Masukหลี่เซวียนใจเต้นโครมครามถึงแม้เขาจะคาดหวังให้นางตอบตกลงแต่เขาไม่คิดว่านางจะตอบรับเร็วขนาดนี้ หลี่เซวียนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขาเอาแต่คิดเรื่องของสหายที่อยู่ในความลับคนนั้น เสิ่นเยว่าก็ไม่ต่างกันนัก ที่นางบอกว่าจะปักดอกหลีฮวาเพราะที่ข้างเรือนของหลี่เซวียนมีต้นหลีฮวาต้นใหญ่อยู่สองต้น นางเห็นมันกำลังออกดอกบานสะพรั่งจึงคิดเรื่องปักดอกหลีฮวาขึ้นมา
แต่ละวันที่ผ่านไปของทั้งสองคนมันช่างยาวนานเหมือนเป็นปี เสิ่นเยว่คิดว่านางน่าจะนัดเขาหลังจากที่ได้รับจดหมายหนึ่งวัน ไม่อย่างนั้นนางก็ไม่ต้องนับวันรอเช่นนี้ โชคยังดีที่นางบอกไปแค่สามวัน ถ้าหากนางนัดเขาเดือนหน้ารับรองนางจะต้องเป็นบ้าตายไปก่อน
พรุ่งนี้เป็นวันที่นางจะได้พบสหายของนางแล้ว เสิ่นเยว่รู้สึกผิดกับ หลี่เซวียนเล็กน้อย วันนี้นางจึงทำอาหารไปส่งเขาที่ค่ายทหาร นายทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าหน้าทางเข้าเมื่อเห็นว่าเป็นรถม้าของตระกูลหลี่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นฮูหยินน้อยของท่านแม่ทัพอย่างแน่นอน เขารับเปิดทางให้นางเข้าไปทันที
ตอนนี้เสิ่นเยว่ยืนอยู่หน้าห้องทำงานของหลี่เซวียน นางลังเลว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่เพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนเขา แต่หลี่เซวียนก็เปิดประตูออกมาซะก่อน
“เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่”
หลี่เซวียนถามนางอย่างแปลกใจ เขานึกว่านางจะเลิกทำอาหารมาส่งให้เขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงเลิกคาดหวังและในตอนที่เขากำลังจะไปที่โรงอาหารกลับพบนางยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานของเขา
เสิ่นเยว่มีท่าทีลังเลเล็กน้อย
“ข้า...ทำอาหารเที่ยงมาส่งท่าน ท่านแม่ทัพเป็นข้าที่เข้าใจผิดเรื่องเมื่อครั้งก่อน หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”
หลี่เซวียนรู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังพองฟูขึ้นมาเลยทีเดียวเมื่อได้ยินเสียงของนาง นี่นางยอมรับผิดเรื่องเมื่อครั้งก่อนแถมนางยังทำอาหารมาให้เขาอีกอย่างนั้นหรือ เรื่องที่เขาคาดเดาว่านางกำลังมีใจให้เขาเป็นเรื่องจริงสินะ
“เจ้าเข้ามาข้างในก่อนสิ”
เสิ่นเยว่พยักหน้า ชิงจู๋นำเถาใส่อาหารมาวางไว้ที่โต๊ะน้ำชาแล้วออกจากห้องไป ปล่อยให้คุณหนูของนางกับท่านแม่ทัพน้อยได้มีเวลาร่วมกัน เสิ่นเยว่ยกอาหารออกมาวางให้หลี่เซวียน นางมองเขากินอาหารของนางจนหมด แม้กระทั่งของหวานที่เสิ่นเยว่พึ่งจะรู้จากบ่าวที่ทำหน้าที่ดูแลเรือนของเขาเล่าว่าหลี่เซวียนไม่ชอบของหวาน แต่ที่นางทำมาก็เพียงต้องการให้ครบองค์เท่านั้นไม่คิดว่าเขาจะกินมันเข้าไปจนหมด
หลังจากที่ทานอาหารเสร็จหลี่เซวียนคิดว่าจะต้องพูดอะไรบางอย่างออกไปไม่ใช่นั่งเงียบเช่นนี้ ถึงอย่างไรนางก็มีน้ำใจทำอาหารมาส่งเขาถึงที่นี่
“ขอบใจเจ้ามากนะที่ทำอาหารมาส่งให้ข้า เจ้าทำได้อร่อยกว่าพ่อครัวของสกุลหลี่เสียอีก”
เสิ่นเยว่ไม่คิดว่าเขาจะชมนางเช่นนี้ นางไม่รู้ว่าจะต้องทำหน้าอย่างไร นางได้แต่พยักหน้ารับ
“ท่านทานเสร็จแล้วข้าไม่รบกวนเวลาทำงานของท่าน ข้าต้องกลับจวนก่อน”
หลี่เซวียนพยักหน้า
“ข้าจะออกไปส่งเจ้า”
“ไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอกท่านทำงานต่อเถอะ”
เสิ่นเยว่ลุกขึ้นเรียกให้ชิงจู๋เข้ามาเก็บเถาอาหารยกออกไป หลี่ เซวียนเดินมาส่งนางที่หน้าประตูห้องทำงาน เสิ่นเยว่ยิ้มให้เขาเล็กน้อยจากนั้นจึงพยักหน้าให้ชิงจู๋เดินกลับไปที่รถม้าที่จอดอยู่ที่หน้าค่ายทหาร นางรู้สึกผิดต่อเขานิดหน่อย ตอนนี้เหมือนกับว่านางกำลังนอกใจเขาอยู่ นางรู้สึกลังเลเรื่องที่จะไปพบสหายนิรนามของนาง
คืนนั้นทั้งสองคนต่างนอนไม่หลับเพราะรู้สึกผิดต่อคนที่นอนห่างออกไปคนละมุมห้อง เสิ่นเยว่นอนพลิกไปพลิกมาเกือบฟ้าสางนางถึงได้หลับไป เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเสิ่นเยว่ทำให้หลี่เซวียนรู้ว่านางหลับไปแล้ว เขาไม่รู้ว่านางมีเรื่องในใจอะไรให้ต้องคิดมากจึงเป็นเหตุให้นางนอนไม่หลับเช่นนี้
เสิ่นเยว่ตื่นขึ้นมาก็สายมากแล้ว นางมองไปที่ตั่งของหลี่เซวียนไม่เห็นร่างสูงของเขานางก็ถอนหายใจโล่งอก ดูเหมือนว่าเขาจะออกไปทำงานแล้ว เสิ่นเยว่เรียกให้ชิงจู๋เข้ามาแต่งตัวให้นาง ความจริงนางอยากจะแต่งตัวให้ตนเองดูงดงามมากกว่านี้ แต่มันจะดูเหมือนนางจงใจมากเกินไปนางกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดคิดว่านางอยากจะยั่วยวนเขา
“เจ้าไปเด็ดดอกหลีฮวามาให้ข้าหนึ่งก้าน”
เสิ่นเยว่สั่งชิงจู๋ หลังจากที่แต่งตัวให้นางเสร็จแล้ว ชิงจู๋เดินเข้ามาพร้อมกับก้านต้นหลีฮวาที่มีดอกออกบานสะพรั่ง เสิ่นเยว่วางกิ่งดอกหลีฮวาไว้ในตะกร้าแล้วใช้ผ้าบางคลุมเอาไว้ วันนี้นางก็ออกไปนอกจวนพร้อมตะกร้าและเถาอาหารเช่นเคย เสิ่นเยว่ให้คนขับรถม้าไปส่งนางที่หน้าโรงน้ำชาเยี่ยนชิงที่อยู่นอกเมืองจากนั้น ก็ให้คนขับรถม้าไปส่งชิงจู๋ที่ค่ายทหารเพื่อนำอาหารไปส่งให้หลี่เซวียน
นางทำเช่นนี้เพื่อไม่ให้มีพิรุธ สิ่งใหนที่เคยทำก็ต้องทำเป็นเรื่องปกติวันนี้นางก็ยังคงไปส่งอาหารให้หลี่เซวียนกับชิงจู๋เช่นเคยเพียงแค่เปลี่ยนคนส่งก็เท่านั้น คนในจวนต่างมองว่าทั้งสองคนต่างมีความรักที่หวานซึ้งให้แก่กันหลังจากที่แต่งงานได้เพียงไม่นาน
เสิ่นเยว่ลงจากรถม้า นางเงยหน้ามองดวงอาทิตย์เล็กน้อยยังพอมีเวลานิดหน่อย เสิ่นเยว่นำดอกหลีฮวาออกมาจากตะกร้าปักลงบนผมของตนแล้วถือกิ่งดอกหลีฮวาเดินเข้าไปที่ด้านหน้าโรงน้ำชาเยี่ยนชิง
โรงน้ำชาเยี่ยนชิงเป็นโรงน้ำชาที่ถูกสร้างขึ้นที่นอกเมืองสำหรับผู้ที่เดินทางผ่านไปมา มีเอกลัษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนโรงน้ำชาในเมืองหลวงคือ ไม่มีโต๊ะสำหรับนั่งรวม มีเพียงห้องพิเศษเท่านั้นและราคาค่อนข้างแพงแต่กลับเป็นที่นิยมสำหรับนัดพบปะสังสรรค์หรือคุยเรื่องที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นล่วงรู้และเป็นที่ที่เหล่าของเหล่าขุนนางชอบนัดเจอกัน
หลี่เซวียนมาที่นี่ตั้งแต่หนึ่งชั่วยามก่อนแล้ว เขาอยากเห็นว่าสตรี่ที่อยู่ในใจเขานั้นเป็นคนลักษณะเช่นไรจึงได้มารอที่นี่อยู่ก่อน หลี่เซวียนนั่งอยู่บนต้นไม้ต้นใหญ่หน้าทางเข้าโรงน้ำชาเยี่ยนชิงอย่างใจจดใจจ่อ เขาเอาแต่จินตนาการภาพของสาวงามชุดขาวที่เหมือนนางเซียนเดินตรงเข้ามาหาเขา เรียกชื่อของเขาแผ่วเบาและส่งยิ้มหวานที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม
แต่แล้วภาพจินตนาการทั้งหมดของหลี่เซวียนต้องพังทลายลงเพราะเขาเห็นรถม้าของจวนสกุลหลี่จอดที่ทางเข้าโรงน้ำชาเยี่ยนชิง และคนที่ลงมาเป็นเสิ่นเยว่กับชิงจู๋สาวใช้ของนาง หลี่เซวียนรู้สึกตัวชาวาบไปทันทีอย่าบอกนะว่านางรู้เรื่องที่เขานัดพบกับสตรีอื่นเอาไว้ที่นี่แล้วนางแอบตามา
“แย่แล้ว”
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ







