เข้าสู่ระบบ“ใช่ ตอนที่เจ้าเกิดมา เจ้ากุมบางอย่างเอาไว้ในมือ หินก้อนหนึ่งมีสีดำ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถแตะต้อง เว้นเพียงหลินกุ้ยเฟย ตอนที่นางกำลังพยายามยื้อแย่ง เจ้ากลับกลืนมันเข้าไป หินสีดำก้อนนั้นใหญ่มาก แต่เจ้ากลับกลืนเข้าไปได้ทั้งที่เจ้าเป็นเพียงเด็กทารก เพราะอย่างนี้หลินกุ้ยเฟยจึงคลุ้มคลั่ง และหาว่าเจ้าเป็น...”
“ปีศาจร้าย” เกาอู่เยี่ยเอ่ยเสียงเรียบ
“ตอนนั้นเรื่องทารกที่ตระกูลฟางนำมาสับเปลี่ยนถูกเปิดโปง ฮ่องเต้ทรงเล็งเห็นแล้วว่าเรื่องนี้ไม่อาจอยู่ในการควบคุม ตระกูลหลินไร้อิทธิพลที่จะคุ้มครองเจ้า ตระกูลฟางแข็งแกร่งจนแม้แต่ฮ่องเต้เองก็ทรงไม่แน่พระทัยว่าเจ้าจะปลอดภัยในวังหลวง”
เกาอู่เยี่ยนิ่งเงียบ เขามองราชโองการลับในมือนิ่ง ราชโองการลับที่เขียนรายละเอียดทุกอย่างเอาไว้อย่างชัดเจน
รายละเอียดที่ว่าเกาอู่เยี่ยก็คือองค์ชายใหญ่แคว้นเทียนเฉา แต่เพราะอิทธิพลของตระกูลฟาง เด็กทารกที่ตระกูลฟางนำมาเพื่อสับเปลี่ยน กลับกลายเป็นตัวแทนของเขา เพราะในคืนนั้นฟางกุ้ยเฟยเองก็มีพระประสูติการองค์ชายเช่นกัน
“เขายังมีชีวิตอยู่ดีหรือไม่ขอรับ เด็กคนนั้น องค์ชายใหญ่ตัวปลอม”
“ยังมีชีวิตอยู่”
ฟังน้ำเสียงของบิดา เกาอู่เยี่ยก็ได้แต่ถอนหายใจ เขาพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายมีชีวิตอยู่อย่างไรในตำหนักเย็น องค์ชายผู้ซึ่งมีข่าวลือว่าเป็นปีศาจ ทั้งยังเป็นสาเหตุให้มารดาและตระกูลหลินต้องพังพินาศ
“ลูกเยี่ย”
“ขอรับท่านพ่อ”
“พ่อดีใจที่เจ้าไม่ได้เติบโตในวังหลวง ดีใจที่แม้เจ้าจะรู้เรื่องนี้ แต่เจ้าก็ยังเป็นบุตรชายคนเดิมของตระกูลเกา”
“ข้าไม่อาจทำให้ท่านแม่เสียใจ นางเลี้ยงดูข้า มอบความรักให้ข้าไม่น้อยไปกว่าพี่ใหญ่ ทุกคนในจวนตระกูลเกาล้วนรักและหวังดีต่อข้า”
เกาจิ้นยิ้มออกมาจางๆ แม้ใจในจะหนักอึ้ง ฮ่องเต้ทรงมีพระประสงค์จะให้เขาพาบุตรชายคนนี้ไปเข้าเฝ้า แต่จนถึงตอนนี้เกาอู่เยี่ยก็ยังไม่ใจอ่อน
ที่สำคัญฮ่องเต้เองก็ดูเหมือนไม่ทรงมีพระประสงค์จะบีบบังคับ แต่ถึงอย่างนั้นในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เขากลับอยากให้เกาอู่เยี่ยไปเข้าเฝ้าสักครั้ง
“ลูกเยี่ย”
“ท่านพ่อ หากอยากให้เข้าเข้าเฝ้า ข้ามีเรื่องหนึ่งแลกเปลี่ยน”
“อะไรหรือ”
“ข้าอยากพบเขาสักครั้ง องค์ชายใหญ่ซางหยาง เด็กคนนั้นที่ถูกจองจำแทนข้า”
เกาจิ้นมีท่าทางประหลาดใจไม่น้อย “เรื่องนี้...ให้พ่อลองหาทางดูก่อน หากฮ่องเต้ทรง...”
“ลูกไม่รีบขอรับ จนกว่าจะถึงวันออกเดินทางไปชายแดน ลูกจะรอคำตอบ”
“ได้” เกาจิ้นพยักหน้า “เช่นนั้นเรากลับออกไปข้างนอกกันเถิด แม่ของเจ้าคงกระวนกระวายแล้ว”
“ท่านแม่ตามหาลูกหรือขอรับ”
เกาอู่เยี่ยลุกขึ้นเก็บของกลับเข้าไปในหีบ จากนั้นจึงปิดเอาไว้เช่นเดิม คนทั้งสองหมุนกายเดินออกมา โดยไม่หันหลังกลับไปมองหีบใบนั้นอีก
สามวันถัดมาเกาอู่เยี่ยมาเยือนจวนตระกูลอัน ทำให้เจ้าบ้านรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ที่สำคัญไปกว่านั้นในมือของเขายังมีตะกร้าลูกพลับเหลืองอร่ามน่ากินติดมือมาด้วย
“พี่อู่เยี่ย” อันซุ่ยเหลียนยิ้มกว้าง
นางเดินเร็วๆ เข้าไปหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม ใบหน้าสดใสเงยขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นดวงตาก็จ้องตะกร้าลูกพลับเขม็ง “ของข้าหรือเจ้าคะ ของข้าใช่หรือไม่”
“ตัวตะกละน้อย ได้ยินว่าคราวก่อนที่ข้าส่งมากินหมดแล้ว ดังนั้นอย่าได้คิดซุกซนไปปีนต้นไม้ที่จวนอีกเล่า”
“เอ่อ”
เจ้าบ้านตระกูลอันกับฮูหยินถึงกับพูดไม่ออก พวกเขาเคยพบเกาอู่เยี่ยมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งก็หาได้สนิทสนมและพูดคุยกันมากนัก
ฟังจากบทสนทนาทั้งสองจึงกระจ่างว่าตะกร้าลูกพลับก่อนหน้านี้ ผู้ใดกันแน่ที่เป็นคนส่งมาให้อันซุ่ยเหลียน เห็นบุตรสาวของตนพูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างคุ้นเคย สองสามีภรรยาก็อดที่จะหันไปมองหน้ากันไม่ได้
เด็กหนุ่มคนนี้แต่ไหนแต่ไรมาก็เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป เพียงแต่หลังจากกลับมาจากชายแดน ทั้งยังบาดเจ็บสาหัส เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากที่สดใสยิ้มแย้ม กลับกลายเป็นเก็บเนื้อเก็บตัวมากขึ้น ไปมาหาสู่สหายน้อยยิ่งกว่าน้อย
วันนี้เกาอู่เยี่ยกลับมาเยือนจวนตระกูลอัน ทั้งยังมาโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า พวกเขาออกจะทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
ซุ่ยเหลียนครางเสียงสั่น รับรู้ตัวตนของเขาผ่านการรุกรานที่เกินกว่าที่นางจะจินตนาการท่อนขาแกร่งค่อยๆ เลื่อนท่อนขาอ่อนนุ่มของนางให้เปิดออก สะโพกผายถูกยกขึ้นในยามที่เขาขยับเอวสอบเข้าหานางอย่างหนักหน่วงด้วยท่วงท่าที่น่าอายนี้ กลับให้ความรู้สึกลึกล้ำ และรัดรึง กระทั่งซุ่ยเหลียนอ่อนระทวยด้วยความซาบซ่าน หญิงสาววางสองแขนลงบนเบาะนอน ยกสะโพกตอบสนองเขา อกอิ่มรับรู้การกอบกุม กระทั่งมืออีกข้างที่สอดขึ้นมายังใบหน้า มีกลิ่นเลือดอันหอมหวานที่ทำให้นางหลุดควบคุม“เร็วเข้า” เขาเร่งเสียงพร่า ดังนั้นนางจึงได้แต่อ้าปากรับเลือดเข้าไปด้วยความกระหายพร้อมๆ กันกับช่วงที่นางไล้เลียปลายลิ้นเข้ากับข้อมือจอมมาร เอวสอบของเขาก็กระทั้นเข้าหานางอย่างไร้ปรานี ความเสียวซ่านลึกล้ำ ทำให้ซุ่ยเหลียนส่งเสียงหวีดหวาน นางถูกเขาหลอมละลายด้วยความกระสัน ความร้อนรุ่มจากกายแกร่งแผดเผาจนนางไม่อาจปฏิเสธเมื่อดื่มเลือดเข้าไปเล็กน้อยนางจึงปล่อยมือ เพียงเพื่อที่จะได้หมุนกายกลับมาหา แต่ถึงอย่างนั้นจอมมารกลับสอดแขนเข้ากับเอวอ่อน บีบให้นางยกสะโพกขึ้น ไม่ยอมให้นางหันกลับมา“พี่อู่เยี่ย ข้าอยากกอดท่าน”“เปลี่ยนใจแล้วหรือ มิใช่ชอบให้ข้าทำจาก
หากแต่...ข้อแลกเปลี่ยนของเขาก็เหลือเกินจริงๆ เพราะทันทีที่นางควบคุมตัวเองไม่อยู่จนปีนขึ้นไปบนร่างเขานั้น เขาไม่เพียงไม่รังเกียจ แต่กลับเริ่มถอดเสื้อผ้านางออกอย่างกระตือรือร้นข้ออ้างนะหรือ ‘กลัวชุดเปื้อนเลือด’ นางไหนเลยจะเชื่อ!!คราแรกนางกลัวว่านั่นจะเป็นการทำร้ายเขา เพราะแต่ละครั้งที่นางดื่มเลือดเขานั้น นางรู้ดีว่าจำนวนไม่น้อยเลย หากแต่เมื่อยามฟ้าสางนางที่รู้สึกผิดอยากจะสำรวจบาดแผลของเขา แต่กลับพบว่าแม้แต่ร่องรอยขีดข่วนใดๆ ที่นางทิ้งเอาไว้บนเรือนกายแกร่งก็ยังหายไปไม่ปรากฏน่าโมโหยิ่งนัก!!“ซุ่ยเหลียน”เสียงของเขาดังแว่วเข้ามา พร้อมกับร่างสูงที่นั่งลงข้างๆ “แตกหน่อแล้วนี่” รอยยิ้มหล่อเหลาของเขา ทำให้อารมณ์โกรธของนางปลิวหาย“หากผักพวกนี้กินได้ ข้าจะทำผักดองให้ท่านกิน”“ดี” เขายิ้ม “กลับกันเถิด วันนี้ข้าได้ปลามาหลายตัว”นางชะงักก่อนหรี่ตามองเขา “ท่านขี้โกงหรือไม่”“เปล่าเลย ข้าใช้เบ็ดตกปลาที่ปีศาจนกทำให้ ข้าตกปลาเก่งแล้วจริงๆ นะ” เขาบอกด้วยรอยยิ้มวันนี้เขาพูดเรื่องจริง เขาตามใจในยามที่นางบอกว่าจะพยายามใช้ชีวิตเรียบง่ายดังเช่นมนุษย์ ดังนั้นเขาจึงจับปลาและล่าสัตว์ด้วยวิธีของมนุษย์ แม้จะย
ไม่นานยอดฝีมือชุดรัดกุมก็เปิดประตูเข้ามา พวกเขาผงะเล็กน้อยที่เห็นชายหนุ่มตรงหน้ายังคงนั่งดื่มชาด้วยความเยือกเย็น ที่สำคัญเบื้องหลังยอดฝีมือเหล่านั้น ยังมีหลิวซวงซวงที่หมายครอบครองในสิ่งที่นางไม่มีวันได้“มาทางไหนรีบกลับไปทางนั้น นางกำลังหลับอยู่หากกล้าทำให้นางตื่น ก็อย่าหาว่าข้าไร้ปรานี” จอมมารส่งเสียงออกมาโดยไม่ต้องขยับปาก พลังกดดันขุมหนึ่งทำให้เหล่ายอดฝีมือที่หลิวซวงซวงส่งมาไม่อาจขยับ“ท่านเป็นใคร” หลิวซวงซวงเหงื่อซึมออกมา “สตรีนางนั้นไม่มีสิ่งใดเทียบข้าได้ หากท่านต้องการสิ่งใด ข้าย่อม...”“ข้าต้องการให้เจ้าไสหัวไปก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ หาไม่...” จอมมารลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวมายังประตูหน้าซึ่งเหล่ายอดฝีมือยังไม่อาจเข้าไปด้านใน“พี่อู่เยี่ย” เสียงพึมพำดังขึ้นทำให้จอมมารสะดุ้ง เขาโบกมือคราหนึ่งประตูห้องก็ปิดลง ร่างสูงรีบก้าวเข้าไปยังหน้าเตียง“ข้าทำเสียงดังจนเจ้าตื่นหรือ”“เสียงใครหรือเจ้าคะ ข้าเหมือนได้ยินเสียงคนสนทนากัน ท่านสนทนากับผู้ใดหรือ”นางยังไม่ลืมตาแต่กลับพิงร่างเข้าหาเขา ทันทีที่กลิ่นอายของเขาใกล้เข้ามา จอมมารอมยิ้มด้วยความเอ็นดู เขามองดูท่าทีงัวเงียของนางแล้วอดที่จะลูบหลังลูบไห
“แล้วท่านเล่า ท่านเป็นของผู้ใด” นางทิ้งสะโพกลงอย่างแรงกระทั่งน้ำในถังกระฉอก“ข้าเป็นของเจ้า เป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว”“ทีหลังจะกล้าทำเช่นนี้หรือไม่”นางขยับเอวอ่อนบดเบียดหมุนวนช้าสลับเร็ว ใบหน้าแดงก่ำเพราะขนาดของเขาที่ตื่นตัวเต็มที่เต้นตุบในกาย“ไม่กล้าแล้วจ้ะ ไม่กล้ายั่วให้หึงหวงอีกแล้ว เมียจ๋า ข้ายอมแล้ว” เขากระซิบบอกนางเสียงพร่า “ซุ่ยเหลียนคนดี ได้โปรด ข้าอยากสัมผัสเจ้า ข้าจะขาดใจแล้ว”ซุ่ยเหลียนขยับเอวอ่อนยกขึ้นอีกครา แต่ครั้งนี้นางปล่อยมือเขาโดยดี ซึ่งนั่นก็ทำให้จอมมารที่หื่นกระหายกอดรัดร่างอรชรเข้าสู่อ้อมแขน เอวสอบขยับขึ้นรับจังหวะที่หญิงสาวทิ้งตัวลงยังความร้อนรุ่มแข็งขึงริมฝีปากของเขาไต่เล็มจากลำคอลงไปยังอกอิ่ม เวียนขึ้นมาหาริมฝีปากรูปกระจับ ไล้ปลายลิ้นเข้าครอบครองพัวพันอย่างลึกล้ำเสียงครางต่ำหลุดออกมา ในยามที่นางยกสะโพกขึ้นอีกครั้ง หากแต่ไม่ยอมกดลงไปหาความฮึกเหิมที่รั้งรออยู่ “ซุ่ยเหลียนได้โปรด” เขาวอนขอ“ยังจะคิดไปหาสตรีอื่นอีกหรือไม่”“ไม่กล้าแล้ว ข้าไม่กล้าแล้ว ไว้ชีวิตด้วยยอดรัก ข้าจะขาดใจแล้ว”นางยื่นหน้าลงไปจุมพิตเขา เบียดอกอิ่มเข้ากับแผ่นอกแกร่ง พร้อมๆ กันนั้นก็มอบตัว
ซุ่ยเหลียนชะงัก นางมองไปยังคนที่พูดพล่ามโดยไม่สนใจจะหันมามองนาง มือน้อยทั้งสองข้างไม่อาจขยับ ทำได้เพียงจ้องมองแผ่นหลังของจอมมารนิ่ง แม้กระทั่งเสียงของตัวเองก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่าต้องตอบประโยคนั้นเช่นไร“เจ้าว่านางเป็นเช่นไร”“นาง...งดงามมากเจ้าค่ะ”เมื่อเขาเห็นนางเป็นสาวใช้ นางก็จะทำตัวเยี่ยงสาวใช้ มือน้อยขัดถูไปตามแผ่นหลัง เขาถามมานางก็ตอบออกไป“ฟังดูน้ำเสียงของเจ้าไม่ใคร่จริงใจเลย แต่ช่างเถิดเจ้าว่านางงดงามก็คงเป็นเช่นนั้น ความจริงข้ารู้สึกถูกชะตากับนางยิ่งนัก นางจิตใจดียิ่งนัก เพิ่งได้พบกันคราแรกนางกลับต้อนรับขับสู้ข้าเป็นอย่างดี”ซุ่ยเหลียนเม้มปากแน่น ดวงตาของนางแดงก่ำเพราะกำลังสะกดอารมณ์ นางไหนเลยจะรู้ว่าดวงตาของนางบางคราก็เปลี่ยนเป็นสีแดงวาบขึ้นเลือดของจอมมารในกายอรชรพลุ่งพล่าน จนแม้กระทั่งผู้เป็นเจ้าของเองก็ยังรู้สึกได้ แต่กระนั้นเขาก็ยังกล่าวประโยคยั่วเย้าให้นางแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาจอมมารหันกลับมามองนางช้าๆ คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูง ดวงตาของเขามองไปยังหน้าต่าง “เจ้ากระหายแล้วหรือ ฟ้ายังไม่มืดเลย” มือใหญ่ยื่นออกมา “มาสิเร็วหน่อย ข้าอยากไปพบคุณหนูหลิวแล้ว...”เส้นความอดทนของซุ่ยเหล
มองดูบุรุษหล่อเหลาสนทนาหยอกล้อกับสตรีงดงาม ซุ่ยเหลียนได้แต่นั่งเงียบ เสียงหัวเราะกรีดแทงหัวใจนาง กระทั่งเจ็บปวดเสียดลึกถึงก้นบึ้ง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังอดทนเพราะไร้สิทธิ์ที่จะเอ่ยปาก หากเขาชอบหลิวซวงซวงผู้นี้ นางจะทำเช่นไรได้เล่าเมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มตรงหน้าเดินทางมายังเมืองต้าซานมาเพราะลูกพลับ หลิวซวงซวงก็ให้คนยกเข้ามาตะกร้าใหญ่ ที่สำคัญนางเอาอกเอาใจด้วยการคัดของที่ดีที่สุดที่มี กระทั่งยกมาให้ชายหนุ่ม“รบกวนแม่นางหลิวแล้วจริงๆ”จอมมารแย้มยิ้มหล่อเหลา เขาหันมาสนใจซุ่ยเลียนที่นั่งข้างๆ ในที่สุด “ซุ่ยเหลียน ลูกพลับของเจ้า”“เจ้าค่ะ” นางเพียงพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเอ่ยขอบคุณหลิวซวงซวงเสียงเบา“ไม่ทราบว่าแม่นางท่านนี้คือ...”อยากจะถามหลายครั้งก็กระดาก หลิวซวงซวงที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่ามองข้ามซุ่ยเหลียนมาโดยตลอด มาบัดนี้กลับทำใจกล้าเอ่ยถาม“ฮูหยินของข้าเอง” จอมมารตอบออกไปด้วยรอยยิ้มกว้าง “นางเป็นคนไม่ใคร่ชอบสนทนา ข้าพานางมาที่นี่เพราะนางชอบลูกพลับมาก”เขาไม่สนใจใบหน้าที่ซีดขาวของหญิงสาวตรงหน้า กระทั่งมองข้ามใบหน้าตื่นตะลึงของคนข้างกาย มือใหญ่คว้าตะกร้าลูกพลับขึ้น จากนั้นก็ยื่นมือมากุมมือน
“ตระกูลข้าถูกคุกคาม กลับไปก็รังแต่จะทำให้ทุกคนถูกปองร้าย มิสู้อยู่ในกองทัพไม่ให้ผู้ใดพบตัว เช่นนี้จึงจะปลอดภัยทุกฝ่าย”เมื่อคิดตามเขาเองก็เห็นด้วย ตอนนี้หากกลับเข้าตระกูลอัน ไม่ช้าหรือเร็วฟางกุ้ยเฟยย่อมต้องหาทางเล่นงานหญิงสาวอีกอย่างแน่นอนแม้ตระกูลเกาจะทรงอิทธิพล แต่จะอย่างไรก็คงยุ่งยากไม่น้อย หาก
อันซุ่ยเหลียนคล้ายไม่เป็นตัวของตัวเอง แม้ในใจหวาดกลัว เมื่อมองเห็นแล้วว่าเท้าของอีกฝ่ายหาได้แตะพื้นไม่ สตรีตรงหน้าในยามนี้กำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน!!ใช่นางมองไม่ผิดอย่างแน่นอน...มือน้อยยื่นออกไปรับกลุ่มแสงสีส้มอย่างไม่รู้ตัว และทันทีที่นางแตะโดน เจ้าแสงสีส้มนั้นก็ซึมเข้าไปยังใจกลางฝ่ามืออันซุ่
มองดูท่าทีหวาดระแวงของเขา หญิงสาวกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา นางมองไปรอบๆ ศาลาผุพังนอกเมือง จากนั้นจึงนึกอะไรขึ้นมาได้“คนติดตามของพระองค์เล่าเพคะ”“พวกเขา...” คิ้วเข้มขมวดมุ่น จากนั้นจึงหันไปสบตาหญิงสาวอีกครั้ง“แล้วสาวใช้ของเจ้าเล่า”กล่าวจบควันสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งสองได้แต่ลอบตื
คราแรกนางมิได้ตั้งใจจะโอ้อวด หรือทำท่าอวดข่มผู้อื่น เพียงแต่นางเคยช่วยเกาฮูหยินรับหน้าแขกผู้มาเยือนก่อนหน้านี้หลายครั้งดังนั้นการที่นางสั่งความบ่าวไพร่ให้ยกน้ำชาและของว่าง รวมไปถึงให้คนไปแจ้งนายหญิงของจวนแม่ทัพนั้น ท่าทีจึงดูเป็นธรรมชาติยิ่ง“เหลียนเอ๋อร์มีแขกมาหรือ”เสียงสองเสียงประสานกันดังเข้าม







