LOGINปราบดาเดินเข้ามาในสตูดิโอด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อนในเวลาคล้อยบ่าย เขาวางสัมภาระต่างๆ ที่หอบพะรุงพะรังไว้บนโต๊ะทำงานของตัวเองแล้วหยิบถุงใบหนึ่งเดินไปที่โต๊ะอธิน
“อ่ะ...ของฝาก” ปราบดาหย่อนของสิ่งนั้นลงบนโต๊ะทำงานของอธิน
“ข้าวหลาม!?” อธินชักสีหน้าประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าจะได้รับข้าวหลามเป็นของฝากจากไฮโซอย่างปราบดา
“เออ ข้าวหลามหนองมน ของดีของดังเลยนะโว้ย”
“ไปทำอะไรแถวนั้น”
“ไปคุยงานกับลูกค้าที่พัทยามา ก็งานถ่ายโบรชัวร์โรงแรมที่ติดต่อมาเมื่อวันก่อนโน้นไง ลูกค้าเล่นนัดให้ไปรับ บรีฟงานแล้วก็ให้ไปดูสถานที่จริงพร้อมกันทีเดียวเลย ขับรถไปกลับเหนื่อยชะมัดเลยว่ะ” ปราบดาบ่นไปเรื่อย “แล้วมึงรู้มั้ยว่ากูเจอใครที่นั่น”
“ใคร?”
“น้องธารน่ะสิ”
“ว่าไงนะ!?” อธินแปลกใจเพราะเมื่อเช้านี้เขาเพิ่งจะไปส่งธารวารินทร์ที่ออฟฟิศซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ที่น้องสาวของเขาจะไปปรากฏตัวที่พัทยาตามคำบอกกล่าวของปราบดาได้
“แต่แปลกมากนะที่น้องธารขับรถซิ่งอย่างกับขับรถแข่งแน่ะ ถึงขนาดเด็กรับรถในโรงแรมวิ่งหลบแทบไม่ทัน” ปราบดาเล่าอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าหญิงสาวเรียบร้อยอย่างธารวินทร์จะขับรถแบบไร้มารยาทเช่นนั้นได้ “เด็กที่โรงแรมบอกว่าไปพักอยู่หลายวันแล้วนะ”
“มึงเห็นหรือเปล่าว่าธารเป็นคนขับรถคันนั้น” อธินถามย้ำ
“เห็นแค่รถก็จำได้แล้ว” ปราบดาตอบอย่างมั่นใจ
“แสดงว่ามึงไม่เห็นหน้าคนขับใช่มั้ย”
“ก็ไม่เห็นหรอก แต่นั่นมันรถน้องธารชัดๆ ถ้าไม่ใช่น้องธารขับแล้วใครจะขับ”
อธินพอจะเดาได้ว่าคนที่ขับรถของน้องสาวเขาไปโผล่ที่พัทยานั่นต้องเป็นอรรถพลอย่างแน่นอนและยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่าธารวารินทร์โกหกเขาว่ารถเสียแต่กลับเอารถไปให้อรรถพลใช้ ชายหนุ่มกระตุกหัวคิ้วหนาเข้าหากันแล้วขบกรามแน่นอย่างพยายามสกัดกั้นโทสะที่กำลังคุกรุ่นแล้วหุนหันออกจากห้องทำงานไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
เมื่อออกมาพ้นห้องทำงานอธินเดินเข้าไปหลบมุมลับตาคนแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงจากนั้นก็กดโทร. ออกทันที เมื่อปลายสายกดรับสัญญาณ ชายหนุ่มก็กรอกน้ำเสียงขึงขังเข้าไปทันที
“พี่จะถามธารอีกครั้งว่า รถธารไปไหน!”
“เอ่อ...ทำไมพี่ธินถึงได้มาถามธารเรื่องนี้อีกล่ะค่ะ ก็เมื่อเช้าเราคุยกันไปแล้วนี่คะ” น้องสาวตอบตะกุกตะกัก
“ตอบพี่มาตามตรงว่ารถเราหายไปไหน” พี่ชายคาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้
“ก็ธารบอกแล้วว่ารถธารเสีย ตอนนี้อยู่ที่อู่ซ่อมค่ะ” น้องสาวยังคงปากแข็ง
“อู่ที่ไหน บอกพี่มา พี่จะตามไปดู!” อธินเสียงดังอย่างโกรธจัดที่น้องสาวที่เคยน่ารักมาตลอดริอาจโกหกเพราะผู้ชายที่เขาคิดว่าไม่ดีพอคนหนึ่ง
“เอ่อ พี่ธินอย่าลำบากเลยค่ะ คุณอรรถเขาจัดการให้ธารเรียบร้อยแล้ว” น้องสาวละล่ำละลักบอกเพราะเกรงว่าพี่ชายจะรู้ความจริง
“ที่ธารบอกพี่ไม่ได้ว่ารถอยู่ที่อู่ไหน เป็นเพราะรถธารไม่ได้เข้าอู่จริงๆ ใช่มั้ยฮ่ะ!”
“ทำไมพี่ธินต้องดุธารด้วยล่ะคะ” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือจะแทบจะปล่อยโฮออกมาเมื่อเจอบทโหดของพี่ชาย
“แล้วทำไมธารต้องโกหกพี่ด้วยล่ะ” อธินย้อนถาม
ปลายสายเงียบจนคนอีกฝั่งต้องถามย้ำ “ว่าไงล่ะธาร พี่ถามว่าทำไมต้องโกหกพี่ด้วย”
“โกหกเรื่องอะไรกันคะ ธารงงไปหมดแล้วนะคะพี่ธิน” ธารวารินทร์ยังคงยืนกรานเป็นกระต่ายขาเดียวอยู่อย่างนั้น
“จะปากแข็งไปถึงไหนกันยัยธาร วันนี้ไอ้ปราบมันเจอรถธารที่พัทยา พี่มั่นใจว่าคนที่ขับรถธารไปคือไอ้อรรถพล มันเอารถธารไปใช้ใช่มั้ย!” พี่ชายชักจะเหลืออด
“พี่ธิน อย่าเพิ่งโกรธนะคะ” ธารวารินทร์ใจหายวาบเมื่อถูกอธินจับโกหกได้
“พอดีว่ารถคุณอรรถเขาเสียแล้วเขาต้องไปทำงานที่พัทยา ธารเลยให้เขาเอารถธารไปใช้ก่อน เรื่องแค่นี้พี่ธินไม่เห็นต้องโกรธมากขนาดนี้เลย” น้องสาวสารภาพแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ความจริงอยู่ดี ความจริงคืออรรถพลเป็นคนเอ่ยปากขอยืมรถจากเธอโดยอ้างว่าต้องไปติดต่องานกับผู้ใหญ่ หากว่าเขาใช้รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ของตนนั้นจะทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่น่าเชื่อถือ
“พี่ไม่ได้โกรธที่ไอ้หมอนั่นมันเอารถธารไปใช้หรอกนะแต่ที่พี่โกรธคือน้องสาวของพี่กำลังโกหกพี่อยู่ต่างหาก ทำไมธารต้องโกหกพี่ด้วย”
“ธารขอโทษค่ะ” น้องสาวสำนึกผิด
“พี่อยากรู้นักนะว่าไอ้อรรถพลมันเป็นคนประเภทไหนถึงได้ไม่มีศักดิ์ศรีถึงขนาดมาเอารถของผู้หญิงไปใช้” อธินกล่าวฟึดฟัด
“พิ่ธินอย่าว่าคุณอรรถเลยนะคะ ธารเป็นคนบอกให้เขาเอารถธารไปใช้เอง”
อธินรู้สึกหนักใจที่เห็นธารวารินทร์กางปีกปกป้องอรรถพลอย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ หลังจากวางสายจากธารวารินทร์ อธินก็เดินงุ่นง่านวนไปวนมาอยู่ที่เดิม ในหัวสมองก็คิดถึงแต่เรื่องของอรรถพลที่กำลังส่อเค้าว่าจะไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ มิหนำซ้ำน้องสาวของเขาก็ดูท่าทางจะหลงผู้ชายคนนี้อย่างไม่ลืมหูลืมตาจนถึงขนาดยอมโกหกเขา ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งหงุดหงิดจนอยู่ไม่ติดที่และในที่สุดเขาก็หุนหันขับรถออกจากสตูดิโอไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
อธินมาถึงออฟฟิศของเมษิตาในเวลาไม่นานนัก เขาอยากรู้ที่มาที่ไปของอรรถพลว่าเป็นใครมาจากไหนและมีพื้นนิสัยใจคอเป็นเช่นไร และคนเดียวที่เขาคิดว่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือเมษิตา เพราะเธอคือคนใกล้ชิดของอรรถพลเพียงคนเดียวที่เขารู้จักในเวลานี้
เมษิตาละสายตาจากงานแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังประตูห้องทำงานของตนทันทีที่ได้ยินเสียงบานประตูหน้าห้องถูกผลักเข้ามาโดยไม่มีสัญญาณการเคาะประตู
“อ้าวคุณ มาได้ยังไง แล้วมาทำไม เจ้าของห้องร้องถามอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นอธินยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงหน้า
“ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณ” อธินทำหน้าตาขึงขัง
“มีเรื่องอะไร แล้วทำไมต้องทำหน้าตาเหมือนกับโกรธใครมาอย่างนั้นด้วยล่ะ”
“คุณรู้จักนายอรรถพลมาก่อนใช่มั้ย” เขาไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา
หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบเมื่อได้ยินชายหนุ่มตรงหน้าเอ่ยถามถึงอรรถพล เธอคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าสักวันอธินจะต้องถามถึงเรื่องนี้แน่นอน แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังคงปากแข็ง “คุณพูดเรื่องอะไร”
“ก็นายอรรถพลแฟนยัยธารน้องสาวผมไง คุณรู้จักเขามาก่อนใช่มั้ย” อธินถามย้ำ
“ฉันจะไปรู้จักเขาได้ยังไง คุณนี่ก็ถามแปลก” หญิงสาวเฉไฉไม่ยอมรับ
“แต่วันงานเลี้ยงที่หัวหิน ผมเห็นคุณยืนคุยกับเขาอยู่ตั้งนาน ดูเหมือนคุณสองคนคนจะเป็นเพื่อนเก่ากันมาก่อนนะ” อธินเน้นย้ำคำว่า เพื่อนเก่า จนคนฟังอดคิดไม่ได้ว่าเขาจงใจประชด
“เอ๊ะคุณ! จะมาคาดคั้นอะไรจากฉัน ก็ฉันบอกว่าไม่รู้จักก็ไม่รู้จักสิ” เมษิตาตบโต๊ะเสียงลั่นพร้อมกับลุกขึ้นจ้องหน้าอธินเขม็ง
“ยอมรับมาเถอะว่าคุณกับเขารู้จักกัน ผมไม่สนใจหรอกนะว่าคุณกับเขาจะเคยเป็นอะไรกันมาก่อน แต่ที่ผมอยากรู้ก็คือ นายอรรถพลมันเป็นคนดีหรือเปล่าเท่านั้น” ชายหนุ่มตอบพลางสู้สายตากับหญิงสาวตรงหน้าอย่างขึงขังไม่แพ้กัน
“ฉันว่าคุณถามผิดคนแล้วล่ะ ฉันไม่มีคำตอบอะไรให้คุณทั้งนั้น เชิญคุณกลับไปได้แล้ว ฉันจะทำงาน” หญิงสาวยังคงปฏิเสธ
แทนที่อธินจะออกจากห้องตามที่เมษิตาเอ่ยปากไล่ ทว่าเขากลับเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของเธอแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของตนออกมากดยุกยิกอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นจอโทรศัพท์ไปตรงหน้าของหญิงสาวเพื่อให้เธอดูภาพที่เขาถ่ายเอาไว้ “ดูซิว่าถ้าคุณเห็นรูปนี้แล้วจะยังกล้าปฏิเสธอยู่อีกมั้ย”
ภาพในจอโทรศัพท์มือถือสี่เหลี่ยมเล็กนั้นคือภาพคู่ระหว่างเมษิตากับอรรถพลที่อธินเจอโดยบังเอิญที่บ้านของหญิงสาวในคืนวันฝนตกและเขาก็ได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพนั้นไว้ เมื่อจำนนต่อหลักฐานเมษิตาจึงไม่อาจปฏิเสธความจริงได้อีกต่อไป “แล้วยังไงล่ะ ฉันเคยรู้จักพี่อรรถ เอ่อ...คุณอรรถพล แล้วมันผิดตรงไหนไม่ทราบคะคุณอธิน” หญิงสาวตีรวน
อธินพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิมมากว่า “ทีนี้ก็ยอมรับได้สักทีสินะ ตอนนี้ผู้ชายคนนี้กำลังพัวพันกับอยู่ยัยธารและผมก็กำลังสงสัยในพฤติกรรมบางอย่างของเขาว่าเขาอาจจะเป็นคนไม่ดีพอสำหรับน้องสาวผม”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันไม่ทราบ”
“ก็ในฐานะที่คุณเคยเป็นแฟนเก่าของนายคนนี้คุณน่าจะพอบอกอะไรเกี่ยวกับเขาได้บ้างน่ะสิ”
เมษิตาหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดก่อนจะกล่าวว่า “คุณฟังฉันให้ดีๆ นะคุณอธิน เรื่องระหว่างฉันกับเขามันจบไปนานแล้ว ฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอีกต่อไป และข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาที่คุณอยากจะรู้ฉันก็ไม่มีจะให้คุณหรอกนะ ถ้าคุณอยากรู้คุณก็ไปหาทางสืบเอาเอง”
“จบแล้วอย่างนั้นเหรอ ถ้าจบจริงๆ คุณคงจะไม่เก็บสร้อยเส้นที่นายอรรถพลเคยให้คุณไว้จนถึงวันนี้หรอก” อธินไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเพราะอะไรเขาจึงอดที่จะพูดถึงสร้อยเส้นนั้นและอดไม่ได้ที่จะประชดประชันเธอออกมาเช่นนี้ เขารู้แต่เพียงว่าหัวใจเขามันเจ็บจี๊ดๆ เพียงแค่คิดว่าเมษิตายังไม่ลืมอรรถพลก็เท่านั้นเอง
“ฉันมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องบอกคุณ” เมษิตาเน้นคำว่าส่วนตัวชัดเจน
“คุณพูดถึงสร้อยขึ้นมาก็ดีแล้ว เมื่อไหร่คุณจะคืนสร้อยให้ฉันสักที คุณโยกโย้มานานเกินพอแล้วนะ” เมษิตาได้จังหวะจึงเอ่ยทวงสร้อยคอของเธอคืน
“นี่คุณกับนายอรรถพลยังมีเยื่อไยต่อกันอยู่จริงๆ ใช่มั้ย ถึงได้อยากได้สร้อยคืนนักหนา” อธินชักจะเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เมื่อคิดว่าทั้งสองยังคงตัดกันไม่ขาด
“นั่นมันเรื่องส่วนตัวของฉัน คุณอย่างมายุ่ง” หญิงสาวเน้นย้ำอีกครั้ง
“คุณยังทำงานให้ผมไม่สำเร็จตามที่รับปากไว้เลยนะ ตามที่เราตกลงกันไว้คุณต้องช่วยทำให้ดาปฏิเสธการแต่งงานกับผมซะก่อนผมถึงจะยอมคืนสร้อยเส้นนั้นให้คุณ”
“ก็ได้! ถ้าคุณต้องการอย่างนั้น ฉันก็จะทำให้มันจบซะวันนี้เลย คุณคอยดูผลงานของฉันเย็นนี้ก็แล้วกัน...โน่นประตู เชิญคุณออกไปได้แล้ว” เมษิตากล่าวด้วยแววตาวาวโรจน์ แล้วชี้นิ้วเรียวไปยังประตูหน้าห้องก่อนที่จะออกปากไล่ชายหนุ่มออกจากห้องทำงานของตน
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







