LOGIN๖
หลังจากที่มารดาของเมิ่งฉีกลับไป บรรยากาศในห้องอาหารก็เงียบสงบ ทุกคนล้วนอยู่ในความคิดของตนเอง เหลียนจื่อเองก็เช่นกัน
“เจ้าเป็นอันใดไปเหลียนจื่อ”
ข้ารู้ว่านางไม่สบายใจ พับเรื่องของตนเองเอาไว้แล้วถามสหายด้วยความใส่ใจ
“อวี้หวน ท่านแม่จะรังเกียจข้าแบบนางหรือไม่”
แววตาเหลียนจื่อแฝงความไม่มั่นใจ แน่นอนว่ามีความรวดร้าวอยู่ในนี้ด้วย
“อย่าเพิ่งคิดในทางแง่ร้าย พรุ่งนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า วันนี้รอตรวจร่างกายกับท่านหมอก่อน”
เหลียนจื่อถอนหายใจ สุดท้ายก็พยักหน้ารับเบา ๆ ทำอย่างที่ข้าแนะนำ
นางไม่ทานอาหารต่อแล้ว บริการแม่นางน้อยคนอื่น ด้วยการเก็บถ้วยไปล้างโดยมีข้าช่วยอีกคน
พอเราสองคนล้างจานเสร็จแล้วก็เดินมาที่เรือนใหญ่ถึงเห็นว่าท่านหมอกำลังตรวจร่างกายให้แม่นางคนอื่น ๆ
ท่านหมอมีอยู่ทั้งหมดสี่คน นั่งอยู่สี่โต๊ะ หมอคนใดว่างแล้วก็สามารถเข้าไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามให้ท่านหมอตรวจชีพจรได้เลย
เพราะทุกคนนั่งอยู่ห้องเดียวกันหมดดังนั้นจึงได้ยินคำวินิจฉัยของท่านหมอ
หลายคนไม่ได้พบความผิดปรกติใด นอกจากให้พักผ่อนมากขึ้นและปรับสภาพจิตใจให้เป็นปรกติ
จนกระทั่งท่านหมอตรวจอาการให้เหม่ยอัน!
“แม่นาง…”
ท่าทางของท่านหมอทำทุกคนใจไม่ดี โดยเฉพาะเจ้าของร่างกายที่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ว่าอย่างไรเจ้าคะท่านหมอ ท่านทำข้าใจไม่ดี”
“คือว่า…แม่นางทำใจดี ๆ ไว้นะ”
ขอร้องเถิด! ขออย่าให้เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้เลย
“กล่าวมาเถิดเจ้าค่ะท่านหมอ เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ”
“แม่นางกำลัง…ตั้งครรภ์!”
…!!!
สิ้นคำของท่านหมอทั้งห้องโถงก็เงียบกริบ หากมีใครทำเข็มตกก็คงได้ยินกันโดยทั่ว
ท่านหมออีกสามท่านชะงักการตรวจชีพจร รวมถึงบุรุษร่างสูงในชุดสีขาวที่กำลังเดินเข้้ามาในห้องโถงนี้ด้วย
“แม่นางลองให้ท่านหมออีกสามท่านตรวจดู”
ใครไม่ทราบสถานการณ์ของพวกเราบ้าง สตรีตั้งครรภ์ตอนมีครอบครัวนับเป็นเรื่องดี
แต่ไม่ใช่กับสถานการณ์ของพวกเรา!
บิดาเป็นโจรไม่พอ ยังไม่ทราบว่าใครเป็นบิดาอีกด้วย
น่าเวทนาเกินไปแล้ว
“รบกวนท่านหมอจับชีพจรให้ข้าอีกครั้ง…ฮึก!”
เหม่ยอันไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ นางยื่นแขนให้ท่านหมอคนที่นั่งใกล้ที่สุดได้ตรวจร่างกายก่อน
คนแรกตรวจแล้วถอนหายใจ คนที่สองตรวจแล้วบุ้ยหน้าไปทางคนที่สาม ยกหน้าที่ตรวจร่างกายให้เขารวมถึงหน้าที่ประกาศผลการตรวจด้วย
“คือว่า…เอ่อ…”
“ท่านหมอไม่ต้องกล่าวแล้วเจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว”
เหม่ยอันเอ่ยเพียงเท่านี้ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ข้าและเหลียนจื่อรีบเดินเข้าไปหานางแล้วกอดนางเอาไว้
“ฮือ~เหตุใดข้าต้องตั้งครรภ์ด้วย บิดาคนใดก็สุดจะรู้ เหตุใดข้า…”
“เหม่ยอัน!”
เหม่ยอันสลบไปแล้ว ดีว่าข้าประคองร่างนางเอาไว้ศีรษะจึงไม่ฟาดพื้น
“พานางไปนอนที่เตียงเร็ว”
“เจ้าค่ะ”
ด้วยชินกับการรับคำสั่ง ข้าจึงพยักหน้ารับคำท่านหมอแล้วช้อนร่างเหม่ยอันอุ้มนางในท่าเจ้าสาว
สตรีนางอื่นล้วนชินตากับภาพนี้แล้ว หัวหน้าโจรจะสั่งให้ข้าดูแลคนป่วยด้วยการแยกห้องรักษา
ข้าและเหลียนจื่อจะช่วยกันอุ้มพวกนางออกไปจากห้องรวม นานวันเข้าข้าก็สามารถอุ้มพวกนางด้วยท่าเจ้าสาวโดยไม่คิดว่าแปลก
“แม่นางอวี้ ให้บุรุษอุ้มนางไปเถิด”
ท่านเจ้าเมืองเดินเข้ามาใกล้ข้าพร้อมคนสนิท
ข้าเห็นคนสนิทของเขาพร้อมเข้ามาอุ้มเหม่ยอันแล้วจึงได้ยื่นร่างบางให้เขาแทน
“รบกวนท่านด้วยเจ้าค่ะ”
“ไม่รบกวน”
เขาเอ่ยเพียงเท่านี้ก็อุ้มนางไปยังตั่งยาวที่เดิมทีมีแม่นางน้อยทั้งหลายนั่งอยู่
พวกนางต่างหลีกทางให้คนสนิทเจ้าเมืองวางร่างบางของเหม่ยอันไว้บนตั่ง ช่วยกันพัดวีให้นาง
“ท่านเจ้าเมือง เหม่ยอันจะทำอย่างไรต่อเจ้าคะ”
ข้าถามเจ้าเมืองอี้ด้วยความกังวล เดิมทีสถานการณ์ของพวกเราก็ยากอยู่แล้ว แล้วนี่เหม่ยอันยังตั้งครรภ์อีก
แม้แต่ข้าเองยังไม่กล้าจินตนาการชีวิตที่เป็นเหมือนนาง…เฮ้อ~เหตุใดอนาถเช่นนี้
“หากนางไม่มีที่ไป จวนแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงให้นางได้จนกว่านางจะคลอดบุตรออกมาอย่างปลอดภัย ที่นี่ไม่เพียงเป็นสถานที่พักผิงผู้ประสบภัยจากเหตุคาดไม่ฝันเท่านั้น แต่ยังจะมีการฝึกอาชีพให้ด้วย”
เป็นที่พึ่งพาให้จนกว่าจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้สินะ อยากรู้นัก เป็นผู้ใจบุญท่านใดกันที่คิดโครงการนี้ขึ้นมา
“ท่านเจ้าเมืองเจ้าคะ ข้าทราบได้หรือไม่ ใครที่ให้การช่วยเหลือพวกเรา”
ท่านเจ้าเมืองอี้คล้ายนึกถึงบุคคลท่านนั้นก่อนที่จะบอกข้อมูลให้ข้าฟัง
“เป็นเศรษฐีนีท่านหนึ่ง นางไม่ให้บอกนาม แต่สามารถเอ่ยแซ่ได้…แซ่จาง”
เพียงแซ่ก็ยังดี!
ข้าหลับตายกมือขึ้นไหว้อธิษฐานให้ผลบุญนี้ส่งถึงเศรษฐีนีตระกูลจางท่านนั้น ลืมตาขึ้นอีกทีก็เห็นว่าท่านเจ้าเมืองอี้จ้องหน้าข้าอยู่
ข้ายกมือจับรอยแผลเป็นบนใบหน้าเพราะคิดว่าเขาจ้องรอยบากอันหน้าเกลียดนี้
“ระคายตาท่านเจ้าเมืองแล้ว ข้าจะปิดใบหน้าเอาไว้ไม่ให้ระคายตาท่านเจ้าค่ะ”
ท่านเจ้าเมืองอี้รีบโบกมืออย่างรวดเร็ว
“แม่นางอวี้อย่าได้เข้าใจผิด ข้าไม่ได้รังเกียจแผลบนใบหน้าแม่นาง เพียงแต่สำรวจดูว่าท่านหมอเทวดาสามารถรักษาแผลบนใบหน้าแม่นางได้หรือไม่”
หมอเทวดาหรือ ชีวิตข้าจะมีโอกาสได้รักษากับท่านหมอเทวดาหรือ แม้แต่หมอทั่วไปก็ยังหวังพึ่งฮูหยินใหญ่
“ต้องสิ้นเปลืองมากเป็นแน่กว่าจะทำให้รอยบากหาย ท่านเจ้าเมืองมิต้องเก็บมาใส่ใจ ข้าชินกับแผลแล้วเจ้าค่ะ”
ข้ากระชับผ้าคลุมศีรษะบังใบหน้า หันไปทางอื่นเลี่ยงไม่ให้เจ้าเมืองอี้เห็นแผลเป็น
“หมอเทวดาท่านนี้ใจบุญนัก เขามีสมุนไพรมาก
มายสามารถรักษาแม่นางได้ แล้วข้าจะติดต่อเขาให้มารักษาแม่นาง ไม่ต้องเกรงใจ”
จะไม่เกรงใจได้อย่างไร!
“รบกวนท่านเจ้าเมืองแล้วเจ้าค่ะ แล้วข้าต้องจ่ายด้วยสิ่งใดหรือเจ้าคะ หากจ่ายด้วยเงิน ตอนนี้ข้าไม่มี”
“แม่นางไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น เปิดใจรอรับการรักษาเป็นพอ เรื่องนี้ไม่เหนือบ่ากว่าแรงข้า”
เขาเมตตาข้านัก!
“ขอบพระคุณท่านเจ้าเมืองเจ้าค่ะ”
ข้าย่อกายลงขอบคุณเขา ไม่เงยหน้าขึ้นมาเพราะตอนนี้น้ำตารื้นแล้ว
ในช่วงเวลาเปราะบางเช่นนี้ ขอแค่ใครทำดีกับเราเพียงเล็กน้อย เราก็พร้อมมอบความจงรักภักดีให้เขาแล้วยึดถือเป็นผู้มีพระคุณ
“ข้ารับการแสดงความซึ้งใจไว้แล้ว แม่นางอวี้เองก็ตรวจร่างกายด้วยเถิด”
“เจ้าค่ะท่านเจ้าเมือง”
การตรวจร่างกายเริ่มดำเนินการอีกครั้ง ผ่านการตรวจชีพจรคนแล้วคนเล่าก็ยังไม่เกิดเรื่องน่าตกใจเช่นเมื่อครู่อีก ข้าถึงได้เบาใจลงได้นิดหนึ่งจนกระทั่งมาถึงข้า
“เชิญแม่นาง”
ข้าสูดหายใจเข้าลึก ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้วข้าจึงมั่นใจว่าตนไม่ได้ตั้งครรภ์แน่
แต่ความคิดในแง่ลบแวบเข้ามาในหัว ดังนั้นจึงมีความลุ้นระทึกในการตรวจครั้งนี้
ท่านหมอจับชีพจรของข้า ผ่านไปครู่หนึ่งก็ละมือ
“แม่นางไม่ได้ตั้งครรภ์ แต่ยังต้องบำรุงร่างกายด้วยยาหลายขนาน ข้าจะเขียนเทียบยาบำรุงให้”
“เจ้าค่ะ”
ข้าถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อหันไปมองโต๊ะด้านข้างก็เห็นว่าเหลียนจื่อมองมาที่ข้าพอดี
“อวี้หวน ข้าก็ไม่ได้ตั้งครรภ์”
ข้ายิ้มให้นาง จากนั้นก็จมอยู่ในความคิดตัวเองถึงชีวิตต่อจากนี้
เผชิญหน้ากับความจริงไปเลยดีกว่า แล้วจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อจากนี้อยู่ที่ท่าทีของเขาแล้ว
“เทียบยาได้แล้ว”
ข้ายื่นมือไปรับเทียบยาจากท่านหมอ จากนั้นก็ลุกขึ้นเต็มความสูงไปหาเหลียนจื่อที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ
“เหลียนจื่อ ข้ามีที่ที่ต้องไป เจ้าอยู่ที่นี่รอข้า”
คล้ายเหลียนจื่อจะเดาได้ว่าข้าจะไปที่ใด นางเสนอตัวจะไปด้วย แต่ข้าขอรับน้ำใจไว้เท่านั้น
“ไม่เป็นไร ข้าอยากเผชิญหน้ากับเขาด้วยตนเอง”
เป็นไงเป็นกัน!
๙บุปผาดอกนี้บานแล้ว‘อวี้เจินระวังสะดุดล้ม’‘พี่ฉงฉงวางใจ ข้าไม่สะดุดหรอก…โอ๊ย!’ไม่ทันขาดคำ อวี้เจินในวัย 12 หนาวที่ยังวิ่งเล่นเหมือนเด็กน้อยก็สะดุดชายกระโปรงตนล้มเสิ่นฉงชือที่ออกปากห้ามรีบโยนตำราที่อยู่ในมือ วิ่งเข้าไปหาอวี้เจินด้วยความรวดเร็ว‘อวี้เจิน เป็นอย่างไรบ้าง’อวี้เจินมองสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเสิ่นฉงชือในวัย 17 หนาว ลืมความเจ็บปวดที่อยู่ตรงหัวเข่าไปชั่วขณะจนเสิ่นฉงชือต้องถามอีกครั้ง‘อวี้เจิน พี่ถามเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดเอาแต่มองหน้าพี่เช่นนี้’ปากเสิ่นฉงชือดุอวี้เจินก็จริง แต่กลบความห่วงใยในดวงตาไม่มิด ความห่วงใยนี้หญิงสาวรับรู้ได้อย่างชัดเจน‘ข้าไม่เป็นไร…เฮือก!’อวี้เจินปฏิเสธ ทว่าในตอนที่นางเลิกกระโปรงขึ้นแล้วเห็นเข่าตนถลอกก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงไม่นานดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบใบหน้า เบะปากตอนเงยหน้ามองเสิ่นฉงชือ‘ข้าขอคืนคำเจ้าค่ะ…ซี๊ด~เจ็บ!’‘พี่จะพาเจ้าไปล้างแผล’ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก็อุ้มร่างบางขึ้นพานางไปยังเรือนใหญ่ ระหว่างทางเห็นสาวใช้เดินผ่านมาก็ตะโกนบอกพวกนางให้เตรียมน้ำสะอาดและยาสมานแผลพวกนางต่างตกอกตกใจเพราะไม่เคยเห็นคุณชายมีท่าทาง
๘แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ“กลับมาอยู่ด้วยกันสักทีนะเด็ก ๆ ของข้า”ภาพตรงหน้าทำข้าน้ำตารื้นขอบตาจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบา ๆ“เป็นความดีใจปนความเศร้าเจ้าค่ะ บ่าวก็รู้สึกไม่ต่างจากฮูหยิน”สาวใช้คนสนิทของข้ากล่าวเสริม ซึ่งคำพูดของนางทำข้าเห็นต่างจนต้องส่ายหน้าในใจไม่! ข้ากับเจ้ารู้สึกไม่เท่ากันอย่างแน่นอนพวกเขาไม่ได้จากกันเพียงห้าปีนี้เท่านั้น แล้วที่ห่างกันก็ไม่ใช่เพียงระยะทางแต่เป็นความตาย!“ฮูหยิน…”ข้าดึงสายตาจากภาพตรงหน้า ชูนิ้วแนบริมฝีปากห้ามไม่ให้สามีส่งเสียงดังสามีข้าที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิมิตเลยทำสีหน้างงงวยเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้ข้าดึงแขนพาเดินออกไปจากเรือนรับแขก“ทำไมหรือฮูหยิน ทำลับ ๆ ล่อ ๆ ด้านในเกิดอันใดขึ้น เสี่ยวฉงชือมามิใช่หรือ”“กำลังปรับความเข้าใจกับเจินเอ๋อร์อยู่เจ้าค่ะ เราอย่าเข้าไปยุ่งตอนนี้เลย ท่านพี่หิวหรือไม่ ข้าจะพาไปทานอะไรที่เรือนของข้า”สามีของข้าเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดกับลูกศิษย์เคร่งเรื่องวัยวุฒิ แต่พออยู่กับข้าแล้วจะมีความเป็นเด็กหนุ่ม“ฮะ ฮูหยินกล่าวอันใดเช่นนั้น ชวนพี่ตอนกลางวันเช่นนี้เลยหรือ”ข้าห้ามความเขินอายจนปวดแก้มไปหมด ยื่นมือไปตีไหล่เขา
๗ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด“ก่อนจะให้คำตอบท่าน ข้าขอสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ”ข้ารู้ว่าพี่ฉงชือกำลังเฝ้ารอเอาคำตอบ แต่คำถามนี้ไม่ถามไม่ได้จริง ๆ“อีกแล้ว ขอสนทนาส่วนตัวกับใครเมื่อใดได้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นตลอดเลย”พี่ฉงชือทำหน้าสงสัย จนกระทั่งท่านแม่เดินออกไปจากห้องเหลือเพียงเราสองคนแล้ว ข้าจึงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง“ครั้งก่อนตอนข้าขอท่านแม่สนทนาเป็นการส่วนตัวด้วยก็คือกงซาน พี่ฉงชือทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร”เสิ่นฉงชือไม่แสดงท่าทางแปลกใจราวกับว่าเขาทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว“พี่ทราบเรื่องนี้คร่าว ๆ จากท่านลุง ยอมรับว่าตกใจไม่น้อย แต่นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่กลับมาแคว้นต้าหยวน อวี้เจินเปลี่ยนชะตาชีวิตพี่สาวเจ้าโดยการไม่ให้นางแต่งกับกงซานใช่หรือไม่”ข้าบีบมือตนเองแน่น ที่แท้เขาก็ทราบเรื่องนี้จริง ๆ ในนิมิตข้าทำผิดกับเขาเพียงนั้นจะให้ข้าทนมองหน้าเขาได้อย่างไร หากเขาไม่ทราบเรื่องในนิมิตก็ว่าไปอย่างแต่นี่…“อวี้เจินอย่าคิดฟุ้งซ่าน”ข้าชะงักไปทันทีเมื่อโดนประโยคนี้ เขาพูดเหมือนกับว่าเดาความคิดข้าออก“พี่ฉงชือ…”“วันนั้นเจ้าถามพี่ว่าผมสีดอกเลาได้มาอย่างไร วันนี้พี่จะบอกเจ้าทั้งหม
๖ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด‘ไยใจร้ายกับพี่เช่นนี้อวี้เจิน เจ้าทิ้งเราไปหาครอบครัว แล้วเราไม่ใช่ครอบครัวเจ้าหรือ’‘กลับมาหาพี่อวี้เจิน อย่าทิ้งกันไปแบบนี้…ฮึก! ฟื้นสิอวี้เจิน ฟื้นมาคุยกับพี่สตรีใจร้าย ฟื้นเดี๋ยวนี้…’เฮือก!ข้าสะดุ้งเฮือก จิตใจทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวจนกลไกการปกป้องร่างกายทำงาน ปลุกข้าให้ตื่นมาจากความฝันอันน่าเศร้าหมอง“ฝันอีกแล้ว…”ไม่สิ! จะว่าฝันก็ไม่ถูกในเมื่อเรื่องทั้งหมดมาจากนิมิตเชื่อหรือไม่ ข้าเห็นนิมิตของตนเองในอีกห้าปีข้างหน้ารู้ว่าตนจะตายอย่างไรรู้ว่าใครคือคนที่เลือกเป็นคู่ชีวิตและรู้ว่าตนปฏิบัติตัวเช่นไรต่อสามีและลูกน้อยก่อนตายเดิมทีข้าคิดว่าตนได้เห็นนิมิตเพราะสวรรค์อยากให้ข้าช่วยเหลือพี่สาวผู้มีโชคชะตาน่าอดสูหลังจากที่ช่วยนางให้ผ่านพ้นเรื่องราวเหล่านั้นได้แล้ว ข้าถึงได้มีเวลามาคิดเรื่องของตนเองซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับข้ากำลังอยู่ในช่วงปักปิ่น ข้าเฝ้ารอให้เสิ่นฉงชือมาร่วมงานนี้ด้วยแต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาไม่มาร่วมงานปักปิ่น มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้ารอเขาต่ออีกสองปีข้าอยากโกรธเขาให้นานกว่านี้ แต่พอเห็นภาพนิมิตในความฝันนี้อีกครั้ง ที่เคยวางแผนไว้เป็นลำดับ
๕ใครจะอยู่ก็อยู่ข้าไม่อยู่แล้วเสิ่นฉงชืออยู่ฝั่งนั้น!เขาคือเพื่อนบ้านคนใหม่ที่กลับมาจากโพ้นทะเล เจ้าของวัตถุดิบมื้อเย็นทั้งหมดตุบ!เพราะรีบร้อนลงจากบันไดแล้วไม่ทันระวัง ข้าจึงตกบันไดจนหลุดเสียงร้องเจ็บปวดเพราะก้นกระแทกพื้น“โอ๊ย~”“คุณหนู!”เพียนเย่ตกใจ ไม่นานก็ดึงสติตัวเองมาได้ รีบเข้ามาช่วยข้าพร้อมถามอาการด้วยน้ำเสียงร้อนใจ“คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ…ฮึก! คุณหนู”ข้ายังไม่รู้สึกว่าเลือดตกยางออกเพียนเย่ก็ร้องไห้เสียงดังเสียแล้ว กำลังจะเอ่ยตอบว่าไม่เป็นอันใดก็ได้ยินเสียงตุบของของหนักกระทบพื้นเมื่อหันไปมองยังต้นเสียงดวงตาพลันเบิกโพลงเพราะร่างสูงที่ข้าเห็นอยู่อีกฝั่งนั้นได้กระโดดข้ามมาฝั่งนี้แล้ว“อวี้เจินเป็นอันใดหรือไม่!”ท่าทางเสิ่นฉงชือดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด นานแค่ไหนกันแล้วนะที่ข้าไม่ได้รับความห่วงใยจากเขา นานแค่…“อวี้เจิน! พี่ถามว่าเจ็บมากหรือไม่”ข้าดึงสติตัวเองกลับมาจึงเห็นว่ายามนี้ตนแทบจะอยู่ในอ้อมอกอุ่นรีบเอามือดันอกเขาออกในทันที!“ขะ ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ”ข้ารักษาระยะห่างกับเขา ขยับก้นออกห่างแล้วยื่นมือให้เพียนเย่ช่วยดึงแขนขึ้น“ดึงข้าขึ้นที”เพียนเย่ปาดน้ำตา รีบ
๔เพื่อนบ้านจากโพ้นทะเลข้ากลับเรือนตนเองแล้วงีบหลับตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงช่วงค่ำ ท่านแม่ให้คนมาเชิญไปทานอาหารค่ำที่เรือนใหญ่ อาหารทะเลที่ตั้งโต๊ะละลานตาทำข้าตะลึงไปครู่หนึ่ง“เจินเอ๋อร์นั่ง ๆ รอท่านพ่อเจ้ามาก่อนเราก็ทานอาหารกันได้เลย”ท่านแม่ผายมือเชิญข้านั่งเมื่อเห็นข้าเดินเข้ามาด้านใน น้ำเสียงและสีหน้าที่สดใสต่างจากเมื่อเช้าทำให้ข้าอดสงสัยไม่ได้“เมื่อเช้าท่านแม่ยังหลั่งน้ำตาตอนบอกลาพี่หญิงใหญ่อยู่เลย ไยค่ำนี้สีหน้าสดใสขึ้นแล้วเจ้าคะ”พี่หญิงใหญ่ของข้าเป็นบุตรสาวอนุภรรยาท่านพ่อแต่ท่านแม่ซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ให้การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กเพราะอนุหลินจากโลกนี้ไปเร็วท่านแม่รักท่านพ่อมากจึงเห็นพี่หญิงใหญ่ไม่ต่างจากบุตรสาวคนหนึ่ง เมื่อเช้านางจึงหลั่งน้ำตาเป็นสาย แต่พอตกเย็นกลับมีสีหน้าสดใสอย่างกับไม่เคยผ่านการร้องไห้มาก่อนปรับอารมณ์ได้เร็วเกินไปหรือไม่!“ท่านแม่ มีเรื่องอันใดมากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ”ท่านแม่ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ดวงตากลับแวววาวปิดความตื่นเต้นไม่มิดต้องมีเรื่องใดแน่!เหตุใดวันนี้ถึงมีคนปิดบังข้าเยอะเพียงนี้ เสิ่นฉงชือไม่พอ ยังมาท่านแม่อีก“ท่านแม่…”ข้านั่งลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่า







