Masukบทที่ 1 จ้าวซูเม่ย4
บ้านหัวหน้าหมู่บ้านตงซาน
“หัวหน้าโจว หัวหน้าโจว อยู่บ้านหรือไม่” บ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่คงจะใหญ่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ล้อมรั้วด้วยอิฐแข็งแรง ลุงหวังบอกว่าเป็นบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งจะขอให้นางพักที่นี่สักคืน
“อยู่ๆๆ อ้าว!!! หวังหย่งเจ้าเองหรือ....มีเรื่องอันใด” เมื่อเห็นว่าเป็นหวังหย่ง โจวเฉินก็เปิดประตูรั้วทันที ก่อนจะเชิญทั้งลุงหวังและซูเม่ยเข้ามาในรั้วบ้าน แม้จะแปลกใจกับแม่นางน้อยแปลกหน้าที่เดินตามหลังหวังหย่งมาก็ตามแต่ก็มิได้เอ่ยถามทันที
ซูเม่ยเองก็ลอบมองลุงหัวหน้าหมู่บ้านโจวคนนี้ ที่ดูท่าจะสนิทกับลุงหวังมิน้อย แววตาไร้เล่ห์เหลี่ยม คงจะเป็นคนยุติธรรมคนหนึ่งกระมัง
เมื่อเข้ามานั่งภายในโถงหน้าบ้านที่ดูคล้ายจะเป็นโถงรับแขก ลุงหวังก็เล่าเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับนางทันที ผู้ใหญ่บ้านที่มีบุตรสาวที่เพิ่งออกเรือนไป เมื่อเห็นหญิงสาววัยเดียวกับบุตรสาวก็สงสารเห็นใจ จึงให้ภรรยาหรือท่านป้าหลี่จัดแจงห้องให้นางได้พักพึงในคืนนี้
ท่านป้าหลี่เมื่อเห็นเด็กสาววัยเดียวกับบุตรสาวก็หวนคิดถึงบุตรที่แต่งออกไปไม่นาน ยิ่งเห็นใบหน้างดงามของซูเม่ยที่แม้จะมีบาดแผลและซูบซีดไปบ้างก็ยิ่งเอ็นดูจึงดูแลต้อนรับอย่างดี ด้วยนางบุตรน้อยมีเพียงบุตรสาวและบุตรชายเพียง 2 เท่านั้น บุตรสาวก็แต่งออกบุตรชายก็ไปเล่าเรียน บ้านจึงพลอยเงียบเหงาไปด้วย พอมีเด็กสาวมาพักที่บ้านก็ให้ชื่นใจขึ้นบ้างเล็กน้อย
ซูเม่ยเมื่อได้พักมีห้องส่วนตัวก็แวบหายเข้าไปในมิติ ก่อนจะออกสำรวจบ้านไม้หลังใหญ่ทันที เมื่อเข้าไปภายในก็มีห้องมากมาย นางสำรวจทีละห้องอย่างตื่นเต้น ของส่วนใหญ่ก็เป็นของที่นางเคยใช้ตอนอยู่โลกนู้นทั้งสิ้น ทั้งของใช้แล้วก็เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นางชอบใจที่สุดเห็นจะเป็นห้องน้ำ ห้องน้ำในสมัยโบราณช่างบาดใจนางเหลือเกิน และอีกห้องที่นางชอบคือ ห้องเก็บสมบัติ ทั้งเงินทั้งทอง เครื่องประดับ ของมีค่ายัดแน่นเต็มห้อง อย่างน้อยก็ไม่อดอยากแล้ว เมื่อสำรวจบ้านในมิติแล้ว ซูเม่ยก็แวบออกมา ก่อนจะล้มตัวลงนอนแล้วหลับไปทันที
ยามเหม่า (5.00-7.00)
ซูเม่ยลืมตาขึ้นมาหลังจากนอนเต็มตื่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นับตั้งแต่เป็นจางซูเม่ยที่ต้องคอยระแวดระวังตัวตลอดเวลา เมื่อจัดแจงตัวเองเรียบร้อยด้วยเสื้อผ้าที่ท่านป้าหลี่เตรียมไว้ให้ แม้จะเป็นเพียงชุดสาวชาวบ้านที่ดูสีซีดไปบ้าง แต่สะอาดสะอ้านหอมกรุ่น คงจะเป็นเสื้อผ้าของบุตรสาวของท่านป้าหลี่ที่เพิ่งแต่งออกไปเป็นแน่ ก่อนออกจากห้องนางไม่ลืมที่จะตั้งตำลึงเงินจำนวนหนึ่งไว้บนที่นอน ถือเป็นค่าตอบแทนน้ำใจ อาหารและที่พัก
เกวียนวัวคันไม่เล็กไม่ใหญ่มีหลังคากันแดดเล็กน้อย วิ่งอย่างช้าๆออกจากหมู่บ้านตงซานตอนต้นยามเฉิน (7.00-9.00) ด้วยเส้นทางที่ขรุขระและค่อนข้างจากยากลำบาก ทำให้การเดินทางล้าช้ากว่า 4 ชั่วยามจึงจะถึงจุดหมายปลายทางคือ หมู่บ้านเจาหนาน
ซูเม่ยให้คนขับเกวียนจอดก่อนจะถึงหน้าหมู่บ้านเท่านั้น นางไม่อยากปรากฏกายให้ผู้อื่นเห็นนัก นางจ่ายค่าเกวียนเช่าเพิ่มไป 2 ตำลึง เพราะยามนี้ใกล้ยามเย็นไปแล้วคนขับเกวียนอาจจะต้องหาที่พักในเมืองใกล้ๆนี้ ก่อนเดินทางกลับ
ซูเม่ยเดินอ้อมหมู่บ้านไปทางด้านหลัง จากความทรงจำบ้านตระกูลจ้าวอยู่เกือบติดชายป่าท้ายหมู่บ้าน บ้านค่อนข้างหลังใหญ่ ซึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงของบิดามารดานางทั้งนั้น เจ้าพวกเนรคุณนั่นไม่สมควรได้รับแม้แต่น้อย
‘กตัญญูต่อบิดามารดาอันใดกัน เลี้ยงดูแบบอดอยากกดขี่ขมเหง พวกสัตว์เดรัจฉานนั่นไม่สมควรได้รับจากบิดามารดาของนางทั้งสิ้น’ ซูเม่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความคับแค้นใจแทนบิดามารดาและตัวนางเองเมื่อก่อนนัก
นางเดินอ้อมมาจนถึงชายป่า ก่อนจะมองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นใครก็ลอบข้ามลำธารไปบริเวณบ้านตระกูลจ้าว ที่ตอนนี้คงไม่มีผู้ใหญ่อยู่แม้แต่คนเดียว มองไปไกลๆนางก็เห็นร่างเล็กๆสองร่างกำลังขนน้ำใส่โอ่งที่ตั้งเรียงรายนับสิบใบบริเวณหลังบ้านใกล้แปลงผักร้างๆที่มีใบเขียวเล็กน้อยนอกจากนั้นเหลืองเกือบทั้งแปลง แปลงผักนั้นเดิมทีนางเป็นคนดูแลล้วนงอกงามต้นอวบอ้วน บัดนี้รกร้างไม่เหลือเค้าเดิมเสียแล้ว
‘น้องๆของนาง อายุแค่ 5 หนาวเท่านั้น พวกมันกลับใช้งานถึงเพียงนี้เลยหรือ’
“เสี่ยวเหวิน เจียวเอ๋อ พี่มารับพวกเจ้าแล้วนะ” ซูเม่ยพูดฝากสายลมแผ่วเบา น้องๆของนางดูซูบผอมกว่าความทรงจำเดิมไม่น้อย เสื้อผ้าที่สวมใส่ยังเรียกว่าเสื้อผ้าได้หรือ ทั้งเก่าปะชุนแล้วปะชุนอีกทั้งขาด เพียงไม่กี่เดือนที่นางถูกขายไปน้องๆของนางคงไม่ได้กินอิ่มอีกเลยสินะ
ซูเม่ยคิดอย่างคับแค้นใจ น้ำใสๆไหลจากหางตากลมโตโดยไม่รู้ตัว ความเสียใจถาโถมสู่ใจของนาง เมื่อเห็นสภาพน้องๆที่แทบจะไม่ต่างจากขอทานแม้แต่น้อย
ไม่นานนักซูเม่ยของเห็นยายเฒ่าจ้าวหรือท่านย่าในความทรงจำของนาง เดินออกมาร้องเรียกน้องสาวของนาง แต่ไม่ทันที่เจียวเอ๋อจะขยับตามคำเรียกหา ยายเฒ่าจ้าวก็หาเรื่องดุด่าเสียก่อน
“นังเด็กชั่ว!!! ข้าเรียกไม่ได้ยินรึไง ตักน้ำตักคนเดียวก็พอ มานี่เลยมา” ยายเฒ่าจ้าวเดิมชื่อฟางกุ้ยตวาดด่ามาแต่ไกล ปราดเข้ากระชากแขนของเด็กสาว ลูกของไอ้กาฝากหน้าโง่ที่นางปล่อยให้เรียกท่านแม่มานาน ได้ยินแต่ละครั้งสะอิดสะเอียนเหลือจะทน หากมันไม่หาเงินเข้าบ้านจำนวนมาก นางคงไสหัวมันออกไปนานแล้ว
“ท่านย่าปล่อยน้องสาวนะ ปล่อยน้องสาว ท่านย่าตีข้าแทน ตีข้าเถอะขอรับ” ซูเหวินเมื่อเห็นน้องสาวโดนกระชากแขนจนน้ำตาคลอ ก็รีบคุกเข่าขอร้องหญิงชราใจดำที่เขาไม่อยากเรียกว่าท่านย่าเลยสักนิดเดียว
“เหอะ ไอ้เด็กสารเลวเจ้าจะทำไม มองตาแข็งเช่นนี้จะลองดีอีกคนใช่มั้ย เห็นพี่สาวแกหรือไม่จุดจบของคนที่มันลองดีกับข้า” ฟางกุ้ยปล่อยมือจากแขนเล็กของนางเด็กชั่วซูเจียว ปราดเข้าไปหาเด็กชายตัวผอมที่คุกเข่าลงไม่ห่างจากนางนัก ปากเอ่ยขอร้องนาง แต่แววตาแข็งกร้าวช่างถือดี แววตาที่คล้ายกับนางสะใภ้นอกคอกแม่ของมัน
ไม่รอช้าฟางกุ้ยที่เริ่มโมโห ก็คว้าไม้ไผ่รั้วผักทุบตีไปยังเด็กชายที่นางเกลียดชัง มืออวบหนาจับไม้ฟาดลงไปไม่ยั้ง แต่ซูเหวินก็ไม่ร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ยิ่งทำให้นางโมโหมากยิ่งขึ้น
“ท่านย่า อย่าตี ฮือๆๆๆ อย่าตีพี่รอง ฮือๆๆๆๆ” ซูเจียวที่เห็นพี่ชายถูกท่านย่าตีก็ร้องไห้ออกมาอย่างหวาดกลัว
ซูเม่ยที่นั่งแอบมองอยู่ไม่ไกลก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมา มือบางล้วงไปในมิติก่อนจะได้เข็มเงินออกมา ไม่รอช้าปาไปยังจุดบนข้อมือ ทำให้หญิงชราเกิดเหน็บชาบริเวณข้อมือจนต้องปล่อยไม้ในมือทิ้งทันที และจับข้อมือที่จู่ๆก็เกิดอาการชาขึ้นมา
“อะ อู้ยยย เย็นนี้อย่าหวังจะได้กินข้าวแม้แต่เม็ดเดียว เหอะ!!!” ฟางกุ้ยเมื่อรู้สึกชาข้อมือก็ไม่ได้ตีเด็กชายต่อ แต่สั่งงดข้าวพวกมันแทน เรื่องอะไรนางจะต้องเปลืองข้าวเปลืองน้ำเลี้ยงลูกของไอ้ลูกกาฝากกับนางสะใภ้แพศยาด้วย
“พวกตระกูลจ้าว...มันต้องชดใช้!!!” คราแรกซูเม่ยคิดจะปรานีเห็นแก่ที่พวกมันเลี้ยงดูบิดานางมา แต่ตอนนี้นางคิดว่าพวกมันไม่สมควรได้รับ
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







