หน้าหลัก / รักโบราณ / ณ อนันต์ / แม้ตายแล้วก็หนีกันไม่พ้น 2

แชร์

แม้ตายแล้วก็หนีกันไม่พ้น 2

ผู้เขียน: กัวซืออวี่
last update วันที่เผยแพร่: 2026-01-15 13:24:36

เมื่อทุกอย่างดำเนินมาถึงเวลาอันควร เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ถูกพาเข้าห้องหอ ซุนเจิงถอนหายใจครั้งที่ร้อย หันมองเจ้าสาวในชุดแดงที่ถูกคลุมหน้าคลุมตา ความจริงเธอมีท่าทีประหลาดในบางครั้งจนซุนเจิงสังเกตได้ เธอมักลอบมองเขาเป็นระยะๆ แต่ด้วยผ้าที่คลุมหน้าเธออยู่จึงอาจทำให้มองเขาได้ไม่ถนัดกระมัง หลายครั้งจึงดูเหมือนว่าเธอเพ่งมองมาทางเขาอย่างตั้งใจ

“ฉันจะเปิดหน้าเธอเอง” ซุนเจิงเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้สนใจว่าหญิงสาวตรงหน้าจะเข้าใจหรือไม่ การพูดให้ดูเหมือนคนในยุคสมัยนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่คุ้นชินได้โดยง่ายเสียเมื่อไร แต่ธรรมเนียมประเพณีการแต่งงานนั้น เขาเองก็พอรู้อยู่บ้าง โดยเฉพาะการเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็เช่นกัน เจ้าบ่าวจะต้องเปิดผ้าคลุมหน้าให้แก่เจ้าสาวในคืนเข้าหอ

เช่นนั้นเขาจึงเคลื่อนกายเข้าไปใกล้เหอเสี่ยวอิง ค่อยๆ เลิกผ้าคลุมหน้าสีแดงขึ้น และเมื่อสบตากับสตรีตรงหน้า ซุนเจิงก็ชะงัก ก่อนผละตัวออกห่างจากเจ้าสาวอย่างตกใจ ส่วนเจ้าสาวที่ถูกเปิดผ้าคลุมหน้าก็ไม่ต่างกัน

“ยายแก่เหอลี่อิง!”

“ตาเฒ่าซุนเจิง!”

“นี่เธอจริงๆ หรือ!”

“นี่คุณจริงๆ ด้วย!”

ต่างคนต่างตกใจ ต่างคนต่างไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความจริง กว่าซุนเจิงจะประคองสติให้กลับมาอยู่กับตัวได้ก็ตอนที่เหอลี่อิงเข้าประชิดกาย ประกบมือทั้งสองบนใบหน้าของเขาราวจะย้ำกับตนเองว่าเขาไม่ใช่ผีหรือวิญญาณ อะไรทำนองนั้น

“คุณจริงๆ หรือนี่?!” หน้าของซุนเจิงถูกจับไปทางซ้ายทีขวาทีจนเขาเริ่มเวียนหัว ต้องหยุดมือที่ทำอะไรตามอำเภอใจของเหอลี่อิงเอาไว้

“นี่เธอหยุดได้แล้ว!”

เมื่อถูกดุ เหอลี่อิงจึงค่อยๆ คลายความตื่นตระหนก และปักใจเชื่อว่าตรงหน้าของเธอคือซุนเจิงจริงๆ

“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” เมื่อเชื่อสนิทใจว่าคนตรงหน้าคือสามีของเธอ เหอลี่อิงก็เอ่ยถามอย่างสงสัย เช่นเดียวกับการสงสัยตนเองที่มาโผล่อยู่ที่นี่

“ไม่รู้...ฉันจำอะไรไม่ได้เลย หลังจากอี้หมิงอุ้มเธอไป พอลืมตาขึ้นก็มาอยู่ที่นี่แล้ว” ซุนเจิงเอ่ยด้วยเสียงที่เบากว่าก่อนหน้า มองใบหน้าของคนที่ตั้งคำถาม “แล้วเธอล่ะ ฉันนึกว่าอี้หมิงจะพาเธอลงบันไดไปทัน เพราะไฟน่าจะไหม้อยู่แค่ชั้นบน ไม่น่าจะลามลงไปเร็วขนาดนั้น”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...หรือว่าเราตายแล้ว!”

เมื่อเหอลี่อิงแสดงท่าทีตื่นตระหนกกับเรื่องไม่คาดฝัน ซุนเจิงก็มองเธอเขม็ง และอดไม่ได้ที่จะประชดประชันใส่สตรีข้างกาย “เฮอะ! ขนาดตายจนมาเกิดใหม่ เธอยังตามมาหลอกมาหลอนฉันอีก!”

“ทำอย่างกับว่าฉันอยากเจอคุณนักนี่! ฉันก็ตงิดใจตั้งแต่เห็นคุณครั้งแรกแล้ว แต่คลุมหน้าอยู่เลยมองไม่ถนัด พยายามเพ่งมองอยู่หลายที แต่ก็ไม่แน่ใจเสียที” เมื่อเหอลี่อิงเอ่ย ซุนเจิงจึงกระจ่างใจว่าท่าทีประหลาดก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายขณะกำลังอยู่ในพิธีนั้นคืออะไร

“แล้วเธอไม่ตกใจหรือไง ฟื้นมาก็ต้องมาแต่งงานเลย”

“ตกใจสิ! ฉันฟื้นมาก็อยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว มีสาวรับใช้บอกว่าฉันจะต้องแต่งงานกับซุนจ้าวเฟิง ตั้งสติยังไม่ได้ก็มายืนคำนับฟ้าดินกับคุณเสียแล้ว”

ต่างคนต่างไม่รู้สาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ต้องมานั่งรับชะตากรรมร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะนับเป็นโชคร้ายหรือดีกันแน่

“แล้วจะทำอย่างไรต่อไป” เหอลี่อิงเอ่ยถามบุรุษที่นั่งนิ่งไม่ต่างจากเธอมานานสองนาน และได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของเขาดังออกมา ร่างสูงของซุนเจิงลุกขึ้นเหยียดตรง เริ่มเปลื้องอาภรณ์ของเขาออกอย่างไม่เร่งรีบ เรือนร่างอย่างชายหนุ่มที่เหอลี่อิงไม่ชินตา แต่ก็คุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะเธอใช้ชีวิตร่วมกับเขามาถึงสี่สิบกว่าปี

เหอลี่อิงมองชายผู้เป็นสามีทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างสงสัย ว่าเหตุใดเขาจึงไม่ตอบคำถามเธอ แต่กลับเปลื้องผ้าออกทีละชิ้นแทน และเมื่อเปลื้องผ้าจนพอใจ ซุนเจิงก็หันมาประจันหน้ากับเธอด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์แสนกลที่เธอเกือบลืมเลือนไปเสียสนิท ว่าชายคนนี้ร้ายกาจเพียงไร!

“นี่คุณจะทำอะไร?!” เหอลี่อิงเอ่ยเสียงหลง เมื่อซุนเจิงเคลื่อนกายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของเขา

“เข้าหอไง เธอถามไม่ใช่หรือว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่งงานแล้วก็ต้องเข้าหอสิ”

“เดี๋ยว!” เหอลี่อิงรีบผลักอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่กลับไม่มีผลเลยสักนิด อีกทั้งเธอยังได้ยินเขาหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ

“ดีดดิ้นทำเหมือนไม่เคยไปได้” ชายหนุ่มว่า เหอลี่อิงหน้าแดงเหมือนพุทราสุกเมื่อได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู “มีคนแอบอยู่ด้านนอก”

สตรีที่กำลังเขินอายชะงัก เหลือบมองไปยังบานประตูสลับกับซุนเจิง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขารู้ได้อย่างไรว่ามีคนแอบอยู่ด้านนอก แต่เธอก็ไม่ได้นึกสงสัยเช่นกัน ซุนเจิงคือนายทหารเก่า ทักษะจำพวกนี้หากติดตัวมาด้วยก็คงไม่แปลก แต่กระนั้นประโยคเมื่อครู่ก็ทำลายความเขินอายของเธอไปจนหมดสิ้นเช่นกัน

“พวกเขาคงจะรอดูว่าเข้าหอคืนนี้ราบรื่นหรือไม่ เธอไม่อยากให้พวกเขาสมใจหน่อยหรือ ในความทรงจำของซุนจ้าวเฟิง ฉันพอจะเดาได้ว่าตระกูลซุนและตระกูลเหอนั้นหมายมั่นเรื่องแต่งงานของเราขนาดไหน อ้อ! สมัยนี้เขาต้องใช้คำแบบไหนกันล่ะ เอาเป็นว่าพวกเรามาทำให้ครอบครัวทั้งสองได้สมหวังดีหรือไม่ เมียรัก”

เหอลี่อิงมองซุนเจิงที่ยิ้มร้ายไม่คลาย ก็ได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจในเจตจำนงของอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าใจในไม่กี่อึดใจถัดมา

“ดีมาก”

“อย่างนั้นหรือ” เหอลี่อิงตอบตามน้ำ

“ใช่...อย่าเร็วนัก ค่อยๆ หน่อย” เหอลี่อิงหันขวับมองชายที่พูดสองแง่สองง่ามได้อย่างสนุกปาก ทั้งที่ทั้งสองนั้นเพียงแค่นอนเหยียดยาวร่วมเตียงเดียวกันเท่านั้น ส่วนอีกฝ่ายที่พูดราวกับว่าทั้งเขาและเธอมีศึกรักที่แสนเร่าร้อนก็นอนหลับตาพริ้มอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ว่าจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน จนเธออดไม่ไหว ต้องบิดบั้นเอวของอีกฝ่ายให้หายหมั่นไส้

“โอ๊ย!” ซุนเจิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัวกับการโดนทำร้ายร้องโอดโอย มองหน้าหญิงสาวที่ทำร้ายเขาเมื่อครู่นี้อย่างคาดโทษ

“โธ่ เมียรัก! อย่ารุนแรงนักสิ”

เหอลี่อิงแทบจะกลอกตากลับ เมื่อซุนเจิงยังสวมบทบาทนักแสดงได้อย่างดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าสายตาจะมองมาอย่างไม่พอใจ ร่างกายสูงใหญ่ของซุนเจิงขยับเข้าใกล้ยิ่งกว่าเก่า ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เธอได้ปลุกเสือร้ายขึ้นมาแล้ว

“เล่นให้มันสมบทบาทหน่อยไม่ได้หรือไง คนข้างนอกจะได้ไปให้พ้นเสียที” ซุนเจิงโน้มใบหน้ากระซิบข้างหูของเหอลี่อิง แต่เธอก็ไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย ทั้งยังดีดดิ้นราวกับเขาเป็นโจรราคะที่จะพรากพรหมจารีเสียอย่างนั้น ทั้งที่เขาเป็นสามีของเธอมาสี่สิบกว่าปี! รู้ทุกซอกทุกมุมของเรือนร่างนี้ยิ่งกว่าตัวเธอเองอีกกระมัง!

“หากเธอไม่ยอมเล่นเป็นคู่รักที่เข้าหอกันคืนแรก ฉันจะทำให้เธอได้เข้าหอจริงๆ เหอลี่อิง หรือว่าเธออยากสัมผัสรสรักของพวกเรากันล่ะ”

เหอลี่อิงถลึงตาใส่ซุนเจิงทันที แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะชอบใจ จนสุดท้ายเธอก็ได้แต่เล่นละครบ้าๆ ฉากนี้ร่วมกับเขา

“อย่างนั้นแหละเมียรัก เชื่อฟังอย่างนี้ ข้าชอบนัก” ซุนเจิงบีบคางของเหอลี่อิง ใบหน้าเต็มไปด้วยความพอใจระคนสนุกสนานที่กลั่นแกล้งเธอในยามนี้

“ข้าไม่ค่อยถนัด คงจะต้องให้ท่านช่วยชี้แนะเสียแล้ว”

“นับว่าเป็นคนใฝ่เรียนรู้ เอาเป็นว่าเจ้าทำตามข้าก็เป็นพอ”

เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากห้องหอ ทำเอาคนที่แอบฟังอยู่ด้านนอกหน้าร้อนผ่าว บ่าวในจวนต่างก้มหน้าก้มตาแสดงทีท่าเขินอายประหนึ่งว่าได้ร่วมเหตุการณ์ข้างในห้องหอนั้น และความเขินอายยิ่งทวีเป็นเท่าตัวเมื่อเสียงคล้ายกับเหนื่อยล้าดังขึ้นอย่างหวานหยดและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็วๆ นี้ดังขึ้นมาเป็นระลอก

“พอใจหรือไม่เจ้าคะ”

“เพียงเท่านี้ไม่ได้ทำให้พึงพอใจได้”

คนด้านในห้องหอเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่คนด้านนอกบางคนถึงขั้นทนไม่ไหวต้องเดินหนีให้ไกลห่าง ด้วยเกรงว่าหากนายทั้งสองรู้เข้าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว พวกเขาคงไม่มีเวลามาถือโทษพวกตนกระมัง เพราะบัดนี้ใต้เท้าซุนมีกิจที่สำคัญกว่าลงโทษบ่าวในจวน แต่กระนั้นเพียงเท่านี้ก็น่าจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ทั้งตระกูลเหอและตระกูลซุนแล้ว บ่าวที่มาสังเกตการณ์แทนนายทั้งสองตระกูลต่างรีบนำข่าวไปรายงานให้ผู้อาวุโสของตนได้รับทราบ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ณ อนันต์    ชีวิตนับอนันต์ (ตอนจบ)

    ลมแห่งการเปลี่ยนผันของฤดูกาลผันผ่าน ร่างบอบบางหนาวสะท้าน แต่กลับอุ่นขึ้นทันตาเมื่อมีคนโอบกอดเธอเอาไว้พร้อมกับรอยยิ้ม“บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งออกมา มันหนาว” บุรุษที่ยืนซ้อนกายกอดภรรยาจากด้านหลังเอ่ยขึ้น “ฉันรักเธอนะลี่ลี่”“หืม เป็นอะไรไป มาบอกรักอะไรตรงนี้”“เมื่อเช้าลืมบอก เลยมาบอกตอนนี้แทนไง” เหอลี่อิงหัวเราะชอบใจ กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วกับคำบอกรักของซุนเจิง“แล้วนี่...ตัวเล็กยังไม่มาอีกหรือ” มือกร้านเคลื่อนไปยังหน้าท้องที่กลับมาแบนราบอีกครั้งหลังจากการคลอดบุตรชาย ด้วยหวังว่าเมล็ดพันธุ์เล็กๆ จะเริ่มงอกเงยอีกครั้ง“ยัง...แต่รอให้ซุนจิ้นเหอโตอีกสักหน่อยจะดีกว่า ดูเสี่ยวหยางสิ หัวหมุนไปหมดแล้ว”“ครั้งนี้ฉันอยากได้ลูกสาว”“ฉันรู้ แต่เรื่องนี้บังคับกันได้ที่ไหน”“ถ้าเป็นผู้ชายฉันก็รัก เพราะเป็นลูกฉันกับเธอ”“ฉันคิดไม่ออกเลย หากเราไม่มาอยู่ที่นี่ ป่านนี้ฉันจะเป็นยังไง ฉันจะหย่ากับคุณได้

  • ณ อนันต์    พี่ใหญ่ของเด็ก ๆ

    สองเดือนผ่านไป“ซุนเจิง หลิวจวินนำสารจากรัชทายาทมาให้” เหอลี่อิงร้องเรียกสามีที่กำลังหน้าเครียดทำงานกองเท่าภูเขา ส่งสารที่น่าจะสำคัญไม่น้อยให้แก่ซุนเจิงซุนเจิงรับสารจากภรรยาและคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่เขากลับคิดผิดถนัด ใบหน้าที่เคร่งขรึมถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับภรรยา“เตรียมรับขวัญหลานได้แล้วยายแก่”“หมายความว่าอย่างไร”“ชายาของรัชทายาทตั้งครรภ์แล้ว”เหอลี่อิงดีใจจนไม่อาจซ่อนความรู้สึกไว้ได้ ใบหน้าฉายยิ้มกว้างและเดินไปบอกข่าวดีกับคนเสียทั่วจวน จนซุนเจิงได้แต่ส่ายศีรษะไปมา แล้วกลับมาสนใจสารในมืออีกครั้ง นับว่าไม่เสียแรงที่เขาปากเปียกปากแฉะบ่นเจ้าเด็กโข่งนั่นไป!.สองปีผ่านไป“อย่าเขียนตำราเล่นสิ นั่นของพี่นะ”“เหมยเอ๋อร์ อย่าฉีกตำราสิ แล้วพี่จะเอาอะไรอ่านล่ะ”“ไม่ๆ เสี่ยวเหอ พี่บอกว่าอย่าเขียนเล่นอย่างไรเล่า”&ld

  • ณ อนันต์    ปรับความเข้าใจ

    เว่ยหลางเดินมาหาหวังซูเหยาพร้อมกับใต้เท้าซุน เว่ยหลางไม่กล้าสบตากับชายาของตนเองด้วยซ้ำไป เขาเอาแต่มองฮูหยินของใต้เท้าซุน ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกับการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้“เรากลับกันดีกว่า ป่านนี้ลูกโยเยแล้วกระมัง” ซุนเจิงเอ่ยพลางจูงมือของเหอลี่อิงให้มายืนข้างตน มองหนุ่มสาวที่มีท่าทีเก้กังก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมา“พวกท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอก ประเดี๋ยวข้าและฮูหยินจะกลับแล้ว” ซุนเจิงรีบเอ่ยขึ้น ด้วยรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องมีคนใดคนหนึ่งหนีหน้าและหยิบยกเอาเขาและเหอลี่อิงมาเป็นข้ออ้าง และเมื่อพูดจบก็รีบจูงมือเหอลี่อิงกลับออกจากตำหนักบูรพา ใบหน้าทั้งสองประดับรอยยิ้มไว้ไม่คลาย เรื่องหลังจากนี้จะดีหรือร้าย ทั้งสองไม่อาจเข้าไปยุ่งได้เว่ยหลางมองใบหน้าของสตรีที่ไม่ได้พบกันมาหลายวัน หวังซูเหยายังคงมีสีหน้าบึ้งตึง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมพูดกับเขาจนถึงขั้นหันหลังและหนีเข้าห้องไป โดยที่เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้สักคำเดียว“ได้ หวังซูเหยา เราจะได้เห็นดีกัน!”เว่ยหลางเก็บงำความในใจมากมายต่อสตรีที่หันหลังให้เขาไว้ แ

  • ณ อนันต์    ถ้าไม่ใช่เพราะตั้งครรภ์ ก็เร่งมือเสีย

    เมื่อเข้าตำหนักบูรพา เหอลี่อิงก็แยกตัวไปคุยกับชายาของรัชทายาททันที โดยทิ้งให้ซุนเจิงอยู่กับเว่ยหลางที่นั่งหน้าเครียดคิดไม่ตก“นั่งหน้าเครียดอย่างนี้ นางคงไม่หายโกรธท่านง่ายๆ ใช่หรือไม่” บุรุษที่ถูกภรรยาทิ้งให้อยู่กับต้นตอของปัญหาอย่างเว่ยหลางเอ่ยพลางรินน้ำชาให้กับตนเองและรัชทายาทที่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน“เมื่อวานข้าไปหานางมา ท่านรู้ไหมว่าข้าเจออะไร”ซุนเจิงขมวดคิ้วเชิงตั้งคำถามว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเจอนั้นคือสิ่งใด“นางเขวี้ยงแจกันใส่ข้า! แจกันแตกเป็นเสี่ยงๆ ดีที่ข้าหลบทัน ไม่อย่างนั้นหัวข้าคงแตกพอๆ กับแจกัน”ได้ยินคำบอกเล่าก็ขมวดคิ้วเป็นปมเชิงสงสัย ท่าทีเช่นนี้เหมือนว่าเขาเคยประสบมาบ้าง “แปลกๆ นะ เหมือนตอนฮูหยินข้าตั้งครรภ์เลย อารมณ์แปรปรวนขนาดนี้ ไม่ใช่ว่านางตั้งครรภ์แล้วหรือ”“ไม่ใช่” เว่ยหลางปฏิเสธทันควัน “เมื่อวันก่อนนางเป็นลมหมดสติไป ข้าให้หมอหลวงไปตรวจมาแล้ว หมอหลวงบอกว่านางเครียด ประจวบเหมาะกับโมโหเรื่องข้าจนถึงขั้นเป็นลมไป”“ถ้า

  • ณ อนันต์    ใครกลัวภรรยากัน ไม่มี!

    ซุนเจิงใช้ชีวิตอย่างที่เป็นมา ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ มีแต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเท่านั้น อย่างเช่นในตอนนี้ เขาต้องเรียนรู้ที่จะสอนเด็กหนุ่มที่ข้องใจในความสัมพันธ์ประหลาดให้ได้เข้าใจ และกลับไปง้อขอคืนดีกับภรรยาของตนเอง...“ก็บอกแล้วว่าให้พูดดีกับนางหน่อย ใจร้อนแล้วพาลใส่เธอ ผลก็เป็นอย่างนี้แหละ” ซุนเจิงเอ่ยพลางหยิบชาขึ้นมาดื่ม สายตามองไปยังเว่ยหลางที่กำลังคิดไม่ตก เว่ยหลางเอ่ยแต่เพียงว่ามีเรื่องให้ต้องคิดมาก งานของรัชทายาทนั้นมากมายจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่พอมีเวลาพักก็รีบตรงดิ่งไปหาชายาของเขาอย่างหวังซูเหยาในทันที แต่ก็มิวายเผลอทำตัวไม่ดีใส่ เพียงเพราะนางเซ้าซี้ถามเรื่องงานและเรื่องของอีกฝ่ายมากเกินไป และสรุปจบสุดท้ายคือหวังซูเหยางอนแน่นอนว่าเหอลี่อิงที่นั่งร่วมสนทนาอยู่ด้วยนั้นเข้าข้างสตรีด้วยกันอย่างไม่ต้องวิเคราะห์รูปการณ์ใดๆ เลย ส่วนเขาก็พอจะเห็นด้วยกับหวังซูเหยา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาทราบดีว่าเวลานี้ควรวางตัวไม่เป็นกลาง และด้วยประสบการณ์ที่มีทำให้เขาเลือกข้างภรรยาโดยไม่ต้องยั้งคิดใดๆ ทั้งสิ้น“ข้าเหนื่อยเลยหลุดปากไปเท่านั้น”

  • ณ อนันต์    ครอบครัวที่สมบูรณ์

    “ใต้เท้า!” หลิวจวินตะโกนขึ้นเสียงดัง จนเว่ยหลางและซุนเจิงที่สนทนากันอยู่ต้องหันกลับไปมอง ขุนนางที่ออกจากจวนเพื่อมาหารือเรื่องงานกับรัชทายาทที่ตำหนักบูรพาถึงกับชะงักการกระทำทุกอย่าง เพราะว่าหลิวจวินนั้นถูกรัชทายาทกำชับให้เฝ้าจวนของเขาไว้ แต่หากอีกฝ่ายหน้าตาตื่นมาเช่นนี้ แสดงว่าย่อมมีเรื่องเกิดขึ้นที่จวนเป็นแน่“มีอะไร ใครเป็นอะไร!” ซุนเจิงเอ่ยถามคนที่หอบเหนื่อย แต่พยายามจะพูดกับเขา“ฮูหยิน...ฮูหยินจะคลอดแล้วขอรับ”“คะ...คลอด!” คนที่ได้ยินเบิกตากว้าง ก่อนหน้านี้เขาอยู่กับเหอลี่อิงตลอดเวลาจนแทบจะกลายเป็นเงาตามตัว แต่พอวันนี้เขาออกมาจากจวนได้ไม่เท่าไร นางก็คลอดขึ้นมาเสียอย่างนั้น! ให้มันได้อย่างนี้สิ!ซุนเจิงพยายามตั้งสติที่กระเจิดกระเจิงไปไกลให้เข้าที่ และรีบออกจากตำหนักบูรพาทันทีโดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น เว่ยหลางและหลิวจวินเองก็ตั้งรับเรื่องนี้ไม่ถูกเช่นกัน ทั้งสองมีท่าทีตื่นตระหนกทำสิ่งใดไม่ถูก กว่าจะตั้งสติได้ ใต้เท้าซุนก็ออกจากตำหนักบูรพาไปเสียแล้ว“หลิวจวินเจ้า...เจ้า

  • ณ อนันต์    ความทุกข์ใจของรัชทายาท

    “เป็นอะไรไป มองฉันทำไมหรือ” เมื่อคนที่ถูกจ้องมองเอ่ยทัก เหอลี่อิงจึงละสายตาออกจากเขาและเอ่ยปัด ก่อนจะเดินไปหาเสี่ยวหยาง จับจูงมือน้อยๆ ของเด็กชายเอาไว้และออกเดินต่อ ทว่าในใจนั้นสับสนอย่างประหลาด หรือว่าการกลับมาอยู่ในร่างที่ยังไม่ร่วงโรยจะทำให้เธออ่อนไหวประหนึ่งหญิงสาวไร้เดียงสากัน

    last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-03-28
  • ณ อนันต์    งานสังสรรค์ 4

    “พาเสี่ยวหยางกลับห้องได้แล้ว” ซุนเจิงที่หมดความอดทนในที่สุด หันไปบอกกับเหอลี่อิง เมื่อสองคนนั้นกลับออกไป เขาจึงจ้องใบหน้าของชายชราที่ไม่น่านับถือด้วยความเดือดดาลไม่ต่างกัน“หากมีลูกแล้วสั่งสอนให้ดีไม่ได้ ท่านก็ไม่น่าให้กำเนิดพวกเขาออกมา เช่นเดียวกัน หากมีหลานแล้วเลือกที่รักมักที่ชัง ท่านก็อย่าให้เข

    last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-03-27
  • ณ อนันต์    งานสังสรรค์ 2

    เมื่อจับจูงกันออกมาจากห้อง ทั้งสามนั่งรับประทานอาหารด้วยกันอย่างปกติสุข อาจจะมีบ้างที่ถามไถ่กันเป็นระยะตามประสาคนอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน“วันนี้มีเรียนหรือไม่เสี่ยวหยาง”“ไม่มีขอรับ อาจารย์บอกว่าข้ารู้หมดทุกเรื่องแล้ว ไม่มีอะไรสอนแล้วขอรับ”“ขนาดนั้นเชียวหรือ ไหนท่านอาชิงซางชอบกล่าวว่าเจ้าไม่เอาไหน” เ

    last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-03-27
  • ณ อนันต์    งานสังสรรค์ 1

    “หยางขุยมีงานเลี้ยงรับตำแหน่งใหม่ เขาเชิญเราด้วย เธออยากไปไหม” ซุนเจิงเอ่ยกับสตรีที่กำลังจัดเครื่องแต่งกายของเขาให้เข้าที่เข้าทาง หลังจากเรื่องในวันนั้นทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ซือจงไม่อาจดำรงตำแหน่งเสนาบดีต่อได้ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริง ส่วนเรื่องโทษทัณฑ์ก็ไม่น้อยเลย เช่นเดีย

    last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-03-27
บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status