เข้าสู่ระบบการกลับบ้านเดิมของเสิ่นเยว่ผ่านไปด้วยดีทุกคนไม่มีใครสงสัยการแสดงละครของนางกับหลี่เซวียนสักนิด ท่านพ่อท่านแม่รวมทั้งพี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่เดินมาส่งนางขึ้นรถม้าที่หน้าจวน
“พวกท่านเข้าไปเถอะไม่ต้องส่งแล้ว คราวหน้าข้าจะกลับมาเยี่ยมพวกท่านใหม่”
เสิ่นเยว่บอกครอบครัวของนาง
“จะกลับมาบ่อยๆ ได้อย่างไรเจ้าเป็นสตรีที่ออกเรือนไปแล้วต้องอยู่ดูแลสามีของเจ้าถึงจะถูก”
ฮูหยินเสิ่นเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน ทำให้พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ต่างไม่พอใจทำเสียงฮึดฮัด
“ทำไมน้องเล็กจะต้องไปดูแลเขาด้วย เขาเป็นบุรุษโตเต็มวัยแข็งแรงขนาดนั้นเขาดูแลตัวเองไม่ได้หรือ”
เสิ่นซีห่าวพี่ห้าของเสิ่นเยว่บ่นขึ้นมาเบาๆ ฮูหยินเสิ่นที่ได้ยินเอื้อมมือจะไปตีแขนเขา เสิ่นซีห่าวรีบวิ่งไปหลบข้างหลังเสิ่นซีซวนคู่แฝดของตน
“พวกเจ้าไปเถอะเดินทางดีๆ คราวหน้าค่อยแวะมาเยี่ยมพ่อกับแม่ใหม่”
เป็นมหาเสนาบดีเสิ่นที่เอ่ยขึ้นขัดจังหวะการรบของสองแม่ลูก หลี่เซวียนพยุงเสิ่นเยว่ขึ้นรถม้า จากนั้นเขาก็กำหมัดคารวะครอบครัวตระกูลเสิ่นแล้วขึ้นรถม้าตามเสิ่นเยว่ไป
เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าจวนสกุลหลี่บ่าวรับใช้ได้แจ้งให้ทั้งสองคนทราบว่ามาถึงแล้ว เสิ่นเยว่ไม่พูดกับหลี่เซวียนสักคำนางไม่รอให้เขาพยุงนางลงจากรถม้า นางรีบกระโดดลงมาด้วยตนเองเหล่าสาวใช้ที่ตามนางกลับบ้านเดิมถึงกับตกใจ
หลี่เซวียนที่เห็นเสิ่นเยว่เป็นแบบนั้นก็รู้สึกโมโหขึ้นมาบ้างเหมือนกัน เขาไม่รู้ว่านางกำลังโกรธเขาเรื่องอะไร ทำไมนางถึงได้ทำท่าทีปั้นปึ่งเช่นนี้ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนางไม่ยอมพูดกับเขาสักคำ ไม่สิมันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ที่นางไม่ไปส่งข้าวให้เขาที่ค่ายทหารแล้ว หลี่เซวียนรีบเดินตามนางไปเพื่อที่จะคุยกับนางให้รู้เรื่อง
ความจริงที่เสิ่นเยว่รีบลงจากรถม้าเพราะนางต้องการที่จะไปหาชิงจู๋ถามเรื่องเจ้าลู่ลู่ว่าได้นำจดหมายจากสหายของนางมาส่งให้หรือไม่ แต่หลี่เซวียนเข้าใจว่านางกำลังโกรธเขา
“หยุดก่อน”
หลี่เซวียนเดินมาขวางนางเอาไว้ เสิ่นเยว่มองเขาด้วยสายตามีคำถาม
“ท่านขวางทางข้าทำไม”
หลี่เซวียนไม่พูดอะไรเขาดึงแขนของเสิ่นเยว่ให้ตามเขาไป บ่าวในเรือนเห็นว่าทั้งสองมีท่าทีมึนตึงต่อกันก็คิดว่าเป็นการทะเลาะของคู่ข้าวใหม่ปลามัน พวกเขาไม่กล้าเข้าไปยุ่งเพียงแต่แอบมองอยู่ห่างๆ
“ท่านคิดจะลากข้าไปไหนปล่อยข้าก่อน”
หลี่เซวียนไม่ตอบนางเขายังคงลากแขนเสิ่นเยว่เดินจ้ำอ้าวตรงไปที่ห้องหนังสือ ตั้งแต่ที่แต่งเข้ามาที่จวนสกุลหลี่ เสิ่นเยว่ไม่เคยเข้ามาที่ห้องหนังสือของหลี่เซวียนสักครั้งเพราะนางเคารพความเป็นส่วนตัวของเขา และนางเกรงว่าที่ห้องหนังสือของเขาจะมีความลับทางทหารอยู่ที่นั่น
หลี่เซวียนเปิดประตูห้องจากนั้นดึงแขนเสิ่นเยว่เข้าไปข้างในแล้วปิดประตูลงกลอนเสียงดัง
บ่าวที่ทำหน้าที่เฝ้าห้องหนังสือเห็นว่านายน้อยของเขาพาฮูหยินน้อยเข้าไปข้างใน พวกเขาก็รีบถอยห่างออกจากที่นั่นอย่างรู้ความ
“ท่านเป็นอะไรกันแน่เหตุใดถึงได้ลากข้ามาที่นี่ท่านไม่อายบ่าวไพร่ในเรือนแต่ข้าอายนะทำอะไรคิดซะบ้างสิ”
เสิ่นเยว่เอ็ดเขาเสียงดัง หลี่เซวียนไม่ตอบคำถามเอาแต่จ้องหน้านางอยู่อย่านั้นตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
“เจ้ามีเรื่องอะไรที่ยังไม่ได้บอกข้าหรือไม่”
คำแรกที่หลี่เซวียนพูดขึ้นทำให้เสิ่นเยว่สะดุ้งสุดตัว หรือว่าเขาจะจับได้เรื่องจดหมายแล้วนะเขาถึงได้โมโหมากขนาดนี้ เสิ่นเยว่รู้สึกว่าตนเองตัวหดเล็กเหลือเท่านิ้วชี้แล้ว เพราะรู้ตัวว่าผิดนางจึงไม่ได้ตอบโต้เขา
“ทำไม่ถึงเงียบไปเล่าหรือว่าเจ้ากำลังโกรธข้าเรื่องอะไร เจ้ามีเรื่องสงสัยอันใดทำไมถึงไม่ถามข้าเหตุใดต้องให้สาวใช้ของเจ้าเป็นคนไปสืบ”
เอ๋!!!
เขาไม่ได้โมโหเรื่องที่นางคุยกับสหายในความลับคนนั้น แต่เขาโมโหที่นางสืบเรื่องของเขาอย่างนั้นหรือแล้วเขารู้ได้อย่างไร
เสิ่นเยว่เข้าใจในทันทีจากที่ตัวหดเล็กเท่านิ้วชี้นางรู้สึกว่าตนเองกำลังพองตัวขึ้นเท่าหลี่เซวียนแล้ว
“ถ้าข้าถามท่าน ท่านจะยอมตอบตามความจริงหรือ แต่ว่าความจริงเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับข้า เพียงแต่ข้าเป็นเหยื่อให้พวกนางแกล้งก็เพราะท่าน ข้าถูกพวกนางกลั่นแกล้งข้าก็ต้องรู้สาเหตุมิใช่หรือ
หลี่เซวียนถึงข้าจะไม่ค่อยได้ออกนอกจวน และไม่รู้เรื่องซุบซิบของท่านกับแม่ดอกบัวทั้งหลายของท่าน แต่ข้าเสิ่นเยว่ไม่ใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน ข้าไม่ยอมให้สตรีของท่านมารังแกข้าง่ายๆ หรอกนะจำเอาไว้ และฝากบอกพวกนางด้วยว่าแล้วข้าจะคิดบัญชีกับพวกนางทีหลัง”
เสิ่นเยว่เชิดหน้าท้าทายเขา หลี่เซวียนถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ นี่นางกำลังเข้าใจผิดสินะ เอ๊ะ!!! นางเข้าใจผิดเรื่องสตรีอื่นตอนนี้นางกำลังโกรธเขาเพราะสตรีอื่นหรือว่า....
“เจ้ากำลังโกรธหรือ”
หลี่เซวียนถามหยั่งเชิงนาง เสิ่นเยว่กอดอกเชิดหน้าไม่ยอมพูดกับเขา
“หรือว่าเจ้ากำลังหึงข้ากันแน่”
เสิ่นเยว่หันขวับมาทันที
“ท่านกำลังพูดเรื่องเหลวไหลอันใด ทำไมข้าจะต้องหึงคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าด้วย”
เสิ่นเยว่ตวาดแหวออกไป
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าโกรธข้าเรื่องอะไรวันก่อนเจ้าก็ไม่ไปส่งข้าวข้าที่ค่ายทหารเมื่อวานก็เอาแต่เงียบใส่ข้า สรุปว่าเจ้ากำลังเป็นอันใดกันแน่”
หลี่เซวียนถามนางเสียงอ่อน
“ข้า....”
นั่นสินางกำลังเป็นอะไรกันแน่ หลี่เซวียนจะมีสตรีกี่คนแล้วมันเกี่ยวอันใดกับนาง นางก็เป็นแค่คู่สัญญาที่แต่งงานกับเขาปลอมๆ อีกหนึ่งปีนางกับเขาก็ต้องหย่าขาดจากกัน จากนั้นนางก็จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาแล้ว หรือว่าที่นางกำลังโกรธอยู่นี่เป็นเพราะนางกำลังหึงจริงๆ เป็นไปไม่ได้ นางชอบสหายในจดหมายคนนั้นต่างหาก
เสิ่นเยว่ขวดคิ้วมุ่นอย่างยากจะหาคำตอบให้ตนเองได้ ใบหน้าของนางประเดี๋ยวเคร่งเครียดประเดี๋ยวมึนงง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนน่าสงสัย
“เจ้าทำไมหรือ”
หลี่เซวียนเห็นว่านางไม่ยอมพูดออกมาสักทีเอาแต่กลอกตาไปมาทำท่าทางคิดหนัก
“ข้าก็แค่ไม่ชอบที่ท่านทำเช่นนั้น ถึงเราสองคนจะแต่งงานกันปลอมๆ แต่ตอนนี้ข้าก็ขึ้นชื่อว่าเป็นฮูหยินน้อยของจวนสกุลหลี่ ท่านทำเช่นนั้นมันเป็นการหมิ่นเกียรติตระกูล เสิ่นของข้า อีกทั้ง....อีกทั้ง....”
หลี่เซวียนเลิกคิ้วขึ้นมองนางพูดวกไปวนมาอย่างหาทางออกให้ตนเอง นางกำลังเถียงข้างๆ คูๆ มีเรื่องปิดบังอยู่จริงๆ สินะ
หลี่เซวียนไม่คิดว่าเรื่องนี้จะกลายมาเป็นเรื่องที่ทำให้เขาทั้งสองต้องมานั่งถกเถียงกันเช่นนี้ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ตัดสินใจเล่าให้นางฟัง
“ความจริงเรื่องที่เจ้าให้สาวใช้ไปสืบมาเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลสมัยก่อนเท่านั้น”
เมื่อวานหลี่เซวียนได้ให้คนของเขาไปสืบเรื่องของเสิ่นเยว่มาแล้ว เขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่นางอยู่ที่เรือนทั้งวัน แต่กลับไม่ไปส่งข้าวให้เขาในตอนเที่ยง เมื่อคนของเขากลับมารายงานจึงได้รู้ว่านางให้สาวใช้ของนางไปสืบเรื่องของเขาเมื่อหลายปีก่อน และอีกเรื่องที่เขาค่อนข้างตกใจคือสาวใช้ข้างกายของนางล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธทั้งนั้น เขารู้สึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดบุตรสาวของขุนนางจะต้องมีสาวใช้มีวรยุทธอยู่ข้างกายหลายคนเพียงนี้
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
กลับเป็นพี่น้องสกุลเสิ่นต่างหากที่ได้รับความกดดันมากกว่าใครเพราะเป็นการเข้าร่วมการประลองในปีแรกของพวกเขา“ไม่ต้องกดดันข้าเชื่อว่าพวกท่านทำได้อย่างแน่นอน”เสิ่นเยว่ที่นั่งอยู่ที่จุดพักที่จัดเอาไว้ให้สำนักมังกรผงาดนอกจากอวิ๋นชิงเฟิงแล้วพี่ชายทั้งห้าของนางต่างต้องเข้าร่วมประลองในรอบแรกเสิ่นเยว่จึงต้อ
“ข้าจ้าวเหมิ่งอี้นายน้อยของหุบเขาม่านหมอกกำลังตามหาคนที่ลอบทำร้ายข้าลับหลัง ว่าอย่างไรเจ้าคนขี้ขลาดกล้าขึ้นมาต่อสู้กับข้าบนเวทีซึ่งหน้าหรือไม่”บุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าครึ่งบนทำให้มองไม่ออกว่าเขาเป็นใครเดินเฉียดผ่านเสิ่นเยว่ไป เสิ่นเยว่มองตามด้านหลังของเขา นั่นทำให้นางรู้ส
ดังนั้นจ้าวหว่านหนิงจึงได้ลั่นปณิธานเอาไว้ว่านางจะต้องเอาชนะใจอวิ๋นชิงเฟิงให้ได้และเขาจะต้องเป็นสามีของนางเพียงคนเดียวหลังจากที่ทั้งเจ็ดคนกลับมาถึงโรงเตี๊ยมต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน เสิ่นเยว่กลับมาที่ห้องของนางไม่เห็นเจ้าลู่ลู่ นางจึงเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้เพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวเจ้านกน้
เสิ่นเยว่และเหล่าพี่ชายของนางเดินทางออกจากหุบเขาแสงจันทร์มาได้ครึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้ทุกคนหยุดรถม้าที่เมืองเหยาสุ่ย ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหุบเขาม่านหมอกอีกห้าวันถึงจะมีการประลองพวกเขายังมีเวลาเที่ยวเล่นที่นี่อีกหลายวัน“ที่นี่เปลี่ยนไปจากที่ข้าจำได้มากเลย สิบปีก่อนพวกเราเคยมาที่นี่กับท่านตาพวกเจ้าจำได้หร







