เข้าสู่ระบบบทที่ 18 สำนักแพทย์โอสถกลาง1
ซูเม่ยออกเดินทางออกจากเมืองหยางมุ่งหน้าสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเพื่อไปยังที่ตั้งของสำนักแพทย์โอสถกลางที่อยู่ระหว่างแคว้นหวง แคว้นหนาน และแคว้นซ่ง สำนักแพทย์โอสถกลางก่อตั้งขึ้นโดยปรมาจารย์แพทย์โอสถจากทั้งสี่แคว้น โดยมีแคว้นโจวอีก 1 แคว้นที่เข้าร่วมการก่อตั้งด้วย ซึ่งก่อตั้งมาย่างเข้าปีที่ 500 แล้ว แต่ปัจจุบันนี้สำนักแพทย์โอสถกลางมีปรมาจารย์แพทย์โอสถแค่ 2 ท่านเท่านั้นจากแคว้นโจวและแคว้นหนาน
การเดินทางครานี้มีผู้คุ้มกันร่วม 50 คน และมีท่านลุงฮุ่ยหมิ่นที่เดินทางมาด้วย ส่วนท่านลุงอันฉีอยู่ดูแลจวนตระกูลตวนมู่และรอคอยการมาถึงของคนจากแคว้นหนานที่อาจมาเยือนในระหว่างที่นางยังไม่กลับไป การเดินทางนับว่าราบรื่น มีเจอกลุ่มโจรบ้าง แต่แค่กลุ่มเล็กๆ ไม่มีฝีมือมากนัก
‘พวกเจ้าเก่งเกินไปต่างหากเล่า’ กลุ่มโจร
ในระหว่างการเดินทางซูเม่ยมักจะเข้าไปฝึกฝนการปรุงโอสถในมิติอยู่บ่อยครั้ง และศึกษาศาสตร์ปรุงโอสถแบบสมัยโบราณ แต่วิธีการปรุงโอสถแบบศาสตร์เดิมมักจะมีจุดบกพร่องมากมาย ทำให้โอสถที่ได้มีประสิทธิภาพต่ำ ผลการใช้โอสถแบบเดิมมักทำให้หายช้า จนบางคราร่างกายผู้ป่วยไม่อาจรอได้นานถึงเพียงนั้นโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยจึงเหลือน้อยลง
ซูเม่ยได้ปรับเปลี่ยนการปรุงโอสถโดยประยุกต์ศาสตร์การปรุงโอสถเดิมกับสมัยใหม่เข้าด้วยกันเพื่ออุดจุดบกพร่องให้เหลือน้อยที่สุด นางฝึกการปรุงโอสถครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดการเดินทางจนเชี่ยวชาญการปรุงโอสถทุกชนิด และยังเหลือเวลาคิดค้นสูตรโอสถใหม่ๆเพิ่มอีก
‘คิดถึงเจ้าก้อนแป้งทั้งสามจังเลย’ ซูเม่ยที่ออกจากมิติมานั่งในรถม้าดังเดิมพึมพาเสียงแผ่วเบา ในใจถึงไปถึงใบหน้าอวบกลมของบุตรชายหญิง ที่คงจะคิดถึงมารดาเช่นนางไม่น้อย ยังดีที่นางทิ้งผลน้ำนมสวรรค์ไว้กับมารดาเกือบ 200 ผล เด็กๆจึงมีน้ำนมดื่มตลอดไม่มีขาด
นานนับเดือนกว่าๆ การเดินทางก็ได้สิ้นสุดลง สำนักแพทย์โอสถกลางตั้งตระหง่านด้วยอาคาร 5 ชั้น บนพื้นที่เศรษฐกิจของชายแดนระหว่าง 3 แคว้น มีการดูแลรักษาความสงบอย่างเคร่งครัดและแน่นหนา มีผู้คุ้มกันทั้งในที่สว่างและที่มืด และการสอบที่สำนักแพทย์โอสถกลางจะแตกต่างจากการสอบในแคว้นแต่ละแคว้นมาก เพราะการสอบนี้แต่ละขั้นจะสอบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ซูเม่ยลงจากรถม้า ร่างบางอยู่ในอาภรณ์เรียบง่ายแต่เป็นผ้าเนื้อดีราคาแพงปิดบังใบหน้าครึ่งล่างด้วยผ้าโปร่งปักลายดอกไม้เล็กๆ นางมองอาคารสูงที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเยื้องย่างไปยังประตูอาคารเบื้องหน้าอย่างมั่นใจ
"ข้ามาเข้ารับการทดสอบแพทย์โอสถ ต้องทำเช่นไรบ้างเจ้าคะ" ซูเม่ยเดินไปถึงก็แจ้งความจำนงของตนเองกับผู้ดูแลประตูด่านแรกของสำนักแพทย์โอสถกลาง
"เชิญด้านในขอรับ แต่เข้าได้เฉพาะผู้เข้าสอบเท่านั้น"ผู้ดูแลหน้าประตูตอบอย่างสุภาพก่อนจะมองไปทางผู้ติดตามจำนวนมาก
"อ่าาา ท่านลุงฮุ่ยหมิ่นพาคนของเราไปเปิดโรงเตี๊ยมแล้วพักผ่อนเถิด อีก 2 ชั่วยามค่อยส่งคนมารอด้านหน้าสำนักแพทย์โอสถกลาง"
"ขอรับคุณหนูใหญ่" ทุกคนแม้อยากตามปกป้องคุ้มครองนายสาวของตนโดยเฉพาะหูฮุ่ยหมิ่นที่ทราบมากกว่าคนอื่นว่า คุณหนูใหญ่อาจจะเป็นถึงท่านหญิงคนหนึ่งของราชวงศ์แคว้นหนาน แต่ด้วยต้องปฏิบัติตามกฎของสำนักแพทย์โอสถกลางจึงได้แต่จำยอมจากไป
เมื่อขบวนคุ้มกันของซูเม่ยแยกย้ายไป นางก็ถูกนำไปยังด้านในตัวอาคาร ภายในมีผู้คนไม่มากนักที่กำลังซื้อสมุนไพรของสำนักแพทย์โอสถกลาง
"ชั้นหนึ่งของสำนักแพทย์โอสถกลางจะเป็นสถานที่จำหน่ายสมุนไพร ส่วนการลงทะเบียนการทดสอบจะอยู่ในชั้นที่สองขอรับ" ผู้ดูแลพูดขึ้นเมื่อเห็นการกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณที่สตรีอายุน้อยที่กำลังเดินตามมา ซึ่งมีไม่น้อยที่มีคนอายุน้อยมาเข้าการทดสอบแพทย์โอสถขั้นต้น แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ผ่านการทดสอบมีเพียงส่วนน้อยนับนิ้วมือยังได้ที่จะสอบผ่านได้เป็นแพทย์โอสถขั้นต้น
ซูเม่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเดินตามไปเงียบๆจนถึงบริเวณชั้นสองที่มีคน 6 คนนั่งรออยู่ และส่วนใหญ่ก็เป็นบุรุษวัยกลางคนขึ้นไปทั้งสิ้น
"คุณหนูท่านนี้มาลงทะเบียนทดสอบขอรับ" ผู้ดูแลที่นำทางซูเม่ยมาแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับลงทะเบียน เมื่อสิ้นเสียงนั้นสายตาของทุกคนก็จ้องเขม็งมาที่ซูเม่ย บ้างก็สนใจ บ้างก็ดูถูก บ้างก็ดูไม่เป็นมิตร ส่วนใหญ่มักเป็นไปในเชิงการดูถูก มีเพียงเจ้าหน้าลงทะเบียนที่เป็นสตรีค่อนข้างสูงวัยเท่านั้นที่มีทีท่าเฉยเมยเคร่งขรึม
"ขอทราบชื่อ และแคว้นของท่านด้วยเจ้าค่ะ"
"ตวนมู่ซูเม่ย แคว้นซ่งเจ้าค่ะ" ซูเม่ยไม่ได้สนใจผู้คนรอบกาย เอ่ยตอบคำถามของเจ้าหน้าที่อย่างฉะฉาน
"ตวนมู่ ใช่ตระกูลที่เปิดหอโอสถเฟิ่งหวงที่มีโสมคนอายุ 500 ปีมาประมูลหรือไม่" กลุ่มคนที่นั่งอยู่เริ่มซุบซิบนินทาสตรีผู้มาใหม่ที่อายุน้อย
"ข้าก็ว่าคุ้นๆ แต่สตรีอายุแค่นี้จะมาเข้าทดสอบสำนักแพทย์โอสถกลาง ออกจะไม่ประมาณตนไปสักหน่อยกระมัง"
"ไอหยา ก็ไม่แน่นะ หอโอสถเฟิ่งหวงมีแพทย์โอสถถึงขั้นกลางเชียวนา อายุแต่ละคนก็ยังน้อยๆอยู่ แต่ก็นะ... แค่แพทย์โอสถขั้นกลางจากการทดสอบในแคว้นเท่านั้น"
"สตรีผู้หนึ่งสอบผ่านขั้นต้นได้ก็นับว่าเกินพอแล้ว"
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







