เข้าสู่ระบบบทที่ 17 ชาติกำเนิด2
ซูเม่ยเห็นบิดามารดาก็พอใจเป็นอย่างมาก บุรุษเช่นบิดาช่างน่ายกย่อง
“ท่านพ่อท่านแม่พักผ่อนเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ลูกไม่รบกวนพวกท่านแล้ว กลางยามโหย่ว (17.00 – 19.00 น.)ลูกจะพาน้องๆมารับสำรับที่เรือนใหญ่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา”
“ฮึก.... ได้จ้ะ แม่พักสักหน่อย เดี๋ยวค่อยไปดูหลานๆที่เรือนของลูก” เสียงสะอึกสะอื้นของคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มา ก่อนที่นางจะเอ่ยกับบุตรสาว
“กลับไปดูหลานๆของพ่อที่เรือนเถิด มารดาของเจ้าพ่อจะดูแลเอง”
“เจ้าค่ะ หาก...มีน้องชายน้องสาวเพิ่มมาสักคนสองคนลูกก็ไม่เกี่ยงจะเลี้ยงดูนะเจ้าคะ” ซูเม่ยพูดล้อเลียนบิดามารดาเสร็จก็รีบวิ่งหายไปจากเรือนทันที ไม่ได้สนใจเสียงมารดาที่แว่วตามหลังมา
“เจ้าลูกคนนี้ ชักหาความเป็นกุลสตรีไม่ได้แล้ว กล้าหยอกเย้าบิดามารดา มันน่าตีนัก!!!”
“น้องหญิง บุตรสาวของเราออกจะน่าเอ็นดู” ผู้เป็นบิดานอกจากไม่ดุบุตรสาวแล้ว ยังเห็นเป็นเรื่องน่าเอ็นดูของบุตรสาวด้วยซ้ำ แม้ว่าจะเป็นแม่คนแล้วแต่บุตรสาวเขาอายุยังน้อย จะซุกซนไปบ้างก็สมวัย
“ท่านพี่ก็ให้ท้ายลูกตลอด ดูซิแก่นแก้วใหญ่แล้ว หึ”
หลังจากวันที่นายท่านกับฮูหยินกลับมาถึงจวนตระกูลตวนมู่ สามวันให้หลังก็มีงานเลี้ยงฉลองการกลับมาเป็นการภายใน เป็นการกินดื่มของทุกคนในจวนที่จะได้กินร่วมกันกับเจ้านายของจวนอย่างเป็นกันเอง สร้างความประทับใจให้คนงานภายในจวน
นายท่านลี่หยางเข้ามาเรียนรู้กิจการของตระกูลตวนมู่ จนตอนนี้เริ่มจับทางได้ และเข้ามาบริหารงานอย่างเต็มตัว โดยที่ซูเม่ยเป็นเพียงที่ปรึกษาให้กับบิดาเท่านั้น นางจึงมีเวลาเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่
ส่วนมารดาก็วุ่นวายกับการเลี้ยงลูกๆ และหลานๆ โดยเฉพาะเจ้าก้อนแป้งทั้งสามที่รู้ความกว่าเด็กทั่วไปอายุเพียงสามเดือนก็ทำท่าทางเข้าใจที่ผู้ใหญ่พูดกันเสียแล้ว คราแรกซูเม่ยไม่ได้เอะใจอันใด แต่พอนานวันเข้านางลองออกประโยคคำสั่งง่ายๆ เด็กๆก็สามารถปฏิบัติตามได้อย่างไม่ผิด
‘อ่า ผลน้ำนมสวรรค์นั่น เป็นสาเหตุหรือไม่นะ’ ซูเม่ยที่มีน้ำนมไม่เพียงพอสำหรับบุตรชายหญิงทั้งสาม ได้ค้นพบผลไม้ที่มีชื่อว่า ‘ผลน้ำนมสวรรค์’ ในมิติ จึงเอามาให้ลูกๆดื่มแทนน้ำนมแม่ ปรากฏว่าเจ้าสามแสบชอบน้ำนมจากผลไม้ชนิดนี้มาก คราแรกนางทำนมผงเอาไว้แต่เมื่อได้กินผลน้ำนมสวรรค์เจ้าตัวแสบทั้งสามกลับไม่ยอมดื่มนมชงอีกเลย
“ซูเม่ย ลูกจะเดินทางไปสำนักแพทย์โอสถกลางวันไหนหรือ” ลี่หยางเอ่ยถามบุตรสาว หลังจากที่กลับจากดูกิจการทั้งร้านฟู่จิน หอโอสถเฟิ่งหวง หมู่บ้านเฟยซาน รวมถึงหมู่บ้านเอ้อซานที่เพิ่งเสร็จไปได้ไม่นาน
“วันมะรืนเจ้าค่ะ ออกเดินทางก่อนยามเฉิน ( 07.00 น.)”
“เอาคนคุ้มกันไปให้มากหน่อยพ่อเป็นห่วง หนทางก็ยาวไกลเป็นแรมเดือน”
“สองพ่อลูกคุยอันใดกันหน้าตาเคร่งเครียดเชียว” อู๋เย่วจวนเมื่อเห็นบุตรสาวคนโตและสามี ก็อุ้มหลานเข้ามาหาทันที ตามด้วยขบวนพี่เลี้ยงที่อุ้มเด็กน้อยอีกสองคนตามมาด้วย
“ไม่มีอะไรหรอกน้องหญิง แค่เรื่องการเดินทางของซูเม่ยวันมะรืนเท่านั้น” ลี่หยางว่าพลางยกนิ้วสากขึ้นเกลี่ยแก้มยุ้ยๆของหลานชายคนโตที่อยู่ในอ้อมอกของภรรยา
“ไม่ไปไม่ได้เหรอลูก ตอนนี้กิจการเราก็มากมายแล้วนะ” อู๋เย่วจวนเมื่อฟังคำของสามีก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ที่บุตรสาวไปไกลจากสายตานานเป็นเดือนๆ
ซูเม่ยที่รับบุตรชายคนรองมาจากพี่เลี้ยงก่อนจะส่งให้ผู้เป็นบิดา ได้ฟังคำของมารดาก็เอ่ยเหตุผลกับท่านยายของหลานๆเข้าใจความจำเป็นนี้
“ยามนี้เรามีกิจการหอโอสถเฟิ่งหวงแล้วก็จริง แต่ภายภาคหน้าหากเราไม่สามารถควบคุมการตลาดสมุนไพรได้ กิจการของเราจะถูกบีบจากผู้มีอำนาจ ฉกฉวยผลประโยชน์จากกิจการของเรา หากว่าลูกได้ขึ้นทะเบียนแพทย์โอสถจากสำนักแพทย์โอสถกลางก็จะได้รับความคุ้มครองส่วนหนึ่งจากสำนัก แค่ผู้มีอำนาจในแคว้นใดแคว้นหนึ่งก็ไม่สามารถมารังแกเราได้โดยง่าย” ในระหว่างอธิบายเหตุผลให้มารดาฟังอย่างใจเย็น นางก็รับบุตรสาวมาจากพี่เลี้ยงและหยอกล้อกับบุตรสาวตัวน้อยไปพลางๆ
“เป็นแม่ที่คิดน้อยไป” เทียนหยูที่อยู่ในอ้อมอกของท่านยายเมื่อเห็นสีหน้าซึมลงของคนที่อุ้มเขาอยู่ ก็ยกมือขึ้นทาบกับแก้มแล้วลูบเบาๆ คล้ายการปลอบโยน
“โอ้วโย่ว เทียนหยูหลานยายรู้จักปลอบคนแล้ว” ท่านยายที่เห่อหลานยิ้มออกมาทันทีเมื่อเห็นการกระทำของหลานชายคนโต ไม่รอช้านางก็ฝังจมูกลงกับแก้มนิ่มของหลานอย่างหมั่นเขี้ยว
เอิ้ก เอิ้ก เอิ้ก เสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังขึ้นเมื่อรู้สึกจั๊กจี้ที่พวงแก้ม
“หยู่หลงก็อยากให้ตาหอมแก้มด้วยเหรอ ฮึ” ยู่หลงเมื่อเห็นท่าทางสนุกของพี่ชายก็กระตุกเสื้อที่กำเบาๆ จนผู้เป็นตาต้องก้มลงมองหลานชายคนรองในอ้อมแขน เมื่อเห็นแววตาที่มองไปยังพี่ชายคนโตที่หัวเราะเอิ้กอ้าก ลี่หยางก็เข้าใจความต้องการของหลานชายทันที
“เยว่ซิน ไม่อยากเล่นเหมือนพี่ๆเหรอจ้ะ” ซูเม่ยถามเมื่อเห็นท่าทีคล้ายเบื่อหน่ายของบุตรสาวคนเล็ก จนนางหลุดขำคิกออกมาไม่ได้ สายตาของบุตรสาวคล้ายจะบอกนางว่า
‘ไม่อยากเล่นเจ้าค่ะ มันไม่สนุก’
หลังจากข่าวของท่านชายเล็กและหลินเฟยถูกส่งกลับไปยังแคว้นหนานผ่านกิจการค้าผ้าที่มีฟันเฟืองใหญ่เป็นวังจวิ้นอ๋องของแคว้นหนาน สารลับก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







