LOGINเฉินเซวียทำเช่นนั้นทั้งที่รู้ฐานะของคนเจ็บ เพียงเพื่อรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสมเท่านั้น ในยามนี้ราชสำนักแคว้นฉินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดยังคงไม่กระจ่าง ดังนั้นจึงยังไม่อาจวางใจที่จะสร้างบุญคุณและความแค้นอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายพระองค์ใดก็ตาม
เมื่อนึกได้ว่าวันพรุ่งนี้ก็จะเข้าประตูเมืองเสียนหยาง เฉินเซวียได้แต่หลับตาลง พร้อมกับก้าวลงไปในน้ำที่ลึกกว่าเดิม
เขาอยากปล่อยให้หัวใจที่เคร่งเครียดกลับมาเยือกเย็น ปล่อยให้สายน้ำดับความสับสน และความวุ่นวายในใจ หลังจากที่เขาได้ตัดสินใจช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง คนที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไป โดยที่เขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้และคาดเดาเลยว่ามันจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด
ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ทำให้จำต้องแหงนหน้าขึ้นมองที่สูง เหนือศีรษะที่ว่างเปล่าบัดนี้กลับมีแสงสว่างหมุนวนเป็นวงกลม
เฉินเซวียเลิกคิ้วมองด้วยความตกตะลึง กลางแสงสว่างนั้นมีบางอย่างกำลังร่วงลงมา ทั้งยังร่วงลงมาในระยะประชิด ยังไม่ทันได้ส่งเสียงหรือขยับ ‘ของ’ สิ่งนั้นก็ตกลงไปบนผืนน้ำตรงหน้าเขา กระทั่งแรงกระแทกทำให้น้ำสาดเข้ามายังใบหน้าของเขาที่ยังคงตื่นตะลึง
“นะ นี่มันอะไรกัน...”
อารามรีบร้อนและตื่นตระหนกชายหนุ่มก้าวออกไป มือที่อยู่ใต้ผืนน้ำควานหาสะเปะสะปะ กระทั่งคว้าสิ่งที่ตกลงไปได้
คนผู้หนึ่ง...คือสิ่งที่เขาคว้าขึ้นมาได้!!
เฉินเซวียไม่รอช้าลากคนผู้นั้นขึ้นมาบนฝั่ง ปากของเขาตะโกนเรียกเสี่ยวลู่จื่อเสียงดังลั่น กระทั่งพาร่างเล็กขึ้นมาได้จึงพบว่านางเป็นสตรี อีกทั้งนางยังได้รับบาดเจ็บสาหัส
มองดูทั่วร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผล แม้สายน้ำจะชะล้างเลือดออกไปบ้าง แต่เพราะบาดแผลที่ทั้งลึกและร้ายแรง ทำให้เลือดยังคงหลั่งรินออกมาไม่หยุด
เมื่อไม่อาจรอเสี่ยวลู่จื่อเพราะคนตรงหน้าต้องการการรักษา ดังนั้นเฉินเซวียจึงอุ้มร่างหมดสตินั้นขึ้น สาวเท้าเดินตรงไปยังรถม้าของตน
“เสี่ยวลู่จื่อ เตรียมล่วมยาให้ข้าเร็ว ตรงนี้มีคนเจ็บ!”
“คนเจ็บ!” เสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
มองดูผู้เป็นนายอุ้มร่างของหญิงสาวแต่งกายประหลาดเข้ามาอย่างรีบร้อน อีกทั้งคนทั้งสองยังมีสภาพเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่
“เสี่ยวลู่จื่อ ล่วมยา!!!”
“ขอรับนายท่าน”
ความวุ่นวายยังคงดำเนินต่อไป ในขบวนเดินทางกลางป่าเขาที่มีแต่บุรุษ บัดนี้ปรากฏหญิงสาวปริศนาขึ้น พวกเขาได้แต่สงสัยว่านางมาจากไหน มาได้อย่างไร ทั้งยังมาเพียงลำพัง
ที่สำคัญไปกว่านั้นทำไมจึงตกลงไปในน้ำ ทั้งที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บจนหมดสติ
เฉินเซวียที่อยู่ในรถม้ากำลังทำอะไรไม่ถูก การแต่งกายที่ดูแปลกประหลาดของหญิงสาว ทำให้เขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนดี
“เสี่ยวลู่จื่อมีด! ส่งมีดมาให้ข้า ข้าจะตัดชุดของนางออก!”
เขาตะโกนสั่งออกมาจากในรถม้า เมื่อได้มีดมาก็ตัดชุดของนางออก ก่อนจะใช้ชุดของตัวเองคลุมร่างของหญิงสาวเอาไว้แทน ในใจพร่ำบอกกับตัวเองว่าเขาเป็นหมอ และตอนนี้ไม่มีสตรีอยู่ด้วย จึงไม่อาจกังวลความแตกต่างระหว่างบุรุษหรือสตรี
บาดแผลร้ายแรงที่สุดดูเหมือนจะเป็นตรงหัวไหล่ กิ่งไม้บางส่วนยังคงเสียบติดอยู่ เขาใช้เวลานานพอสมควรในการค่อยๆ คีบเศษไม้ออกมา
นอกเหนือไปจากนั้นบาดแผลไม่นับว่าร้ายแรง แต่ก็ทำให้นางเสียเลือดไปมาก กระทั่งหมดสติไปตลอดการรักษา
หลังจากทำแผลให้หญิงสาวแล้ว เฉินเซวียจึงได้รู้ว่าเขาเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เมื่อนั่งพิงกายเข้ากับผนังรถม้า ชายหนุ่มถึงได้มีเวลาพิจารณาหญิงสาวที่เขาเพิ่งจะช่วยชีวิตเอาไว้ได้
นางมีใบหน้าขาวซีด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมองออกว่าเป็นสตรีน่ามองผู้หนึ่ง คิ้วเรียวยาวจรดหางตารับกับจมูกรั้น ริมฝีปากอิ่มรูปกระจับรับกับแก้มนวลเนียนที่บัดนี้มีรอยแผลเล็กๆ พาดผ่านสองรอย
เรือนร่างอรชรผิวพรรณหรือก็เนียนนุ่มละมุนไปทั้งร่าง...
เมื่อรู้ตัวว่ากำลังไขว้เขวเขาก็รีบดึงสติกลับมา มองไปยังรอยแผลข้างแก้มนวล “ไม่ลึกมาก คงไม่ทิ้งแผลเป็นเอาไว้”
เขาพึมพำทั้งยังไล้มือลงไปอย่างลืมตัว เมื่อมองผ่านไปยังเส้นผมที่เปียกชื้นที่ถูกเกล้ารวบขึ้นสูงเป็นมวยก็ได้แต่ถอนหายใจ
สายตากวาดมองหาก่อนเลื่อนมือไปหยิบผ้ามาผืนหนึ่ง ใช้มันซับเส้นผมเปียกชื้น ระหว่างที่ความคิดกำลังตีกันยุ่ง “ออกเรือนแล้วหรือจึงเกล้าผมรวบขึ้นสูง”
ปลายนิ้วไล้ลงไปบนเส้นผมนุ่มสลวยแต่กลับต้องชะงัก ปิ่นหยกขาว ซึ่งยึดมวยผมของนางติดมือออกมา “ปิ่นกล้วยไม้ของท่านแม่!!” เขาอุทานพร้อมกับมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็ง
ยิ่งเมื่อดึงปิ่นออกมาพิจารณาเขาก็ยิ่งงุนงง แม้จะดูคล้ายกันแต่ปิ่นของหญิงสาวกลับมีรอยบิ่น ดูจากหยกก็น่าจะเก่ากว่าปิ่นที่เขาสั่งทำให้มารดา
เขาจำได้แม่นว่าปิ่นกล้วยไม้อันนั้นฝังรวมกับร่างของมารดาแล้ว เนื่องจากเขาเป็นคนจัดการด้วยตัวเอง เวลานี้สุสานมีคนของเขาเฝ้าดูแลอยู่ ทั้งยังเป็นคนที่ไว้ใจได้ ดังนั้นจึงมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ปิ่นของมารดาอย่างแน่นอน
มองดูคนที่ไม่ได้สติเฉินเซวียยื่นมือออกไปจับชีพจรของหญิงสาวอีกครั้ง ผิวกายเนียนนุ่มของนางทำให้เขาไขว้เขวหลายครั้ง สายตาหรือก็ไม่รักดีเอาแต่มองไปยังใบหน้าสวยสะคราญ
เขาก่นด่าตัวเองในใจ พร้อมกับสูดลมหายใจเพื่อตั้งสติ พร้อมๆ กันนั้นในใจก็เกิดความขัดแย้งขึ้น
หนึ่งคือรีบหาผ้ามาผูกตา และสวมเสื้อผ้าให้นางเสีย
สองคืออย่างไรนางก็ไม่รู้สึกตัว จับนิดจับหน่อยคงไม่เป็นไร
หญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็นและที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตาต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...“อันที่จริงแล้ว”เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเล
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็พลันนึกขึ้นได้...ดินเนอร์หรูในร้านอาหารเหนือจุดชมวิววันนั้นมีผู้หญิงท้องมาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของแฟนที่คบกันมานาน เพราะเสียใจมากดังนั้นจึงขับรถออกมาจนเกิดอุบัติเหตุตอนที่ครุ่นคิดสายตาหรือก็มองเห็นสองมือของตัวเองที่กำสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ดวงตาคู่งามกะพริบมองเขา ความเก้อกระดากวาบผ่านดวงตา ก่อนที่จะรีบหลบสายตาคมกริบที่คล้ายอ่านใจผู้คนได้ของเขา“เจ้าหมดสติไปหลายวันแล้ว นั่งพิงหลังนิ่งๆ สักครู่อาจรู้สึกดีขึ้น” เขาพูดเป็นเชิงถาม และรอกระทั่งหญิงสาวพยักหน้ารับขยับนิดเดียวหญิงสาวยังต้องสูดลมหายใจ พร้อมกับหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด นับประสาอะไรกับการที่เขาพยุงนางเพื่อให้นั่งพิงหมอนแทนพิงร่างสูงของตนเล่าแม้เฉินเซวียจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่อ่อนแอจนถึงที่สุดก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดีเมื่อเห็นแล้วว่าคนตรงหน้านั่งได้อย่างมั่นคง เฉินเซวียเอนตัวไปคว้าถาดไม้ซึ่งวางอยู่ไม่ไกลมาวางยังขอบเตียง ข้าวของซึ่งติดตัวหญิงสาวมายังคงอยู่ครบ แม้ว่าเสื้อผ้าของนางจะถูกเขาตัดออกเพราะช่วยชีวิตสำคัญกว่าหญิงสาวมองข้าวของเหล่านั้นด้วย
เสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า หลังจากย้ายเข้ามายังบ้านเช่าซึ่งนายท่านโจวจัดหาเอาไว้ให้ เขาก็ออกไปส่งเหล่าผู้คุ้มกัน กระทั่งกลับมาพบว่าผู้เป็นนายยังคงง่วนอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าที่บาดเจ็บไม่ได้สติภาพที่เห็นคือนายท่านของเขากำลังป้อนยาหญิงสาวอย่างใจเย็นนายท่านบอกผู้อื่นว่าแม่นางที่พามาด้วยคือคู่หมาย ทั้งนี้ยังอ้างว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพราะแคว้นฉินกำลังไว้ทุกข์ทั่วหล้า เขาได้แต่เออออและไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดมองดูหญิงสาวร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้สติ สองมือรวบกำสาบเสื้อของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น เขายังไม่ตกตะลึงเท่าความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายกอดประคองหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยนให้นางสงบลงนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้...“เรียบร้อยดีหรือไม่” เฉินเซวียเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมองคนของตนเสี่ยวลู่จื่อสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นจึงหันสายตาไปอีกด้าน พยายามไม่มองผู้เป็นนายกำลังแกะมือของหญิงสาวออกจากสาบเสื้อ“ผู้คุ้มกันทั้งหมดจากไปแล้วขอรับ ข้าเพิ่งสำรวจข้าวของและจัดวางของจำเป็นของท่านเอาไว้ยังห้องอีกฟาก”“ท่านป้าหวังมาแล้วหรือยัง” ท
นับจากพามารดาหลบหนีออกมาจากเสียนหยางครานั้น ตัวเขานับว่าห่างหายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษและสตรีมานาน แม้ว่าพานพบอิสตรีมามากหน้าหลายตา อีกทั้งทุกนางล้วนงดงามอรชรอ้อนแอ้น หากแต่เขากลับไม่ได้มีความรู้สึกอยากแตะต้อง ดังเช่นที่มีให้หญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้...นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกต้องตาสตรีสักคนทันทีที่พานพบ“นายท่าน” เสียงของเสี่ยวลู่จื่อทำให้เฉินเซวียตื่นจากภวังค์“เสร็จแล้วข้าจะออกไปเอง ยาที่ข้าสั่งให้เคี่ยวได้ที่แล้วหรือยัง”“ยังขอรับ ข้านำผ้าพันแผลมาเพิ่มให้เผื่อท่านต้องใช้เพิ่ม”“ไม่ต้องแล้ว นำเสื้อผ้าของข้ามาอีกสักชุดเถิด”สิ่งที่ไม่ควรเห็นก็เห็นจนสิ้น ทั้งยังก้าวข้ามช่องว่างระหว่างบุรุษและสตรีไปแล้ว เรื่องที่ไม่ควรทำเขาล้วนลงมือด้วยตัวเอง เพราะไม่อาจปล่อยให้นางเสียเลือดมากไปกว่านี้อะไรที่ไม่ควรแตะต้องเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะบาดแผลของนางมีอยู่ทั่วตัว ทั้งหมดนั้นเขาทำในฐานะหมอคนหนึ่งที่รักษาคนเจ็บ แม้หลายครั้งไขว้เขว แต่ก็นับว่ายังคงรั้งตัวเองกลับมาได้ ดังนั้นตอนนี้ความภูมิใจในตัวเองจึงยังคงหลงเหลืออยู่เมื่อรับเสื้อผ้าชุดใหม่ของตนมาจากเสี่ยวลู่จื่อ เฉินเซวียจึงใช้ผ้าผูกตาตั
เฉินเซวียทำเช่นนั้นทั้งที่รู้ฐานะของคนเจ็บ เพียงเพื่อรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสมเท่านั้น ในยามนี้ราชสำนักแคว้นฉินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดยังคงไม่กระจ่าง ดังนั้นจึงยังไม่อาจวางใจที่จะสร้างบุญคุณและความแค้นอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายพระองค์ใดก็ตามเมื่อนึกได้ว่าวันพรุ่งนี้ก็จะเข้าประตูเมืองเสียนหยาง เฉินเซวียได้แต่หลับตาลง พร้อมกับก้าวลงไปในน้ำที่ลึกกว่าเดิมเขาอยากปล่อยให้หัวใจที่เคร่งเครียดกลับมาเยือกเย็น ปล่อยให้สายน้ำดับความสับสน และความวุ่นวายในใจ หลังจากที่เขาได้ตัดสินใจช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง คนที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไป โดยที่เขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้และคาดเดาเลยว่ามันจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ทำให้จำต้องแหงนหน้าขึ้นมองที่สูง เหนือศีรษะที่ว่างเปล่าบัดนี้กลับมีแสงสว่างหมุนวนเป็นวงกลมเฉินเซวียเลิกคิ้วมองด้วยความตกตะลึง กลางแสงสว่างนั้นมีบางอย่างกำลังร่วงลงมา ทั้งยังร่วงลงมาในระยะประชิด ยังไม่ทันได้ส่งเสียงหรือขยับ ‘ของ’ สิ่งนั้นก็ตกลงไปบนผืนน้ำตรงหน้าเขา กระทั่งแรงกระแทกทำให้น้ำสาดเข้ามายังใบหน้าของเขาที่ยังคงตื่นตะลึง“นะ นี่มันอะไรกัน...”อาร
“ที่บอกว่าใช่ก็เพราะสาเหตุที่พิษกำเริบมาจากสิ่งที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับ ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ก็เพราะหากมิใช่ว่าในร่างกายมีพิษอีกอย่าง พิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับก็จะไม่แสดงผล”มองดูใบหน้าสงสัยของหลายคน เฉินเซวียเพียงยิ้มบางและอธิบายออกมาอย่างใจเย็น“พิษชนิดนี้เรียกว่าพิรุณหนึ่งราตรี เป็นพิษสองชนิดที่ใช้เวลาในการสั่งสมในร่างกาย ชนิดแรกคือพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าดอกปู้กุ้ยฮวย พิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงแต่จะมีผลต่อหัวใจ ที่เห็นชัดคือจะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า หัวใจเต้นอ่อน แต่หากได้รับในปริมาณเท่ากัน นานวันเข้าหัวใจก็จะรับไม่ไหวจนหยุดเต้นในที่สุด แต่หากได้รับเพียงระยะหนึ่งทั้งยังปริมาณไม่มากย่อมไม่แสดงผล ในทางกลับกันหากทันทีที่พิษชนิดนี้ผสมเข้ากับยางซึ่งได้มาจากต้นระฆังแดง มันก็จะกลายเป็นพิรุณหนึ่งราตรีที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตในสิบสองชั่วยาม”“สิบสองชั่วยามหรือ” น้ำเสียงนั้นสั่นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม“ดูจากบาดแผลแล้วคงผ่านมาหลายชั่วยามกระมัง ข้าฝังเข็มและให้ยาระงับพิษไปแล้ว ยืดเวลาให้ท่านได้อีกหกชั่วยาม ...เสี่ยวลู่จื่อ”“ขอรับนายท่าน”“ไปขอหมึกกับกระดาษจากเสี่ยวเอ้อมาเถิด”“ข้







