LOGINซุนเจิงกำมือแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก ในใจค่อนขอดตนเองไม่หยุดหย่อน แต่เครื่องมือสื่อสารที่พกติดตัวมาด้วยก็เสียงดังขึ้น จนคนเป็นเจ้าของแอบสะดุ้งตกใจ ก่อนจะคว้าเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นออกมารับ
“ใคร?” แม้จะอารมณ์ขุ่นมัวหรือตกใจกับเสียงเรียกเข้า แต่เมื่อครู่นี้เขาก็สังเกตได้ว่าบนหน้าจอของเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นปรากฏชื่อของยายแก่เหอลี่อิง แต่ทำไมถึงมีเสียงผู้ชายดังขึ้นมาจากปลายสายกัน และเมื่อได้ยินคำอธิบาย คิ้วที่ขมวดเมื่อครู่ก็พลันหายไปในทันที แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแทน
“ตอนนี้ยายแก่นั่นอยู่ไหน?!”
ซุนเจิงรวบรวมสติที่เตลิดเปิดเปิงไปเมื่อครู่นี้กลับมา กดวางสายและรีบลุกออกจากบ้านของอี้หมิงโดยไม่บอกลาเจ้าของบ้านด้วยซ้ำ
“คุณปู่มีอะไรหรือครับ คุณปู่!” อี้หมิงพยายามตะโกนถามตามหลังคนที่ปั้นปึ่งออกไปหลังจากรับโทรศัพท์เมื่อครู่นี้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจเสียงเรียกของเขาแม้แต่น้อย คุณปู่ซุนเจิงรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว จนเขาเองก็อดห่วงไม่ได้
ชายชราที่พรวดพราดออกจากบ้านของหลานชายหันซ้ายแลขวาเมื่อมาถึงสถานที่หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่แสนจะพลุกพล่าน เขากวาดสายตาไปจนทั่วบริเวณ กระทั่งพบกับคนที่สร้างปัญหานั่งกอดเข่าอยู่ไม่ไกลนัก
“ยายแก่!” ซุนเจิงตะโกนเรียกเสียงดัง แต่แทนที่ยายนั่นจะได้ยินแล้วลุกขึ้นมองมาทางเขาด้วยความดีใจที่สามีคนนี้มาหา กลับกลายเป็นว่าเหอลี่อิงเชิดหน้าพร้อมทั้งเบี่ยงหน้าหนีอย่างเย่อหยิ่ง
หน็อย!
“นี่คุณผู้ชาย ผู้หญิงคนนี้ใช่ภรรยาคุณหรือเปล่า”
“ใช่ นี่เมียฉันเอง” ซุนเจิงตอบกลับชายหนุ่มรุ่นลูกที่ยืนกอดอกอย่างไม่พอใจอยู่ และน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่คุยโทรศัพท์กับเขาเมื่อครู่นี้
“คุณผู้หญิงเขาขึ้นรถแล้วไม่มีเงินจ่าย เลยให้ผมโทร.หาคุณ” ไม่ต้องให้อีกฝ่ายสาธยายสิ่งใดอีก ซุนเจิงก็ควักเงินในกระเป๋าจ่ายเงินให้ชายหนุ่มคนนั้นพร้อมทั้งไล่ส่งให้รีบไปพ้นๆ หน้า ตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลามาเอ่ยสิ่งใดอีกแล้ว เพราะถ้าหากไม่รีบจัดการยายแก่นี่ อย่ามาเรียกเขาว่าซุนเจิงอีก!
“คิดจะหนีออกจากบ้าน ทำไมไม่คิดเอาเงินติดตัวมาด้วย ยายแก่โง่! อายุปูนนี้แล้ว ไม่ได้ฉลาดขึ้นมาเลยหรือยังไง!
“ถ้าฉันรู้จักคนอื่น ฉันคงไม่ให้นายคนนั้นโทร.หาคุณหรอก ตาแก่!”
“ไร้หนทางขนาดนี้ ยังจะคิดออกจากบ้าน ไป! กลับบ้าน!” ซุนเจิงรวบมือของอีกฝ่ายไว้ “แล้วอย่าคิดหนีออกมาสร้างภาระให้ฉันแบบนี้อีก เข้าใจไหม!” ออกแรงฉุดรั้งเหอลี่อิงให้เดินตามเขา แต่อีกฝ่ายก็ไม่ให้ความร่วมมือแม้แต่น้อย ทั้งยังสะบัดสะบิ้งประหนึ่งสาวแรกรุ่นโดนชายหนุ่มแตะเนื้อต้องตัวเสียอย่างนั้น!
“ปล่อยฉัน! ฉันไม่กลับ!”
“แล้วจะไปไหน อย่าทำตัวเป็นสาวๆ ที่งอนผัวแล้วหนีออกจากบ้านไปหน่อยเลย!”
“แล้วจะมาพูดเรื่องหย่าทำไมกันล่ะ!”
ซุนเจิงชะงัก คำพูดมากมายที่จะด่ายายแก่หนังเหี่ยวตรงหน้าพลันจางหายไปอีกหน
“อยากหย่านักไม่ใช่หรือไง ได้ อย่างนั้นเราไปหย่ากัน!”
ซุนเจิงที่เป็นฝ่ายได้ยินคำขอหย่าก็สูดลมหายใจเข้าเพื่อสงบสติอารมณ์ “ได้! แต่ไม่ใช่วันนี้ เธอต้องกลับบ้านกับฉัน มีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ เธอคิดว่าจะหย่าก็เดินไปหย่าได้เลยหรืออย่างไร ยายโง่!”
ซุนเจิงและเหอลี่อิงขึ้นเสียงใส่กัน ถกเถียงกันไปมาจนตอนนี้ไม่ได้สนใจรอบข้างแม้แต่น้อย และด้วยความที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก็ปรี่เข้ามาใกล้เหอลี่อิง จังหวะนั้นเองซุนเจิงก็ได้รู้ตัวว่าชายฉกรรจ์ที่ปรี่เข้ามาประชิดพวกเขาทั้งคู่เพื่อหมายจะคว้ากระเป๋าถือของเหอลี่อิง แต่กระนั้นจะเบี่ยงตัวยายแก่เหอลี่อิงให้หลบก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว
แรงมหาศาลของชายฉกรรจ์กระตุกกระเป๋าในมือของเหอลี่อิงไปอย่างง่ายดาย และวิ่งไปด้วยความเร็ว เร็วเสียจนซุนเจิงถอดใจที่จะตามไปเพื่อกระเป๋าถือที่ไม่มีเงินในนั้นเลย แต่ยายแก่ข้างๆ อาจจะไม่คิดเช่นนั้น
เหอลี่อิงเริ่มโวยวายร้องลั่นไปทั่ว อีกทั้งวิ่งตามขโมยคนนั้นไปจนซุนเจิงเองก็คว้าตัวเธอไว้ไม่ทัน เขาเริ่มเกลียดชังในความชราของตนเองเป็นเท่าทวี
“นี่เธอจะไปไหน!” ซุนเจิงวิ่งตามสตรีที่วิ่งออกหน้าไปเมื่อครู่นี้ และนึกปลงตกในสังขาร ความปวดแปลบตามข้อเข่าเริ่มเล่นงาน แต่กระนั้นจะปล่อยให้ยายแก่นั่นวิ่งโร่ไปหาเรื่องเจ็บตัวก็ไม่ได้อีกเช่นกัน หากปล่อยไป เขาจะไม่ถูกประณามหรอกหรือว่าเมียคนเดียวยังดูแลไม่ได้! และในที่สุดความกลัวของซุนเจิงก็ทำให้คว้าตัวของเหอลี่อิงไว้ได้
“จะวิ่งตามไปทำไม!” ซุนเจิงพูดสลับกับเสียงหอบราวกับวิ่งข้ามภูเขามาหลายลูก ร่างกายพยายามเหยียดตรง “ในนั้นไม่มีอะไรที่มีค่าสักอย่าง แม้แต่เงินยังไม่มีเลย ถ้าเสียดายกระเป๋า ฉันซื้อให้ใหม่ก็ได้ จะวิ่งตามไปทำไมกัน!”
“แต่มันมีค่าสำหรับฉัน ปล่อย ฉันจะไปเอาของของฉันคืน!”
“เราไปแจ้งความก็ได้” ซุนเจิงมองใบหน้าของสตรีสูงวัยที่ตอนนี้เขาสังเกตได้ว่าดวงตาของเธอนั้นเริ่มแดงก่ำ “...อย่างนั้นก็รออยู่นี่ ฉันไปตามมันเอง”
ซุนเจิงก็ยังเป็นซุนเจิง เขาไม่อาจทัดทานยายแก่นี่ได้เลย ให้ตายเถอะ!
ชายชราผละมือออกจากเหอลี่อิง สาวเท้าไปเบื้องหน้าโดยไม่รู้ว่าเจ้าขโมยนั่นไปอยู่ตรงไหนแล้ว และเขาก็ไม่มีความคิดไล่ล่าคนร้ายเหมือนตอนหนุ่มๆ อีกเป็นอันขาด แต่เพราะตอนหนุ่มเคยผจญภัยมาไม่น้อย เลยรู้ดีว่ากระเป๋าที่เหอลี่อิงหวงนักหนานั้นคงจะอยู่ในถังขยะที่ไหนสักแห่ง หากว่าเจ้าโจรคนนั้นรื้อค้นแล้วไม่พบของมีค่าอะไร
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ซุนเจิงก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนึ่งมาฉุดรั้งเขาไว้
“ช่างเถอะ อย่าตามไปเลย”
ซุนเจิงมองคนที่รั้งเขาไว้ด้วยความไม่เข้าใจ “อะไรของเธอ เมื่อกี้เห็นหวงนักหวงหนาไม่ใช่หรือไง”
“แต่...ช่างมันเถอะ! ฉันหิวข้าวแล้ว ไปกินข้าวกัน”
“ฮะ! นี่เธอยังไม่เลยช่วงวัยทองอีกหรือเหอลี่อิง!” พูดจบประโยค มือของเหอลี่อิงก็ฟาดเข้าที่ต้นแขนของซุนเจิงอย่างแรง ใบหน้าสลดเสียใจเมื่อครู่นี้ที่เสียของรักพลันหายไป แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของยายแก่เหอลี่อิงขี้โมโหที่ซุนเจิงรู้จัก
“อย่างนั้นก็ได้ เธออยากกินอะไรล่ะ” ในเมื่อสู้หรือปฏิเสธอะไรไม่ได้ ซุนเจิงก็ได้แต่เปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บตัวอีกหน
“ภัตตาคารที่เราเคยไปกินไหม ตอนที่คุณได้รับตำแหน่งพันตรี”
ซุนเจิงมุ่นคิ้ว ตอนนั้นน่ะหรือ นับว่านานพอดูเชียว แต่เขาก็ยังจำได้ดีเช่นกัน
“ได้...ไปสิ”
ซุนเจิงคืออดีตผู้พันที่ไม่ได้รวยล้นฟ้าหรืออำนาจล้นมือเหมือนนายทหารคนอื่นๆ ไม่แปลกที่พอเกษียณอายุแล้วเขาจึงมีแค่บ้านหนึ่งหลัง และภรรยาแก่ๆ หนึ่งคน แต่ความจริงอีกด้านก็คือ เขาอาจจะปฏิเสธทุกอย่างที่ว่ามานั้นเพื่อแลกกับบ้านเพียงหนึ่งหลังและอยู่กับภรรยาแก่ๆ คนหนึ่งก็เป็นได้
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







