LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น ซูเมี่ยวจินตื่นขึ้นมาพร้อมกับร่างกายที่ดีขึ้นมาก เธอลุกจากที่นอนหลังจากเมื่อคืนนี้ฉางเล่ยออกไปนอนด้านนอก เพื่อไม่ให้เธอเสียชื่อเสียง ซูเมี่ยวจินสำรวจดูรอบห้องอันว่างเปล่าก็ได้แต่ทอดถอนหายใจอีกครั้ง เธอต้องรีบหาวิธีทำให้ฉางเล่ยขอแต่งงานให้ได้โดยเร็ว ไม่อย่างนั้นครอบครัวนี้จะต้องลำบากไปอีกนานเป็นแน่
ท้องฟ้ายังไม่สว่าง ครอบครัวฉางทั้งสี่ต่างตื่นมาช่วยกันเตรียมอาหารกันแล้ว ฉางเซียงจูยังต้องรีบเดินทางเข้าอำเภอเพื่อไปเรียนให้ทันเวลาเหมือนกับทุกวัน เสียงพูดคุยเบา ๆ ของคนทั้งสี่ดังเข้าไปในหูของซูเมี่ยวจิน เธอรีบออกจากห้องไปทักทายทุกคนพร้อมรอยยิ้มบาง
“เมี่ยวจินไปนั่งรอที่โต๊ะเถอะ อีกไม่นานอาหารก็เสร็จแล้ว” หลิวเอ้อหลิงหันไปบอกซูเมี่ยวจินที่ยืนอยู่หน้าประตูครัวเล็กของบ้าน ตอนนี้ในครัวมีคนทั้งบ้านอยู่จนทำให้พื้นที่คับแคบและเดินเหินลำบาก
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูอาการดีขึ้นมากแล้วคุณป้า ให้หนูช่วยยกอาหารไปตั้งโต๊ะให้ดีกว่านะคะ ช่วยกันหลายคนจะได้กินข้าวพร้อมกัน” ซูเมี่ยวจินส่ายหน้า
“พี่สาวสวยจัง แม่คะ ให้พี่สาวช่วยเถอะค่ะ หนูจะช่วยพี่สาวยกกับข้าวไปเอง” เสียงใสของฉางเซียงจูดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ตกลง ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ยกอาหารพวกนี้ไปก่อน” หลิวเอ้อหลิงยกจานผัดผักและถ้วยแกงไก่ให้สองสาวต่างวัย
ฉางเซียงจูและซูเมี่ยวจินช่วยกันยกอาหารสองอย่างไปวางบนโต๊ะ ก่อนที่ซูเมี่ยวจินจะหันหลังเดินกลับไปยกอาหารอีก ฉางเซียงจูกลับจับมือเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้เสียก่อน
“พี่สาวไม่ต้องไปแล้ว อาหารในครัวเหลืออีกไม่กี่อย่างค่ะ มานั่งคุยกับหนูรอกันเถอะ เมื่อคืนไม่ได้ทักทายพี่สาว เช้านี้หนูต้องรีบไปโรงเรียนอีก” ฉางเซียงจูเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้าง
ซูเมี่ยวจินเห็นลักยิ้มสองข้างของสาวน้อยเข้าก็ตกหลุมในความน่ารักและพูดเก่งของฉางเซียงจูอย่างจังจนเธออดยิ้มตามไม่ได้
“น้องสาวเรียนชั้นไหนแล้ว” ถึงจะรู้อยู่แล้ว แต่ซูเมี่ยวจินก็ยังคงถามตามมารยาท
“หนูอยู่ ม.6 แล้วค่ะ กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้า”
“อืม… ตั้งใจเรียนนะ ได้ยินพี่ชายเธอบอกว่าเธอเรียนเก่งนี่” ซูเมี่ยวจินพูดถึงเรื่องที่ฉางเล่ยเคยเล่าให้เธอฟังก่อนหน้านี้
“ไม่เก่งมากหรอกค่ะพี่สาว แต่หนูคิดว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้าจะต้องสอบผ่านได้แน่ค่ะ แค่ตั้งใจอ่านหนังสือเพิ่มให้มากหน่อย”
“ดีแล้ว พี่สาวจะคอยเป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ”
“พี่สาว… พี่สาวมีแฟนหรือยังคะ” ฉางเซียงจูกระซิบถามเพราะกลัวว่าแม่เธอจะได้ยิน
“หืม? ทำไมถามเรื่องนี้ล่ะ” ซูเมี่ยวจินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เธอคิดในใจว่าเด็กคนนี้ช่างอยากรู้อยากเห็นเสียจริง ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าเด็กตรงหน้าอยากเป็นแม่สื่อให้พี่ชายมากแค่ไหน เพียงแต่ซูเมี่ยวจินอยากกลั่นแกล้งเด็กน่ารักคนนี้เสียหน่อยเท่านั้นจึงยังไม่ตอบ
“เอ่อ… พี่สาวคิดว่าพี่ชายหนูเป็นยังไงบ้างคะ” ฉางเซียงจูตามความคิดของซูเมี่ยวจินไม่ทัน เธอจึงได้แต่ถามคำถามอ้อม ๆ แทน
“เขาใจดีกับพี่มาก และยังรักเธอมากด้วยนะน้องสาว” ซูเมี่ยวจินอดลูบหัวทุยของเด็กน่ารักตรงหน้าไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นพี่สาวชอบพี่ชายหนูหรือเปล่าคะ” ฉางเซียงจูถามพร้อมสายตาวิบวับอย่างลุ้น ๆ เหมือนเด็ก ทำเอาซูเมี่ยวจินเกือบจะหลุดขำ
“อืม… ถ้าเขาไม่รังเกียจที่พี่เป็นเด็กกำพร้านะ เขาช่วยชีวิตพี่เอาไว้ ยังไงพี่ก็อยากตอบแทนเขาแล้วก็ครอบครัวของน้องสาว” ซูเมี่ยวจินไม่อยากอ้อมค้อมอีก เธอจึงพูดตามที่คิดทันที อย่างน้อยถ้ามีน้องสาวของฉางเล่ยคอยช่วย เธอคิดว่าไม่นาน ฉางเล่ยจะต้องยอมขอเธอแต่งงานแน่
“คุยอะไรกันอยู่น่ะ กินข้าวได้แล้ว” เสียงหลิวเอ้อหลิงดังมาก่อนตัว ทำให้ทั้งสองที่กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่รีบผละออกจากกัน
“ไม่มีอะไรค่ะแม่ หนูแค่ถามพี่สาวนิดหน่อยเอง” ฉางเซียงจูพอรู้ว่าพี่ชายเธอน่าจะมีความหวังก็อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง เธอต้องทำให้พี่ชายกับพี่สาวรักกันให้ได้ พ่อกับแม่ของเธอจะได้วางใจเสียที
“ใช่ค่ะคุณป้า หนูถามน้องสาวเรื่องทั่วไปเท่านั้นค่ะ” ซูเมี่ยวจินยิ้มบางตอบ เธอมองสามพ่อแม่ลูกที่กำลังยกอาหารมาวางบนโต๊ะด้วยตาเป็นประกาย
ฉางเล่ยมองดูสายตาของสาวสวยอย่างซูเมี่ยวจินเข้าก็เกิดเขินอายขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขานึกถึงเมื่อวานที่แบกเธอลงจากภูเขา หน้าอกใหญ่โตของเธอกระทบกับแผ่นหลังใหญ่ของเขาจนเขารู้สึกคันในหัวใจยากจะเกาจริง ๆ ยิ่งมองใบหน้าที่สะอาดสะอ้านและสวยดุของเธอตอนนี้ ทำให้ฉางเล่ยอดที่จะชมชอบเธอในใจไม่ได้
“รีบนั่งลงเร็วเข้าฉางเล่ย มัวมองอะไรอยู่น่ะ” หลิวเอ้อหลิงเห็นสายตาลูกชายที่เอาแต่จ้องซูเมี่ยวจินก็อดไม่ได้ที่จะปรามเขาไม่ให้เสียมารยาท
“ครับแม่ ขอโทษนะครับคุณซู” ฉางเล่ยยกมือเกาหัวอย่างเก้กัง
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณป้าอย่าดุเขาเลยนะคะ” ซูเมี่ยวจินช่วยพูดแทนชายร่างใหญ่ที่ดูซื่อบื้อตรงหน้าอย่างอดไม่ได้ เธอคิดว่าหน้าตาดีของเธอช่วยได้ไม่น้อย หากว่าเขาสนใจเธอขึ้นมาจริง ๆ แผนการขอแต่งงานก็จะยิ่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว
หลิวเอ้อหลิงหันมองสามีอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไร ฉางชิงหยูได้แต่พยักหน้าให้เธอไม่ต้องคิดมาก ในเมื่อซูเมี่ยวจินไม่รังเกียจที่ลูกชายพวกเขาเสียมารยาท พวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องพูดต่ออีก
“กินข้าวกันเถอะ เซียงจูจะได้รีบไปโรงเรียน เรายังต้องออกไปทำงานกันอีก”
ทุกคนต่างพยักหน้ารับคำฉางชิงหยู ซูเมี่ยวจินไม่ได้กินข้าวเร็วอย่างเมื่อคืนอีกเพื่อรักษามารยาท อาหารเหล่านี้ถึงแม้จะไม่ได้เลิศหรู แต่บรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวฉางที่คอยตักอาหารให้นั้น ทำให้ซูเมี่ยวจินอดที่จะดีใจไม่ได้
“ร่างกายของเมี่ยวจินยังไม่หายดี วันนี้ก็พักผ่อนอยู่ที่บ้านดี ๆ นะ” หลิวเอ้อหลิงบอกหลังจากช่วยกันเก็บล้างถ้วยชามก่อนออกจากบ้านไปทำงาน
“ขอบคุณค่ะคุณป้า หนูจะช่วยทำความสะอาดบ้านรอนะคะ ร่างกายหนูดีขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ ทุกคนไม่ต้องกังวล” ซูเมี่ยวจินยิ้มตอบ
“แม่หนูไม่ต้องลำบากหรอก เรื่องพวกนี้ปล่อยให้ฉางเล่ยเป็นคนทำ หนูพักผ่อนให้ดีก็พอแล้วนะ” ฉางชิงหยูเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจคนป่วย
“ไม่ลำบากเลยค่ะคุณลุง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้หนูทำได้ คุณลุงกับคุณป้าออกไปทำงานอย่างสบายใจเถอะนะคะ หนูอยากทำงานตอบแทนพวกคุณบ้าง”
“พ่อครับ ถ้าคุณซูบอกแบบนี้ก็ปล่อยให้เธอได้ทำอะไรบ้างก็ได้ ร่างกายของเธอจะได้ฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วยนะครับ ดีกว่าเอาแต่นอนอยู่เฉย ๆ” ฉางเล่ยรีบช่วยพูดแทน
“เอาล่ะ ๆ ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่ก็จะไม่ห้ามแล้ว แต่อย่าทำงานหนักนักล่ะ”
“ได้ค่ะคุณลุง พวกคุณรีบไปทำงานเถอะค่ะ”
ซูเมี่ยวจินยืนส่งคนอื่น ๆ ออกจากบ้าน ฉางเซียงจูที่กินข้าวเสร็จคนแรกรีบออกไปเรียนในอำเภอนานแล้ว ส่วนพวกเขาที่เหลือก็กินอาหารอย่างไม่รีบร้อนและเพิ่งช่วยกันทำความสะอาดถ้วยชามเสร็จจึงออกไปทำงาน
[เจ้านาย คุณยังไม่เร่งมือขอเขาแต่งงานอีกเหรอครับ]
[ฉันบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งรีบร้อน นายจะเร่งอะไรนักหนาเล่า คนเพิ่งเจอกันแท้ ๆ]
[ครับ ๆ ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนเจ้านายแล้ว]
ซูเมี่ยวจินส่ายหน้าไปมากับระบบที่เอาแต่เร่งเธอเรื่องแต่งงาน เธอมองกลับเข้าไปในบ้านหลังเล็กที่ยังคงสะอาดสะอ้านอยู่ก็นึกได้ว่าจะต้องช่วยทำความสะอาดเพิ่มอีกสักหน่อย ไหนจะต้องนำที่นอนไปตากแดดให้พวกเขาระหว่างวันด้วย เธอรู้สึกว่าที่นอนเริ่มอับชื้นหลังจากไม่ได้ตากแดดมานาน คงเพราะครอบครัวฉางต้องออกไปทำงานทุกวัน พวกเขาจึงไม่มีเวลาดูแลเรื่องพวกนี้
เสียงพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดังไปทั่วห้องรับแขกที่บ้านหลัก คนในตระกูลหลิวและตระกูลฉางอยู่ร่วมกันมาสองปีแล้ว ทำให้พวกเขาแทบจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันเลยทีเดียว ถึงแม้บ้านใหญ่กับบ้านรองตระกูลฉางจะยุ่งอยู่กับการทำธุรกิจส่วนตัวก็ตามที แต่พวกเขาทั้งสองตระกูลยังคงไปมาหาสู่กันมาตลอดจากเมื่อก่อนที่พวกเขาจะทานข้าวร่วมกันทุกวันอาทิตย์ ก็กลายเป็นเดือนละครั้งแทน เพราะหน้าที่รับผิดชอบของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเด็ก ๆ ตระกูลฉางตอนนี้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ให้บอดี้การ์ดไปรับส่งเหมือนตอนเด็กอีก แต่เลือกที่จะขับรถไปเรียนกันเอง เด็กทั้งสี่คนที่อายุมากที่สุดต่างมีเพื่อนของตัวเอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เล่นด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ทุกเดือนพวกเขาก็จะมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวไม่เคยขาด“เมี่ยวจิน ลุงกับป้าอายุมากแล้ว เราสองคนอยากลาออกมาทำสวนผักที่บ้าน หลานคิดว่ายังไง” ฉางต้าหลางถามระหว่างที่กำลังร่วมโต๊ะมื้อค่ำ
ปลายปี 1994โรงแรมของฉางหลิวซิงกับฉางหลิวหยางเปิดสาขาที่สองในเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีก็สามารถหมุนเงินจนสร้างสาขาสองได้สำเร็จ คนในตระกูลฉางบินไปร่วมงานเปิดสาขาใหม่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีเพียงหลิวเอ้อหลิงกับฉางชิงหยูที่คอยดูแลหลิวฟงหยวนซึ่งชรามากแล้วไม่ได้มาด้วยนักข่าวมากมายมาทำข่าวที่นี่ด้วย พวกเขาเคยทำข่าวที่เสินเจิ้นมาครั้งหนึ่งแล้วจึงอยากรู้ว่าสาขาที่สองจะสามารถทำออกมาได้ตามมาตรฐานเดิมที่สูงลิ่วของคนตระกูลฉางได้หรือไม่ ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและการร่วมทุนกับต่างชาติมาได้สองปีกว่าแล้ว ทำให้โรงแรมที่พักเป็นที่ต้องการของทุกคนครั้งนี้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยมอบของขวัญให้พวกเขาเป็นการปลดหนี้เงินยืมที่นำมาลงทุนธุรกิจทั้งหมด ทำเอาพี่น้องตระกูลฉางที่ได้ยินต่างร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเงินยืมที่กำลังเก็บกันอยู่จะไม่ต้องคืนแล้ว ทำให้กำไรหลังจากนี้จะกลายเป็นของครอบครัวพวกเขาทั้งหมด“ฮึก&
สามวันต่อมาเอกสารโครงการของฉางหลิวซิงและฉางหลิวหย่งถูกส่งมาที่ห้องของซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ย งบประมาณที่ฉางหลิวซิงขอมาคือสิบล้านหยวน ส่วนฉางหลิวหย่งขอมาเพียงสองล้านหยวนเท่านั้น“คุณคะ พี่หลิวซิงกับพี่หลิวหย่งของบมาน้อยไปหรือเปล่า” ซูเมี่ยวจินขมวดคิ้วถาม“อืม… เท่าที่พวกเขาบอกรายละเอียดมา ผมคิดว่าเงินที่ขอก็น่าจะพอนะครับ ช่วงนี้รัฐบาลส่งเสริมให้คนทั่วไปทำธุรกิจได้พอดี รายจ่ายต่าง ๆ เลยน่าจะลดลง”“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะมีเงินไม่พอน่ะสิคะ” ซูเมี่ยวจินยังกังวล“คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าพวกพี่ชายน่าจะคิดกันมาดีแล้ว อีกอย่างโรงแรมของพี่หลิวซิงกับพี่หลิวหยางก็จะสร้างแค่สาขาแรกก่อน ผมว่างบประมาณสิบล้านก็เหมาะสมที่จะสร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วนะครับ ส่วนโรงงานของพี่หลิวหย่งกับพี่สะใภ้ พวกเขาติดต่อขอซื้อโรงงานเสื้อผ้าที่ปิดกิจการไปแล้วมาทำต่อ ค่าใช้จ่ายเลยน
ปลายปี 1993ผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีถูกส่งมาให้ซูเมี่ยวจินกับฉางเล่ยตรงเวลาเหมือนกับทุกปี พวกเขาอ่านเอกสารกันอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งช่วงบ่าย ซูเมี่ยวจินจึงหันไปถามฉางเล่ย“คุณคะ ตอนนี้ธุรกิจต่าง ๆ ของเราขยายจนเต็มที่แล้ว มีแค่บริษัทสาขาของเต๋อเป่าที่ฉันจะปล่อยให้เขารับผลประโยชน์คนเดียว คุณคิดว่าถ้าฉันแบ่งหุ้นให้คนในตระกูลจะดีไหมคะ พวกเขาทำงานกับเรามาหลายปีแล้ว”“หืม? แบ่งหุ้นยังไงเหรอครับ บริษัทเราไม่ได้เข้าตลาดหุ้นนี่นา” ฉางเล่ยถามกลับ“อืม… ก็เรากำหนดกันเองยังไงล่ะคะ อย่างคุณตอนนี้เป็นประธานบริษัท หุ้นของคุณก็ต้องมากกว่าคนอื่นอยู่แล้วค่ะ” ซูเมี่ยวจินยกตัวอย่างง่าย ๆ“แล้วมันต่างกับตอนนี้ยังไงเหรอครับ” ฉางเล่ยยังคงไม่เข้าใจ“ถ้าเราให้ทุกคนถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เวลาให้โบนัส คนที่มีหุ้นของบริษัทก็จะได้รับเงินม
วันต่อมา ซูเมี่ยวจินให้บอดี้การ์ดพาหลิวฟางไฉ ภรรยาเขา หลิวฟางจูและสามีของเธอไปสมัครเรียนภาคค่ำด้านบริหารที่โรงเรียนเดิม เธอต้องการให้พวกเขามีพื้นฐานการทำงานก่อนเข้าทำงานจริงในบริษัทในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพราะพวกเขาขอเวลาเรียนอย่างเดียวหนึ่งปี ในปีถัดไปพวกเขาจึงจะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเพื่อทำประโยชน์ให้บริษัทตระกูลฉางเด็กชายทั้งสี่ของตระกูลหลิวมีอายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาตัดสินใจขอไปเรียนต่อต่างประเทศกับฉางเต๋อเป่าและฉางเต๋อชิง ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่ได้ขัดข้อง เมื่อซูเมี่ยวจินอาสาเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเด็กทั้งสี่ในต่างประเทศเองตระกูลหลิวแม้ว่าจะเกรงใจซูเมี่ยวจินมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรให้ขัดเคืองใจกัน พวกเขาเพียงแต่กำชับเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น เพราะพวกเขากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็ก ๆ อาจจะเสียการเรียนได้ก่อนออกเดินทางไปต่างประเทศ เด็กทั้งสี่คนไปทำหนังสือเดินทางและเตรียมพื้นฐานด้านภาษาในเวลาว่าง โดยมีฉางเต๋อชิงเป็นคนสอนภาษาให้พวกเขา ลูกพี่ลูกน้องของ
เครื่องบินส่วนตัวของซูเมี่ยวจินลงจอดตรงเวลาที่สนามบิน บอดี้การ์ดพร้อมรถยนต์สิบกว่าคันจอดรออยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินมาพักใหญ่แล้ว เมื่อเห็นเครื่องลงจอดไม่ไกลนัก พวกเขาก็เคลื่อนรถไปที่บันไดลงเครื่องบินที่เปิดออก บอดี้การ์ดที่ลงจากเครื่องบินต่างถือสัมภาระของเจ้านายคนละไม้คนละมือ บอดี้การ์ดที่รออยู่ภาคพื้นดินวิ่งเข้าไปรับของและเดินสวนขึ้นไปช่วยเก็บสัมภาระเพื่อความรวดเร็ว คนในตระกูลหลิวไม่เคยเห็นบอดี้การ์ดและรถยนต์มากขนาดนี้มาก่อน พวกเขาต่างอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงเมื่อเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าหลิวเอ้อหลิงที่เดินลงจากเครื่องพร้อมพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ้มบาง ก่อนจะหันไปบอกให้พวกเขาไม่ต้องตกใจ เพราะที่บ้านตระกูลฉางยังมีคนรับใช้อีกจำนวนมากที่ทำงานรับใช้พวกเขาอยู่“เฮ้อ พี่ไม่ชินเลยจริง ๆ พวกเขาคงไม่ดูถูกเราใช่ไหม” หลิวข่ายถามอย่างกังวล“พี่ใหญ่อย่าคิดมากเลยนะครับ พวกเขาไม่มีใครคิดแบบนั้นหรอกครับ พวกเราอยู่ที่บ้านก็ทำตัวไม่ต่างจากตอนอยู่ในชนบท” ฉางชิงหยูบอกตามความจริง







