เข้าสู่ระบบผู้อาวุโสแห่งตระกูลเหอเห็นรอยฟกช้ำก็มีสีหน้าตกใจ แต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา เพียงตีหน้าเครียดและวางท่าขรึมเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ซุนเจิงไม่พอใจอยู่หลายส่วน ในเมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็ควรให้ความเป็นธรรมกับทุกคน จะเลือกที่รักมักที่ชังคงไม่เข้าที แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจใต้เท้าเหอเสียทีเดียว
“เรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัว แค่นี้ก็ทำให้ข้าละอายมากแล้วที่ดูแลคนในบ้านไม่ได้จนต้องให้ใต้เท้าซุนมาจัดการ”
คำพูดของใต้เท้าเหอนั้นสุภาพก็จริง แต่กลับเอ่ยเป็นนัยว่า ‘ให้เขาเลิกจุ้นจ้านเรื่องของครอบครัวคนอื่นเสียที’ มีหรือที่ซุนเจิงจะยอมทำตามง่ายๆ เขาสบตากับภรรยาของตนที่ยิ้มร่าอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นเหอลี่อิงพยักหน้าให้เล็กน้อย ซุนเจิงก็ยิ้มละไมอย่างผู้มีเมตตา
“ข้าเป็นเขยของตระกูลเหอ อย่างไรเสียก็คือคนในครอบครัวนี้ หรือว่าข้าเข้าใจอะไรผิดไป หรือเมื่อข้าแต่งกับบุตรสาวของตระกูลเหอ ก็เท่ากับว่าพานางออกจากตระกูล จึงไม่อาจเรียกว่าครอบครัวได้เต็มปาก เช่นนั้นที่ข้าตื่นตั้งแต่รุ่งสางเพื่อนำของมาเคารพท่านทั้งหลายทั้งๆ ที่มีงานล้นมือ รองเสนาบดีอย่างข้าคงจะสำคัญตนผิดจริงๆ”
ซุนเจิงทำทีท่าสลด แต่กระนั้นก็ยกตำแหน่งหน้าที่การงานมาข่มอีกฝ่ายอย่างไม่ปิดบัง จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเรื่องเล็กแค่นี้ หากใต้เท้าเหอพยายามแสดงความรับผิดชอบปกป้องหลานชายเพียงสักนิด เขาคงไม่ทำเช่นนี้
“อาเขยขอรับ” เมื่อผู้ใหญ่เอ่ยในสิ่งที่เข้าใจยาก เด็กน้อยก็ดึงแขนเสื้อของซุนเจิงและเอ่ยด้วยเสียงอ่อน “ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ”
ซุนเจิงเริ่มมองเด็กน้อยที่ใจดีเกินไปอย่างจนปัญญา ใบหน้าของเสี่ยวหยางในยามนี้เต็มไปด้วยความลำบากใจ แต่ถ้าหากเขาปล่อยผ่าน ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร เขาไม่ได้เป็นพระเอกขี่ม้าขาวออกหน้าช่วยเด็กคนหนึ่ง เขาเพียงแค่ต้องการความถูกต้องเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่เห็นความถูกต้องของตระกูลเหอในยามนี้เลย
“ไม่เป็นได้อย่างไร”
เหอเสี่ยวอิงพูดแทรกขึ้นมา บัดนี้เธอมีใบหน้าที่เขาคุ้นเคยกว่าผู้ใด ใบหน้าที่ฉาบด้วยรอยยิ้มแสนจะเลือดเย็นจนเขาเริ่มเสียวสันหลังอย่างไรชอบกล
“เสี่ยวอิง เจ้าไม่ควรเอ่ยสิ่งใดในยามนี้ เจ้าเอ็นดูเสี่ยวหยางมากกว่าหลานคนอื่นๆ จึงย่อมเห็นดีเห็นงามกับเขา” เหอชิงซางแย้งน้องสาวที่เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
“แล้วท่านพี่รู้หรือไม่ เหตุใดข้าจึงเอ็นดูเสี่ยวหยางมากกว่าหลานคนอื่นๆ” เหอลี่อิงมองไปยังคนที่เป็นพี่ชายของเหอเสี่ยวอิงด้วยรอยยิ้ม “เพราะข้ารู้ดีว่าหลานคนนี้ซื่อสัตย์และกล้าหาญกว่าหลานคนอื่นๆ เขาไม่เคยทำร้ายใคร ผู้ใดขอร้องเขา เขาก็ยินดีช่วย แต่พี่น้องกลับทำร้ายให้เขาต้องเจ็บตัว พูดให้เขาต้องเจ็บช้ำน้ำใจ”
“เจ้ากล่าวหาลูกของข้าอย่างนั้นหรือ”
“ข้าไม่ได้กล่าวหา แต่ข้าเคยเห็นและเคยได้ยิน ท่านเข้าข้างลูกก็เรื่องของท่าน ข้าจะเข้าข้างหลาน นี่ก็เป็นเรื่องของข้าเช่นกัน”
“นี่เจ้า!” เหอชิงซางตบเข่าฉาดใหญ่ ชี้นิ้วไปยังน้องสาวอย่างมีโทสะ แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยต่อว่า คนที่เป็นสามีของนางก็ออกโรงปกป้องเสียก่อน
“ท่านไม่มีสิทธิ์ชี้หน้าภรรยาของข้า ขุนนางชั้นผู้น้อยอย่างท่านกล้าชี้หน้าฮูหยินของซุนจ้าวเฟิงเชียวหรือ!”
เหอชิงซางมองซุนจ้าวเฟิงด้วยความโกรธ แต่ด้วยตำแหน่งและยศศักดิ์ทำให้เหอชิงซางได้แต่จำยอมข่มความโกรธของตนไว้ เนื้อตัวสั่นเทาอย่างสุดกลั้น แต่ก็ไม่อาจจะโต้ตอบรองเสนาบดีที่แสนจะเย่อหยิ่งได้
“เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง อย่างไรเสี่ยวหยางก็เป็นหลานของข้า ข้าไม่ปล่อยให้เขาต้องเจ็บตัวอีกเป็นอันขาด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซุนเจิงจึงลดความเย่อหยิ่งของตนลงมากึ่งหนึ่ง ด้วยระลึกได้ว่าในยามนี้ตนก็ยังถือว่าเป็นผู้น้อยและเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจข่มผู้อาวุโสอย่างไร้มารยาทได้...
“เรื่องนี้ข้าไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่งก็จริงอยู่ แต่เมื่อเห็นเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรอยู่ตรงหน้าจึงไม่อาจปล่อยผ่านได้ อย่างไรข้าต้องขออภัยใต้เท้าเหอด้วย”
“มิได้ๆ เช่นนี้ยิ่งทำให้คิดได้ว่าข้าเลือกคนที่มาดูแลลูกสาวไม่ผิด หากท่านซื่อตรงและเป็นธรรมเช่นนี้แล้ว ต่อไปภายหน้าท่านคงได้ก้าวหน้าและเป็นที่พึ่งให้กับบุตรสาวของข้าได้”
ซุนเจิงยิ้มรับ แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายก็แค่ประชดประชันด้วยการปั้นแต่งคำเยินยอเท่านั้น
“เสี่ยวอิง เรื่องของหลานๆ เจ้าควรวางลง และสนใจแต่เพียงเรื่องของครอบครัวตนเท่านั้น ไม่ควรนำเรื่องที่นี่ไปเป็นเรื่องของตน เพราะอย่างไรเสียเจ้าก็แต่งออกไปแล้ว”
เหอเสี่ยวอิงมีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถูกชี้แนะเป็นเชิงต่อว่าในกิริยาเมื่อครู่ที่นางแสดงออก
“วันนี้ข้ารบกวนพวกท่านมากเกินไปแล้ว อย่างนั้นพวกข้าขอตัวกลับก่อนจะดีกว่า” เมื่อไม่มีเหตุผลใดที่ต้องอยู่ต่อ ซุนเจิงก็ไม่รั้งรอที่จะอยู่จวนนี้อีก เพียงแต่ก่อนจะก้าวเท้าพ้นจวนตระกูลเหอ เขากระซิบอะไรบางอย่างกับเสี่ยวหยาง และอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับฟังอย่างว่าง่าย สุดท้ายซุนเจิงและเหอลี่อิงก็ขึ้นรถม้ากลับจวนของตนเอง ละทิ้งเรื่องจวนตระกูลเหอที่วุ่นวายเอาไว้
“เมื่อครู่คุยอะไรกับเสี่ยวหยาง”
“บอกทางหนีทีไล่”
เหอลี่อิงเลิกคิ้วสงสัย แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในลำคอเท่านั้น
“ฉันไม่ค่อยถูกชะตากับพี่ชายของเหอเสี่ยวอิงเอาเสียเลย เขาเหมือนพวกนายจ่าไร้ประโยชน์ที่กองพันของฉันเมื่อก่อนไม่มีผิด วันๆ เอาแต่ประจบสอพลอ พอก้าวเท้าออกจากกรมกองก็วางท่าใหญ่โต”
“คนพวกนี้ก็มีอยู่ทุกที่ไม่ใช่หรือ” เหอเสี่ยวอิงเอ่ย แต่ท่าทีกลับขรึมลงถนัดตา
“เธอไม่ต้องไปสนใจคนบ้านนั้นหรอก สมัยนี้ก็กดขี่ผู้หญิงทั้งนั้น เขาคงไม่อยากให้ออกความเห็นอะไรมากในเรื่องนี้ เพราะอย่างไรก็เรื่องในบ้าน หากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ก็เหมือนกับประจานตนเอง”
“ฉันไม่ได้ให้ค่าในเรื่องนั้นเลย แต่ฉันสงสารเด็ก ถูกแกล้ง ถูกทำร้าย ผู้ใหญ่นอกจากไม่ช่วยแล้วยังต่อว่า แบบนี้จิตใจของเด็กจะเป็นอย่างไร”
“เรายื่นมือเข้าไปช่วยตรงๆ เลยไม่ได้ เพราะที่ใต้เท้าเหอพูดมาก็ถูก เธอแต่งออกมาแล้ว”
“เฮ้อ ยุคสมัยนี้มันยังไงกัน น่าปวดหัวชะมัด”
เมื่อเห็นสตรีที่ปวดหัวกับการหลงยุคหลงสมัย ซุนเจิงก็ยิ้มร่าโน้มกายเข้าไปใกล้เหอลี่อิงที่มีทีท่าว่าไม่ได้สนใจเขาในตอนนี้แม้แต่น้อย “เธอจะปวดหัวหนักกว่านี้ ถ้าไม่มีฉันอยู่ด้วย”
เหอลี่อิงมองบุรุษที่โน้มกายเข้ามาหาเธอ ใบหน้าของซุนเจิงอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอไม่ถึงหนึ่งคืบ กระนั้นเหอลี่อิงก็ได้แต่แค่นหัวเราะ ใช้มือผลักใบหน้าที่กำลังยิ้มกริ่มให้ออกห่าง “น้อยๆ หน่อย ถ้าคุณไม่ได้เป็นรองเสนาบดีอะไรนั่น มีหรือที่เหอชิงซางจะยอมถอยให้แบบนี้ ไม่มีเสียหรอก”
“อยู่ในรถม้าแบบนี้ เธอจะโรแมนติกหน่อยไม่ได้หรือยังไง” ซุนเจิงเอ่ยอย่างหัวเสีย ทั้งๆ ที่เวลานี้เธอควรพูดจาหวานหยดตอบกลับเขาแท้ๆ
“โรแมนติกบ้าบออะไร อายุปูนนี้แล้ว มาทำตัวเป็นเด็กหนุ่มไปได้”
“ทำมาเป็นพูดดี ทีคืนก่อนฉันแค่ถอดเสื้อ หน้าเธอยังแดงเป็นลูกพุทราสุกอยู่เลย”
“นี่ตาเฒ่าซุนเจิง!”
“อะไรยายแก่เหอลี่อิง! บอกมาเถอะน่าว่าเธอชอบใช่ไหมที่ฉันกลับมาเป็นหนุ่มแบบนี้ มัดกล้ามของฉันมันน่าสัมผัสใช่ไหมล่ะ!!”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะตาแก่บ้า!”
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







