เข้าสู่ระบบซุนเจิงกำมือแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก ในใจค่อนขอดตนเองไม่หยุดหย่อน แต่เครื่องมือสื่อสารที่พกติดตัวมาด้วยก็เสียงดังขึ้น จนคนเป็นเจ้าของแอบสะดุ้งตกใจ ก่อนจะคว้าเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นออกมารับ
“ใคร?” แม้จะอารมณ์ขุ่นมัวหรือตกใจกับเสียงเรียกเข้า แต่เมื่อครู่นี้เขาก็สังเกตได้ว่าบนหน้าจอของเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นปรากฏชื่อของยายแก่เหอลี่อิง แต่ทำไมถึงมีเสียงผู้ชายดังขึ้นมาจากปลายสายกัน และเมื่อได้ยินคำอธิบาย คิ้วที่ขมวดเมื่อครู่ก็พลันหายไปในทันที แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแทน
“ตอนนี้ยายแก่นั่นอยู่ไหน?!”
ซุนเจิงรวบรวมสติที่เตลิดเปิดเปิงไปเมื่อครู่นี้กลับมา กดวางสายและรีบลุกออกจากบ้านของอี้หมิงโดยไม่บอกลาเจ้าของบ้านด้วยซ้ำ
“คุณปู่มีอะไรหรือครับ คุณปู่!” อี้หมิงพยายามตะโกนถามตามหลังคนที่ปั้นปึ่งออกไปหลังจากรับโทรศัพท์เมื่อครู่นี้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจเสียงเรียกของเขาแม้แต่น้อย คุณปู่ซุนเจิงรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว จนเขาเองก็อดห่วงไม่ได้
ชายชราที่พรวดพราดออกจากบ้านของหลานชายหันซ้ายแลขวาเมื่อมาถึงสถานที่หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่แสนจะพลุกพล่าน เขากวาดสายตาไปจนทั่วบริเวณ กระทั่งพบกับคนที่สร้างปัญหานั่งกอดเข่าอยู่ไม่ไกลนัก
“ยายแก่!” ซุนเจิงตะโกนเรียกเสียงดัง แต่แทนที่ยายนั่นจะได้ยินแล้วลุกขึ้นมองมาทางเขาด้วยความดีใจที่สามีคนนี้มาหา กลับกลายเป็นว่าเหอลี่อิงเชิดหน้าพร้อมทั้งเบี่ยงหน้าหนีอย่างเย่อหยิ่ง
หน็อย!
“นี่คุณผู้ชาย ผู้หญิงคนนี้ใช่ภรรยาคุณหรือเปล่า”
“ใช่ นี่เมียฉันเอง” ซุนเจิงตอบกลับชายหนุ่มรุ่นลูกที่ยืนกอดอกอย่างไม่พอใจอยู่ และน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่คุยโทรศัพท์กับเขาเมื่อครู่นี้
“คุณผู้หญิงเขาขึ้นรถแล้วไม่มีเงินจ่าย เลยให้ผมโทร.หาคุณ” ไม่ต้องให้อีกฝ่ายสาธยายสิ่งใดอีก ซุนเจิงก็ควักเงินในกระเป๋าจ่ายเงินให้ชายหนุ่มคนนั้นพร้อมทั้งไล่ส่งให้รีบไปพ้นๆ หน้า ตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลามาเอ่ยสิ่งใดอีกแล้ว เพราะถ้าหากไม่รีบจัดการยายแก่นี่ อย่ามาเรียกเขาว่าซุนเจิงอีก!
“คิดจะหนีออกจากบ้าน ทำไมไม่คิดเอาเงินติดตัวมาด้วย ยายแก่โง่! อายุปูนนี้แล้ว ไม่ได้ฉลาดขึ้นมาเลยหรือยังไง!
“ถ้าฉันรู้จักคนอื่น ฉันคงไม่ให้นายคนนั้นโทร.หาคุณหรอก ตาแก่!”
“ไร้หนทางขนาดนี้ ยังจะคิดออกจากบ้าน ไป! กลับบ้าน!” ซุนเจิงรวบมือของอีกฝ่ายไว้ “แล้วอย่าคิดหนีออกมาสร้างภาระให้ฉันแบบนี้อีก เข้าใจไหม!” ออกแรงฉุดรั้งเหอลี่อิงให้เดินตามเขา แต่อีกฝ่ายก็ไม่ให้ความร่วมมือแม้แต่น้อย ทั้งยังสะบัดสะบิ้งประหนึ่งสาวแรกรุ่นโดนชายหนุ่มแตะเนื้อต้องตัวเสียอย่างนั้น!
“ปล่อยฉัน! ฉันไม่กลับ!”
“แล้วจะไปไหน อย่าทำตัวเป็นสาวๆ ที่งอนผัวแล้วหนีออกจากบ้านไปหน่อยเลย!”
“แล้วจะมาพูดเรื่องหย่าทำไมกันล่ะ!”
ซุนเจิงชะงัก คำพูดมากมายที่จะด่ายายแก่หนังเหี่ยวตรงหน้าพลันจางหายไปอีกหน
“อยากหย่านักไม่ใช่หรือไง ได้ อย่างนั้นเราไปหย่ากัน!”
ซุนเจิงที่เป็นฝ่ายได้ยินคำขอหย่าก็สูดลมหายใจเข้าเพื่อสงบสติอารมณ์ “ได้! แต่ไม่ใช่วันนี้ เธอต้องกลับบ้านกับฉัน มีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ เธอคิดว่าจะหย่าก็เดินไปหย่าได้เลยหรืออย่างไร ยายโง่!”
ซุนเจิงและเหอลี่อิงขึ้นเสียงใส่กัน ถกเถียงกันไปมาจนตอนนี้ไม่ได้สนใจรอบข้างแม้แต่น้อย และด้วยความที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก็ปรี่เข้ามาใกล้เหอลี่อิง จังหวะนั้นเองซุนเจิงก็ได้รู้ตัวว่าชายฉกรรจ์ที่ปรี่เข้ามาประชิดพวกเขาทั้งคู่เพื่อหมายจะคว้ากระเป๋าถือของเหอลี่อิง แต่กระนั้นจะเบี่ยงตัวยายแก่เหอลี่อิงให้หลบก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว
แรงมหาศาลของชายฉกรรจ์กระตุกกระเป๋าในมือของเหอลี่อิงไปอย่างง่ายดาย และวิ่งไปด้วยความเร็ว เร็วเสียจนซุนเจิงถอดใจที่จะตามไปเพื่อกระเป๋าถือที่ไม่มีเงินในนั้นเลย แต่ยายแก่ข้างๆ อาจจะไม่คิดเช่นนั้น
เหอลี่อิงเริ่มโวยวายร้องลั่นไปทั่ว อีกทั้งวิ่งตามขโมยคนนั้นไปจนซุนเจิงเองก็คว้าตัวเธอไว้ไม่ทัน เขาเริ่มเกลียดชังในความชราของตนเองเป็นเท่าทวี
“นี่เธอจะไปไหน!” ซุนเจิงวิ่งตามสตรีที่วิ่งออกหน้าไปเมื่อครู่นี้ และนึกปลงตกในสังขาร ความปวดแปลบตามข้อเข่าเริ่มเล่นงาน แต่กระนั้นจะปล่อยให้ยายแก่นั่นวิ่งโร่ไปหาเรื่องเจ็บตัวก็ไม่ได้อีกเช่นกัน หากปล่อยไป เขาจะไม่ถูกประณามหรอกหรือว่าเมียคนเดียวยังดูแลไม่ได้! และในที่สุดความกลัวของซุนเจิงก็ทำให้คว้าตัวของเหอลี่อิงไว้ได้
“จะวิ่งตามไปทำไม!” ซุนเจิงพูดสลับกับเสียงหอบราวกับวิ่งข้ามภูเขามาหลายลูก ร่างกายพยายามเหยียดตรง “ในนั้นไม่มีอะไรที่มีค่าสักอย่าง แม้แต่เงินยังไม่มีเลย ถ้าเสียดายกระเป๋า ฉันซื้อให้ใหม่ก็ได้ จะวิ่งตามไปทำไมกัน!”
“แต่มันมีค่าสำหรับฉัน ปล่อย ฉันจะไปเอาของของฉันคืน!”
“เราไปแจ้งความก็ได้” ซุนเจิงมองใบหน้าของสตรีสูงวัยที่ตอนนี้เขาสังเกตได้ว่าดวงตาของเธอนั้นเริ่มแดงก่ำ “...อย่างนั้นก็รออยู่นี่ ฉันไปตามมันเอง”
ซุนเจิงก็ยังเป็นซุนเจิง เขาไม่อาจทัดทานยายแก่นี่ได้เลย ให้ตายเถอะ!
ชายชราผละมือออกจากเหอลี่อิง สาวเท้าไปเบื้องหน้าโดยไม่รู้ว่าเจ้าขโมยนั่นไปอยู่ตรงไหนแล้ว และเขาก็ไม่มีความคิดไล่ล่าคนร้ายเหมือนตอนหนุ่มๆ อีกเป็นอันขาด แต่เพราะตอนหนุ่มเคยผจญภัยมาไม่น้อย เลยรู้ดีว่ากระเป๋าที่เหอลี่อิงหวงนักหนานั้นคงจะอยู่ในถังขยะที่ไหนสักแห่ง หากว่าเจ้าโจรคนนั้นรื้อค้นแล้วไม่พบของมีค่าอะไร
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ซุนเจิงก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนึ่งมาฉุดรั้งเขาไว้
“ช่างเถอะ อย่าตามไปเลย”
ซุนเจิงมองคนที่รั้งเขาไว้ด้วยความไม่เข้าใจ “อะไรของเธอ เมื่อกี้เห็นหวงนักหวงหนาไม่ใช่หรือไง”
“แต่...ช่างมันเถอะ! ฉันหิวข้าวแล้ว ไปกินข้าวกัน”
“ฮะ! นี่เธอยังไม่เลยช่วงวัยทองอีกหรือเหอลี่อิง!” พูดจบประโยค มือของเหอลี่อิงก็ฟาดเข้าที่ต้นแขนของซุนเจิงอย่างแรง ใบหน้าสลดเสียใจเมื่อครู่นี้ที่เสียของรักพลันหายไป แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของยายแก่เหอลี่อิงขี้โมโหที่ซุนเจิงรู้จัก
“อย่างนั้นก็ได้ เธออยากกินอะไรล่ะ” ในเมื่อสู้หรือปฏิเสธอะไรไม่ได้ ซุนเจิงก็ได้แต่เปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บตัวอีกหน
“ภัตตาคารที่เราเคยไปกินไหม ตอนที่คุณได้รับตำแหน่งพันตรี”
ซุนเจิงมุ่นคิ้ว ตอนนั้นน่ะหรือ นับว่านานพอดูเชียว แต่เขาก็ยังจำได้ดีเช่นกัน
“ได้...ไปสิ”
ซุนเจิงคืออดีตผู้พันที่ไม่ได้รวยล้นฟ้าหรืออำนาจล้นมือเหมือนนายทหารคนอื่นๆ ไม่แปลกที่พอเกษียณอายุแล้วเขาจึงมีแค่บ้านหนึ่งหลัง และภรรยาแก่ๆ หนึ่งคน แต่ความจริงอีกด้านก็คือ เขาอาจจะปฏิเสธทุกอย่างที่ว่ามานั้นเพื่อแลกกับบ้านเพียงหนึ่งหลังและอยู่กับภรรยาแก่ๆ คนหนึ่งก็เป็นได้
ลมแห่งการเปลี่ยนผันของฤดูกาลผันผ่าน ร่างบอบบางหนาวสะท้าน แต่กลับอุ่นขึ้นทันตาเมื่อมีคนโอบกอดเธอเอาไว้พร้อมกับรอยยิ้ม“บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งออกมา มันหนาว” บุรุษที่ยืนซ้อนกายกอดภรรยาจากด้านหลังเอ่ยขึ้น “ฉันรักเธอนะลี่ลี่”“หืม เป็นอะไรไป มาบอกรักอะไรตรงนี้”“เมื่อเช้าลืมบอก เลยมาบอกตอนนี้แทนไง” เหอลี่อิงหัวเราะชอบใจ กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วกับคำบอกรักของซุนเจิง“แล้วนี่...ตัวเล็กยังไม่มาอีกหรือ” มือกร้านเคลื่อนไปยังหน้าท้องที่กลับมาแบนราบอีกครั้งหลังจากการคลอดบุตรชาย ด้วยหวังว่าเมล็ดพันธุ์เล็กๆ จะเริ่มงอกเงยอีกครั้ง“ยัง...แต่รอให้ซุนจิ้นเหอโตอีกสักหน่อยจะดีกว่า ดูเสี่ยวหยางสิ หัวหมุนไปหมดแล้ว”“ครั้งนี้ฉันอยากได้ลูกสาว”“ฉันรู้ แต่เรื่องนี้บังคับกันได้ที่ไหน”“ถ้าเป็นผู้ชายฉันก็รัก เพราะเป็นลูกฉันกับเธอ”“ฉันคิดไม่ออกเลย หากเราไม่มาอยู่ที่นี่ ป่านนี้ฉันจะเป็นยังไง ฉันจะหย่ากับคุณได้
สองเดือนผ่านไป“ซุนเจิง หลิวจวินนำสารจากรัชทายาทมาให้” เหอลี่อิงร้องเรียกสามีที่กำลังหน้าเครียดทำงานกองเท่าภูเขา ส่งสารที่น่าจะสำคัญไม่น้อยให้แก่ซุนเจิงซุนเจิงรับสารจากภรรยาและคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่เขากลับคิดผิดถนัด ใบหน้าที่เคร่งขรึมถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับภรรยา“เตรียมรับขวัญหลานได้แล้วยายแก่”“หมายความว่าอย่างไร”“ชายาของรัชทายาทตั้งครรภ์แล้ว”เหอลี่อิงดีใจจนไม่อาจซ่อนความรู้สึกไว้ได้ ใบหน้าฉายยิ้มกว้างและเดินไปบอกข่าวดีกับคนเสียทั่วจวน จนซุนเจิงได้แต่ส่ายศีรษะไปมา แล้วกลับมาสนใจสารในมืออีกครั้ง นับว่าไม่เสียแรงที่เขาปากเปียกปากแฉะบ่นเจ้าเด็กโข่งนั่นไป!.สองปีผ่านไป“อย่าเขียนตำราเล่นสิ นั่นของพี่นะ”“เหมยเอ๋อร์ อย่าฉีกตำราสิ แล้วพี่จะเอาอะไรอ่านล่ะ”“ไม่ๆ เสี่ยวเหอ พี่บอกว่าอย่าเขียนเล่นอย่างไรเล่า”&ld
เว่ยหลางเดินมาหาหวังซูเหยาพร้อมกับใต้เท้าซุน เว่ยหลางไม่กล้าสบตากับชายาของตนเองด้วยซ้ำไป เขาเอาแต่มองฮูหยินของใต้เท้าซุน ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกับการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้“เรากลับกันดีกว่า ป่านนี้ลูกโยเยแล้วกระมัง” ซุนเจิงเอ่ยพลางจูงมือของเหอลี่อิงให้มายืนข้างตน มองหนุ่มสาวที่มีท่าทีเก้กังก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมา“พวกท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอก ประเดี๋ยวข้าและฮูหยินจะกลับแล้ว” ซุนเจิงรีบเอ่ยขึ้น ด้วยรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องมีคนใดคนหนึ่งหนีหน้าและหยิบยกเอาเขาและเหอลี่อิงมาเป็นข้ออ้าง และเมื่อพูดจบก็รีบจูงมือเหอลี่อิงกลับออกจากตำหนักบูรพา ใบหน้าทั้งสองประดับรอยยิ้มไว้ไม่คลาย เรื่องหลังจากนี้จะดีหรือร้าย ทั้งสองไม่อาจเข้าไปยุ่งได้เว่ยหลางมองใบหน้าของสตรีที่ไม่ได้พบกันมาหลายวัน หวังซูเหยายังคงมีสีหน้าบึ้งตึง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมพูดกับเขาจนถึงขั้นหันหลังและหนีเข้าห้องไป โดยที่เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้สักคำเดียว“ได้ หวังซูเหยา เราจะได้เห็นดีกัน!”เว่ยหลางเก็บงำความในใจมากมายต่อสตรีที่หันหลังให้เขาไว้ แ
เมื่อเข้าตำหนักบูรพา เหอลี่อิงก็แยกตัวไปคุยกับชายาของรัชทายาททันที โดยทิ้งให้ซุนเจิงอยู่กับเว่ยหลางที่นั่งหน้าเครียดคิดไม่ตก“นั่งหน้าเครียดอย่างนี้ นางคงไม่หายโกรธท่านง่ายๆ ใช่หรือไม่” บุรุษที่ถูกภรรยาทิ้งให้อยู่กับต้นตอของปัญหาอย่างเว่ยหลางเอ่ยพลางรินน้ำชาให้กับตนเองและรัชทายาทที่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน“เมื่อวานข้าไปหานางมา ท่านรู้ไหมว่าข้าเจออะไร”ซุนเจิงขมวดคิ้วเชิงตั้งคำถามว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเจอนั้นคือสิ่งใด“นางเขวี้ยงแจกันใส่ข้า! แจกันแตกเป็นเสี่ยงๆ ดีที่ข้าหลบทัน ไม่อย่างนั้นหัวข้าคงแตกพอๆ กับแจกัน”ได้ยินคำบอกเล่าก็ขมวดคิ้วเป็นปมเชิงสงสัย ท่าทีเช่นนี้เหมือนว่าเขาเคยประสบมาบ้าง “แปลกๆ นะ เหมือนตอนฮูหยินข้าตั้งครรภ์เลย อารมณ์แปรปรวนขนาดนี้ ไม่ใช่ว่านางตั้งครรภ์แล้วหรือ”“ไม่ใช่” เว่ยหลางปฏิเสธทันควัน “เมื่อวันก่อนนางเป็นลมหมดสติไป ข้าให้หมอหลวงไปตรวจมาแล้ว หมอหลวงบอกว่านางเครียด ประจวบเหมาะกับโมโหเรื่องข้าจนถึงขั้นเป็นลมไป”“ถ้า
ซุนเจิงใช้ชีวิตอย่างที่เป็นมา ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ มีแต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเท่านั้น อย่างเช่นในตอนนี้ เขาต้องเรียนรู้ที่จะสอนเด็กหนุ่มที่ข้องใจในความสัมพันธ์ประหลาดให้ได้เข้าใจ และกลับไปง้อขอคืนดีกับภรรยาของตนเอง...“ก็บอกแล้วว่าให้พูดดีกับนางหน่อย ใจร้อนแล้วพาลใส่เธอ ผลก็เป็นอย่างนี้แหละ” ซุนเจิงเอ่ยพลางหยิบชาขึ้นมาดื่ม สายตามองไปยังเว่ยหลางที่กำลังคิดไม่ตก เว่ยหลางเอ่ยแต่เพียงว่ามีเรื่องให้ต้องคิดมาก งานของรัชทายาทนั้นมากมายจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่พอมีเวลาพักก็รีบตรงดิ่งไปหาชายาของเขาอย่างหวังซูเหยาในทันที แต่ก็มิวายเผลอทำตัวไม่ดีใส่ เพียงเพราะนางเซ้าซี้ถามเรื่องงานและเรื่องของอีกฝ่ายมากเกินไป และสรุปจบสุดท้ายคือหวังซูเหยางอนแน่นอนว่าเหอลี่อิงที่นั่งร่วมสนทนาอยู่ด้วยนั้นเข้าข้างสตรีด้วยกันอย่างไม่ต้องวิเคราะห์รูปการณ์ใดๆ เลย ส่วนเขาก็พอจะเห็นด้วยกับหวังซูเหยา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาทราบดีว่าเวลานี้ควรวางตัวไม่เป็นกลาง และด้วยประสบการณ์ที่มีทำให้เขาเลือกข้างภรรยาโดยไม่ต้องยั้งคิดใดๆ ทั้งสิ้น“ข้าเหนื่อยเลยหลุดปากไปเท่านั้น”
“ใต้เท้า!” หลิวจวินตะโกนขึ้นเสียงดัง จนเว่ยหลางและซุนเจิงที่สนทนากันอยู่ต้องหันกลับไปมอง ขุนนางที่ออกจากจวนเพื่อมาหารือเรื่องงานกับรัชทายาทที่ตำหนักบูรพาถึงกับชะงักการกระทำทุกอย่าง เพราะว่าหลิวจวินนั้นถูกรัชทายาทกำชับให้เฝ้าจวนของเขาไว้ แต่หากอีกฝ่ายหน้าตาตื่นมาเช่นนี้ แสดงว่าย่อมมีเรื่องเกิดขึ้นที่จวนเป็นแน่“มีอะไร ใครเป็นอะไร!” ซุนเจิงเอ่ยถามคนที่หอบเหนื่อย แต่พยายามจะพูดกับเขา“ฮูหยิน...ฮูหยินจะคลอดแล้วขอรับ”“คะ...คลอด!” คนที่ได้ยินเบิกตากว้าง ก่อนหน้านี้เขาอยู่กับเหอลี่อิงตลอดเวลาจนแทบจะกลายเป็นเงาตามตัว แต่พอวันนี้เขาออกมาจากจวนได้ไม่เท่าไร นางก็คลอดขึ้นมาเสียอย่างนั้น! ให้มันได้อย่างนี้สิ!ซุนเจิงพยายามตั้งสติที่กระเจิดกระเจิงไปไกลให้เข้าที่ และรีบออกจากตำหนักบูรพาทันทีโดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น เว่ยหลางและหลิวจวินเองก็ตั้งรับเรื่องนี้ไม่ถูกเช่นกัน ทั้งสองมีท่าทีตื่นตระหนกทำสิ่งใดไม่ถูก กว่าจะตั้งสติได้ ใต้เท้าซุนก็ออกจากตำหนักบูรพาไปเสียแล้ว“หลิวจวินเจ้า...เจ้า
“โอ๊ย! เบาๆ หน่อย ประเดี๋ยวฉันพิการขึ้นมา เธอจะเดือดร้อนเอานะยายแก่” ซุนเจิงโอดครวญโดยที่ตัวเขานอนราบไปกับเตียง ส่วนคนที่เขาบ่นก็แทบจะนั่งอยู่บนแผ่นหลังของเขาอยู่รอมร่อ ใครจะไปคิดว่ารัชทายาทผู้นั้นจะตัวหนักถึงเพียงนี้ ให้ตายเถิด นี่ขนาดเขาอยู่ในร่างของบุรุษที่ยังหนุ่ม
“เป็นอะไรไป มองฉันทำไมหรือ” เมื่อคนที่ถูกจ้องมองเอ่ยทัก เหอลี่อิงจึงละสายตาออกจากเขาและเอ่ยปัด ก่อนจะเดินไปหาเสี่ยวหยาง จับจูงมือน้อยๆ ของเด็กชายเอาไว้และออกเดินต่อ ทว่าในใจนั้นสับสนอย่างประหลาด หรือว่าการกลับมาอยู่ในร่างที่ยังไม่ร่วงโรยจะทำให้เธออ่อนไหวประหนึ่งหญิงสาวไร้เดียงสากัน
“พาเสี่ยวหยางกลับห้องได้แล้ว” ซุนเจิงที่หมดความอดทนในที่สุด หันไปบอกกับเหอลี่อิง เมื่อสองคนนั้นกลับออกไป เขาจึงจ้องใบหน้าของชายชราที่ไม่น่านับถือด้วยความเดือดดาลไม่ต่างกัน“หากมีลูกแล้วสั่งสอนให้ดีไม่ได้ ท่านก็ไม่น่าให้กำเนิดพวกเขาออกมา เช่นเดียวกัน หากมีหลานแล้วเลือกที่รักมักที่ชัง ท่านก็อย่าให้เข
เมื่อจับจูงกันออกมาจากห้อง ทั้งสามนั่งรับประทานอาหารด้วยกันอย่างปกติสุข อาจจะมีบ้างที่ถามไถ่กันเป็นระยะตามประสาคนอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน“วันนี้มีเรียนหรือไม่เสี่ยวหยาง”“ไม่มีขอรับ อาจารย์บอกว่าข้ารู้หมดทุกเรื่องแล้ว ไม่มีอะไรสอนแล้วขอรับ”“ขนาดนั้นเชียวหรือ ไหนท่านอาชิงซางชอบกล่าวว่าเจ้าไม่เอาไหน” เ







