LOGINเสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า หลังจากย้ายเข้ามายังบ้านเช่าซึ่งนายท่านโจวจัดหาเอาไว้ให้ เขาก็ออกไปส่งเหล่าผู้คุ้มกัน กระทั่งกลับมาพบว่าผู้เป็นนายยังคงง่วนอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าที่บาดเจ็บไม่ได้สติ
ภาพที่เห็นคือนายท่านของเขากำลังป้อนยาหญิงสาวอย่างใจเย็น
นายท่านบอกผู้อื่นว่าแม่นางที่พามาด้วยคือคู่หมาย ทั้งนี้ยังอ้างว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพราะแคว้นฉินกำลังไว้ทุกข์ทั่วหล้า เขาได้แต่เออออและไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
มองดูหญิงสาวร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้สติ สองมือรวบกำสาบเสื้อของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น เขายังไม่ตกตะลึงเท่าความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายกอดประคองหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยนให้นางสงบลง
นานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้...
“เรียบร้อยดีหรือไม่” เฉินเซวียเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมองคนของตน
เสี่ยวลู่จื่อสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นจึงหันสายตาไปอีกด้าน พยายามไม่มองผู้เป็นนายกำลังแกะมือของหญิงสาวออกจากสาบเสื้อ
“ผู้คุ้มกันทั้งหมดจากไปแล้วขอรับ ข้าเพิ่งสำรวจข้าวของและจัดวางของจำเป็นของท่านเอาไว้ยังห้องอีกฟาก”
“ท่านป้าหวังมาแล้วหรือยัง” ท่านป้าหวังที่เขากล่าวถึงก็คือเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ติดกันนี้
“นางบอกว่าวันนี้จะมาสายหน่อยขอรับ”
เฉินเซวียพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับจัดชุดของตัวเองที่ยับย่น
บ้านเช่าที่เขาจ่ายเงินเช่าและทำสัญญาหนึ่งปีนั้น ภายใต้กำแพงล้อมรอบมีตัวเรือนเพียงหนึ่งเดียว ด้านหลังมีส่วนของเรือนครัวและสุขาแยกออกมาจากเรือนหลัก ตัวเรือนพักแบ่งออกเป็นสามส่วน ตรงกลางคือโถงรับรอง ปีกซ้ายขวาคือส่วนของห้องพักที่มีห้องสำหรับข้ารับใช้อยู่
ชายหนุ่มให้เสี่ยวลู่จื่อพักอยู่ในห้องเล็กๆ ซึ่งเป็นห้องสำหรับข้ารับใช้ของตน จากนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีหญิงสาวคนหนึ่งมาด้วย แม้เขาเป็นหมอแต่ก็มีข้อจำกัดของบุรุษ ดังนั้นระหว่างที่ยังไม่อาจหาสาวใช้สักคนมาคอยดูแลหญิงสาว เขาจึงขอให้ท่านป้าหวังมาช่วยดูแลไปก่อน
นับจากพบหญิงสาววันแรก กระทั่งเข้ามาในกำแพงเมืองเสียนหยาง วันนี้ก็เป็นวันที่สามแล้ว แต่หญิงสาวยังคงหลับใหลไม่ได้สติ
ยังดีที่แม้ไม่ได้สติ แต่ในยามที่เขาป้อนยาป้อนน้ำข้าวต้ม นางยังยอมอ้าปากและกลืนของเหล่านั้นเข้าไป เรื่องที่เหลือก็ได้ท่านป้าหวังช่วยจัดการ ดังนั้นเขาจึงมีเวลาออกไปพบโจวช่าง นายท่านตระกูลโจว ผู้ซึ่งเปิดร้านสมุนไพรกลางเมืองหลวงแคว้นฉิน
ก่อนเดินทางมายังเสียนหยางเขาตกลงทำสัญญากับนายท่านโจวผู้นี้ เพราะเขาไม่ต้องการลงทุนเปิดร้านด้วยเอง เนื่องจากยังไม่รู้ว่าจะรั้งอยู่ที่เมืองหลวงนานเท่าใด อีกทั้งยังไม่เคยคิดจะกลับมาตั้งรกรากยังเมืองเสียนหยางอย่างจริงจัง
สัญญาว่าจ้างหนึ่งปี กับการเป็นหมอประจำร้านสมุนไพรตระกูลโจว บวกกับสัญญาเช่าบ้านหนึ่งปีที่สอดคล้อง เฉินเซวียที่เดินออกมาจากห้องของหญิงสาวก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ในใจของเขาครุ่นคิดจนหว่างคิ้วเกิดรอยย่น มือใหญ่ยกขึ้นนวดขมับ “เสี่ยวลู่จื่อ”
“ขอรับนายท่าน”
“เรื่องสาวใช้ที่ข้าให้เจ้าไปจัดการเล่า”
“ข้าน้อยไปดูมาแล้วขอรับ สาวใช้ที่อายุยังน้อยทั้งยังไม่ใช่คนจากเสียนหยาง จะถูกส่งตัวมาขายในอีกสองสามวัน แต่หากท่าน...”
“ต้องไม่ใช่คนที่นี่ รออีกสองสามวันเจ้าไปดูอีกครา หรือไม่ก็ให้นายหน้าเหล่านั้นพาคนมาที่นี่สักสองสามคน ข้าจะเลือกด้วยตัวเอง”
“ขอรับ” เสี่ยวลู่จื่อรับคำ
“นายท่านจะเตรียมตัวเลยหรือไม่ขอรับ ตอนนี้รถม้าจากร้านตระกูลโจวมาจอดรออยู่ก่อนแล้ว หากท่านป้าหวังมาถึง เราจะได้ไปที่ร้านสมุนไพรตระกูลโจว”
ชายหนุ่มหันไปมองคนที่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง “รอท่านป้าหวังมาถึงก่อนก็แล้วกัน ไปบอกคนขับรถม้าให้รอสักครู่”
เสี่ยวลู่จื่อชะงัก “ขอรับ”
เขารับคำเสียงเบา พร้อมมองผู้เป็นนายเดินกลับเข้าไปในห้อง ร่างสูงนั่งลงข้างเตียง จากนั้นก็ยื่นมือไปเหน็บผ้านวมให้กับหญิงสาว
ห้าปีที่ติดตามผู้เป็นนายเขาไม่กล้าถามไถ่ถึงนายหญิง ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายเคยแต่งงานมาก่อน
ตอนนี้เห็นท่าทีอ่อนโยนที่หาได้ยากแม้ประหลาดใจแต่ก็ทำใจเอาไว้แล้ว
หากหญิงสาวรู้สึกตัวเกรงว่าเขาต้องปฏิบัติกับนางดังเช่นนายหญิงของบ้านแล้วกระมัง
เสียงห้ามล้อดังลั่นไปทั่วท้องถนน ผสานกับเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องเข้ากับขอบกั้นถนน จากนั้นรถก็พลิกคว่ำลงไปในหุบเหวสูง
เสียงเม็ดฝนซึ่งกระทบลงไปยังหน้าต่างรถ โลหะกระแทกทุกครั้งที่ตัวรถตกลงไปกระทบขอบหินและกิ่งไม้
ร่างวูบไหวที่ลอยละลิ่วตกลงมาจากที่สูง ความเจ็บปวดสุดแสนที่ร่างกายแทบไม่อาจทานทน ทุกอย่างชัดเจนยิ่งกว่าคราไหนๆ
“ช่วยด้วย...”
เพราะความรู้สึกราวกำลังร่วงหล่นลงมาอย่างไร้สิ่งยึดเหนี่ยว มือน้อยยืนออกไปหวังคว้าอะไรก็ตามที่สามารถคว้าจับ
“ช่วยด้วย!”
ดวงตาคลอคลองไปด้วยน้ำตากะพริบเปิด ความเจ็บปวดถูกกระทบกระเทือนเพราะอาการขยับตัวกะทันหัน
ทันทีที่สติรับรู้กลับมา ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าหล่อเหลาที่จดจ้องมองมาในระยะประชิด ดวงตาคู่คมสานสบแฝงประกายกังวลระคนสับสน
คิ้วเข้มมุ่นลงเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกเมื่อมั่นใจว่าหญิงสาวได้สติแล้วจริงๆ
“รู้สึกตัวแล้วหรือ”
ดวงตางุนงงของหญิงสาว กลอกซ้ายขวาไปมาเพื่อมองสถานการณ์ตรงหน้า คิ้วเรียวมุ่นลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าตนถูกกอดประคองเอาไว้ในอ้อมแขนของชายแปลกหน้า แต่ความเจ็บปวดที่ชัดเจนยังหัวไหล่ทำให้ต้องนิ่วหน้า แม้ต้องการขยับก็ไม่อาจทำได้ดังใจ
“ดื่มน้ำ” เขาสั่งเสียงเบา พร้อมจ่อขอบถ้วยน้ำขนาดเล็กเข้าหาริมฝีปากซีดเซียวแห้งผาก
หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย เพราะรู้สึกกระหายเหลือเกิน ดวงตายังคงจ้องคนแปลกหน้าเขม็ง แม้ในยามที่เขาจดจ่ออยู่กับการป้อนน้ำให้นางดื่ม
“เจ้าบาดเจ็บสาหัส หมดสติไปเกือบสองวันแล้ว จำได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น”
เช้าวันถัดมาเฉินเซวียเข้าไปตรวจดูอาการของซูซีหลาน นางตื่นแล้วทั้งยังอาการดีขึ้นตามลำดับ ตอนนี้สามารถลงจากเตียงได้แล้ว แม้จะยังเดินเหินไม่สะดวกก็ตามท่านป้าหวังมาถึงแต่เช้า พร้อมรับปากเฉินเซวียว่าจะดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี นางนำเสื้อผ้าสตรีห้าชุดที่ชายหนุ่มฝากไว้เป็นธุระมาด้วย ดังนั้นหญิงสาวจึงมีเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าของบุรุษอีก“ท่านหมอเฉินช่างเอาใจใส่เจ้าเหลือเกิน นับว่าเป็นวาสนายิ่งนัก เขาเป็นหมอทั้งยังเพิ่งย้ายมา แต่ตอนนี้คนในเมืองเสียนหยางกลับเริ่มรู้จักเขาแล้ว ได้ยินมาว่าวันแรกที่เขาตรวจอาการคนไข้ เขามีท่าทีอ่อนโยนแสนสุภาพ คนไข้ส่วนใหญ่ที่ไปตรวจอาการกับเขาล้วนเอ่ยปากชม” สตรีสูงวัยกว่าช่วยพาซูซีหลานออกมาเดินเล่นซูซีหลานรับฟังเงียบๆ ในใจเห็นด้วยกับท่านป้าหวัง เพราะเคยเห็นแล้วว่าเขาปฏิบัติต่อคนเจ็บได้อย่างอ่อนโยนเพียงใดเขาระมัดระวังและเอาใจใส่นางมาก ทั้งยังทำไปราวกับเคยชิน มากกว่าจะเป็นการเสแสร้ง คนเป็นหมอหากทำได้อย่างเขาทุกคน เกรงว่าคนที่เจ็บป่วยคงมีกำลังใจขึ้นมาก“ได้ยินมาว่าเขากำลังมองหาสาวใช้ ทั้งยังเจาะจงเลือกคนที่อายุยังน้อยและผ่านการฝึกฝนมาแล้ว คิดว่าค
เขามองไม่ผิด สตรีตรงหน้าไม่เหมือนคุณหนูในห้องหอ ซึ่งถูกปลูกฝังเรื่องสี่คุณธรรมสามคล้อยตาม[1]เพียงอย่างเดียว นางไม่เพียงแตกต่างในด้านนั้น แต่กลับมีความคิดความอ่าน ความเฉลียวฉลาด รู้จักมองสถานการณ์ไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน“ท่านคงไม่ได้กำลังคิดจะรับศิษย์กระมัง ข้าไม่เรียนวิชาแพทย์นะ” นางนิ่วหน้าตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย กว่าจะเรียนจบแทบเอาชีวิตไม่รอด จะให้เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณตอนนี้นะหรือ มิสู้ฆ่านางให้ตายเลยเถอะ!!!เฉินเซวียยิ้มออกมาโดยไม่แสดงท่าทีอื่นออกมาให้นางคาดเดา “ข้าไม่เคยมีความคิดที่จะรับศิษย์ วิชาแพทย์ตระกูลเฉินถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น”มองเห็นหญิงสาวลอบถอนหายใจ เฉินเซวียแทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ เขาไม่ได้พูดผิดเขาไม่ได้คิดจะรับนางเป็นศิษย์ของเขาแต่อย่างใด“เจ้าอายุเท่าไรแล้ว”“ยี่สิบห้า แก่เกินกว่าที่ท่านจะรับเป็นศิษย์แล้วใช่หรือไม่” นางรีบบอกด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมความคาดหวัง“ยี่สิบห้าหรือ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูง มองดูใบหน้าอ่อนเยาว์ของนาง เขายังนึกว่านางอายุได้ไม่ถึงยี่สิบสองด้วยซ้ำ “ห่างกันเพียงสี่ปี ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ได้อย่างไรเล่า” เขายิ้มเมื่อเห็นท่าทีโล่งใจของหญิงสาว“ดี”
แม้ประหลาดใจในความเฉลียวฉลาดของนาง ถึงอย่างนั้นเฉินเซวียก็ไม่ได้แสดงออก เขายังคงท่าทีสุขุมในยามที่พูดประโยคถัดมา“ข้าไม่คิดรั้งอยู่ที่นี่จริงๆ”ซูซีหลานพยักหน้ารับเงียบๆ มองดูช้อนที่มียาน้ำสีดำยื่นมาตรงหน้า ใบหน้างดงามฉายแววลังเล หลายวันมานี้คนที่ตระหนักดีถึงพิษสงของความขมในตัวยา หากไม่ใช่นางแล้วยังจะเป็นใครได้อีก“ข้าดื่มเอง” เมื่อยื่นมือออกไปรับเขากลับรั้งถ้วยยาออกห่าง“ข้าดื่มทีเดียวง่ายกว่า ต้องกินทีละช้อนขมนาน มิสู้กรอกเข้าไปทีเดียว” นางพูดราวกับคนกำลังจะร้องไห้ เห็นชัดว่ายานั้นขมจริงๆเฉินเซวียส่งถ้วยยาที่เขาเป่าจนอุ่นพอเหมาะให้นาง มองนางกรอกเข้าปากในคราวเดียวดังพูด รอยยิ้มบางยังคงประดับบนใบหน้า เมื่อถ้วยยาเปล่าๆ ถูกส่งกลับมาเขาจึงส่งถ้วยน้ำชาให้นางกลั้วปากแทน“พรุ่งนี้เช้าข้าต้องออกไปยังร้านสมุนไพรตระกูลโจวแต่เช้า ท่านป้าหวังจะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”“ท่านป้าหวังหรือ”“นางเป็นเพื่อนบ้านติดกันนี่เอง เพราะข้าไม่อาจดูแลเจ้าได้ทุกเรื่องในยามที่เจ้าไม่ได้สติ ดังนั้นจึงรบกวนท่านป้าหวังให้มาช่วย จากนี้จนกว่าข้าจะหาสาวใช้มาดูแลเจ้าได้ ท่านป้าหวังจะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่นี่ ส่วนเรื่องเสื
หญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็นและที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตาต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...“อันที่จริงแล้ว”เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเล
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็พลันนึกขึ้นได้...ดินเนอร์หรูในร้านอาหารเหนือจุดชมวิววันนั้นมีผู้หญิงท้องมาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของแฟนที่คบกันมานาน เพราะเสียใจมากดังนั้นจึงขับรถออกมาจนเกิดอุบัติเหตุตอนที่ครุ่นคิดสายตาหรือก็มองเห็นสองมือของตัวเองที่กำสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ดวงตาคู่งามกะพริบมองเขา ความเก้อกระดากวาบผ่านดวงตา ก่อนที่จะรีบหลบสายตาคมกริบที่คล้ายอ่านใจผู้คนได้ของเขา“เจ้าหมดสติไปหลายวันแล้ว นั่งพิงหลังนิ่งๆ สักครู่อาจรู้สึกดีขึ้น” เขาพูดเป็นเชิงถาม และรอกระทั่งหญิงสาวพยักหน้ารับขยับนิดเดียวหญิงสาวยังต้องสูดลมหายใจ พร้อมกับหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด นับประสาอะไรกับการที่เขาพยุงนางเพื่อให้นั่งพิงหมอนแทนพิงร่างสูงของตนเล่าแม้เฉินเซวียจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่อ่อนแอจนถึงที่สุดก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดีเมื่อเห็นแล้วว่าคนตรงหน้านั่งได้อย่างมั่นคง เฉินเซวียเอนตัวไปคว้าถาดไม้ซึ่งวางอยู่ไม่ไกลมาวางยังขอบเตียง ข้าวของซึ่งติดตัวหญิงสาวมายังคงอยู่ครบ แม้ว่าเสื้อผ้าของนางจะถูกเขาตัดออกเพราะช่วยชีวิตสำคัญกว่าหญิงสาวมองข้าวของเหล่านั้นด้วย
เสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า หลังจากย้ายเข้ามายังบ้านเช่าซึ่งนายท่านโจวจัดหาเอาไว้ให้ เขาก็ออกไปส่งเหล่าผู้คุ้มกัน กระทั่งกลับมาพบว่าผู้เป็นนายยังคงง่วนอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าที่บาดเจ็บไม่ได้สติภาพที่เห็นคือนายท่านของเขากำลังป้อนยาหญิงสาวอย่างใจเย็นนายท่านบอกผู้อื่นว่าแม่นางที่พามาด้วยคือคู่หมาย ทั้งนี้ยังอ้างว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพราะแคว้นฉินกำลังไว้ทุกข์ทั่วหล้า เขาได้แต่เออออและไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดมองดูหญิงสาวร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้สติ สองมือรวบกำสาบเสื้อของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น เขายังไม่ตกตะลึงเท่าความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายกอดประคองหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยนให้นางสงบลงนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้...“เรียบร้อยดีหรือไม่” เฉินเซวียเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมองคนของตนเสี่ยวลู่จื่อสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นจึงหันสายตาไปอีกด้าน พยายามไม่มองผู้เป็นนายกำลังแกะมือของหญิงสาวออกจากสาบเสื้อ“ผู้คุ้มกันทั้งหมดจากไปแล้วขอรับ ข้าเพิ่งสำรวจข้าวของและจัดวางของจำเป็นของท่านเอาไว้ยังห้องอีกฟาก”“ท่านป้าหวังมาแล้วหรือยัง” ท







