LOGINบทที่ 23 การจากลา3
แขนเล็กๆของบุตรชายทั้งสองต่างยกขึ้นชูไปมารอให้เขาอุ้ม สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาพี่เลี้ยงไม่ได้ เพราะโดยปกติเด็กทั้งสามไม่เคยให้คนแปลกหน้าอุ้มแม้แต่คนเดียวโดยเฉพาะบุรุษ แม้แต่เหล่าผู้คุ้มกันที่สนิทสนมกับคุณหนูใหญ่ก็ไม่เคยได้อุ้มเด็กน้อยเลย
“คุณชายน้อยไม่วุ่นวายกับแขกของท่านแม่นะเจ้าคะ มาให้บ่าวอุ้มดีกว่าเจ้าค่ะ” พี่เลี้ยงพยายามตะล่อมคุณชายทั้งสองแต่ท่าทางจะไม่เป็นผลเพราะเด็กชายพร้อมใจกันสะบัดหน้าหนีไม่สนใจ
“ไม่เป็นไร ระหว่างรอคุณหนูใหญ่ตวนมู่ ข้าก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว” พูดจบแขนแกร่งก็กวาดเจ้าก้อนแป้งอีกสองมานั่งบนตักด้วย
เสียงอ้อแอ้ของเด็กๆดังไปทั่วเรือนสลับกับเสียงหัวเราะด้วยความชอบอกชอบใจ ปนกับเสียงห้ามปรามของเหล่าพี่เลี้ยง ทำให้หญิงสาวเจ้าของเรือนที่เพิ่งกลับจากสะสางงานฉงนใจเล็กน้อยจึงเร่งฝีเท้ากลับเรือนให้เห็นกับตาว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
เมื่อมาถึงก็เห็นภาพที่นางถึงกับต้องกุมขมับ ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงฉายาอ๋องปีศาจน้ำแข็ง และใช่นางเพิ่งทราบเมื่อครู่ก่อนจะกลับเรือนมาว่าบุรุษที่นางเก็บมานั้นเป็นใคร และชินอ๋องผู้นั้นกำลังนั่งอยู่บนพื้นหญ้าโดยมีเจ้าตัวน้อยทั้งสามของนางเกาะตามร่างกาย เยว่ซินนั่งอยู่บนตักกว้าง หยู่หลงอยู่บนไหล่ซ้าย เทียนหยูอยู่บนไหล่ขวา ก้อนแป้งทั้งสามของนางต่างชอบใจหัวเราะจนเห็นฟันเล็กๆที่งอกอออกมาได้ไม่นาน
“ฮะ...แฮ่มมมมม” ซูเม่ยกระแอมก่อนจะเดินเข้ามา ทำให้เจ้าตัวแสบที่อยู่บนตัวชินอ๋องทยอยกันลงมา และคลานไปหามารดา
“พอมารดากลับมา ท่านลุงเช่นข้าก็กลายเป็นหมาหัวเน่าเสียแล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจ้าตัวกลมเยว่ซินก็คลานกลับมาหาท่านลุงด้วยความสงสาร ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมก่อนจะฉีกยิ้มให้คล้ายประจบประแจง จนชินอ๋องหนุ่มราวกับโดนภาพนั้นตกจนฉายาน้ำแข็งของเขาถึงกับละลายจนใจเหลวไปหมด
ส่วนซูเม่ยเองที่มองท่าทีของบุตรสาวได้แต่ส่ายหัวไปมากับความเป็นไปของบุตรสาวที่นับวันจะแก่แดดขึ้นไปทุกที จะหยุดให้ผลน้ำนมสวรรค์ก็โดนเจ้าตัวเล็กทั้งสามงอแงใส่จนไม่กล้าหยุดให้ มิเช่นนั้นเรือนนางคงได้แตกจริงๆ
“เจ้าตัวเล็กรบกวนคุณชายหยางแล้ว” ซูเม่ยไม่เปิดโปงฐานะของเขายังคงตามน้ำไป เพราะอยากทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของชินอ๋องผู้นี้
“ไม่เป็นอันใด พวกเขา...น่ารักดี”ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงจิ้มแก้มกลมๆของบุตรสาว โดยที่ไม่รู้เลยว่าท่าทางของเขาเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ยามนี้คล้ายบุรุษอบอุ่นรักครอบครัวไปเสียแล้ว หากน้องชายมาเห็นคงได้ล้อเขาไม่หยุดไปหลายวันหรืออาจจะหลายปี
ชินอ๋องหนิงเฉิงอุ้มบุตรสาวไว้ในอ้อมแขน มองไปข้างๆกัน เขาพบภาพที่ต้องหลุดยิ้มออกมา เมื่อมารดาของบุตรกำลังพยายามอุ้มเจ้าตัวอ้วนกลมทั้งสองอย่างทุลักทุเล จนเขาอดใจไม่ไหวแย่งเจ้าตัวน้อยหยู่หลงมาอุ้มไว้เอง เพราะเกรงว่าบุตรชายจะล้มทับมารดาจนหายใจไม่ออกไปเสียก่อน
ตอนนี้ทั้งสองแขนของชินอ๋องหนุ่มมีบุตรชายซ้าย บุตรสาวขวา และบุตรชายอีกคนอยู่ในอ้อมแขนของมารดา ทำให้เกิดภาพครอบครัวที่อบอุ่น จนเหล่าพี่เลี้ยงอดมองภาพนั้นไม่ได้
“ท่านป้าว่า...คุณชายน้อยหน้าตาละม้ายคล้ายคุณชายหยางหรือไม่” พี่เลี้ยงวัยปักปิ่นคนหนึ่งเอ่ยจุดประกายความคิดของทุกคนขึ้น จนทั้งหมดหันไปมองซ้ำ
“อืม คล้ายกันอยู่หลายส่วนทีเดียว เอ้ย...อย่ามาชวนข้านินทาเจ้านายนะ ทำงานๆๆๆ” ว่าแล้วกลุ่มพี่เลี้ยงก็สลายตัวไปทำหน้าที่ของตนเอง เพราะโดนผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มไล่จนต้องหยุดความคิดเลอะเทอะนั้นไป
“คุณชายหยางมีเรื่องอันใด ถึงได้มาหาข้าที่เรือนเช่นนี้” ซูเม่ยที่ยังคงอุ้มเทียนหยูโดยที่อีกสองคนถูกชินอ๋องแย่งไปอุ้มเสียเอง เมื่อเดินในสวนสักพักจึงเอ่ยถามขึ้น
“ข้าก็อยู่ที่นี่มาก็หลายวันแล้วนับเป็นคนคุ้นเคยกับเจ้าแล้วเรียกข้าว่า...พี่หนิงเฉิงเถิด จะได้ดูสนิทสนมมากยิ่งขึ้น” ชินอ๋องหนุ่มพูดด้วยสีหน้าท่าทางไม่เปลี่ยนไม่คล้ายกำลังเกี้ยวพาสตรีทำให้ซูเม่ยพอจะวางใจลง
“หากคุณ...เอ่อ...พี่หนิงเฉิงคิดเช่นนั้น ท่านก็เรียกข้าว่าซูเม่ยเถิด” ซูเม่ยที่ยังรู้สึกแปลกๆที่จะเรียกขาน จึงได้แต่อ้อมแอ้มเบาๆ
“เม่ยเม่ย” เสียงทุ้มนุ่มลึกดังขึ้น ซูเม่ยก็หันไปตามเสียงเรียกนั้น สายตาทั้งคู่สอดประสานกันท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน แสงที่ตกกระทบใบหน้าที่งดงามราวกับรูปสลักเทพธิดากลายเป็นภาพที่น่าหลงใหล ทั้งสองต่างเผลอไผลไปกับบรรยากาศ ชินอ๋องหนุ่มตกอยู่ในภวังค์ราวกับถูกสะกด ดวงตาของนางช่างงดงามเหลือเกินราวกับดวงดารา มือหนาค่อยๆเลื่อนขึ้นจะแตะแก้มของนวลนาง แต่แล้ว.....
“แมะ แมะ แมะ” ซูเม่ยหลุบตาลงเมื่อรู้สึกตัวด้วยเสียงเรียกจากหยู่หลง นางแทบจะวางมือไม้ตัวเองไม่ถูกกับความรู้สึกเขินอายที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
‘นี่ข้า...กำลังมีความรู้สึกอันใดกันแน่นะ ใจถึงได้เต้นแรงเช่นนี้ คงไม่ได้ตกหลุมรักชินอ๋องผู้นี้ใช่หรือไม่’
เห้อ... ชินอ๋องหนิงเฉิงถอนหายใจเบาๆในใจด้วยความเสียดาย
‘หากปรับความเข้าใจกับมารดาของบุตรสำเร็จ คงต้องพาเจ้าแฝดไปฝากให้น้องชายช่วยเลี้ยงสักพัก”
วังหลวงแคว้นซ่ง
ฮัดชิ้ว....
“ฝ่าบาทให้กระหม่อมตามหมอหลวงดีหรือไม่พะยะค่ะ” หลี่กงกงขันทีคนสนิทรีบเข้ามาไต่ถามฮ่องเต้หนุ่มทันทีที่ได้ยินเสียงที่อาจจะบ่งบอกอาการประชวร
“ไม่เป็นไรหลี่กงกง คงมีใครนินทาเจิ้นมากกว่ากระมัง”
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







