เข้าสู่ระบบบทที่ 18 สำนักแพทย์โอสถกลาง4
ห้องการทดสอบแพทย์โอสถขั้นกลาง ชั้นที่สี่
เมื่อได้รับการแจ้งจากชั้นที่สาม ทุกคนในชั้นที่สี่ต่างรอคอยการมาถึงของเด็กสาวที่ผ่านการทดสอบเป็นแพทย์โอสถขั้นต้นด้วยคะแนนเต็มซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนเลย แม้แต่ท่านปรมาจารย์โอสถในคราแรกที่ลองทำการทดสอบยังไม่สามารถเขียนทุกอย่างได้เสร็จทันเวลาเลย
แพทย์โอสถขั้นสูงที่อยู่ชั้นที่สามก็ตามมาในชั้นที่สี่ด้วย เพื่อเข้าดูการทดสอบนี้อย่างใกล้ชิด
ซูเม่ยที่มาถึงในชั้นที่สี่ ก็พบกับแพทย์โอสถขั้นสูงมากกว่า 10 คนที่อยู่ภายในห้องและมีนางเป็นผู้เข้าสอบเพียงคนเดียวเท่านั้น สองคนก่อนหน้าไม่สอบผ่านก็สอบตกกลับไปแล้ว
ภายในห้องมีสมุนไพรสดมากมายยิ่งกว่าการทดสอบขั้นต้นหลายเท่านัก และมีอุปกรณ์สำหรับการเตรียมสมุนไพรให้พร้อมสำหรับการใช้ในการปรุงโอสถ
"การทดสอบแพทย์โอสถขั้นกลาง คือการเตรียมสมุนไพรสำหรับการปรุงยา" เมื่อซูเม่ยนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในห้องโถงโล่ง ก็มีเสียงดังขึ้นจากปากชายชราผมขาวท่านหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางแพทย์โอสถขั้นสูงทั้งหมด ซึ่งชายผู้นั้นมีความแตกต่างด้วยอาภรณ์ที่สวมใส่มีสีขาวขลิบทอง ส่วนคนอื่นเป็นสีขาวขลิบดำเท่านั้น
"...." ซูเม่ยเงียบอย่างตั้งใจฟัง
"เทียบยาในซองทั้งหมดนี้ เลือกเพียง 5 เทียบยา จัดเตรียมสมุนไพรในเทียบยาให้พร้อมสำหรับการปรุงโอสถภายใน 1 ชั่วยาม"
ซูเม่ยมองสมุนไพรสดอย่างครุ่นคิด โอสถบางประเภทใช้สมุนไพรทั้งสด แห้ง และกลั่นเป็นน้ำ สมุนไพรสดนั้นไม่เป็นปัญหา แต่สมุนไพรแห้งกับกลั่นเป็นน้ำ ย่อมต้องใช้เวลาบางชนิดต้องตากแห้งโดยใช้แสงแดด บางชนิดแค่ผึ่งลม ส่วนการกลั่นเป็นน้ำใช้การต้ม เคี่ยว ซึ่งต้องใช้เวลานาน แต่ว่าหากใช้วิธีนั้น......จะได้หรือไม่
ซูเม่ยหันมองอุปกรณ์ที่จัดเตรียมไว้ให้ ก็พอจะพลิกแพลงการใช้งานได้บางส่วน จึงคลายความกังวลใจลง
"ถ้าพร้อมแล้วก็มาหยิบเทียบยา" ชายชราเมื่อเห็นผู้เข้าทดสอบกลับมาสงบนิ่งคล้ายกับขบคิดวิธีการไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ให้สุ่มเลือกเทียบยา
ซอง 5 ซองถูกซูเม่ยหยิบออกมาอย่างไม่ลังเลจากซองทั้งหมดเกือบ 30 ซอง นางเดินกลับไปนั่งที่ เพื่อรอสัญญาณเริ่มการทดสอบ
ชายชราในชุดขาวขลิบทองมองเด็กสาวเบื้องหน้าอย่างพินิจพิจารณา แม้เด็กสาวผู้นี้จะไม่ใช่คนแรกที่สอบผ่านแพทย์โอสถขั้นต้นในวัยเพียง 16 ปี แต่ก็ไม่เคยมีใครได้คะแนนเต็ม แม้แต่ผู้ทรงวัยวุฒิทั้งหลาย เขาจึงค่อนข้างคาดหวังในการทดสอบครั้งนี้ของนางไม่น้อย
'จะเกิดอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะในรอบร้อยปีหรือไม่'
"เริ่มการทดสอบ!!!!"
ซูเม่ยลุกขึ้นพร้อมเปิดซองเทียบยา ทั้ง 5 ซอง ปรากฏว่าเป็นเทียบยาสมานแผล ยารักษาพิษแมงมุมดำ ยาสมานกระดูก ยาบำรุงเลือดลม และยาห้ามเลือด นางกวาดตามองสมุนไพรอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดก็พับเก็บใส่ซองตามเดิม
สมุนไพรในเทียบยามีทั้งเตรียมสด แห้ง และเป็นน้ำ นางจึงรีบดัดแปลงอุปกรณ์ที่ให้เป็นเตาสำหรับอบแห้งสมุนไพร มือบางหยิบจับอุปกรณ์และสมุนไพรอย่างคล่องแคล่ว
สมุนไพรที่ใช้ถูกคัดแยกเป็นห้ากองตามเทียบยาห้าซอง สมุนไพรน้ำถูกเตรียมเป็นอันดับแรกเนื่องจากต้องเคี่ยวเป็นเวลานาน แบบแห้งถูกส่งเข้าเตาอบในเวลาต่อมา และแบบสดถูกจัดเตรียมเป็นอย่างสุดท้าย
ในขณะที่กำลังเคี่ยวสมุนไพร สมุนไพรแบบน้ำมักจะเก็บรักษาได้ไม่นาน นางจึงดัดแปลงสมุนไพรน้ำให้กลายเป็นผงแทนด้วยการผัดจนแห้งจนกลายเป็นเกล็ดติดกระทะ และขูดเศษผงนั้นบรรจุลงขวดกระเบื้องปิดจุกให้สนิท
ชายชราในชุดขลิบทองแทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะเข้ามาถามเหลือเกินว่าวิธีนี้มาจากตำราเล่มใด แต่ด้วยไม่อาจเข้าขัดขวางระหว่างการทดสอบได้ จึงได้แต่มองกรรมวิธีนั้นอย่างสนใจ
สมุนไพรแห้งบางส่วนอบได้ที่แล้วกลิ่นสมุนไพรจึงอบอวลไปทั่ว วิธีการอบแทนการตากแห้งสามารถใช้ได้ในช่วงหน้าหนาวหรือยามที่ฝนตกหนัก ทำให้ยังคงสามารถผลิตสมุนไพรตากแห้งได้ สมุนไพรก็ไม่ขาดตลาด แพทย์โอสถขั้นสูงทั้งหลายต่างบันทึกวิธีการทำของซูเม่ยอย่างละเอียด เพราะเป็นวิธีการแบบแปลกใหม่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายพื้นที่ให้เหมาะกับสภาพอากาศ
สมุนไพรสดถูกเตรียมเป็นขั้นตอนสุดท้าย สมุนไพรบางชนิดใช้ใบ บางชนิดใช้ลำต้น ดอก ผล หรือราก ซูเม่ยก็จัดเตรียมตามสรรพคุณของมันอย่างถูกต้อง สมุนไพรตัวสุดท้ายถูกใส่ในถ้วยและจัดเรียงตามเทียบยา เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
เวลาที่ยังเหลืออยู่ นางได้ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง ก่อนจะหยุดลงเมื่อไม่กี่ลมหายใจก็จะหมดเวลา ชายชราในชุดขลิบทองเข้ามาตรวจสอบเป็นคนแรก เขามองการจัดเตรียมสมุนไพรที่น่าประหลาดใจนี้อย่างใคร่รู้ มือเหี่ยวย่นยังคงหยิบสมุนไพรถ้วยแล้วถ้วยเล่าขึ้นพิจารณาทั้งสี กลิ่น และรูปลักษณ์ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด
"ตี้กูผี เป็นสมุนไพรที่เตรียมได้ง่ายแค่ตากแดดให้แห้งก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่แม่นางกลับใช้วิธีการผิงกับไฟ ประสิทธิภาพของตัวยาจะยังคงเดิมหรือ"
"ผู้อาวุโสกล่าวได้ถูกต้อง เดิมทีตี้กูผี ต้องนำรากไปตากแห้งด้วยแสงแดด แต่การทดสอบนี้คงจะไม่สามารถตากแดดได้ ดังนั้นข้าน้อยจึงจำลองแสงแดดที่ดีที่สุดในการตากตี้กูผีขึ้น แสงแดดตั้งแต่ยามเฉินถึงยามซื่อมักจะดีที่สุดในการตากตี้กูผี ดังนั้นไฟอ่อนทั้งบนและล่างจะช่วยให้สมุนไพรชนิดนี้แห้งได้ดีและรวดเร็วขึ้น สังเกตจากสีสมุนไพรด้านนอกสีเหลืองอมน้ำตาล ด้านในสีขาวอมเหลือง ซึ่งบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของตัวยาที่ยังคงครบถ้วนไม่สูญสลายไป" ซูเม่ยกล่าวจบแล้วทุกอย่างยังตกอยู่ในความเงียบ
"แล้วสมุนไพรที่เป็นน้ำ ไยเจ้าถึงทำให้มันกลายเป็นผงเช่นนี้เล่า" ผู้อาวุโสยังคงถามต่อในจุดที่สงสัย คิ้วขาวยังคงขมวดอย่างครุ่นคิดตลอดเวลา
"เรียนผู้อาวุโส สมุนไพรที่ต้องเคี่ยวเป็นน้ำหากนำไปใช้ทันที ประสิทธิภาพก็จะเต็มสัดส่วน แต่หากเก็บไว้นานก็จะสูญเสียสรรพคุณไปไม่มากก็น้อย สมุนไพรชุดนี้ข้าน้อยไม่แน่ใจว่าจะนำไปใช้ประโยชน์หรือไม่ จึงสกัดจากน้ำให้กลายเป็นผงเพื่อการเก็บรักษาที่นานขึ้น และการจัดทำเป็นผงก็ยังคงสรรพคุณได้อย่างครบถ้วน"
"ดี!!!! แพทย์โอสถที่ดีนอกจากจะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของยาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้สมุนไพรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่สิ้นเปลืองสมุนไพรไปโดยเปล่า"
"ผลคะแนนขอรับ" แพทย์โอสถขั้นสูงในชุดสีขาวขลิบดำ ยื่นผลคะแนนให้กับผู้อาวุโสชุดขาวด้วยความนอบน้อม ทำให้ซูเม่ยค่อนข้างสนใจชายชราผู้นี้มากขึ้น
'บางทีอาจจะเป็นปรมาจารย์แพทย์โอสถสักคนก็เป็นได้' ซูเม่ยคาดเดาในใจโดยที่ไม่แสดงสีหน้าใดๆออกไป
"ฮะ...แฮ่ม ยินดีกับแม่นางด้วย...เจ้าสอบผ่าน!!!!" ผู้อาวุโสกระแอมเล็กน้อย ก็จะเหลือบมองมาทางซูเม่ย คล้ายประวิงเวลาให้นางรู้สึกลุ้นมากยิ่งขึ้น ก่อนจะประกาศผลการทดสอบด้วยรอยยิ้ม
"ยินดีกับแพทย์โอสถขั้นกลาง!!!!"
"ขอบพระคุณทุกท่านมากเจ้าค่ะ" ซูเม่ยที่ได้รับคำยินดีก็รีบค้อมศีรษะคารวะกลับไปเพื่อเป็นการขอบคุณ
ผู้อาวุโสแท้จริงแล้วก็คือท่านปรมาจารย์แพทย์โอสถคนหนึ่งจากสองคน ที่เบื่อหน่ายเกินไปในชั้นที่ห้า จึงลงมาชมการทดสอบด้วยตนเอง และก็มาพบกับเด็กสาวอายุน้อยที่น่าอัศจรรย์ ความสามารถเรียกได้ว่าเกินอายุ จนเขาคิดจะให้นางมาเป็นศิษย์ของเขาเสียให้ได้ แต่แล้ว....
"ข้าน้อยจะขอทดสอบในชั้นที่ห้าเจ้าค่ะ"
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







