LOGINยกน้ำขึ้นมาดื่มจนหมดแก้ว ซุนเจิงก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก มองไปรอบๆ ด้วยความเหนื่อยหน่าย และตัดสินใจเดินออกจากบ้านไปไม่ต่างจากภรรยา สาวเท้าเนิบนาบอย่างไม่เร่งรีบ เข้าไปยังบ้านข้างๆ ที่ประตูรั้วเปิดอ้าอยู่แทบตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเจ้าของบ้านไม่กลัวขโมยขโจรหรืออย่างไร
ซุนเจิงเดินเข้าบ้าน ‘อี้หมิง’ อย่างถือวิสาสะ เมื่อเดินเข้าไปยังภายในก็พบกับเจ้าของบ้านที่รู้ตัวเข้าพอดี
“คุณปู่!” อี้หมิง เจ้าของบ้านร้องทักชายสูงวัยตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้แสดงความโกรธหรือโมโหที่อีกฝ่ายเข้าบ้านของตนโดยไม่บอกกล่าวแม้แต่น้อย เพราะอย่างไรเสียชายสูงวัยคนนี้ก็เลี้ยงตนมาไม่ต่างจากปู่แท้ๆ เหมือนกัน
“เปิดบ้านไว้อย่างนี้ตลอด ไม่กลัวโจรมาปล้นบ้านหรือไง”
“นิสัยเสียแบบนี้ แก้ไม่หายเสียทีครับ ว่าแต่คุณปู่มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า” อี้หมิงมองชายสูงวัยที่ทิ้งกายนั่งยังโซฟารับแขก ก่อนที่ตนจะหายเข้าไปในห้องครัวและกลับออกมาพร้อมกับชาร้อนๆ แต่ดูเหมือนว่าคำถามเมื่อครู่นี้ของเขาจะไม่ได้รับคำตอบ นอกเสียจากใบหน้าที่บึ้งตึงของอีกฝ่าย
“ทะเลาะกับคุณย่ามาหรือครับ” อี้หมิงที่เห็นสีหน้าและท่าทีของอีกฝ่ายก็ถามขึ้น และเหมือนว่าจะถูกเสียด้วยเมื่อเขาได้ยินเสียงถอนหายใจของคุณปู่
“คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะครับ”
อี้หมิงถามราวกับว่าทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งความจริงการทะเลาะกันของคุณปู่คุณย่าข้างบ้านเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ผิดแปลกอะไร เขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่ของเขาก็บอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติของชีวิตคู่ แล้วให้เขาดูไว้เป็นตัวอย่าง ว่าต่อให้ทะเลาะกันแค่ไหน สุดท้ายทั้งคู่ก็ยังอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม
คุณปู่ซุนเจิงกับคุณย่าเหอลี่อิงเอ็นดูเขามาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งคู่ไม่มีลูก อยู่ด้วยกันเพียงลำพังสองคนมาตลอด คุณปู่ชอบเอาของเล่นมาให้เขา พอๆ กับที่คุณย่าเอาขนมมาให้ เพราะแบบนี้ แม้ไม่ใช่ปู่ย่าแท้ๆ แต่เขาก็เคารพมากไม่ต่างจากคนในครอบครัว และไม่แปลกที่เขามักจะถูกเลือกให้นั่งฟังปัญหาความรักของคนทั้งคู่
“ฉันขอหย่า”
“ฮะ?!” อี้หมิงที่ยกน้ำชาดื่มแทบจะสำลักเมื่อได้ยินในสิ่งที่คนตรงหน้าเอ่ย เขาเพิ่งจะเอ่ยชมในใจไปเมื่อครู่นี้เองว่าทะเลาะกันขนาดไหนก็ไม่เลิกกัน!
“ทำไมครับ ทำไมปู่ถึง...”
“ฉันก็มีเหตุผลของฉัน”
“แล้วเหตุผลที่ว่านั่นคุณปู่ได้บอกคุณย่าไหม” อี้หมิงได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“แล้วนี่คุณย่าอยู่บ้านหรือเปล่าครับ”
“ไม่อยู่ คงออกไปสงบสติอารมณ์แถวนี้แหละ พอเหนื่อยแล้วเดี๋ยวยายแก่นั่นก็กลับมาเอง”
“มั่นใจว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือครับ”
“มั่นใจสิ! ฉันอยู่กับยายนั่นมาตั้งสี่สิบกว่าปี ยายนั่นไปไหนไม่ได้ไกลหรอก ซื่อบื้อขนาดนั้น จะไปไหนได้!”
อี้หมิงมองคนที่ปรามาสภรรยาตนเองก็แอบหัวเราะ นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์มองชายชราเบื้องหน้าอย่างจับผิด “ก็จริงครับ อย่างคุณย่าคงไปไหนได้ไม่ไกล”
“เอ๊ะ! นี่เธอว่าเมียฉันหรือ! เป็นเด็กเป็นเล็กมาว่าคนแก่แบบนี้ได้อย่างไร!”
“อ้าว! ผมก็แค่พูดตามที่ปู่พูดเมื่อกี้ไงครับ”
คนที่หลุดปกป้องภรรยาของตนจากข้อครหาชะงัก เมื่อเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนนั้นหักห้ามตนปกป้องยายแก่นั่นไม่ได้ พลางสบถในใจ
เฮ้อ! นี่มันเวรกรรมอะไรของฉัน ขนาดยายแก่นั่นร้ายกับฉันสารพัด ฉันยังปกป้องเธออีก!
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







