เข้าสู่ระบบบทที่ 2 รับน้อง2
“อ่า อย่ามองข้าด้วยแววตาโหดร้ายเช่นนั้นสิ...ท่านปู่ ท่านย่า” ซูเม่ยพูดพลางลุกขึ้นเยื้องย่างกายไปทรุดลงตรงหน้าชายและหญิงชรา ก่อนจะหยิบมีดอันเล็กออกมาจากแขนเสื้อ ค่อยๆบรรจงไล้ไปยังใบหน้าเหี่ยวย่นของยายเฒ่าจ้าวก่อนจะฟาดสันมีดบนใบหน้าเหี่ยวนั่นหลายครั้งจนขึ้นริ้วช้ำเขียวนับไม่ถ้วน
ฟางกุ้ยแววตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว หลังจากเห็นมีดที่นางเด็กสารเลวดึงออกมา และตอนนี้นางก็รู้สึกเจ็บระบมที่ใบหน้านัก
‘นายหน้ามาเอาตัวมันไปขายหอนางโลมแล้วนี่ ทำไมกัน ทำไมมันกลับมาได้’ จ้าวไฉจ้องเขม็งไปที่บุตรสาวคนโตของไอ้เด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยงให้เป็นทาสในตระกูล เรียกมันว่าลูกชาย แต่ใจจริงมันเป็นแค่แรงงานทาสให้คนในครอบครัวเขาเท่านั้น
“กลัวเหรอเจ้าคะ” นางถามพลางกวาดสายตามองไปที่ท่านลุง ท่านป้าสะใภ้ ก่อนจะกดมีดลงบนหน้าเหี่ยวย่นของยายเฒ่าจ้าว จนเป็นแผลลึกเลือดไหลออกมา นางตวัดมีดสองสามครั้งอย่างคล่องแคล่วจนได้รอยแผลเหวะหวะมากมาย
“ฮี๊ดดดดดดดดดดดด” เสียงกรีดร้องจากยายเฒ่าจ้าวดังออกจากลำคอเพียงเสียงยุงบิน ซูเม่ยยกยิ้มให้กับท่านลุงที่แสนจะขลาดเขลาแต่ยังดั้นด้นที่จะเรียน ทั้งๆที่มีสมองอันน้อยนิด แล้วยังเป็นคนยุยงให้ชายหญิงชราอ้างความกตัญญูผลักไสบิดามารดาของนางให้ไปทำงานเสี่ยงอันตรายจนไม่ได้กลับมาอีก เป็นตายร้ายดีไม่อาจรู้ ตราบใดที่ยังไม่พบศพ นางก็ไม่ปักใจเชื่อว่าบิดามารดาได้ตายไปแล้ว
‘เขาพลาดตรงไหนกัน เขากระซิบสั่งนายหน้าผู้นั้นไปแล้วนี่ ว่าให้กำชับแม่เล้า ให้มันไปเป็นนางโลมชั้นต่ำรับแขกทั้งวันทั้งคืนโทษฐานที่มันบังอาจเล่นตัวกับเขา’ จ้าวเจ๋อผู้มีความคิดโสมม เขาอุตส่าห์จะรับมันเป็นอนุให้มันคอยทำงานหาเลี้ยงเขาให้สุขสบายแทนพ่อหน้าโง่ของมัน มันกลับแหกปากร้องจนเมียเขารู้เข้า สุดท้ายท่านแม่ก็ตัดปัญหาขายมันออกไป แล้วดูตอนนี้มันงดงามเสียยิ่งกว่าเก่า แต่กลับดุร้ายจนเหมือนมีปีศาจร้ายมาสิงสู่ แค่สายตานั่นก็ทำให้เขาสั่นไปทั้งตัวไม่อาจควบคุมได้แล้ว
“ขออภัยเจ้าค่ะท่านย่า ข้าพลั้งมือไปเล็กน้อย” นางทำท่าสะดุ้งตกใจ ก่อนจะยกมีดขึ้นและแสร้งทำมีดหล่นปักไปที่ขาของตาเฒ่าจ้าวที่นอนอยู่ข้างๆกัน
“อ้ากกกกกกกกก” ตาเฒ่าจ้าวสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดและส่งเสียงร้องออกมา แต่เสียงนั้นกลับดังเพียงคนที่นั่งใกล้ๆได้ยินเท่านั้น นัยน์ตาหวาดกลัวจับจิตส่งมาจากทุกคนที่เริ่มพยายามขยับเขยื้อนกายหนี ทั้งที่ขยับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“โอ๊ะ มีดหลุดมือ ข้าต้องขออภัยท่านปู่ด้วย เดี๋ยวข้าเอาออกให้เจ้าค่ะ” นางว่าพลางขยับกายเบี่ยงจากหญิงชรามาที่ชายชรา ก่อนจะดึงมีดที่ปักอยู่อย่างแรงจนเลือดกระฉูดออกมาจากบาดแผลแลดูสยดสยอง ตาเฒ่าจ้าวทั้งเจ็บปวดทั้งหวาดกลัวจนปล่อยน้ำเหลืองอ๋อยรดกางเกงจนเปียกเหม็นคลุ้งไปหมด
“อือ อือ อา อา” เสียงเปร่งจากปากท่านลุงจอมขี้ขลาดของนาง ที่ตอนนี้ขยับจนแทบจะเกยบนร่างเมียของตนเองเสียแล้ว
“ท่านลุงอย่าตกใจไปเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวหลานจะไปเล่นด้วย อยู่ที่หอนางโลมข้าคิดถึงท่านยิ่งนัก” ท่านลุงผู้นี้ของนางนอกจากจะขี้ขลาดแล้วยังทำตัวสกปรกคิดเกินเลยกับหลานสาวตนเอง ตอนที่นางยังไม่ถูกขายให้หอนางโลม ชายผู้นี้ก็ลอบมองและฉวยโอกาสถูกเนื้อต้องตัวนางอยู่บ่อยครั้ง ซูเม่ยพยายามหลบเลี่ยงท่านลุงผู้นี้อยู่เสมอ และพยายามไม่อยู่เพียงลำพังจึงรอดพ้นมา จนกระทั่งถูกขายออกไป
ซูเม่ยขยับกายไปนั่งอยู่ใกล้ๆสองสามีภรรยาที่มองมาที่นางด้วยความกลัวปนความมาดร้ายอยู่ในที ท่านลุงหวาดกลัวแต่ท่านป้านั้นดูจะมุ่งร้ายไม่เลิกรา ทั้งๆที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่รู้จะเรียกว่าโง่เขลาหรืออันใดดี
‘นางแพศยาที่กล้ายั่วยวนสามีของนาง มันยังอยู่ ทำไมมันไม่หายตามพ่อแม่มันไป สารเลว!!!’ จูอันจ้องเขม็งไปที่ซูเม่ยอย่างเดือดดาล นางสู้อุตส่าห์ยุยงให้แม่สามีขายมันออกไปพ้นหูพ้นตา แล้วยังขายไปเป็นนางโลมเหมาะสมสำหรับหญิงร่านอย่างมันแล้ว
“ป้าสะใภ้ทำไมมองเช่นนั้นเจ้าคะ เหมือนจะฆ่า!!!...หลานเลย” นางทำท่าหวาดกลัวอย่างเสแสร้ง
“ช่าง...ไม่สำเหนียกว่าตนอยู่ในสภาพไหน” ซูเม่ยก้มหน้าลงไปกระซิบข้างหูและเน้นย้ำทีละคำให้ลึกลงสมองกลวงๆของป้าสะใภ้ผู้นี้
สตรีผู้นี้แต่งเข้ามาก็จิกหัวใช้โขกสับมารดาของนางสารพัด เพราะยายเฒ่าจ้าวให้ท้ายอยู่เสมอ งานบ้านงานไร่ไม่เคยแตะ ทั้งมารดาที่กำลังท้องและนางที่ยังเด็กก็โดนจิกหัวใช้ทั้งวัน และของๆมารดามักโดนหยิบฉวยไปใช้ตามอำเภอใจไม่เว้นแม้แต่เสื้อผ้า จนเหลือเพียงเสื้อผ้าเก่าๆเท่านั้น แม้มารดาจะมีฝีมือวรยุทธ์อยู่บ้างแต่ไม่เคยใช้ตอบโต้ เพราะคำว่ากตัญญูบ้าบอที่บิดาของนางยึดถือมาตลอดจนดูโง่เขลา ซูเม่ยนึกถึงอดีตก่อนจะส่ายหัวก่อนจะยืดตัวขึ้นอีกครั้ง
‘หากจะทำให้จูอันผู้นี้เจ็บ มีเพียงต้องทำเช่นนี้แหละ’
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







