LOGINเมื่อทุกอย่างดำเนินมาถึงเวลาอันควร เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ถูกพาเข้าห้องหอ ซุนเจิงถอนหายใจครั้งที่ร้อย หันมองเจ้าสาวในชุดแดงที่ถูกคลุมหน้าคลุมตา ความจริงเธอมีท่าทีประหลาดในบางครั้งจนซุนเจิงสังเกตได้ เธอมักลอบมองเขาเป็นระยะๆ แต่ด้วยผ้าที่คลุมหน้าเธออยู่จึงอาจทำให้มองเขาได้ไม่ถนัดกระมัง หลายครั้งจึงดูเหมือนว่าเธอเพ่งมองมาทางเขาอย่างตั้งใจ
“ฉันจะเปิดหน้าเธอเอง” ซุนเจิงเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้สนใจว่าหญิงสาวตรงหน้าจะเข้าใจหรือไม่ การพูดให้ดูเหมือนคนในยุคสมัยนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่คุ้นชินได้โดยง่ายเสียเมื่อไร แต่ธรรมเนียมประเพณีการแต่งงานนั้น เขาเองก็พอรู้อยู่บ้าง โดยเฉพาะการเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็เช่นกัน เจ้าบ่าวจะต้องเปิดผ้าคลุมหน้าให้แก่เจ้าสาวในคืนเข้าหอ
เช่นนั้นเขาจึงเคลื่อนกายเข้าไปใกล้เหอเสี่ยวอิง ค่อยๆ เลิกผ้าคลุมหน้าสีแดงขึ้น และเมื่อสบตากับสตรีตรงหน้า ซุนเจิงก็ชะงัก ก่อนผละตัวออกห่างจากเจ้าสาวอย่างตกใจ ส่วนเจ้าสาวที่ถูกเปิดผ้าคลุมหน้าก็ไม่ต่างกัน
“ยายแก่เหอลี่อิง!”
“ตาเฒ่าซุนเจิง!”
“นี่เธอจริงๆ หรือ!”
“นี่คุณจริงๆ ด้วย!”
ต่างคนต่างตกใจ ต่างคนต่างไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความจริง กว่าซุนเจิงจะประคองสติให้กลับมาอยู่กับตัวได้ก็ตอนที่เหอลี่อิงเข้าประชิดกาย ประกบมือทั้งสองบนใบหน้าของเขาราวจะย้ำกับตนเองว่าเขาไม่ใช่ผีหรือวิญญาณ อะไรทำนองนั้น
“คุณจริงๆ หรือนี่?!” หน้าของซุนเจิงถูกจับไปทางซ้ายทีขวาทีจนเขาเริ่มเวียนหัว ต้องหยุดมือที่ทำอะไรตามอำเภอใจของเหอลี่อิงเอาไว้
“นี่เธอหยุดได้แล้ว!”
เมื่อถูกดุ เหอลี่อิงจึงค่อยๆ คลายความตื่นตระหนก และปักใจเชื่อว่าตรงหน้าของเธอคือซุนเจิงจริงๆ
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” เมื่อเชื่อสนิทใจว่าคนตรงหน้าคือสามีของเธอ เหอลี่อิงก็เอ่ยถามอย่างสงสัย เช่นเดียวกับการสงสัยตนเองที่มาโผล่อยู่ที่นี่
“ไม่รู้...ฉันจำอะไรไม่ได้เลย หลังจากอี้หมิงอุ้มเธอไป พอลืมตาขึ้นก็มาอยู่ที่นี่แล้ว” ซุนเจิงเอ่ยด้วยเสียงที่เบากว่าก่อนหน้า มองใบหน้าของคนที่ตั้งคำถาม “แล้วเธอล่ะ ฉันนึกว่าอี้หมิงจะพาเธอลงบันไดไปทัน เพราะไฟน่าจะไหม้อยู่แค่ชั้นบน ไม่น่าจะลามลงไปเร็วขนาดนั้น”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...หรือว่าเราตายแล้ว!”
เมื่อเหอลี่อิงแสดงท่าทีตื่นตระหนกกับเรื่องไม่คาดฝัน ซุนเจิงก็มองเธอเขม็ง และอดไม่ได้ที่จะประชดประชันใส่สตรีข้างกาย “เฮอะ! ขนาดตายจนมาเกิดใหม่ เธอยังตามมาหลอกมาหลอนฉันอีก!”
“ทำอย่างกับว่าฉันอยากเจอคุณนักนี่! ฉันก็ตงิดใจตั้งแต่เห็นคุณครั้งแรกแล้ว แต่คลุมหน้าอยู่เลยมองไม่ถนัด พยายามเพ่งมองอยู่หลายที แต่ก็ไม่แน่ใจเสียที” เมื่อเหอลี่อิงเอ่ย ซุนเจิงจึงกระจ่างใจว่าท่าทีประหลาดก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายขณะกำลังอยู่ในพิธีนั้นคืออะไร
“แล้วเธอไม่ตกใจหรือไง ฟื้นมาก็ต้องมาแต่งงานเลย”
“ตกใจสิ! ฉันฟื้นมาก็อยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว มีสาวรับใช้บอกว่าฉันจะต้องแต่งงานกับซุนจ้าวเฟิง ตั้งสติยังไม่ได้ก็มายืนคำนับฟ้าดินกับคุณเสียแล้ว”
ต่างคนต่างไม่รู้สาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ต้องมานั่งรับชะตากรรมร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะนับเป็นโชคร้ายหรือดีกันแน่
“แล้วจะทำอย่างไรต่อไป” เหอลี่อิงเอ่ยถามบุรุษที่นั่งนิ่งไม่ต่างจากเธอมานานสองนาน และได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของเขาดังออกมา ร่างสูงของซุนเจิงลุกขึ้นเหยียดตรง เริ่มเปลื้องอาภรณ์ของเขาออกอย่างไม่เร่งรีบ เรือนร่างอย่างชายหนุ่มที่เหอลี่อิงไม่ชินตา แต่ก็คุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะเธอใช้ชีวิตร่วมกับเขามาถึงสี่สิบกว่าปี
เหอลี่อิงมองชายผู้เป็นสามีทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างสงสัย ว่าเหตุใดเขาจึงไม่ตอบคำถามเธอ แต่กลับเปลื้องผ้าออกทีละชิ้นแทน และเมื่อเปลื้องผ้าจนพอใจ ซุนเจิงก็หันมาประจันหน้ากับเธอด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์แสนกลที่เธอเกือบลืมเลือนไปเสียสนิท ว่าชายคนนี้ร้ายกาจเพียงไร!
“นี่คุณจะทำอะไร?!” เหอลี่อิงเอ่ยเสียงหลง เมื่อซุนเจิงเคลื่อนกายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของเขา
“เข้าหอไง เธอถามไม่ใช่หรือว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่งงานแล้วก็ต้องเข้าหอสิ”
“เดี๋ยว!” เหอลี่อิงรีบผลักอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่กลับไม่มีผลเลยสักนิด อีกทั้งเธอยังได้ยินเขาหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ
“ดีดดิ้นทำเหมือนไม่เคยไปได้” ชายหนุ่มว่า เหอลี่อิงหน้าแดงเหมือนพุทราสุกเมื่อได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู “มีคนแอบอยู่ด้านนอก”
สตรีที่กำลังเขินอายชะงัก เหลือบมองไปยังบานประตูสลับกับซุนเจิง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขารู้ได้อย่างไรว่ามีคนแอบอยู่ด้านนอก แต่เธอก็ไม่ได้นึกสงสัยเช่นกัน ซุนเจิงคือนายทหารเก่า ทักษะจำพวกนี้หากติดตัวมาด้วยก็คงไม่แปลก แต่กระนั้นประโยคเมื่อครู่ก็ทำลายความเขินอายของเธอไปจนหมดสิ้นเช่นกัน
“พวกเขาคงจะรอดูว่าเข้าหอคืนนี้ราบรื่นหรือไม่ เธอไม่อยากให้พวกเขาสมใจหน่อยหรือ ในความทรงจำของซุนจ้าวเฟิง ฉันพอจะเดาได้ว่าตระกูลซุนและตระกูลเหอนั้นหมายมั่นเรื่องแต่งงานของเราขนาดไหน อ้อ! สมัยนี้เขาต้องใช้คำแบบไหนกันล่ะ เอาเป็นว่าพวกเรามาทำให้ครอบครัวทั้งสองได้สมหวังดีหรือไม่ เมียรัก”
เหอลี่อิงมองซุนเจิงที่ยิ้มร้ายไม่คลาย ก็ได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจในเจตจำนงของอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าใจในไม่กี่อึดใจถัดมา
“ดีมาก”
“อย่างนั้นหรือ” เหอลี่อิงตอบตามน้ำ
“ใช่...อย่าเร็วนัก ค่อยๆ หน่อย” เหอลี่อิงหันขวับมองชายที่พูดสองแง่สองง่ามได้อย่างสนุกปาก ทั้งที่ทั้งสองนั้นเพียงแค่นอนเหยียดยาวร่วมเตียงเดียวกันเท่านั้น ส่วนอีกฝ่ายที่พูดราวกับว่าทั้งเขาและเธอมีศึกรักที่แสนเร่าร้อนก็นอนหลับตาพริ้มอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ว่าจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน จนเธออดไม่ไหว ต้องบิดบั้นเอวของอีกฝ่ายให้หายหมั่นไส้
“โอ๊ย!” ซุนเจิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัวกับการโดนทำร้ายร้องโอดโอย มองหน้าหญิงสาวที่ทำร้ายเขาเมื่อครู่นี้อย่างคาดโทษ
“โธ่ เมียรัก! อย่ารุนแรงนักสิ”
เหอลี่อิงแทบจะกลอกตากลับ เมื่อซุนเจิงยังสวมบทบาทนักแสดงได้อย่างดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าสายตาจะมองมาอย่างไม่พอใจ ร่างกายสูงใหญ่ของซุนเจิงขยับเข้าใกล้ยิ่งกว่าเก่า ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เธอได้ปลุกเสือร้ายขึ้นมาแล้ว
“เล่นให้มันสมบทบาทหน่อยไม่ได้หรือไง คนข้างนอกจะได้ไปให้พ้นเสียที” ซุนเจิงโน้มใบหน้ากระซิบข้างหูของเหอลี่อิง แต่เธอก็ไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย ทั้งยังดีดดิ้นราวกับเขาเป็นโจรราคะที่จะพรากพรหมจารีเสียอย่างนั้น ทั้งที่เขาเป็นสามีของเธอมาสี่สิบกว่าปี! รู้ทุกซอกทุกมุมของเรือนร่างนี้ยิ่งกว่าตัวเธอเองอีกกระมัง!
“หากเธอไม่ยอมเล่นเป็นคู่รักที่เข้าหอกันคืนแรก ฉันจะทำให้เธอได้เข้าหอจริงๆ เหอลี่อิง หรือว่าเธออยากสัมผัสรสรักของพวกเรากันล่ะ”
เหอลี่อิงถลึงตาใส่ซุนเจิงทันที แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะชอบใจ จนสุดท้ายเธอก็ได้แต่เล่นละครบ้าๆ ฉากนี้ร่วมกับเขา
“อย่างนั้นแหละเมียรัก เชื่อฟังอย่างนี้ ข้าชอบนัก” ซุนเจิงบีบคางของเหอลี่อิง ใบหน้าเต็มไปด้วยความพอใจระคนสนุกสนานที่กลั่นแกล้งเธอในยามนี้
“ข้าไม่ค่อยถนัด คงจะต้องให้ท่านช่วยชี้แนะเสียแล้ว”
“นับว่าเป็นคนใฝ่เรียนรู้ เอาเป็นว่าเจ้าทำตามข้าก็เป็นพอ”
เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากห้องหอ ทำเอาคนที่แอบฟังอยู่ด้านนอกหน้าร้อนผ่าว บ่าวในจวนต่างก้มหน้าก้มตาแสดงทีท่าเขินอายประหนึ่งว่าได้ร่วมเหตุการณ์ข้างในห้องหอนั้น และความเขินอายยิ่งทวีเป็นเท่าตัวเมื่อเสียงคล้ายกับเหนื่อยล้าดังขึ้นอย่างหวานหยดและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็วๆ นี้ดังขึ้นมาเป็นระลอก
“พอใจหรือไม่เจ้าคะ”
“เพียงเท่านี้ไม่ได้ทำให้พึงพอใจได้”
คนด้านในห้องหอเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่คนด้านนอกบางคนถึงขั้นทนไม่ไหวต้องเดินหนีให้ไกลห่าง ด้วยเกรงว่าหากนายทั้งสองรู้เข้าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว พวกเขาคงไม่มีเวลามาถือโทษพวกตนกระมัง เพราะบัดนี้ใต้เท้าซุนมีกิจที่สำคัญกว่าลงโทษบ่าวในจวน แต่กระนั้นเพียงเท่านี้ก็น่าจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ทั้งตระกูลเหอและตระกูลซุนแล้ว บ่าวที่มาสังเกตการณ์แทนนายทั้งสองตระกูลต่างรีบนำข่าวไปรายงานให้ผู้อาวุโสของตนได้รับทราบ
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







