Se connecterเสิ่นเยว่มองเขาเล็กน้อย แต่นางไม่ได้ตอบกลับคำพูดของหลี่เซวียนนางนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ภายในใจกลับคิดไปอีกแบบ
เจ้าคงจะอยากให้ครบหนึ่งปีพรุ่งนี้เลยล่ะสิ จะได้รีบพาแม่สองดอกบัวนั่นเข้าจวน
เสิ่นเยว่มองค้อนเขาหนึ่งทีแต่ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา แล้วทั้งสองคนก็นั่งเงียบไปตลอดการเดินทาง
รถม้าของตระกูลหลี่จอดลงที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเสิ่น หลี่เซวียนลงมาจากรถม้าก่อน จากนั้นก็คอยประคองเสิ่นเยว่ตามลงมาแม้นางจะยังเคืองหลี่เซวียนแต่นางก็ยังจำได้ว่าตนเองยังต้องเล่นละครตบตาครอบครัวของนางอยู่ เสิ่นเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วปั้นหน้ายิ้มแสนอ่อนหวานดูมีความสุขเดินลงรถม้าตามการประคองของหลี่เซวียน
ทั้งสองคนเดินเข้าประตูใหญ่ด้านหลังมีบ่าวไพร่ที่ช่วยกันขนของฝากลงจากรถม้า พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่มายืนรอนางตั้งแต่เช้าแล้ว เมื่อพวกเขาเห็นน้องสาวคนเล็กเดินมากับเจ้าหน้าหยก พวกเขาก็รีบเข้าไปล้อมนางเอาไว้ เบียดหลี่เซวียนออกไปไกลจากนั้นต่างชิงกันถามนางเสียงเซ็งแซ่ เป็นเสิ่นฮูหยินที่เดินเข้ามาห้าม นางจ้องพวกเขาตาเขม็งทั้งห้าจึงได้ถอยห่างออกจากเสิ่นเยว่ไป
เสิ่นเยว่ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจให้กับพี่ชายทั้งห้าของนาง
พวกเขาทั้งหมดเดินเข้าห้องโถงหลักไป ที่นั่นมีมหาเสนาบดีเสิ่นกับเสิ่นฮูหยินนั่งอยู่ เสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนคุกเข่าคารวะทั้งสองตามพิธี จากนั้นหลี่เซวียนก็ถูกพี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ลากออกไป นางไม่สนใจว่าพี่ชายของนางจะจัดการยังไงกับหลี่เซวียน นางกับเสิ่นฮูหยินเดินตรงไปที่เรือนเดิมที่นางเคยพัก
“อยู่ที่นั่นเป็นอย่าไรบ้าง แม่สามีของเจ้าคงจะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจกระมัง”
เสิ่นเยว่ส่ายหัว
“นางดีมากเจ้าค่ะ ไม่ค่อยเคร่งครัดเท่าใดนักข้าจึงอยูที่นั่นได้อย่างหายใจหายคอได้สะดวก อีกอย่างท่านพ่อของหลี่เซวียนก็ค่อนข้างเอ็นดูข้าเจ้าค่ะ ข้าไม่มีอะไรต้องให้ลำบากท่านแม่วางใจได้”
เสิ่นฮูหยินพยักหน้า
”ก็ลองเขากล้าทำให้เจ้าลำบากใจดูสิ ข้าจะฟ้องศิษย์พี่ใหญ่ให้ลงโทษเขาไม่ให้กลับมาที่เมืองหลวงอีกเลย
นางพูดเสียงเบากับตนเอง แต่เสินเยว่กลับได้ยิน
“ท่านแม่พูดถึงใครหรือเจ้าคะ”
เสิ่นฮูหยินยิ้มให้นาง
“ไม่มีอะไรหรอกเจ้าดูซิว่าที่เรือนยังขาดเหลืออะไรบ้าง แม่จะได้ให้บ่าวจัดหามาให้ ลูกเขยมาค้างที่จวนตระกูลเสิ่นครั้งแรกจะทำให้เสียหน้าไม่ได้”
เสิ่นเยว่เบะปากในใจ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจยังไงเขาก็ยังต้องนอนบนตั่งแยกจากนางอยู่ดี เตรียมให้ดีไปก็เท่านั้น
ทางด้านหลี่เซวียน เขาเดินตามพี่ชายทั้งห้าของเสินเยว่มาที่ลานฝึกด้านหลังของจวน นี่เป็นครั้งที่สองที่หลี่เซวียนมาที่นี่ ครั้งแรกเขาไปแค่ที่เรือนของเสิ่นเยว่ ไม่นึกเลยว่าตระกูลเสิ่นจะมีลานฝึกยุทธที่กว้างขวางขนาดนี้ พวกเขาล้วนมิใช่ขุนนางฝ่ายบู๊ เหตุใดจึงต้องมีลานฝึกยุทธเอาไว้ที่เรือน
เสิ่นซีห่าวพี่ชายคนที่ห้าของเสิ่นเยว่โยนหอกให้หลี่เซวียน
“น้องเขยวันนี้เจ้าพึ่งมาตระกูลเสิ่นของเราเป็นครั้งแรก เจ้าคงยังไม่รู้ว่านี่เป็นกฎการต้อนรับแขกที่มาเยือนของเราหวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”
หลี่เซวียนมองหอกในมืออย่างสบายๆ ไม่มีท่าทีตื่นตระหนกสักนิด เขาเริ่มฝึกหอกมาตั้งแต่อายุห้าขวบ เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องขำๆ สำหรับเขา หลี่เซวียนมองเหล่าพี่ชายของเสิ่นเยว่ด้วยหางตา เขายังจำได้วันนั้นบุรุษทั้งห้าพยายามจะมอมเหล้าเขาแต่ตนเองกลับเมาพับไปก่อนจนต้องให้คนมาหามไปส่งที่จวน ดูดีๆ แล้วพี่ชายคนที่ห้าของเสิ่นเยว่ยังดูเด็กกว่าเขานักท่าทางอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี
“ท่านพี่ภรรยาเช่นนั้นข้าขอให้ท่านช่วยชี้แนะด้วย”
เสิ่นซีห่าวโมโหขึ้นมาทันทีเขาไม่ชอบใจเรื่องที่หลี่เซวียนเรียกเขาว่าพี่ภรรยา จึงพุ่งหอกเข้าหาเขาด้วยความเร็ว ทั้งสองต่อสู้กันยังไม่ถึงหนึ่งเค่อเสิ่นซีห่าวก็เริ่มเพลี่ยงพล้ำเสิ่นซีซวนที่เห็นเช่นนั้น ก็รีบเข้ามาช่วยแฝดของตน หลี่เซวียนเลิกคิ้วมองเหล่าพี่ภรรยาที่อายุน้อยกว่าตน คิดจะรุมเขาหรือเจ้าเด็กน้อยมันยังเร็วไปสิบปี สู้กันไม่นานเสิ่นซีห่าวกับเสิ่นซีซวนก็พ่ายแพ้ให้กับหลี่เซวียน
“ขอบคุณพี่ภรรยาที่ชี้แนะ”
หลี่เซวียนทำท่ายกมือคารวะ ทั้งสองคนที่ล้มกลิ้งคลุกดินจนชุดเปื้อนไปทั้งตัวทำท่าทางฮึดฮัดไม่คิดยอมแพ้ เสิ่นอี้เฉิงเดินถือกระบี่เข้ามาหาหลี่เซวียน
“น้องเขย เช่นนั้นข้าก็ขอคำชี้แนะจากเจ้าด้วยคงไม่ว่าอะไรนะ”
หลี่เซวียนรับกระบี่มาจากเขา
“โปรดชี้แนะ”
หลี่เซวียนชักระบี่ออกจากฝัก เขาเป็นคนเริ่มก่อนจากนั้นการต่อสู้ของทั้งสองก็เริ่มขึ้น ดูเหมือนเสิ่นอี้เฉิงจะมีฝีมือดีกว่าสองคนนั้น แต่มันก็ยังเร็วไปที่จะมาสู้กับเขาหลี่เซวียนคิด ผ่านไปไม่นานกระบี่ของเสิ่นอี้เฉิงก็หลุดออกจากมือ เขาพ่ายแพ้เป็นคนที่สาม
“ขอบคุณที่ชี้แนะ”
หลี่เซวียนยกมือทำท่าคารวะเสิ่นอี้เฉิงแต่ก่อนที่ เสิ่นเจี้ยนหมิงพี่คนโตกับเสิ่นเจี้ยนชิงพี่คนรองจะได้ประลองกับหลี่เซวียน บ่าวรับใช้ของ มหาเสนาบดีเสิ่นก็เข้ามารายงานว่า พ่อตาของเขาให้มาเชิญเขาไปพบที่ห้องหนังสือ การประลองกับห้าพี่น้องจึงต้องยุติลง
“น่าเสียดายการประลองคงต้องหยุดเพียงเท่านี้เอาไว้คราวหน้าข้าค่อยมาเล่นกับพวกท่านใหม่ พี่ภรรยาทั้งห้าข้าต้องขอตัวก่อน”
หลี่เซวียนทำท่าคารวะพวกเขาแล้วเดินตามบ่าวรับใช้ชายคนนั้นไป
“เจ้าบ้านั่นพอมีฝีมืออยู่บ้าง น่าเสียดายที่พี่ใหญ่กับพี่รองยังไม่ได้ประมือกับเขา ไม่อย่างนั้นไม่รู้ใครจะแพ้ใครจะชนะ”
เสิ่นซีห่าวพูดขึ้น เสิ่นเจี้ยนหมิงมองพวกเขาทั้งสี่
“ไปเถอะป่านนี้เจ้าซาลาเปาน้อยจะถูกท่านแม่รังแกอะไรบ้าง นางยิ่งขี้กลัวอยู่”
ถ้าหากว่าเสิ่นเยว่มาได้ยินเข้านางจะต้องยกยิ้มมุมปากเป็นแน่ พี่ใหญ่ท่านประเมินข้าต่ำไปแล้ว บุรุษทั้งห้ารีบรุดมาที่เรือนของน้องสาว เพราะกลัวว่ามารดาผู้เข้มงวดจะทำให้เจ้าซาลาเปาน้อยต้องลำบากใจ
เมื่อทั้งห้าคนมาถึงที่เรือนของเสิ่นเยว่กลับพบว่านางกำลังนั่งดื่มชาอยู่กับหลี่เซวียนในศาลาใต้ต้นหอมหมื่นลี้ต้นใหญ่หน้าลานเรือนของนาง
“ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ไม่ใช่ว่าท่านพ่อให้บ่าวมาตามเจ้าไปพบที่ห้องหนังสือหรอกหรือ”
เสิ่นซีซวนโพลงขึ้นหลังจากเห็นน้องเขยตัวแสบที่เขาไม่ชอบขี้หน้านั่งสบายใจเฉิบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ที่เรือของน้องสาวคนเล็กของเขา
“พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า พวกท่านไปคลุกฝุ่นที่ไหนมา ถึงได้มอมแมมเช่นนี้”
เสิ่นเยว่ทักพี่ชายทั้งสามก่อนที่หลี่เซวียนจะตอบคำถามของพวกเขา “อ่อ....พวกเราแค่ประลองฝีมือกันที่สนามฝึกนิดหน่อยเท่านั้น”
เสิ่นเยว่พยักหน้าเข้าใจ
“แล้วพวกท่านมาทำอะไรที่เรือนข้าหรือ”
ทั้งห้าคนอึกอัก
“เราแค่มาดูว่าน้องเล็กสบายดีหรือไม่หลังจากที่ไม่ได้พบกันนาน”
เสิ่นเยว่อยากยกมือขึ้นกุมหน้าผาก พี่ชายข้าพึ่งออกจากบ้านไปสามวันเองนะนานที่ใดกัน
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
ใบหน้าของคนทั้งสี่แข็งค้างไปทันที ดูเหมือนหลี่เซวียนจะเดาเรื่องทั้งหมดได้ถูกต้อง เสิ่นเยว่ที่ไม่เข้าใจหันมองคนนั้นทีคนนี้ที“รู้เรื่องอะไรหรือ”นางหันไปถามหลี่เซวียน หลี่เซวียนลูบผมที่นุ่มสลวยของนางอย่างรักใคร่“ความลับถ้าเจ้าอยากรู้คืนนี้ข้าจะเล่าให้ฟังบนเตียง”หลี่เซวียนกระซิบข้างหูของเสิ่นเยว่เบ
หลี่เซวียนอธิบายเสียงอ่อยเขากลัวว่านางจะไม่เชื่อจึงถอดเสื้อออกให้นางดู แผ่นหลังของเขามีรอยแผลเป็นสีชมพูเป็นทางยาวจากด้านบนขวาลากยาวไปจนถึงด้านล่างซ้าย เสิ่นเยว่ลูบมันอย่างแผ่วเบา“ยังเจ็บอยู่หรือไม่”เสิ่นเยว่ถามเสียงเบาเหมือนกลัวว่าเสียงของนางจะกระทบทำให้แผลของเขาปริแตก“ไม่เจ็บแล้วนี่เป็นแผลที่เก
เสิ่นเยว่เกือบจะถึงจุดสุดยอดหลี่เซวียนก็แกล้งหยุดเพื่อให้นางร้องขอให้เขาช่วยนาง เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้งจนเสิ่นเยว่แทบจะทนไม่ไหว“หลี่เซวียนได้โปรดช่วยปลดปล่อยข้าที”เสียงแหบแห้งที่ครางกระเส่าทำให้หลี่เซวียนเกือบจะทนไม่ไหว เขาอยากจะสอดใส่เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของนาง แต่นี่เป็นครั้งแรกของเสิ่นเยว่
เสิ่นเยว่หันไปมองตามนิ้วของจ้าวหว่านหนิงพวกเขาต่างหันไปมองอวิ๋นชิงเฟิงเป็นตาเดียวอวิ๋นชิงเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“คุณหนู้จ้าวเจ้าคงจะเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างเยว่เอ๋อนางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าและนางแต่งงานแล้ว กับ......”อวิ๋นชิงเฟิงชี้ไปที่หลี่เซวียน คราวนี้สายตาทั้งหมดหันมารวมกันที่หลี่เซวียน จ







