LOGINบทที่ 6 ขุมทรัพย์บนเขาพร้อมกับเรื่องราวอันน่าตกใจ2
นางสั่งให้ท่านอาคนหนึ่งช่วยขุดหัวมันขึ้นมาดู พบว่ามีขนาดใหญ่และอวบอ้วนมาก มันใหญ่กว่าขาของนางเสียอีก
“ข้าขออาสาหนึ่งคนไปแจ้งท่านอาชางให้ส่งคนมาขุดและลำเลียงมันพวกนี้กลับจวน” เมื่อเห็นว่าไม่ผิดแน่ซูเม่ยก็ให้คนมาขุดพวกมันไปทั้งหมด ใจจริงนางอยากจะโยนพวกมันใส่มิติเสียให้หมดแต่ก็มิอาจทำได้ เพราะมีคนอยู่มากมาย
หลังจากที่ส่งคนกลับจวนไป ซูเม่ยก็เคลื่อนขบวนอีกครั้ง เสียงแมลง สัตว์เล็กๆดังเซ็งแซ่ แต่ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวใดให้กับคนกลุ่มนี้เลย ทุกคนยังคงมุ่งหน้าเข้าป่าต่อไป
ยิ่งเดินเข้าไปลึกป่าก็ยิ่งมีความชื้นมากขึ้น จนมาพบกับขอนไม้ขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะล้มตายและผุพังมาแล้วหลายร้อยปี ลำต้นของมันพาดยาวจากโขดหินจนเกิดเป็นโพรงน้ำหยด แต่ที่คาดไม่ถึงมันกลับมีเห็ดจำพวกหนึ่งงอกจนแน่นขนัด
“คุณหนูใหญ่...นั่นมัน.. มัน ใช่ ใช่มั้ยขอรับ” หูอันฉีเมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏในสายตาก็ถึงกับเสียอาการจนพูดไม่ออก
“ข้าว่าใช่นะ..อาฉี” ชายวัยเดียวกับหูอันฉีกล่าวขึ้น ซึ่งชายผู้นี้คือเพื่อนคนสนิทของเขานั่นเอง ชื่อว่าหูฮุ่ยซิ่ว
“เป็นอย่างที่ท่านลุงอันฉีและท่านลุงฮุ่ยซิ่วคิดเจ้าค่ะ มันคือเห็ดหลินจือจริงๆ” ซูเม่ยเมื่อพินิจพิจารณาลักษณะดอกแล้วก็ยืนยันทันที
“เห็ดหลินจือ!!!!” ทุกคนต่างตะโกนขึ้นมาพร้อมกัน
“ตำลึงทองในคลังน่าจะเพิ่มขึ้นอีกหน่อยแล้วเจ้าค่ะ คิคิ” ซูเม่ยเดินโฉบไปชมดอกเห็ดดอกโน้นดอกนี้ด้วยท่าทีมีความสุข ดั่งเห็นทองคำ
กว่าทุกคนจะหลุดจากอาการสติหลุด ซูเม่ยก็นั่งลงค่อยๆบรรจงเก็บเห็ดหลินจืออย่างระมัดระวัง ดอกแล้วดอกเล่าจนเต็มกระบุง แต่ก็ยังไม่ถึงครึ่งของเห็ดที่มี
“ทุกคนเก็บเฉพาะดอกใหญ่ๆนะเจ้าคะ ดอกเล็กๆให้มันโตก่อน เราค่อยเข้ามาเก็บอีกเรื่อยๆ” ซูเม่ยที่เกรงว่ามันจะสูญพันธ์หากเก็บจนหมดก็เลยเอ่ยบอกทุกคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บอย่างตั้งใจ ภายภาคหน้านางจะลองปลูกมันดู
เก็บแล้วเสร็จก็ได้เห็ดหลินจือทั้งสิ้น 5 กระบุง และแต่ละดอกก็มีความสมบูรณ์มาก ใหญ่สุดก็ราวสองฝ่ามือบุรุษตัวโตๆเลยทีเดียว
หลังจากทุกคนนั่งพักไม่นานก็ออกเดินทางอีกครั้ง ครานี้เป็นการมุ่งหาแหล่งน้ำจำพวกลำธารน้ำตก เนื่องเข้ากลางยามซื่อ(10.00 น.) แล้ว หากได้นั่งพักริมน้ำตกคงดี ตรงบริเวณนี้มีความชื้นมากใกล้ๆต้องมีแหล่งน้ำเป็นแน่
ซ่า ซ่า ซ่า เสียงน้ำกระทบโขดหินดังแว่วๆมาจากไกลๆ ทำให้ทุกคนเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น จนในที่สุดก็พบสิ่งที่ตามหาเสียที
น้ำตกขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ น้ำใสสะอาดปรากฏในสายตาทุกคน ความเย็นสดชื่น ทำให้กายที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง
“ปลายยามซื่อ(11.00 น.) แล้ว พักเที่ยงกันตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ”
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังพักเที่ยง ซูเม่ยก็แวบเข้ามิตินำเห็ดหลินจือดอกหนึ่งทดลองนำเชื้อของมันมาเพาะปลูก เชื้อจากเห็ดหนึ่งดอก ทำให้นางเพาะเห็ดได้มากมายหลายร้อยถุง หลังจากนำเชื้อเห็ดเพาะเรียบร้อยนางก็นำวารีมรกตรดให้กับเห็ดเหล่านั้น
“แค่รอเวลาแล้ว” เมื่อเสร็จเรียบร้อย นางก็ออกจากมิติทันที
ซูเม่ยที่ออกจากมิติ ซึ่งนอกมิติผ่านไปแค่ไม่ถึงเค่อด้วยซ้ำ ทำให้ตอนนี้ทุกคนยังคงนั่งทานอาหารของตัวเองอยู่ นางจึงออกสำรวจบริเวณน้ำตก เผื่อมีสิ่งใดให้เก็บเกี่ยว นางกระโดดบนก้อนหินเพื่อไต่ขึ้นสู่จุดเหนือสุดของน้ำตกแห่งนี้ เพราะอยากมองรอบๆในมุมที่กว้างขึ้น
เมื่อถึงด้านบน นางกลับพบปล่องขนาดใหญ่ มองลงไปเป็นโถงถ้ำที่พอจะมีแสงรำไร เห็นแอ่งน้ำขนาดเล็ก รอบๆบริเวณมีพืชสีเขียวๆปกคลุม
“ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสมุนไพร แต่ปล่องนี้สูงยิ่งนักหากกระโดดลงไปน่าจะไม่ไหว” ปล่องนี้ห่างจากทางน้ำตกไม่มาก ด้านล่างอาจจะพอมีทางเข้า ต้องลงไปดูแถวม่านน้ำตกเสียแล้ว
ซูเม่ยกลับมาบริเวณด้านล่างอีกครั้งก็พบว่าทุกคนทานอาหารเสร็จแล้ว กำลังนั่งพักเอนหลังกันคนละมุม บ้างก็จับกลุ่มคุยกัน โดยเฉพาะท่านลุงอันฉีที่กำลังนั่งคุยกับท่านลุงฮุ่ยซิ่วและท่านลุงฮุ่ยหมิ่น ซึ่งต่างเป็นเพื่อนแซ่หูทั้งสิ้น
นางคลุกคลีกับทหารมาก็มาก ท่านลุงเหล่านี้มีกลิ่นอายทหารเข้มข้น ท่านลุงฮุ่ยซิ่วและท่านลุงฮุ่ยหมิ่น คล้ายสนิทสนมกับท่านลุงอันฉี แต่ก็เหมือนมีเส้นของความเกรงอกเกรงใจบางๆ หากให้นางเดาน่าจะเป็นแบบลูกน้องคนสนิทเสียมากกว่า
‘อ่า ชักไปไกลแล้ว’ ซูเม่ยสะบัดหัวไล่ความคิดที่แทรกเข้ามาออกไป ก่อนจะเดินเข้าไปหาเหล่าท่านลุงทั้งหลาย
“ท่านลุงเจ้าคะ ข้าพบปล่องด้านบนน้ำตกคาดว่าหลังน้ำตกนี้น่าจะมีโถงถ้ำ ลองไปสำรวจหน่อยมั้ยเจ้าคะ อาจจะพบของดี” ท่านลุงทั้งหลายที่เห็นซูเม่ยเดินเข้ามาก็หยุดพูดคุยทันที เมื่อฟังสิ่งที่เด็กสาวพูดก็สนใจถ้ำที่ว่านั้นขึ้นมา
“คนที่ยังมีกระบุงเปล่ามาทางนี้ ส่วนคนที่เหลือเฝ้าของอยู่ที่นี่” หูฮุ่ยหมิ่นหันไปสั่งการลูกน้องที่ตามมา เพราะคนทั้งหมดที่ตามมาล้วนเป็นคนของพวกเขาทั้งสิ้น
“ขอรับ/ขอรับ” ทั้งหมด 7 คนขานรับพร้อมกันอย่างเข้าใจ ก่อนจะแยกย้ายกันตามคำสั่งทันที
ซูเม่ยนำหน้าทุกคนกระโดดโผทะยานไปยังก้อนหินก้อนนั้นทีก้อนโน้นที จนมาหยุดที่ม่านน้ำตก ก่อนจะมองลอดผ่านน้ำตกไปว่าเป็นปากทางเข้าถ้ำหรือไม่ เมื่อมองจนแน่ชัด นางกระกระโดดผ่านม่านน้ำตกเข้าไปทันที ทุกคนผลุบหายเข้าไปหลังม่านน้ำตก ก่อนจะตกตะลึงกับโถงถ้ำที่เห็นตรงหน้า
ผนังถ้ำระยิบระยับด้วยแสงจากปล่องด้านบนที่ตกกระทบกับน้ำ ทำให้โถงถ้ำนี้ดูงดงามจนคล้ายกับหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่ง แสงรำไรที่ลอดเข้ามาพอจะทำให้เห็นสมุนไพรที่อัดแน่นเต็มโถงถ้ำ
“โสมคน โสมคน และโสมคน” ซูเม่ยนั่งลงช้อนมือใต้ใบสมุนไพรและพิจารณาดอกสีแดงที่ชูช่อ ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆแต่ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมได้ยินชัดเจน
ทุกคนมองไปยังเจ้านายสาวอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะมองสมุนไพรดอกแดงๆที่อัดแน่นเต็มโถงนี้ นี่มัน...มากมาย มากจนเอามากินเล่นทั้งปีทั้งชาติยังได้เลย
‘ใครว่า โสมคนมีเพียงเชื้อพระวงศ์ที่ได้ครอบครองที่พวกเขาเห็นคือโคตรดงโสม!!!’ พวกเขาเปิดหูเปิดตาแล้วคิดไม่ผิดที่เดินทางมาพบท่านหูอันฉีมาอาศัยจวนตระกูลตวนมู่
‘คุณหนูใหญ่ช่างเก่งกาจ เห็ดหลินจือเอย โสมคนเอย”
“ทุกคนขุด ขุดเฉพาะต้นที่มีดอกสีแดงที่บานแล้วนะเจ้าคะ ที่เหลือปล่อยให้มันโตก่อน สรรพคุณทางยาจะได้ดีที่สุด” ซูเม่ยสั่งพลาง แต่มือก็ขุดพลางอย่างระมัดระวัง เพราะโสมคนมักจะเปราะบางและช้ำง่าย สรรพคุณทางยาจะดีที่สุดหากหัวของมันมีสภาพที่สมบูรณ์อย่างต้นที่นางขุด
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน4“ท่านพี่......” เสียงอ่อนของทั้งสามสาวดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ไม่ได้ทำให้พี่ชายทั้งสองใจอ่อนได้เลย“กลับไปพวกเจ้าทั้งสามต้องโดนลงโทษ เรื่องนี้พี่คงต้องแจ้งเสด็จแม่โดยตรง” ซื่อจื่อโอวหยางเทียนหยูเอ่ยคาดโทษน้องสาวทั้งสาม“เสร็จศึกคราวนี้ น้องจะไปรับโทษกับเสด็จแม่โดยการไม่แต่งงานตลอดชีวิตเอง” เยว่ซินเอ่ยตอบอย่างองอาจจนได้รับมะเหงกจากพี่ชายใหญ่ ยามหน้าสิ่วหน้าขวานน้องสาวเขายังทำเป็นเล่นอีก“ท่านพี่...น้องแค่อยากช่วย” เยว่ชิงเอ่ยกับพี่ชายเสียงอ่อย“ใช่เพคะ ดูสิเรือนี้ใหญ่มากเสด็จทวดโจวจิ้งห่าวมอบให้ แต่พวกเรามาติดตั้งปืนใหญ่เอง” เยว่ชื่อกล่าวอย่างภาคภูมิใจในผลงานนี้ของทั้งนางและพี่สาวทั้งสองปังงงงงง บึ้มมมมมมเสียงปืนจากเรือกลไฟของศัตรูที่เริ่มรุกคืบเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซื่อจื่อเข้าประชิดตัวน้องสาวก่อ
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน3ชาวบ้านเมืองหยางถูกอพยพออกจากเมืองทั้งหมดอย่างรวดเร็วเมื่อกองทัพหลวงมาถึง จวนตระกูลตวนมู่ที่ยามนี้อยู่ในความดูแลของกัวเหวินชาง และเจียงลู่คงจึงปิดจวนตะกูลตวนมู่ พาคนไปอาศัยในหมู่บ้านเฟยซานและเอ้อซานเป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง“ซื่อจื่อพะยะค่ะ ยามนี้พวกมันทอดสมอห่างจากท่าเรือของเมืองหยางราว 6 ลี้ จะทำเช่นไรดีพะยะค่ะ” รองแม่ทัพเตียวลี่จ้ง (หลานชายของอดีตแม่ทัพอุดรเตียวเหลียง)“รอก่อน เมื่อพวกมันหันกระบอกปืนกลไฟใส่เราเมื่อใด ก็ลงมือได้ทันที” ซื่อจื่อกล่าวเสียงเรียบ ยามนี้เขาอยู่ในชุดเกราะสีดำทมิฬที่พัฒนาขึ้นให้ป้องกันกระสุนปืนได้ทุกชนิด“ท่านพี่จะมาเล่นโดยไม่ชวนข้าได้เช่นไร” เสียงราวกับบุรุษขี้เล่นดังขึ้นด้านหลังทำให้ซื่อจื่อหนุ่มหันไปมองน้องชายคนรองที่ยามนี้กำลังนั่งอยู่บนหลังเจ้าเสี๋ยวไป๋อย่างสบาย ซึ่งเจ้าพยัคฆ์หนุ่มยามนี้ตัวโตเต็มวัยจนใหญ่กว
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน2“พะยะค่ะ ท่านอ๋อง” เฟยเทียนหมุนกายจากไป ก่อนจะชำเลืองมองฮูหยินของเขาที่ยังคงรับใช้พระชายาไม่ไปไหนเช่นกัน แม้พระชายาจะมอบจวนให้หรือกิจการให้ ชิงชิงก็ไม่คิดจากจากไปไหน ยังคงรับใช้สตรีที่ฉุดนางออกมาจากกรงขังทาสที่ไร้อิสระ“ลูกจะส่งข่าวให้พี่ชายรองด้วยเพคะ” เยว่ซินพูดจบก็ได้รับการพยักหน้าจากมารดา ก็หมุนกายจากไปทำตามที่พูดทันทียามนี้ท่านชายโอวหยางเทียนหยูขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แทนบิดาและมีฐานะเป็นซื่อจื่อที่ต้องสืบทอดตำแหน่งอ๋องต่อจากบิดาในอนาคต ส่วนท่านชายโอวหยางหยู่หลงชอบอิสระในชีวิตจึงก่อตั้งสำนักยุทธ์ขึ้นมาและมีลูกน้องภายใต้การดูแลนับหมื่นคนส่วนท่านหญิงฝาแฝดทั้งสองยามนี้กลายเป็นปรมาจารย์แพทย์โอสถที่อายุน้อยที่สุด และยังคงออกท่องเที่ยวเดินทางไปยังแคว้นต่างๆ แต่คาดว่าอีกไม่กี่เดือนคงกลับมา เพราะใกล้จะถึงวัยปักปิ่นเต็มทีค่ายทหารนอกเมืองหลวง
ตอนพิเศษ 4 เทียนหยู หยู่หลง และเย่วซิน1วังชินอ๋องแคว้นซ่งวังชินอ๋องที่เคยเงียบเหงาเพราะเจ้านายของวังไม่เคยได้พำนักที่วังนัก แต่หลังจากที่ชินอ๋องโอวหยางหนิ่งเฉิงได้แต่งชินหวางเฟยก็ทำให้วังที่เคยเงียบสงบจนน่าขนลุกกลับกลายเป็นมีชีวิตชีวา แต่กลับมีชีวิตชีวาจนเกินไปเสียแล้ว...“ท่านชายหยู่หลงช้าลงหน่อยพะยะค่ะ แฮ่กๆๆ” หยู่หลงที่ยามนี้อยู่บนหลังเจ้าพยัคฆ์ที่เขาเพิ่งตั้งชื่อให้มันว่าเสี่ยวไป๋ กระโจนซ้ายทีขวาทีหลีกหนีเหล่าบรรดาขันทีพี่เลี้ยงอย่างสนุกสนาน“ท่านพี่รอซินซินด้วย!!!”โฮกกกกกกกกกก พยัคฆ์อีกตัวถูกตั้งชื่อว่าเสี่ยวเฮยวิ่งกระโจนมาอย่างรวดเร็วพาเจ้านายสาวตัวน้อยข้ามศีรษะของบรรดาพี่เลี้ยงทั้งหลายก่อนที่มันจะวิ่งมุ่งตรงไปทางตำหนักใหญ่“ท่านชาย!!! ท่านหญิง!!!!” พี่เลี้ยงขันทีต่างลอบปาดเหงื่อกับบรรดาเจ้านายน้อยๆ ที่คล้ายจะไม่ได้ยินเสียงพวกเขาแม้แต่น้อยขบวนนางกำนัลขันทีต่างมุ่งไปตำห
ตอนพิเศษ 3 ท่านชายหนานซูเหวินและท่านหญิงหนานซูเจียว (พิเศษ:ชิงชิงกับเฟยเทียน)5มู่หว่านชิงผลักองครักษ์หนุ่มที่ทาบทับตัวนางแต่ร่างสูงกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย แต่ไม่นานนักคนตัวโตก็รู้สึกตัวจึงขยับลุกขึ้น ร่างบางของมู่หว่านชิงจึงผุดลุกขึ้นและเช็ดริมฝีปากของตนเองทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ“แม่นางชิงชิงข้าขออภัย มันเป็นอุบัติเหตุ แต่ข้ายินดีรับผิดชอบ” เฟยเทียนเอ่ยเสียงเรียบหนักแน่นเมื่อได้รับโอกาส หากสำเร็จแล้วละก็...เขาจะตอบแทนสหายทั้งสองอย่างดีแน่นอน อันที่จริงแล้วก็สามารถพลิกกายหลบได้แต่เขาจงใจให้เป็นเช่นนั้น...หึหึ“ข...ข้า..ข้าไม่รู้!!!” มู่หว่านชิงที่ไม่รู้จะทำเช่นไรกับเหตุการณ์เช่นนี้จึงถอยหลังก่อนจะซอยเท้าวิ่งหนีไปด้วยความเขินอาย“พี่ชิงชิง/พี่ชิงชิง” หลานมี่อิงกับหลานมี่อันเรียกพี่สาวที่วิ่งหนีหายไป ก่อนจะโค้งกายคำนับองครักษ์หนุ่มที่หมุนกายตามพี่สาวไปเช่นกันเฟยเทียนที่ตอนแรกยังคงหน้าตายแ
ตอนพิเศษ 3 ท่านชายหนานซูเหวินและท่านหญิงหนานซูเจียว (พิเศษ:ชิงชิงกับเฟยเทียน)4“พี่ลืมไม่ได้หรอก เพราะเรื่องราวเหล่านั้นคือแรงผลักดันที่ทำให้พี่มีวันนี้ วันที่ไม่ต้องเห็นคนที่รักโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจะมีพี่คอยเป็นแรงสนับสนุนทั้งพี่หญิงสี่หรือน้องหญิงเจ็ดเองก็ตาม” หนานซูเหวินมองหน้าน้องสาวของเขา จนซูเจียวถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมา ก่อนจะเข้ากอดพี่ชายเบาๆ โดยไม่สนใจขนบธรรมเนียมใดๆ เพราะต่อให้นางเติบโตเพียงใดบุรุษตรงหน้านี้ก็ยังคงเป็นพี่ชายของนางตลอดไป“อันใดกันจะแต่งงานอยู่อีกไม่กี่เดือนแล้ว ยังร้องไห้เป็นเด็กๆอีก” หนานซูเหวินเอ่ยหยอกเย้าน้องสาว ก่อนจะเช็ดน้ำตาให้น้องน้อยอย่างแผ่วเบา“....” หนานซูเจียวค้อนพี่ชายก่อนจะสูดน้ำมูกเบาๆ“ขี้แยเช่นนี้ หากพี่หลิวเหว่ยส่งเจ้ากลับมา...ขายหน้าแย่”“เขากล้าหรือ!!!!”ไม่กี่เดือนต่อมาท่านหญิงหนานซูเจียวก็เข้าพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้บรรดาพี่สาวคนใดเลย โดยมี







