LOGIN“ที่นั่นก็ดี ข้าเคยได้ยินชื่อภัตรคารว่านเหลียวมานานแล้วแต่ไม่เคยไปสักครั้งพวกพี่ชายของข้าเคยเล่าให้ฟัง”
ทั้งสองคนเดินจูงมือกันขึ้นรถม้าไปอย่างอารมณ์ดี ทุกคนในจวนสกุลหลี่ต่างถอนหายใจโล่งอก ตั้งแต่ฮูหยินน้อยป่วยบรรยากาศที่จวนก็ดูเหมือนจะตึงเครียด วันนี้เห็นทั้งคู่เดินจูงมือกันบ่าวอย่างพวกเขาก็มีความสุข
การที่เขาพานางมาเดินเล่นที่ริมทะเลสาบสถานที่ที่ชาวเมืองนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกับนางเสิ่นเยว่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี
แต่แล้วบรรยากาศที่แสนมีความสุขของทั้งสองก็กลายเป็นขุ่นมัวเมื่อต้องมาเจอศัตรูในทางแคบ หลินซูเมิ่งกับเจียงหลีก็มาเดินเล่นที่นี่เหมือนกัน
สถานการณ์นี้สร้างความอึดอัดให้กับทั้งเขาและนางไม่น้อย นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจเสิ่นเยว่ไม่รู้ แต่ว่านางไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่
“ช่างบังเอิญเสียจริงท่านแม่ทัพน้อยก็มาเดินเล่นที่นี่ด้วยอย่างนั้นหรือ”
หลินซูเมิ่งตะโกนทักหลี่เซวียนเสียงดังมาแต่ไกล นางเห็นหลี่เซวียนกับเสิ่นเยว่ตั้งแต่ที่ลงมาจากรถม้าแล้ว นางจึงได้รีบเดินตรงมาที่นี่เลย
“เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่เจ้าเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเรือนกลับระริกระรี้ ทักสามีชาวบ้านเช่นนี่มันช่าง....”
เสิ่นเยว่พูดขึ้นด้วยเสียงอันดังไม่ต่างจากเสียงที่หลินซูเมิ่งทักหลี่ เซวียน จนคนที่มาเดินเล่นที่ทะเลสาบว่านเหลียวหันมามองพวกเขาเป็นตาเดียว
“เจ้าพูดอะไรไร้สาระ ข้าก็แค่ทักทายท่านแม่ทัพในฐานะคนรู้จักเท่านั้นอย่าได้พูดจาเหลวไหลจนคนอื่นเข้าใจผิด”
หลินซูเมิ่งก็ตอบกลับเสียงดังไม่แพ้เสิ่นเยว่
“อย่างนั้นหรือ สตรี่ที่เคยสารภาพรักกับสามีข้าเดินมาทักสามีข้านี่มันช่าง....เจ้าจะให้ข้าคิดเป็นอื่นได้อย่างไร”
เสิ่นเยว่ยังคงพูดเป็นปริศนา แล้วเรื่องราวเมื่อสามปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวของทุกคนอีกครั้ง
หลินซูเมิ่งในวัยสิบสามตามติดหลี่เซวียนที่พึ่งได้รับตำแหน่งแม่ทัพน้อยในตอนนั้น นางได้สารภาพรักกับเขาท่ามกลางฝูงชนแต่ก็ถูกปฏิเสธกลับไปอย่างอ่อนโยนถือว่าฝ่ายชายยังไว้หน้านางอยู่บ้าง
หลินซูเมิ่งรู้สึกอับอายยิ่งนัก นางอยากจะฆ่าเสิ่นเยว่เสียแต่ตอนนี้
“เจ้า ...นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านมาหลายปี ตอนนั้นข้ายังเด็กไม่รู้ความจึงทำเรื่องเช่นนั้นออกไป”
เสิ่นเยว่เลิกคิ้วมองเจียงหลีที่เอาแต่เงียบอยู่เช่นเดิมปล่อยให้หลินซูเมิ่งต้องทนรับสายตาดูแคลนที่มองมาจากคนที่อยู่แถวนั้น โดยที่ไม่ช่วยนางแกไขความเข้าใจผิดดั่งเช่นที่เคยทำมาตลอด ช่างน่าแปลกใจนัก
ความจริงที่เจียงหลีมาวันนี้เพื่อที่จะมาดูหลินซูเมิ่งถูกทำให้ขายหน้าต่อหน้าหลี่เซวียน เพราะนางรู้ว่าอย่างไรหลินซูเมิ่งก็ไม่ใช่คู่มือของเสิ่นเยว่ หญิงสารเลวคนนี้ที่แย่งท่านแม่ทัพน้อยของนางไป
“คุณหนูเจียงเจ้าก็เคยสารภาพรักกับสามีข้าเหมือนกันมิใช่หรือ เหตุใดถึงได้ปล่อยให้สหายร่วมทุกข์ของเจ้าโดนคนอื่นรังแกเช่นนั้นเล่า”
หลินซูเมิ่งหันขวับมามองเจียงหลีทันที
“ที่นางพูดหมายความว่าอย่างไร เจ้าเคยสารภาพรักกับท่านแม่ทัพน้อยเหมือนกันหรือ ทั้งที่เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบเขาแต่เจ้าก็ยังทำเช่นนั้น”
หลินซูเมิ่งตวาดเจียงหลีเสียงดังเหมือนคนเสียสติ เจียงหลีมีท่าทางลนลานนางคงไม่คิดว่าเสิ่นเยว่จะรู้เรื่องที่นางเคยสารภาพรักกับหลี่เซวียน ถึงนางจะรู้เรื่องของหลินซูเมิ่งก็ไม่แปลกอันใดเพราะใครๆ ในเมืองหลวงต่างก็รู้กันทั้งนั้น แต่เรื่องของนางเสิ่นเยว่รู้ได้อย่างไร
“ซูเมิ่งเจ้าฟังข้าก่อนนี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด อย่าไปฟังนางข้าเป็นเพื่อนสนิทของเจ้าข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรนางกำลังยุให้เราสองคนทะเลาะกันนะ”
เจียงหลีรีบลนลานอธิบาย
“เจ้าจะบอกว่าที่เจ้าสารภาพรักกับหลี่เซวียนเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ เจ้าจะบอกว่าเจ้าไม่เคยชอบเขาอย่างนั้นหรือ หรือว่าทั้งหมดที่เจ้าเคยพูดกับหลี่เซวียนป็นเรื่องโกหก”
เสิ่นเยว่ชี้ไปที่หลี่เซวียน เจียงหลีมีท่าทีอึกอักเมื่อมองไปที่เขา ท่านแม่ทัพน้อยกำลังมองมาที่นางอยู่ตอนนี้ แล้วนางจะกล้าบอกว่านางไม่เคยชอบเขาได้อย่างไรเช่นนั้นเรื่องที่นางสารภาพรักเมื่อหนึ่งปีก่อนก็เท่ากับนางโกหกเขา แล้วต่อไปนางจะกล้ามองหน้าเขาได้อย่างไร
“ข้า....”
หลินซูเมิ่งเห็นสหายที่ตนสนิทที่สุดมีท่าทางอึกอัก ก็รู้ว่าที่เสิ่นเยว่พูดเป็นความจริง
“เจ้ากล้าทรยศข้าหรือเจียงหลีหลายปีมานี้ข้าเคยทำไม่ดีกับเจ้าหรือเหตุใดเจ้าถึงได้หักหลังข้า”
เจียงหลีมองหลินซูเมิ่งด้วยดวงตาแข็งกร้าว
“เจ้าดีต่อข้าอย่างนั้นหรือ หลายปีมานี้ถ้าหากไม่มีข้า คนที่เอาแต่ใจนิสัยแย่อย่างเจ้าจะมีใครที่อยากคบหา สำหรับข้าแล้วเจ้ามันก็เป็นแค่คนที่ไร้สมองดีแต่ใช้ปากโวยวาย”
หลินซูเมิ่งกับคนที่อยู่รอบๆ ต่างตะลึงกับคำพูดของเจียงหลีสตรีที่เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ เสิ่นเยว่มองนางยิ้มๆ เผยธาตุแท้ออกมาแล้วสินะ
“ก็ดี วันนี้ข้าได้เห็นธาตุแท้ของเจ้าแล้วเจียงหลีเจ้ากับข้าตั้งแต่วันนี้เรามิใช่สหายกันอีก”
พูดจบหลินซูเมิ่งก็สบัดหน้าเดินจากไปทิ้งให้เจียงหลียืนอยู่ท่าม กลายสายตาดูแคลนจากคนอื่น
หลายคนต่างรู้จักนางในฐานะคุณหนูผู้เรียบร้อยอ่อนหวาน มีคุณธรรมเห็นใครถูกรังแกชอบเข้าไปช่วยเหลือวันนี้นางได้เปิดเผยตัวตนของนางออกมาแล้ว เสิ่นเยว่ยืนกอดอกมองนางยิ้มๆ
“เป็นอย่างไรเล่าความรู้สึกที่ถูกคนรอบข้างที่เคยชื่นชมเจ้าประณาม เจียงหลีที่ผ่านมาที่ข้าไม่เคยตอบโต้เจ้าเลยก็เพราะสำหรับข้าแล้วการกระทำของพวกเจ้ามันก็เป็นแค่เพียงเรื่องไร้สาระ ข้าจึงไม่เคยลดตัวลงไม่เล่นเป็นเพื่อนกับพวกเจ้า แต่วันนี้ข้าคิดว่าอยากจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าสักหน่อยแก้เบื่อ”
เสิ่นเยว่เดินไปกระซิบข้างหูของเจียงหลี
“นางสารเลว ข้าจะฆ่าเจ้า”
เจียงหลีเอี้ยวตัวไปยกมือขึ้นทำท่าจะตบเสิ่นเยว่ แต่นางถอยหลังออกจนพ้นรัศมีของมือที่วาดมา เจียงหลีที่พลาดเป้าหมายล้มลงบนพื้นอย่างอนาถ เสียงหัวเราะจากคนรอบข้างดังสนั่นหลี่เซวียนมองไปที่นางด้วยสายตาเย็นชา เขาเดินมาขวางหน้าเสิ่นเยว่เอาไว้
“คุณหนูเจียงครั้งนี้ข้าจะไม่ถือสา แต่ถ้าหากเจ้าคิดจะทำร้าย ฮูหยินของข้าอีกละก็รับรองเรื่องนี้ได้ถึงหูบิดาของเจ้าแน่”
หลี่เซวียนหันมาประคองเสิ่นเยว่แล้วเดินจากไป
“หลี่เซวียนเสิ่นเยว่ พวกเจ้าจะต้องเสียใจที่ทำกับข้าในวันนี้”
เจียงหลีส่งสายตาอาฆาตไปที่คนทั้งสองที่เดินออกมาโดยไม่สนใจว่านางจะโกรธแค้นตนเพียงใด
“ท่านทำเช่นนี้กับนางรับรองว่านางจะต้องตามมาแก้แค้นท่านแน่ๆ”
เสิ่นเยว่พูดขึ้นหลังจากที่ทั้งสองขึ้นมาบนรถม้าแล้ว
“นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอ จะสามารถทำอันใดข้าได้”
หลี่เซวียนนั่งไขว่ห้างมีท่าทีสบายๆ
“ท่าดูถูกความเคียดแค้นของสตรีมากเกินไป ท่านทำให้นางโมโหขนาดนั้นรับรองว่านางจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ท่านตกอยู่ในสภาพเดียวกับนาง ระวังเอาไว้หน่อยก็ดี”
หลี่เซวียนมองเสิ่นเยว่ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
“เจ้ากำลังเป็นห่วงข้า”
เสิ่นเยว่ทำหน้าเหรอหรา
“ท่านพูดเรื่องอะไรใครห่วงท่านกัน ข้าแค่เป็นห่วงว่าถ้าหากท่านแม่ของท่านรู้เข้านางอาจจะไม่สบายใจ”
หลี่เซวียนย้ายมานั่งข้างเดียวกับเสิ่นเยว่
“เจ้าพูดจริงหรือ”
เขากระซิบข้างหูนางพร้อมทั้งเป่าลมร้อนทำให้ขนอ่อนบนกายนางพร้อมใจกันลุกชัน
“ท่านกำลังเล่นอะไรเนี่ย ถอยออกห่างจากข้าหน่อยตอนนี้เราอยู่บนถนนนะคนอื่นเห็นเข้ามันจะไม่ดี”
หลีเซวียนหัวเราะน้อยๆ กับคำตอบที่แสนน่ารักของนาง
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจะบอกว่าถ้าหากว่าอยู่ในห้องนอนข้าสามารถทำเช่นนี้ได้ใช่หรือไม่”
หลี่เซวียนคว้าร่างเล็กของเสิ่นเยว่ขึ้นมานั่งบนตักเขา
การสนทนาของทั้งสองคนไม่เบานัก คนขับรถม้าถึงกับหน้าแดงเมื่อได้ยินเจ้านายทั้งสองคุยกัน ตอนนี้เขาอยากไปให้ถึงจวนเร็วๆ จะแย่เพราะคิดถึงภรรยาที่กำลังรอเขาอยู่
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
ใบหน้าของคนทั้งสี่แข็งค้างไปทันที ดูเหมือนหลี่เซวียนจะเดาเรื่องทั้งหมดได้ถูกต้อง เสิ่นเยว่ที่ไม่เข้าใจหันมองคนนั้นทีคนนี้ที“รู้เรื่องอะไรหรือ”นางหันไปถามหลี่เซวียน หลี่เซวียนลูบผมที่นุ่มสลวยของนางอย่างรักใคร่“ความลับถ้าเจ้าอยากรู้คืนนี้ข้าจะเล่าให้ฟังบนเตียง”หลี่เซวียนกระซิบข้างหูของเสิ่นเยว่เบ
หลี่เซวียนอธิบายเสียงอ่อยเขากลัวว่านางจะไม่เชื่อจึงถอดเสื้อออกให้นางดู แผ่นหลังของเขามีรอยแผลเป็นสีชมพูเป็นทางยาวจากด้านบนขวาลากยาวไปจนถึงด้านล่างซ้าย เสิ่นเยว่ลูบมันอย่างแผ่วเบา“ยังเจ็บอยู่หรือไม่”เสิ่นเยว่ถามเสียงเบาเหมือนกลัวว่าเสียงของนางจะกระทบทำให้แผลของเขาปริแตก“ไม่เจ็บแล้วนี่เป็นแผลที่เก
เสิ่นเยว่เกือบจะถึงจุดสุดยอดหลี่เซวียนก็แกล้งหยุดเพื่อให้นางร้องขอให้เขาช่วยนาง เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้งจนเสิ่นเยว่แทบจะทนไม่ไหว“หลี่เซวียนได้โปรดช่วยปลดปล่อยข้าที”เสียงแหบแห้งที่ครางกระเส่าทำให้หลี่เซวียนเกือบจะทนไม่ไหว เขาอยากจะสอดใส่เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของนาง แต่นี่เป็นครั้งแรกของเสิ่นเยว่
เสิ่นเยว่หันไปมองตามนิ้วของจ้าวหว่านหนิงพวกเขาต่างหันไปมองอวิ๋นชิงเฟิงเป็นตาเดียวอวิ๋นชิงเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“คุณหนู้จ้าวเจ้าคงจะเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างเยว่เอ๋อนางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าและนางแต่งงานแล้ว กับ......”อวิ๋นชิงเฟิงชี้ไปที่หลี่เซวียน คราวนี้สายตาทั้งหมดหันมารวมกันที่หลี่เซวียน จ







