอกลวงประชาชนอย่างนั้นเหรอ” นักข่าวหนุ่มผู้หนึ่งถาม
“มะปรางไม่เกี่ยว อย่าดึงเธอเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมเองที่เป็นคนบีบบังคับให้เธอทำ” จักรวาลรีบแก้ตัวให้เฌอปรางค์ เขาไม่อยากให้ใครมองเธอว่าเป็นคนไม่ดี และสำหรับความผิดครั้งนี้ เขาพร้อมจะน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว “หากประชาชนจะไม่ให้อภัยกับความผิดครั้งนี้ของผม ผมก็พร้อมจะลาวงการอย่างถาวร แต่อย่างน้อยวันนี้ผมก็รู้สึกสบายใจ ที่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และได้พูดความจริงกับทุกคน”
“คุณจ้างคุณมะปรางมาแต่งงานด้วยเพื่อสร้างภาพแบบนี้ ก็หมายความว่า ข่าวเกย์ครั้งนั้นของคุณก็เป็นความจริงน่ะสิคะ” นักข่าวสาวคนหนึ่งตั้งข้อสงสัย
“คุณจักรไม่ได้เป็นเกย์” วันชัยซึ่งยืนอยู่ด้านหลังสุด ตะโกนบอกเสียงดัง ส่งผลให้นักข่าวรุ่นน้องต่างหันไปมองเขาด้วยความประหลาดใจ ที่เห็นวันชัยออกหน้าปกป้องจักรวาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาจองล้างจองผลาญซุปเปอร์สตาร์หนุ่มมาตลอด
“พี่วันชัยรู้ได้ยังไงครับ” นักข่าวรุ่นน้องเอ่ยถาม
“คุณจักรถูกชยตร์สร้างข่าวใส่ร้าย และคนที่เป็นเกย์ตัวจริงก็คือนายชยตร์” วันชัยพูดพลางหยิบภาพถ่ายของชยตร์ที่กำลังนัวเนียกับคู่ขา ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาดี พร้อมกับแผ่นซีดี ซึ่งบันทึกคลิปลับความสัมพันธ์ฉาวของทั้งคู่ ออกมาจากกระเป๋าเป้คู่ใจ แล้วแจกจ่ายให้นักข่าวทุกคนอย่างทั่วถึง
“นี่มันเรื่องจริงเหรอคะพี่วันชัย” นักข่าวสาวคนหนึ่งถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“พี่ไม่ได้พูดลอยๆ แต่พี่มีหลักฐานชัดเจน แต่ไม่ต้องถามนะว่าพี่ได้มาได้ยังไง” นักข่าวรุ่นพี่บอก
“พี่น่ะเป็นมือหนึ่งในการหาข่าวอยู่แล้ว พวกเราไม่สงสัยหรอกค่ะ จริงมั้ยพวกเรา” นักข่าวสาวตอบรับ พลางหันไปถามความเห็นจากเพื่อนๆ ร่วมสายอาชีพ ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าสนับสนุนโดยพร้อมเพรียงกัน
วันชัยบอกกับนักข่าวรุ่นน้องต่อไปอีกว่า “ส่วนเรื่องพ่อของเด็กในท้องคุณปิ่น พี่ว่าพวกเราคงต้องไปถามคุณภูมิ พระเอกหน้าใหม่ที่กำลังมีผลงานคู่กับคุณปิ่นตอนนี้นะ คุณภูมิน่าจะให้คำตอบพวกเราได้ดีกว่าคุณจักร”
“กรี๊ดดด!!! ไอ้วันชัย แกเอาอะไรมาพูด” ปิ่นปัทม์ที่นั่งดูเชิงอยู่นานถึงกับสติแตก กรีดร้องเสียงดังสนั่น เมื่อถูกพาดพิง มิหนำซ้ำข้อมูลที่นักข่าวผู้นี้บอกกับทุกคน นั้นยังเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเสียด้วย
“ยอมรับความจริงซะเถอะคุณปิ่น อย่าทู่ซี้ทำให้ครอบครัวคนอื่นร้าวฉานเลย ในคลิปคุณก็เห็นแล้วนี่ ว่าคุณจักรกับคุณมะปรางรักกันจริงๆ แล้วคุณจะอยู่เป็นมารความสุขของพวกเขาทำไม” วันชัยพูดกับปิ่นปัทม์ แล้วหันไปบอกนักข่าวรุ่นน้องทั้งหลายว่า “พี่ว่าพวกเรากลับเถอะ ถ้าใครว่างจะตามไปสัมภาษณ์คุณภูมิก็ได้นะ วันนี้เขาถ่ายละครอยู่ที่สตูดิโอแถวลาดพร้าว”
“อย่าไปนะ” ปิ่นปัทม์เผลอตัว ลุกขึ้นห้ามบรรดานักข่าว ซึ่งกำลังทยอยเดินออกจากบ้านของจักรวาล
“ห้ามไม่ให้พวกเราไป อย่างนี้ก็หมายความว่า เรื่องที่พี่วันชัยพูดเป็นเรื่องจริงใช่มั้ยคะ คุณปิ่นท้องกับคุณภูมิจริงๆ ใช่มั้ยคะ” นักข่าวสาวสวยจากรายการดาวประกายหันกลับมาถามนางเอกสาว
“อร๊ายยย ไม่รู้ ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น อยากไปไหนก็ไปเลยไป ไปกันให้หมด” หลังจากแผดเสียงขับไล่นักข่าวจบ ปิ่นปัทม์ก็รีบวิ่งกลับขึ้นไปชั้นบนทันที
วันชัยรอจนนักข่าวรุ่นน้องออกจากบ้านของจักรวาลไปจนหมด แล้วจึงเดินเข้าไปพูดกับซุปเปอร์สตาร์หนุ่มว่า “ผมชดใช้ในสิ่งที่ผมเคยทำไม่ดีกับคุณแล้วนะ ถือว่าเราหายกันได้มั้ย”
“ได้สิ” จักรวาลตอบรับอย่างเต็มใจ อีกทั้งยังรู้สึกขอบคุณเขาอีกด้วย ที่ทำให้การแถลงข่าวในวันนี้ง่ายขึ้น
“ขอบคุณมาก” วัยชัยกล่าวขอบคุณ แล้วเดินตามนักข่าวรุ่นน้องออกไป
จักรวาลทิ้งตัวลงบนโซฟาหนานุ่ม แล้วหลับตา ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่ได้บอกความจริงทุกอย่างไปจนหมดสิ้น ที่เหลือก็สุดแท้แต่ประชาชน ว่าจะให้อภัยและให้โอกาสเขาได้ยืนอยู่ในวงการบันเทิงต่อไปหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของซุปเปอร์สตาร์หนุ่มอีกต่อไป เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาคือ ‘เฌอปรางค์’ คนเดียวเท่านั้น และภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือ ต้องไปตามเอาดวงใจของเขากลับคืนมาให้ได้
ภาคินและส้มแป้นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดอยู่บริเวณสวนหน้าบ้านที่ จ. เชียงใหม่ ด้วยความตะลึงพรึงเพริศ เพราะพาดหัวข่าวกรอบใหญ่วันนี้คือ ข่าวเรื่องการแต่งงานลวงโลกของจักรวาลกับเฌอปรางค์ กรอบเล็กรองลงมาเป็นข่าวการเปิดโปงเรื่องความเป็นรักร่วมเพศของชยตร์ อีกทั้งยังมีข่าวการยอมรับของปิ่นปัทม์ ว่าพ่อของลูกในท้องของเธอคือภูมิ ไม่ใช่จักรวาลอย่างที่เธอให้ข่าวในตอนแรก
“วงการนี้มันวงการมายาจริงๆ” ภาคินพูดเปรยพลางปิดหนังสือพิมพ์แล้ววางลงบนโต๊ะ
“ไม่รู้ว่ามะปรางจะเห็นข่าวนี้หรือยังนะคะ” ส้มแป้นพูดด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ดีใจที่จักรวาลรักเฌอปรางค์มาก จนยอมเปิดละทิ้งชื่อเสียงเพื่อเพื่อนของเธอ
“ไอ้จักรมันบ้าบิ่นเกินไป เอาคลิปบอกรักมาออกสื่อให้คนทั้งประเทศดู ไม่รู้จักอายบ้างรึไงนะ”
“น่าปลื้มใจแทนมะปรางที่คุณจักรรักมะปรางมาก ถึงขนาดยอมเสี่ยงแบบนี้ ถ้ามีใครทำอะไรเพื่อส้มแบบนี้ล่ะก็ ส้มรักตายเลยค่ะ” ส้มแป้นว่า
“แต่ถ้าจะให้พี่ทำแบบไอ้จักรก็ไม่ไหวนะ พี่ขอบอกรักส้มเงียบๆ ให้เรารู้กันแค่สองคนก็พอ” ภาคินพูดขึ้นมาลอยๆ จนส้มแป้นอดแขวะไม่ได้
“พูดแบบนี้จะถือว่าพี่เกลือกำลังบอกรักส้มได้หรือเปล่าคะ”
“พี่มันเป็นหนุ่มชาวไร่ ก็พูดได้แต่คำว่า ‘รัก’ ทื่อๆ แบบนี้แหละ” พูดออกไปแล้ว ภาคินก็ทำหน้าเจื่อน เกรงว่าหญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนี้จะรับความห้าวและชอบพูดจาทื่อๆ ของเขาไม่ได้ จึงเอ่ยถามเสียงอ่อยว่า “ส้มรับได้มั้ย ที่พี่เป็นคนแบบนี้”
ส้มแป้นยิ้มให้ชายหนุ่มตัวโตตรงหน้า ก่อนจะมอบคำตอบที่ทำให้เขาชื่นใจเหลือเกินว่า “ได้สิคะ ถึงพี่เกลือจะไม่ปากหวานเหมือนคนอื่น แต่พี่เกลือก็ดีกับส้มมากว่าใครๆ แค่นี้ส้มก็พอใจที่สุดแล้วล่ะค่ะ”
“คนปากหวานตัวจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง” ภาคินพูดพลางวาดแขนไปโอบไหล่บอบบางของส้มแป้นเอาไว้หลวมๆ ซึ่งหญิงสาวก็ยินยอมที่จะตกอยู่ในวงแขนของเขาแต่โดยดี
“พี่ส้ม! พี่เกลือ!” เสียงตะโกนของแตงโมที่ดังมาแต่ไกล ส่งผลให้สองหนุ่มสาวรีบผละออกจากกันแทบไม่ทัน
“มีอะไร เสียงดังมาเชียว” ภาคินหันไปถามเด็กสาวด้วยสีหน้าหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะหวาน
“มีข่าวใหญ่ค่ะ” แตงโมพูดพลางกางหนังสือพิมพ์หน้าที่มีข่าวของจักรวาลลงบนโต๊ะ
“รู้แล้ว” ส้มแป้นและภาคินตอบแบบประสานเสียง
“โหย...วัยรุ่นเซ็งเลย อุตส่าห์รีบวิ่งมาบอก” แตงโมทำหน้าเซ็งสุดขีด แต่แล้วครู่หนึ่งเธอก็ทำสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง แล้วรีบเล่าเรื่องของชานนท์ที่เธอเพิ่งไปเจอที่ตลาดสดเมื่อครู่ให้ฟังว่า วันนี้เป็นวันแต่งงานของชานนท์กับกิมฮวย สาวใหญ่เจ้าของน้ำหนักร่วมร้อยกิโลกรัม บุตรสาวเสี่ยเพ้งเจ้าของตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอนี้
“ข่าวนี้ก็รู้แล้ว” สองหนุ่มสาวยังคงตอบประสานเสียงดังเดิม
“วัยรุ่นเซ็งอีกแล้ว” แตงโมทำหน้าสลดลงนิดหนึ่งแล้วปรับสีหน้ามาเป็นมั่นใจสุดๆ ก่อนจะบอกว่า “แต่ข่าวนี้รับรองว่าพี่สองคนต้องยังไม่รู้ชัวร์”
“มีข่าวอะไรอีกก็รีบๆ พูดมา แต่ถ้าไม่ใช่ข่าวใหม่ล่ะก็ จะโดนมิใช่น้อยนะยายตัวป่วน” ภาคินคาดโทษนัยน์ตาวาว
“พี่จักรมาที่นี่ค่ะ และตอนนี้ก็กำลังประจันหน้ากับคุณยายอยู่ในบ้าน”
“ว่าไงนะ!” ข่าวนี้เป็นข่าวใหม่ ที่ทำให้ส้มแป้นและภาคินร้องประสานเสียงกันดังสนั่น ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปดูสถานการณ์ภายในบ้าน แต่เมื่อไปถึงแล้ว ทั้งคู่กลับไม่กล้าเข้าไปร่วมวงสนทนา ได้แต่แอบซุ่มสังเกตการณ์อยู่หน้าประตู
ภายในห้องรับแขกอันโอ่โถง จักวาลนั่งเผชิญหน้ากับยายเสาวรสด้วยท่าทีขึงขัง หากแต่แววตาของชายหนุ่มนั้นกลับมีความโอนอ่อน และเคารพนบนอบต่อผู้อาวุโสอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
“เรื่องของเธอกับยายมะปรางมันจบแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วจะมาหายายมะปรางอีกทำไม” ผู้อาวุโสเอ่ยถามเสียงเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
“เรื่องโกหก หลอกลวงมันจบลงแล้วครับคุณยาย ตอนนี้เหลือแต่เรื่องจริงที่ว่า ผมรักหลานสาวคุณยายจริงๆ” จักรวาลบอกออกไปตามตรง และเขาก็หวังว่าความจริงใจของเขา จะทำให้ยายเสาวรสใจอ่อน ยอมให้เขาได้พบกับเฌอปรางค์สักครั้ง
“แน่ใจแล้วเหรอ ที่พูดออกมาน่ะ”
“แน่ใจครับ และผมก็แน่ใจมานานแล้ว” ชายหนุ่มตอบหนักแน่น
“ฉันเห็นข่าวทั้งหมดของเธอแล้วนะ ทำแบบนั้น ไม่ห่วงชื่อเสียงและอนาคตตัวเองบ้างเลยหรือไง”
“ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมะปรางครับคุณยาย แม้อาชีพนักแสดงจะเป็นอาชีพที่ผมรัก แต่มันก็น้อยกว่าความรักที่ผมมีต่อมะปราง”
สายตาของยาวเสาวรส แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพึงพอใจกับคำตอบของจักรวาลมาก ชายหนุ่มผู้นี้มีความกล้าหาญ จริงใจ และที่สำคัญ เขาแสดงให้ผู้อาวุโสเห็นแล้ว ว่าเขายอมแลกทุกสิ่งเพื่อหลานสาวของท่าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยายเสาวรสก็ไม่เหลือเหตุผลที่จะขัดขวางความรักของทั้งคู่
“ยายมะปรางอยู่ในสวนหลังบ้าน เดี๋ยวฉันจะให้บัวบานพาไปหาก็แล้วกันนะ” น้ำเสียงที่บอกนั้น นุ่มนวลและอ่อนโยนกว่าเดิมมากมายนัก
“ขอบคุณครับคุณยาย” จักรวาลยกมือไหว้ขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ยายเสาวรสให้การยอมรับในตัวเขา จนยอมอนุญาตให้ไปพบกับเฌอปรางค์
ภาคินและส้มแป้นที่แอบซุ่มอยู่หลังประตูพลอยโล่งอกไปด้วย ที่ทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่ก็ยังคงต้องลุ้นด่านสุดท้ายอีกว่า เฌอปรางค์จะยอมเข้าใจอะไรง่ายๆ เหมือนยายเสาวรสหรือไม่
บัวบานไปส่งจักรวาลที่หน้าสวนดอกไม้เล็กๆ บริเวณ หลังบ้านแล้วปล่อยให้ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาเฌอปรางค์คนเดียว เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้สองหนุ่มสาวได้ปรับความเข้าใจกันตามลำพัง จักรวาลก้าวเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ปูด้วยแผ่นหินสี่เหลี่ยมขนาดกลาง ซึ่งเรียงต่อกันเป็นทางเดินยาวเข้าไปภายในสวน กระทั่งเห็นแผ่นหลังของผู้ซึ่งเขาต้องการพบอยู่ที่ปลายตา เขาจึงเร่งสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหยุดอยู่ด้านหลัง เว้นช่วงห่างจากตัวเธอประมาณหนึ่งก้าว
“มะปราง...” ชายหนุ่มเอ่ยเรียกแผ่วเบา อยากก้าวเข้าไปยืนเคียงข้าง แต่ก็ลังเลใจ จึงได้แต่ยืนนิ่งรอให้หญิงสาวหันมา
ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นหูของใครคนหนึ่งเอ่ยเรียก แบบไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน เฌอปรางค์รู้ว่าจักรวาลมาที่บ้านและรู้ว่าเขานั่งคุยกับยายเสาวรสอยู่นานพอควร แต่ไม่คิดว่าเขาจะสามารถเจรจาจนผู้เป็นยายยอมอนุญาตให้เข้ามาหาเธอถึงในสวนแห่งนี้ได้
เมื่อเห็นว่าเฌอปรางค์ไม่ยอมหันหน้ามา จักรวาลจึงตัดสินใจเดินอ้อมไปยืนอยู่ตรงหน้าของเธอเสียเอง วินาทีที่สองสายตาประสานกัน มีความรู้สึกมากมายสื่อสารจากใจหนึ่งถึงอีกใจหนึ่ง จนแทบไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด เพียงแค่มองตา ก็รู้ว่าต่างฝ่ายต่างคิดถึงกันมากเพียงใด
“ผมเคลียร์เรื่องของปิ่นเรียบร้อยแล้วนะ” จักรวาลบอก
“ฉันเห็นข่าวแล้ว” เฌอปรางค์ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ไร้อารมณ์และความรู้สึก จนจักรวาลใจแป้ว เดาไม่ออกว่าหญิงสาวยังโกรธเขาเรื่องอะไรอยู่อีก
“เห็นแล้ว แปลว่าหายโกรธแล้วใช่มั้ย” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มหยั่งเชิง
“ยัง”
“คุณยังโกรธผมเรื่องอะไรอยู่อีก”
“ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ว่าทำอะไรผิด” เฌอปรางค์ต่อว่า แล้วเดินหนีเขาไปอีกทาง
“ผมมีแค่คดีของปิ่นคดีเดียวนะ แล้วก็เคลียร์จนใสสะอาดแล้วด้วย คุณยังจะมากล่าวหาว่าผมมีความผิดติดตัวอีกได้ยังไง” จักรวาลเดินตามไปยืนเคียงข้างเธออีกครั้ง
“คุณเอาคลิปนั้นไปเปิดให้นักข่าวดู ไม่ใช่ความผิดหรือไง” หญิงสาวบอกพลางหลุบตาลงมองพื้นหญ้าเบื้องล่าง เพื่อปกปิดรอยประหม่าในแววตา ที่ถูกเขาบอกรักกลางอากาศ
ชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะในลำคอนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ก็ผมอยากให้โลกรู้ว่าผมรักคุณ ไม่เห็นจะผิดตรงไหนเลย”
“แต่ฉันอายนะ” เฌอปรางค์ทำท่าจะเดินหนีไปอีก ทว่าจักรวาลก็เอื้อมมือไปรั้งต้นแขนของเธอเอาไว้ได้ทัน จากนั้นจึงจับร่างบอบบาง ให้หน้ามามองเขาแบบตรงๆ
“ตกลงว่าไม่โกรธเรื่องปิ่นแล้ว แต่โกรธเรื่องที่ผมบอกรักคุณแทนใช่มั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางจ้องลึกเข้าไปในแววตาคู่สวย ราวกับต้องการค้นหาคำตอบ ที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ภายในนั้น
“เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน คุณรักฉันจริงๆ เหรอ” เมื่อเอ่ยถามเขาไปแล้ว หญิงสาวก็ต้องตอบตัวเองด้วยเหมือนกัน ว่าเธอรักเขาจริงหรือเปล่า และเสียงหนึ่งก็ดังก้องออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจว่า ‘ใช่ เธอรักเขา’ รักตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็รักไปแล้ว
“ถ้าผมจะบอกว่าผมรักคุณตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน คุณจะเชื่อผมมั้ย” จักรวาลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวล
“ไม่เชื่อ” เฌอปรางค์ปฏิเสธหัวชนฝา “วันนั้นเราทะเลาะกันเกือบตาย คุณจะมาหลงรักฉันได้ยังไง”
“แล้วคุณจำได้มั้ยว่าวันนั้นคุณทำอะไรผม” ชายหนุ่มถาม และโดยไม่รอฟังคำตอบ เขาก็คว้ามือเล็กนุ่มนิ่มของหญิงสาวมาวางประทับไว้บนอกข้างซ้าย ตรงตำแหน่งของหัวใจ แล้วบอกว่า “วันนั้นเราทะเลาะกัน แล้วคุณผลักอกผม แต่ไม่ใช่แค่ผลักธรรมดา เพราะคุณได้ฉกหัวใจผมไปทั้งดวงตั้งแต่วันนั้น คุณคือรักแรกพบของผมนะ รู้มั้ย”
“อย่ามาพูด วันนั้นคุณเกือบจะหักคอฉัน” เฌอปรางค์แย้ง
“ก็คุณเล่นอาละวาดผมซะเละเทะขนาดนั้น ผมจะกล้าแสดงออกได้ยังไงว่าชอบคุณ ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ ขี้วีนชะมัด” จักรวาลบ่นอุบอิบ
“คุณก็เหมือนกันนั่นแหละ ชอบทำตัวเป็นจักรยานเบรกแตก เอะอะไรก็อาละวาด โวยวาย แล้วยังชอบมีเรื่องกับคนอื่นอีก” เฌอปรางค์หาเรื่องมาหักล้างสุดฤทธิ์สุดเดช
“สรุปว่าเราก็ร้ายพอกัน เพราะฉะนั้นก็เหมาะสมแล้วที่เราจะรักกัน” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มสรุปเอาดื้อๆ
เฌอปรางค์แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เมื่อได้ยินจักรวาลโมเมสรุปเข้าข้างตัวเอง แต่ก็คร้านจะต่อความยาวสาวความยืด เพราะสิ่งที่เขาสรุปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
“คุณก็รักผมเหมือนที่ผมรักคุณใช่มั้ย” จักรวาลเอ่ยถามแผ่วเบา พลางรั้งร่างบอบบางมากอดไว้หลวมๆ
“เหมือนหรือเปล่าไม่รู้...” เฌอปรางค์เว้นจังหวะให้คนฟังลุ้นนิดหนึ่ง แล้วบอกว่า “...รู้แต่ว่ารัก”
สองหนุ่มสาวหันหน้าเข้าหากันแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ที่ความรักจริงๆ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป
The End
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ



![พิศวาสรักลูกหนี้ [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



