Mag-log inนับจากพามารดาหลบหนีออกมาจากเสียนหยางครานั้น ตัวเขานับว่าห่างหายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษและสตรีมานาน แม้ว่าพานพบอิสตรีมามากหน้าหลายตา อีกทั้งทุกนางล้วนงดงามอรชรอ้อนแอ้น หากแต่เขากลับไม่ได้มีความรู้สึกอยากแตะต้อง ดังเช่นที่มีให้หญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้
...นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกต้องตาสตรีสักคนทันทีที่พานพบ
“นายท่าน” เสียงของเสี่ยวลู่จื่อทำให้เฉินเซวียตื่นจากภวังค์
“เสร็จแล้วข้าจะออกไปเอง ยาที่ข้าสั่งให้เคี่ยวได้ที่แล้วหรือยัง”
“ยังขอรับ ข้านำผ้าพันแผลมาเพิ่มให้เผื่อท่านต้องใช้เพิ่ม”
“ไม่ต้องแล้ว นำเสื้อผ้าของข้ามาอีกสักชุดเถิด”
สิ่งที่ไม่ควรเห็นก็เห็นจนสิ้น ทั้งยังก้าวข้ามช่องว่างระหว่างบุรุษและสตรีไปแล้ว เรื่องที่ไม่ควรทำเขาล้วนลงมือด้วยตัวเอง เพราะไม่อาจปล่อยให้นางเสียเลือดมากไปกว่านี้
อะไรที่ไม่ควรแตะต้องเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะบาดแผลของนางมีอยู่ทั่วตัว ทั้งหมดนั้นเขาทำในฐานะหมอคนหนึ่งที่รักษาคนเจ็บ แม้หลายครั้งไขว้เขว แต่ก็นับว่ายังคงรั้งตัวเองกลับมาได้ ดังนั้นตอนนี้ความภูมิใจในตัวเองจึงยังคงหลงเหลืออยู่
เมื่อรับเสื้อผ้าชุดใหม่ของตนมาจากเสี่ยวลู่จื่อ เฉินเซวียจึงใช้ผ้าผูกตาตัวเอง จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนชุดใหม่ให้คนป่วยโดยกระทำอย่างระมัดระวัง
สายตามืดมิดหลังผืนผ้าบดบังก็จริง หากแต่สัมผัสราวกับชัดเจนมากกว่าเดิมเป็นทวีคูณ ปลายนิ้วที่แตะต้องลงไปบนผิวกายเปลือยเปล่า ทำให้ตัวเขาแทบกลั้นหายใจ
ชั่วระยะเวลาอันแสนสั้น กลับให้ความรู้สึกเหมือนนานแสนนาน กว่าจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หญิงสาวเสร็จ เฉินเซวียก็พบว่าตัวเขานั้นหมดแรงแล้วจริงๆ
“นายท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ” เสี่ยวลู่จื่อเอ่ยถามเพราะเห็นท่าทีเหน็ดเหนื่อยของผู้เป็นนาย
“ข้าไม่เป็นไร เดินทางมาทั้งวันตอนนี้เพิ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อย”
“แล้วแม่นางผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
“ยังไม่ได้สติ นางเสียเลือดไปมาก อย่างเร็วสุดคงพรุ่งนี้จึงจะฟื้น”
“แล้วยานี่เล่าขอรับ”
“จะอย่างไรก็ต้องดื่ม เจ้าดูว่ายาเริ่มอุ่นแล้วรีบบอกข้า ข้าจะไปล้างหน้าล้างมือเดี๋ยวจะกลับมา”
“ให้ข้าช่วยนำยาเข้าไป...”
“ไม่ต้อง!!” เขาเผลอเสียงดังไปจึงชะงัก มองดูเสี่ยวลู่จื่อที่คอหดเพราะเสียงตวาด เฉินเซวียได้แต่ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว “เจ้าไม่ต้องทำอะไร ข้าจะดูแลนางด้วยตัวเอง นางบอบช้ำมากต้องระวังเป็นพิเศษ อย่างไรเจ้าก็เป็นบุรุษนางเป็นสตรี ข้อจำกัดมากมายล้วนต้องคำนึง”
กล่าวจบก็เดินไปยังทะเลสาบอีกครั้ง เสี่ยวลู่จื่อมองตามด้วยความงุนงง “แล้วนายท่านมิใช่บุรุษหรอกหรือ ถึงจะเป็นหมอแต่นายท่านไม่เคยต้องทำอะไรเองถึงเพียงนี้ ที่สำคัญอีกฝ่ายเป็นสตรีแปลกหน้าที่ไม่รู้ที่มาที่ไป...”
เสี่ยวลู่จื่อสะบัดหน้าไปมาเพราะรู้ว่าตนเริ่มคิดมาก “นายท่านของข้าเป็นหมอ ข้าคงคิดมากไป นายท่านไหนเลยจะมีความคิดในทางนั้นกับคนป่วย ข้านี่แย่จริงๆ คิดเลยเถิดไปได้”
เหล่าผู้คุ้มกันไม่ได้ซักถามให้มากความ ทั้งหมดล้วนเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างดี ทั้งยังคิดว่าเรื่องนี้สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง
เฉินเซวียเป็นหมอแน่นอนได้พบคนป่วยย่อมไม่อาจปล่อยผ่าน แม้สตรีเพียงคนเดียวซ้ำยังมาโผล่ที่กลางป่าเป็นเรื่องน่าสงสัย แต่จนรุ่งสางกระทั่งพวกเขาเดินทางเข้าไปในกำแพงเมืองเสียนหยาง หญิงสาวที่เฉินเซวียช่วยเอาไว้ก็ยังไม่ได้สติ เห็นชัดว่านางได้รับบาดเจ็บมากจริงๆ ไม่ใช่นกต่อของเหล่าโจรป่าอย่างที่พวกเขากำลังสงสัย
ในความเลือนรางเสียงกระซิบทำให้หญิงสาวขมวดคิ้ว ความเจ็บปวดทางกายทิ่มแทงเข้ามาจากทุกทิศทาง ร่างกายที่หนักอึ้งคล้ายกับไม่ใช่ร่างกายของตัวเอง ทำให้ไม่อาจขยับอย่างใจต้องการ ลำคอแห้งผากเจ็บร้าว เพราะความกระหายมีมากจนแทบไม่อาจกลืนน้ำลาย
ภาพความทรงจำที่ร่างกายร่วงจากที่สูง ทำให้มือน้อยพยายามยื่นออกไปไขว่คว้า หากแต่หญิงสาวไม่รู้เลยว่าตนกำลังเอื้อมไปคว้าสิ่งใด ด้วยรอบกายนั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่ามืดมิด
“มา ...เจ้าอ้าปากหน่อย ดื่มยาเข้าไป”
เสียงกระซิบอันอ่อนโยน สัมผัสลูบไล้ปลอบโยนจนยากปฏิเสธ แต่เมื่อยารสขมแตะลงไปยังปลายลิ้น
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะสำลักออกมา
“ไม่ได้เจ้าต้องกลืนเข้าไป เด็กดีกลืนเข้าไปให้หมด”
อยากลืมตาเหลือเกินแต่ก็ไม่อาจทำได้ ยารสขมยังคงถูกป้อนเข้ามาพร้อมกับเสียงกระซิบปลอบโยนแกมบังคับ กระทั่งไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ยารสขมนั้นหมดลง กระทั่งถูกแทนที่ด้วยน้ำชาหอมกรุ่น
“ไม่เป็นไรแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้ว ดื่มชาเข้าไปอีกนิดแล้วข้าจะปล่อยให้เจ้าได้นอนพัก”
เสียงนั้นยังคงบงการไม่หยุด แต่ที่น่าแปลกคือหญิงสาวกลับทำตามโดยดี กระทั่งในที่สุดเสียงนั้นก็เงียบไป ความรู้สึกสุดท้ายก่อนหลับใหลคือความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบกาย กลิ่นหอมเย็นซึ่งเป็นกลิ่นอายเฉพาะตัวของใครบางคนกระสาเข้าจมูก กลิ่นนี้น่าจะเป็นกลิ่นอายของเจ้าของเสียงกระซิบ
ไม่รู้ว่าเพราะหัวใจไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยว หรือเป็นเพราะกลิ่นอายและน้ำเสียงนั้น ทำให้หญิงสาวรู้สึกปลอดภัย มือน้อยจึงยึดเขาเอาไว้ไม่ยอมให้ผละจาก
“ไม่เป็นไรข้าจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน อย่ากลัว”
สัมผัสอันแสนอ่อนโยน ปลอบประโลมหัวใจอันบอบช้ำ หญิงสาวซุกใบหน้าเข้าหาความอบอุ่น จากนั้นจึงหลับไปทั้งที่มือยังคงกุมบางอย่างเอาไว้แน่น
มือสองข้างสอดเข้ากอบกุมสะโพกผาย จากนั้นร่างสูงก็เดินตรงไปยังเตียงนอน ทุกย่างก้าวเขาไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า กลับกดสะโพกนิ่มบดเบียดและกระทั้นแก่นกายเป็นจังหวะรับกับก้าวเดินยิ่งนางส่งเสียงครวญเขาก็ยิ่งฮึกเหิม เมื่อไปถึงหน้าเตียงเขาไม่ได้วางร่างงามลงแต่กลับปีนขึ้นไปนั่ง โดยให้นางนั่งคร่อมลงไปยังแก่นกายผงาดกล้าร่างงามสะท้านพร้อมกับสูดลมหายใจ จุดประสานอันล้ำลึก ทำให้นางถึงกับส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างหวามไหว ได้ยินเสียงของนาง ความอดทนอดกลั้นก็ปลิวหาย เฉินเซวียค่อยๆ เอนกายลงนอนราบ จากนั้นสบตากับนางอย่างรอคอยซูซีหลานวางมือลงไปยังอกกว้าง สองขาแยกออกเพื่อให้นางสามารถทรงตัวได้ในยามควบขับ ดวงตาสานสบนิ่งในยามที่นางเริ่มขยับบนเรือนกายแกร่งภาพตรงหน้าอันแสนงดงาม ทำให้เฉินเซวียยอมตายเพียงแค่ให้นางได้ขับเคลื่อนเขาเช่นนี้ ร่างงามเริ่มขยับไหวทำให้อกอิ่มกระเพื่อมเป็นจังหวะ สองมือของเขาอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นกอบกุม ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาให้บีบเคล้นหนักหน่วงขึ้น หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นรัวใบหน้างามแหงนหงาย จังหวะควบขับเริ่มหนักหน่วง จุดประสานเกิดเป็นเสียงกระทบกระทั้น เอวสอบยกขึ้นเพื่อรับจังหวะของน
สองมือกอบกุมความต้องการของเขาเอาไว้ ส่งผลให้ร่างแกร่งสะท้านเยือก เขาเอนกายลงพิงขอบถังน้ำ ในยามที่ดวงตาคมยังคงสานสบกับนางจุมพิตอ่อนโยนแตะลงไปยังสันกรามที่ขบแน่นของเขา ในยามที่มือน้อยทั้งสองข้างขยับไหวเป็นจังหวะ นางเริ่มจากจังหวะเนิบนาบ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย โดยสังเกตจากสีหน้าของผู้เป็นสามีแม้เขินอายหากแต่นางก็พอใจที่ได้เห็นสีหน้าอันสุขสมของเฉินเซวีย ยิ่งในยามที่เขาหลุดความควบคุม กระทั่งเผลอจุมพิตนางรุนแรงจนเกือบจะเป็นขบกัด ซูซีหลานก็ยิ่งเร่งจังหวะ เสียงครางเล็ดลอดออกมา ในยามที่เขาเลื่อนริมฝีปากลงไปจุมพิตลำคอขาวผ่องของนางร่างแกร่งเกร็งแน่นขณะที่จังหวะรีดเค้นของสองมือเร็วขึ้น เฉินเซวียอ้าปากหอบหายใจ เขาหลับตาลงคว้าสองมือเข้ากับกับขอบถังไม้ บีบแน่นจนข้อซีดขาวเพราะความพลุ่งพล่าน กลางร่างแอ่นขึ้นสูงในยามที่จังหวะปลดปล่อยทะลักทลายเสียงหอบหายใจหนักหน่วงส่งผลให้ซูซีหลานพอใจ นางก้มหน้าลงจุมพิตเขาราวกับอยากปลอบโยน แต่เขากลับรัดร่างนางเข้าสู่อ้อมแขน มือข้างหนึ่งคลึงเคล้นลงไปยังสะโพกผาย จากนั้นส่งตัวตนของเขาที่เพิ่งปลดปล่อยหากแต่ยังคงพร้อมพรักเข้าสู่กายหอมกรุ่นหญิงสาวกายอ่อนยวบ เมื่
ค่ำคืนอากาศหนาวเหน็บ ในครัวไฟกลับยังคงมีไฟส่องสว่าง เฉินเซวียก้าวเดินเข้าไปด้านในช้าๆ มองร่างเล็กกำลังเหม่อมองเข้าไปในเตาไฟที่ลุกโชติช่วง ในนั้นมีตำราและหนังสือหลายเล่มกำลังลุกไหม้“ทำอะไรอยู่หรือ”เขามองเข้าไปในเตาไฟพบว่าหนังสือเหล่านั้นที่กำลังลุกไหม้ เป็นตำรา หรือบันทึกอะไรสักอย่างที่นางเคยเขียนรวบรวมเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นอักษรที่นางเขียน กลับไม่มีผู้ใดอ่านออก ตัวเขาเองก็เช่นกัน“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เก็บเอาไว้คงไม่ดี”หากเล็ดลอดไปยังยุคปัจจุบันไม่เกิดเรื่องวุ่นวายก็บ้าแล้วหญิงสาวได้แต่คิดในใจแล้วถอนหายใจออกมา “ข้าต้มน้ำเอาไว้แล้ววันนี้อยากสระผม”“เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าสระผม”นางยิ้มกว้างทันทีพร้อมกับลุกขึ้นยืน ทั้งสองเดินออกมาจากเรือนครัว โดยไม่หันกลับไปมองเตาไฟที่บัดนี้บันทึกและตำราทั้งหลายถูกไฟไหม้จนสิ้นเส้นผมที่ยาวสลวยของซูซีหลาน ยากต่อการดูแลรักษา นางเคยคิดจะตัดให้สั้นเท่าเดิม แต่เพียงแค่คิดก็ถูกผู้เป็นสามีมองค้อนดังนั้นนางจึงได้แต่ล้มเลิกถึงอย่างนั้นนางไหนเลยจะคาดว่าทุกครั้งที่อยากจะสระผม ผู้เป็นสามีของนางจะปรากฏตัวในห้องอาบน้ำเสมอ นางเพิ่งรู้ ...เขากลัวว่านางจะแอบตัดผมถึง
ในช่วงสุดท้ายเฉินเซวียและซูซีหลานไม่ได้ติดตามกองทัพบุกเข้าไปในเสียนหยาง นี่คือข้อตกลงที่เคยทำไว้กับหลิวปัง และเขาก็รักษาคำพูด ดังนั้นทั้งสองจึงย้อนกลับไปยังหนานเฉิง ย้ายสุสานของบิดาและมารดาของเฉินเซวีย กลับมายังหมู่บ้านเฝินหยู โดยฝังทั้งสองเอาไว้บนเขาที่เงียบสงบไร้ผู้คนสัญจรผ่านหลังจากทัพของหลิวปังเดินหน้าเข้าสู่เสียนหยาง ซูซีหลานตัดสินใจไม่สืบข่าวคราวต่ออีก นางไม่อยากรับรู้และไม่อยากใส่ใจอีกต่อไปแล้ว เพราะยิ่งรู้ก็รังแต่จะทำให้หัวใจของนางเป็นทุกข์นางรู้ถึงผลสรุปของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเฉินเซวียเองก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่อยากให้นางต้องเป็นกังวลนับจากสงครามเริ่มลุกลาม ซูซีหลานไม่ได้ข่าวคราวของเสี่ยวชุนและครอบครัวอีก แม้นางให้สหายชาวยุทธ์ออกสืบหา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไร้วี่แววเมืองเฟิงเป็นแต่เพียงเมืองเล็กๆ หากเป็นในยามอดีตจะมีเพียงร้านสมุนไพรตั้งอยู่เพียงร้านเดียว มาในยามนี้เฉินเซวียและซูซีหลานกำลังขยายแปลงสมุนไพร ทั้งยังเปิดร้านหมอเล็กๆ ขึ้นยามทุกข์เข็ญบ้านเมืองระส่ำระสาย ร้านหมอในหมู่บ้านเฝินหยูกลับสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านเอาไว้ได้มาก ครอบครัวเล็กๆ ของท่านหมอเฉินจึงได้รับ
เฉินเซวียจ้องมองเงาของซูซีหลานที่พิงไหล่เขา ตั้งแต่ได้พบกันทั้งเขาและนางต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ใช่นางพึ่งเขาเพียงฝ่ายเดียว แต่บางครั้งความหลักแหลมของนางก็ช่วยเขาเอาไว้นับจากหย่าขาดจากอดีตฮูหยิน เขาเองก็ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานใหม่อีกครั้ง เพราะลึกๆ แล้วเขาไม่เชื่อในความรักและความผูกพันของคนสองคนอีกแล้ววันนี้เขาไหนเลยจะคาดว่าตนจะโชคดีที่ได้พบสตรีเช่นนาง และเมื่อพบแล้วเขาก็บอกกับตัวเอง เขาจะทำทุกทางไม่ให้เสียนางไป เพราะหากสูญเสียนางไปตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าหัวใจของเขาจะสามารถทานทนเขา...รักซูซีหลาน รักและพึงใจตั้งแต่แรกพบในรัชสมัยจักรพรรดิฉินที่สอง หรือฉินเอ้อซื่อ ทรงเป็นฮ่องเต้ที่โหดเหี้ยม แถมยังอยู่ใต้การชักใยของมหาขันทีจ้าวเกา ทรงใช้เงินทองจำนวนมหาศาล และเกณฑ์แรงงาน ในการก่อสร้างสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้และพระราชวังอาฝางกง รวมไปถึงยังรีดภาษีจากราษฎร ทำให้ประชาชนก่อกบฏขึ้นในช่วงเวลานั้นมีกบฏอยู่หลายกลุ่มสร้างข้อตกลงกัน หากใครบุกเข้าทางกวนจงของราชวงศ์ฉินได้ก่อนจะได้นั่งบัลลังก์มังกรเวลาเดียวกันนั้นจ้าวเกาได้ส่งขันทีไปลอบสังหารหลี่ซือ พร้อมกับสั่งประหารคนตระกูลหลี่ รวมไปถึงคนที่เกี่ย
รุ่งเช้าวันต่อมาซูซีหลานงัวเงียตื่นขึ้น ด้านนอกแสงสว่างสาดส่องเข้ามาทำให้รู้ว่าสายมากแล้ว ในยามปกตินางจะรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่เช้ามืด ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยนางก็รู้สึกตัวแล้ว หากแต่วันนี้นางกลับตื่นสายโด่งอย่างไม่น่าเชื่อมองดูท่อนแขนข้างหนึ่งที่นางหนุนนอน ส่วนอีกด้านวางโอบลำตัวนางหลวมๆ หญิงสาวยิ้มกว้างออกมา แผ่นอกอบอุ่นเปลือยเปล่าของเขา แนบชิดกับแผ่นหลังของนาง ทำให้นางรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอันมั่นคงหญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวหมุนกลับมามองหน้าเฉินเซวียก่อนจะพบว่าเขานอนหลับสนิทยิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้นในยามที่นางขยับตัว เฉินเซวียกลับยังคงรั้งนางเข้าสู่อ้อมแขน ถูปลายคางลงยังกลางกระหม่อมนางเบาๆ พึมพำราวกำลังละเมอ“ซีเอ๋อร์...”ซูซีหลานกลั้นหัวเราะ นางเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิด วางคางลงกลางอกเขาพร้อมจุมพิตปลายคางที่อยู่ใกล้ริมฝีปากตนอ้อมกอดรัดแน่นเข้าแต่คนตัวโตกว่ากลับยังคงหลับตานิ่ง หญิงสาวกลั้นหัวเราะจนร่างสั่นสะท้าน นางซุกใบหน้าเข้ากับอกแกร่ง กระทั่งออกแรง...กัด!เฉินเซวียลืมตาพรวดเพราะนางไม่ออมแรงแม้แต่น้อย เห็นเขาสะดุ้งนางจึงส่งเสียงหัวเราะคิก “ในที
“เสี่ยวลู่จื่อ”“ขอรับนายหญิง”“เจ้านำเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นไปให้นายท่าน อย่าลืมของพี่เกาด้วย ข้าเตรียมเนื้อตุ๋นเอาไว้ให้แล้ว เจ้านำไปที่ร้านให้นายท่านของเจ้ากินเป็นมื้อเที่ยง”“ขอรับนายหญิง”เสี่ยวลู่จื่อรีบออกไปหลังจากตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ส่วนอีกทางหนึ่งเว่ยอิงหลิวก็กำลังตรวจนับข้าวของ
“ที่ร้านมีเรื่องด่วนขอรับ หลงจู๊ให้ข้ารีบมาตามท่านกลับไป”เฉินเซวียมองไปยังโจวฮูหยิน เขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเสียดาย “ฮูหยินข้าน้อยคงต้องเสียมารยาทแล้ว” ไม่พูดเปล่าเขากลับเดินอ้อมมาหาซูซีหลานที่เพิ่งจะหยิบตะเกียบนางกะพริบตามองเขา ก่อนมองไปยังอาหารละลานตาเสียของจริง!!!ลอบมองค้อนเฉินเซวียไปคราหนึ่ง
“ดูเหมือนตอนนี้ท่านจะเป็นที่รู้จักของผู้คนในเสียนหยางแล้ว”เฉินเซวียยิ้ม “เพราะแบบนี้ข้าจึงยิ่งต้องระมัดระวัง เรื่องในวันนี้ไม่ถือสาไม่ได้ ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่คุ้นเคยกับคนที่นี่ การที่โจวฮูหยินพาคนของข้าออกไปโดยไม่บอกกล่าว เรื่องนี้นับว่าเสียมารยาท ก่อนหน้านี้ข้าบอกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ผู้ใดวุ
เฉินเซวียพูดจบก็พาหญิงสาวก้าวเดินเข้าไปด้านใน เขามองคนที่เอาแต่ซุกใบหน้ากับอกเขาด้วยความไม่สบายใจ เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เขาหวนนึกถึงวันที่เขาพามารดาหนีการตามล่าออกจากเสียนหยางวันนั้นสภาพของเขาเองก็ไม่ต่างจากคนเหล่านี้ ไม่มีใครยื่นมือให้ความช่วยเหลือ ไม่มีใครสนใจ หรือแสดงความเห็นใจ หากแต่คนเหล่านี







