เข้าสู่ระบบ๕
แรกคิดว่าการเปลี่ยนมาอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยแล้วจะทำให้ทุกคนหลับได้
แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่มีใครข่มตาหลับได้!
ทุกคนไม่เว้นข้ากำลังกังวลถึงเรื่องวันพรุ่งนี้
เฝ้ารอสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าร้ายหรือดีอย่างไม่อาจทนรอได้
ช่วงเช้า…
ขณะที่พวกเรากำลังนั่งโต๊ะยาวทานอาหารพร้อมกันนั้นก็มีสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาในด้านในห้องรับประทานอาหาร
แม่นางน้อยเมิ่งฉีที่นั่งอยู่ด้านข้างข้ามีปฏิกิริยากับการปรากฏตัวของนางที่สุด
“ท่านแม่…”
“ฉีเอ๋อร์! เจ้ายังมีชีวิตอยู่”
เมิ่งฉีรีบลุกจากเก้าอี้ที่ตนนั่งอยู่ รีบวิ่งเข้าไปหาหญิงวัยกลางคน สองร่างโผเข้ากอดกันกลม
“ฉีเอ๋อร์ เจ้ายังอยู่…”
“ท่านแม่…ฮือ~”
ภาพสตรีต่างวัยทั้งสองกอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้นทำผู้คนหลั่งน้ำตามตามโดยไม่ยาก โดยเฉพาะเหลียนจื่อที่ยังมีมารดารออยู่ที่บ้าน
“ฉีเอ๋อร์ กลับบ้านเรานะลูก แคล้วคลาดแล้วนะลูก”
หญิงวัยกลางคนเสียงสั่น ไม่ได้สะอึกสะอื้นเหมือนบุตรสาว แต่ตาแดงก่ำใบหน้าอาบน้ำตาเช่นเดียวกัน
มือผ่านกาลเวลาที่ลูบศีรษะบุตรสาวขึ้นลงไม่มีความรังเกียจอยู่ในนั้น เห็นแบบนี้แล้วทำให้ข้ามีความคิดอยากลองเผชิญหน้ากับครอบครัวดู ความจริงอาจเป็นเช่นท่านเจ้าเมืองอี้กล่าวมาก็ได้
ข้าไม่ผิดใช่หรือไม่ที่จะลองตั้งความหวังอีกครั้ง!
“เจ้าค่ะท่านแม่ กลับบ้านกันเจ้าค่ะ แต่ว่า…”
“แต่อันใดหรือ รีบบอกแม่เร็วเข้า”
เมิ่งฉีอึกอักอยู่ไม่นานก็เอ่ยขึ้นว่า…
“ท่านเจ้าเมืองจะให้ท่านหมอมาตรวจร่างกายข้าเจ้าค่ะ ข้าโดนพวกโจรชั่ว…เอ่อ ขืนใจ”
…!!!
สิ้นคำภายในห้องรับประทานอาหารก็เงียบกริบ ทุกคนต่างเฝ้าดูปฏิกิริยาของหญิงวัยกลางคน
เมิ่งฉีกับมารดาถือเป็นคู่แรกที่เจอกัน ความสัมพันธ์ยังเป็นมารดากับบุตร
ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดเช่นนี้ หากปฏิกิริยาเป็นไปในทางลบย่อมทำลายขวัญและกำลังใจของทุกคนแน่
ขอร้องเถิด ได้โปรดให้มารดานางรับให้ได้!
“ขะ ขืนใจ…ว่าแต่พวกโจรเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่คนเดียวแต่เป็นหลายคนเช่นนั้นหรือ!”
“เจ้าค่ะ”
เมิ่งฉีตอบเสียงอ่อน ร่างกายสั่นเทิ้มดวงตาจับจ้องเพียงใบหน้าของมารดา จากมุมของข้าทำให้เห็นแววตาของมารดาเมิ่งฉีอย่างฉีอย่างชัดเจน
ข้าเริ่มจับความผิดหวังในแววตานางได้แล้ว!
ขอร้องเถิด อย่าใจร้ายกับเมิ่งฉีเลย นางอายุยังไม่ถึงสิบเจ็ดหนาวด้วยซ้ำ
“วันนี้เจ้าอยู่ที่นี่ก่อน ยังไม่ต้องกลับไปกับข้า”
“หะ เหตุใดเจ้าคะ หรือว่าท่านแม่รังเกียจข้า”
มารดานางไม่ตอบ แต่เลื่อนสายตามามองพวกเราทั้งหลาย ในตอนนั้นเองที่ข้าจับได้ถึงความรังเกียจในแววตาคู่นั้น นางชี้มือมายังโต๊ะอาหารโดยไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษ
“พวกนางก็โดนเช่นเจ้าหรือไม่ โดนพวกโจรขืนใจ”
เมิ่งฉีหันมามองหน้าพวกเราก่อนที่จะพยักหน้ารับ
“เจ้าค่ะ”
“ไอ้พวกชั่ว! ข้าอยากฆ่าพวกมันให้ตายนัก ทำสตรีอายุน้อยมีมลทินเช่นนี้จะให้พวกนางมีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไร…ฮือ~”
หญิงวัยกลางคนท่าทางเศร้าสร้อยดูรับอารมณ์ยากยิ่งกว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
“โธ่~บาปกรรมอันใดของข้า มีบุตรชายก็ไม่เอาไหน บุตรสาวก็มากลายเป็นคนแบบนี้อีก ข้าหมดหวังแล้ว”
“หมดหวังอันใดเจ้าคะ”
“ก็สินสอดนะสิ!”
ทุกคนถึงกับสะอึก คนที่หลุดปากกล่าวออกมาคล้ายได้สติแล้ว นางมองหน้าทุกคนก่อนที่จะอธิบายกับบุตรสาว
“ฉีเอ๋อร์ คือว่าแม่…”
“ที่แท้ท่านแม่ก็ห่วงเรื่องสินสอด!”
มารดาเมิ่งฉียื่นมือเข้าไปหาบุตรสาว แต่ก็โดนเมิ่งฉีปัดมือออก
“ข้าเป็นสตรีที่มีมลทินแล้ว อย่าได้เอามือสะอาดบริสุทธิ์ของท่านแตะต้องร่างกายข้าเลยเจ้าค่ะ”
ใครก็ทราบว่าประโยคนี้คือการประชด!
“ฉีเอ๋อร์ อย่าเป็นเช่นนี้สิ”
“เช่่นนี้หมายถึงเช่นไรเจ้าคะ”
“ก็…เอาเป็นว่าสงบสติอารมณ์ก่อน พักอยู่ที่นี่ไปก่อนอย่าเพิ่งกลับบ้านเรา”
เมิ่งฉีสูดจมูก จากที่เคยร้องไห้เพราะความเสียใจได้เปลี่ยนเป็นอารมณ์อื่น
“ท่านแม่รังเกียจข้า รังเกียจข้าด้วยเหตุใดเจ้าคะ ข้าทำอันใดผิด!”
“เจ้าไม่ได้ทำอันใดผิด แต่ว่า…เจ้าไม่บริสุทธิ์แล้ว หากชาวบ้านทราบว่าเจ้าโดนโจรจับไปจะว่าอย่างไร ปากต่อปากจนมองเจ้าไม่ดีแน่ ให้มีเพียงข่าวลือว่าเจ้าหนีไปกับบุรุษยังจะดีเสียกว่า”
มองมุมไหนมารดาก็รังเกียจบุตรสาว ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเช่นนี้ยังโดนรังเกียจ
แล้วข้าที่เป็นภรรยาของคนอื่นเล่า!
“ข่าวลือหรือเจ้าคะ ท่านแม่ปล่อยข่าวลือว่าข้าหนีไปกับบุรุษหรือเจ้าคะ”
“ไยคิดเช่นนี้กับมารดาตนเองเล่า ข้าจะปล่อยข่าวใส่ร้ายบุตรสาวเพื่ออันใด ล้วนเป็นชาวบ้านนินทากันทั้งนั้น”
การมาของหญิงวัยกลางคนผู้นี้สะเทือนใจพวกเราได้เป็นอย่างมาก ได้เห็นทั้งก้นบึ้งจิตใจมารดา ได้ทราบว่าหลังจากที่พวกเราหายตัวไปเป็นเวลานานแล้วเกิดอันใดขึ้นบ้าง
สำคัญที่สุดเลยคือได้เตรียมใจล่วงหน้า สิ่งที่รอพวกเราอยู่ไม่ใช่นรกที่แสนร้อนรุ่มแล้วก็จริง แต่อาจเป็นโลกแห่งความเป็นจริงที่ร้อนดังไฟโลกันตร์ก็ได้
“ท่านแม่ไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไม่กลับไปที่จวนหลังนั้นอีกแล้ว ไม่คิดกลับไปให้ท่านแม่ต้องอับอายอีก”
“โธ่~แม่ไม่ได้หมายความเช่นนั้น ใครจะรังเกียจลูกตนเองเล่า ที่แม่ให้เจ้าทำเช่นนี้เพราะหวังดี…”
เมิ่งฉีสูดจมูกจากนั้นก็หันหลังให้มารดาไม่สบตามารดา เพราะเช่นนี้ข้าถึงเห็นว่าสายตานางรวดร้าวเพียงใด
“ข้ารับความหวังดีของท่านแม่แล้ว ท่านแม่กลับไปเถอะเจ้าค่ะ”
“แต่ว่า…”
“ข้าหายไปเป็นปี ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว ท่านแม่ก็คิดเสียว่าบุตรสาวคนนี้ได้ตายไปแล้วเถิดเจ้าค่ะ”
เอ่ยเพียงเท่านั้นนางก็รีบเดินจากไปยังห้องพักโดยไม่รอให้มารดากล่าวสิ่งใดอีก
มารดาเมิ่งฉีทำท่าจะเดินตามบุตรสาวไป ข้าจึงลุกขึ้นยืนแล้วเข้าไปขวางนางเอาไว้
“เมิ่งฉีคงอยากอยู่คนเดียว ท่านป้าอย่าตามนางไปจะดีกว่าเจ้าค่ะ”
มารดาเมิ่งฉีมุ่นคิ้วใส่ข้าในทันที “เจ้าคือ”
“ข้า…”
“โธ่~ข้าก็ถามแปลก ในเมื่อถูกช่วยมาจากที่เดียว
กับฉีเอ๋อร์ จะเป็นใครไปได้”
ข้ายังเอ่ยไม่จบประโยค มารดาเมิ่งฉีก็เอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน วาจาของนางฟังดูเหมือนเสียดสี แต่ก็แฝงไปด้วยความอนาถใจจนข้าโกรธไม่ลง
“ให้เวลาเมิ่งฉีกับตัวเองเถิดเจ้าค่ะ ยามนี้สิ่งที่นางต้องการที่สุดก็คือเวลายอมรับความจริง ข้ากับนางหัวอกเดียวกัน ข้าเข้าใจนางเจ้าค่ะ”
มารดาเมิ่งฉีคล้ายอยากตั้งคำถามบางประการ หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งนางก็เอ่ยขึ้นว่า…
“นาง…เจ็บปวดมากหรือไม่”
อันใดกัน!
ตอนแรกกะจะชังน้ำหน้าเสียหน่อย เหตุใดมาแสดงบทบาทมารดาที่รักบุตรสาวคนหนึ่งลับหลังนางเช่นนี้
“นางเจ็บปวดเจ้าค่ะ แค่ต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายนี้ก็มากพอแล้ว ข้าไม่ควรกล่าวเช่นนี้กับท่านป้า แต่ขออนุญาตกล่าวในฐานะที่เป็นผู้ประสบภัยเช่นเดียวกัน ได้โปรดถนอมจิตใจนาง”
ข้าจ้องตามารดาเมิ่งฉีเพื่อจับสังเกตอารมณ์ ข้าอยากรู้ว่านางรู้สึกผิดกับคำพูดของตนเองหรือไม่
เมื่อเห็นว่า ‘มีอยู่บ้าง’ ข้าก็เบาใจลงนิดหนึ่ง
แล้ววันหนึ่งนางจะเข้าใจเองว่าควรปฏิบัติกับบุตรสาวตนอย่างไร
“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแม่นางทั้งหลายแล้ว เอ่อ…หากข้าจะกล่าวว่าฝากดูแลฉีเอ๋อร์จะได้หรือไม่”
ข้าหลุบตาลงต่ำไม่รับปาก แม้แต่ตัวข้าเองยังไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดหรือไม่
ข้าในตอนนี้ไม่ควรรับปาก ‘ใคร’ ว่าจะดูแล ‘ใคร’
“เฮ้อ~เข้าใจแล้ว ข้าไม่รบกวนแม่นาง ขอข้ากลับไปคิดก่อนว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี”
“เจ้าค่ะ ให้ข้าไปส่งนะเจ้าคะ”
ข้าเสนอตัวแต่มารดาเมิ่งฉียกมือปฏิเสธ จึงทำเพียงผงกศีรษะให้นางเพื่อบอกลาอย่างคนมีมารยาทเท่านัั้น
๙บุปผาดอกนี้บานแล้ว‘อวี้เจินระวังสะดุดล้ม’‘พี่ฉงฉงวางใจ ข้าไม่สะดุดหรอก…โอ๊ย!’ไม่ทันขาดคำ อวี้เจินในวัย 12 หนาวที่ยังวิ่งเล่นเหมือนเด็กน้อยก็สะดุดชายกระโปรงตนล้มเสิ่นฉงชือที่ออกปากห้ามรีบโยนตำราที่อยู่ในมือ วิ่งเข้าไปหาอวี้เจินด้วยความรวดเร็ว‘อวี้เจิน เป็นอย่างไรบ้าง’อวี้เจินมองสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยของเสิ่นฉงชือในวัย 17 หนาว ลืมความเจ็บปวดที่อยู่ตรงหัวเข่าไปชั่วขณะจนเสิ่นฉงชือต้องถามอีกครั้ง‘อวี้เจิน พี่ถามเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดเอาแต่มองหน้าพี่เช่นนี้’ปากเสิ่นฉงชือดุอวี้เจินก็จริง แต่กลบความห่วงใยในดวงตาไม่มิด ความห่วงใยนี้หญิงสาวรับรู้ได้อย่างชัดเจน‘ข้าไม่เป็นไร…เฮือก!’อวี้เจินปฏิเสธ ทว่าในตอนที่นางเลิกกระโปรงขึ้นแล้วเห็นเข่าตนถลอกก็ตกใจจนสะดุ้งโหยงไม่นานดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา หยาดน้ำใสไหลอาบใบหน้า เบะปากตอนเงยหน้ามองเสิ่นฉงชือ‘ข้าขอคืนคำเจ้าค่ะ…ซี๊ด~เจ็บ!’‘พี่จะพาเจ้าไปล้างแผล’ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก็อุ้มร่างบางขึ้นพานางไปยังเรือนใหญ่ ระหว่างทางเห็นสาวใช้เดินผ่านมาก็ตะโกนบอกพวกนางให้เตรียมน้ำสะอาดและยาสมานแผลพวกนางต่างตกอกตกใจเพราะไม่เคยเห็นคุณชายมีท่าทาง
๘แต่งงานกับข้านะเจ้าคะ“กลับมาอยู่ด้วยกันสักทีนะเด็ก ๆ ของข้า”ภาพตรงหน้าทำข้าน้ำตารื้นขอบตาจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบา ๆ“เป็นความดีใจปนความเศร้าเจ้าค่ะ บ่าวก็รู้สึกไม่ต่างจากฮูหยิน”สาวใช้คนสนิทของข้ากล่าวเสริม ซึ่งคำพูดของนางทำข้าเห็นต่างจนต้องส่ายหน้าในใจไม่! ข้ากับเจ้ารู้สึกไม่เท่ากันอย่างแน่นอนพวกเขาไม่ได้จากกันเพียงห้าปีนี้เท่านั้น แล้วที่ห่างกันก็ไม่ใช่เพียงระยะทางแต่เป็นความตาย!“ฮูหยิน…”ข้าดึงสายตาจากภาพตรงหน้า ชูนิ้วแนบริมฝีปากห้ามไม่ให้สามีส่งเสียงดังสามีข้าที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิมิตเลยทำสีหน้างงงวยเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้ข้าดึงแขนพาเดินออกไปจากเรือนรับแขก“ทำไมหรือฮูหยิน ทำลับ ๆ ล่อ ๆ ด้านในเกิดอันใดขึ้น เสี่ยวฉงชือมามิใช่หรือ”“กำลังปรับความเข้าใจกับเจินเอ๋อร์อยู่เจ้าค่ะ เราอย่าเข้าไปยุ่งตอนนี้เลย ท่านพี่หิวหรือไม่ ข้าจะพาไปทานอะไรที่เรือนของข้า”สามีของข้าเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดกับลูกศิษย์เคร่งเรื่องวัยวุฒิ แต่พออยู่กับข้าแล้วจะมีความเป็นเด็กหนุ่ม“ฮะ ฮูหยินกล่าวอันใดเช่นนั้น ชวนพี่ตอนกลางวันเช่นนี้เลยหรือ”ข้าห้ามความเขินอายจนปวดแก้มไปหมด ยื่นมือไปตีไหล่เขา
๗ใจพี่บอบบางกว่าที่คิด“ก่อนจะให้คำตอบท่าน ข้าขอสนทนากับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ”ข้ารู้ว่าพี่ฉงชือกำลังเฝ้ารอเอาคำตอบ แต่คำถามนี้ไม่ถามไม่ได้จริง ๆ“อีกแล้ว ขอสนทนาส่วนตัวกับใครเมื่อใดได้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นตลอดเลย”พี่ฉงชือทำหน้าสงสัย จนกระทั่งท่านแม่เดินออกไปจากห้องเหลือเพียงเราสองคนแล้ว ข้าจึงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง“ครั้งก่อนตอนข้าขอท่านแม่สนทนาเป็นการส่วนตัวด้วยก็คือกงซาน พี่ฉงชือทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร”เสิ่นฉงชือไม่แสดงท่าทางแปลกใจราวกับว่าเขาทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว“พี่ทราบเรื่องนี้คร่าว ๆ จากท่านลุง ยอมรับว่าตกใจไม่น้อย แต่นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พี่กลับมาแคว้นต้าหยวน อวี้เจินเปลี่ยนชะตาชีวิตพี่สาวเจ้าโดยการไม่ให้นางแต่งกับกงซานใช่หรือไม่”ข้าบีบมือตนเองแน่น ที่แท้เขาก็ทราบเรื่องนี้จริง ๆ ในนิมิตข้าทำผิดกับเขาเพียงนั้นจะให้ข้าทนมองหน้าเขาได้อย่างไร หากเขาไม่ทราบเรื่องในนิมิตก็ว่าไปอย่างแต่นี่…“อวี้เจินอย่าคิดฟุ้งซ่าน”ข้าชะงักไปทันทีเมื่อโดนประโยคนี้ เขาพูดเหมือนกับว่าเดาความคิดข้าออก“พี่ฉงชือ…”“วันนั้นเจ้าถามพี่ว่าผมสีดอกเลาได้มาอย่างไร วันนี้พี่จะบอกเจ้าทั้งหม
๖ใจสตรีเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด‘ไยใจร้ายกับพี่เช่นนี้อวี้เจิน เจ้าทิ้งเราไปหาครอบครัว แล้วเราไม่ใช่ครอบครัวเจ้าหรือ’‘กลับมาหาพี่อวี้เจิน อย่าทิ้งกันไปแบบนี้…ฮึก! ฟื้นสิอวี้เจิน ฟื้นมาคุยกับพี่สตรีใจร้าย ฟื้นเดี๋ยวนี้…’เฮือก!ข้าสะดุ้งเฮือก จิตใจทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวจนกลไกการปกป้องร่างกายทำงาน ปลุกข้าให้ตื่นมาจากความฝันอันน่าเศร้าหมอง“ฝันอีกแล้ว…”ไม่สิ! จะว่าฝันก็ไม่ถูกในเมื่อเรื่องทั้งหมดมาจากนิมิตเชื่อหรือไม่ ข้าเห็นนิมิตของตนเองในอีกห้าปีข้างหน้ารู้ว่าตนจะตายอย่างไรรู้ว่าใครคือคนที่เลือกเป็นคู่ชีวิตและรู้ว่าตนปฏิบัติตัวเช่นไรต่อสามีและลูกน้อยก่อนตายเดิมทีข้าคิดว่าตนได้เห็นนิมิตเพราะสวรรค์อยากให้ข้าช่วยเหลือพี่สาวผู้มีโชคชะตาน่าอดสูหลังจากที่ช่วยนางให้ผ่านพ้นเรื่องราวเหล่านั้นได้แล้ว ข้าถึงได้มีเวลามาคิดเรื่องของตนเองซึ่งตอนนั้นประจวบเหมาะกับข้ากำลังอยู่ในช่วงปักปิ่น ข้าเฝ้ารอให้เสิ่นฉงชือมาร่วมงานนี้ด้วยแต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาไม่มาร่วมงานปักปิ่น มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้ารอเขาต่ออีกสองปีข้าอยากโกรธเขาให้นานกว่านี้ แต่พอเห็นภาพนิมิตในความฝันนี้อีกครั้ง ที่เคยวางแผนไว้เป็นลำดับ
๕ใครจะอยู่ก็อยู่ข้าไม่อยู่แล้วเสิ่นฉงชืออยู่ฝั่งนั้น!เขาคือเพื่อนบ้านคนใหม่ที่กลับมาจากโพ้นทะเล เจ้าของวัตถุดิบมื้อเย็นทั้งหมดตุบ!เพราะรีบร้อนลงจากบันไดแล้วไม่ทันระวัง ข้าจึงตกบันไดจนหลุดเสียงร้องเจ็บปวดเพราะก้นกระแทกพื้น“โอ๊ย~”“คุณหนู!”เพียนเย่ตกใจ ไม่นานก็ดึงสติตัวเองมาได้ รีบเข้ามาช่วยข้าพร้อมถามอาการด้วยน้ำเสียงร้อนใจ“คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่เจ้าคะ…ฮึก! คุณหนู”ข้ายังไม่รู้สึกว่าเลือดตกยางออกเพียนเย่ก็ร้องไห้เสียงดังเสียแล้ว กำลังจะเอ่ยตอบว่าไม่เป็นอันใดก็ได้ยินเสียงตุบของของหนักกระทบพื้นเมื่อหันไปมองยังต้นเสียงดวงตาพลันเบิกโพลงเพราะร่างสูงที่ข้าเห็นอยู่อีกฝั่งนั้นได้กระโดดข้ามมาฝั่งนี้แล้ว“อวี้เจินเป็นอันใดหรือไม่!”ท่าทางเสิ่นฉงชือดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด นานแค่ไหนกันแล้วนะที่ข้าไม่ได้รับความห่วงใยจากเขา นานแค่…“อวี้เจิน! พี่ถามว่าเจ็บมากหรือไม่”ข้าดึงสติตัวเองกลับมาจึงเห็นว่ายามนี้ตนแทบจะอยู่ในอ้อมอกอุ่นรีบเอามือดันอกเขาออกในทันที!“ขะ ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ”ข้ารักษาระยะห่างกับเขา ขยับก้นออกห่างแล้วยื่นมือให้เพียนเย่ช่วยดึงแขนขึ้น“ดึงข้าขึ้นที”เพียนเย่ปาดน้ำตา รีบ
๔เพื่อนบ้านจากโพ้นทะเลข้ากลับเรือนตนเองแล้วงีบหลับตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงช่วงค่ำ ท่านแม่ให้คนมาเชิญไปทานอาหารค่ำที่เรือนใหญ่ อาหารทะเลที่ตั้งโต๊ะละลานตาทำข้าตะลึงไปครู่หนึ่ง“เจินเอ๋อร์นั่ง ๆ รอท่านพ่อเจ้ามาก่อนเราก็ทานอาหารกันได้เลย”ท่านแม่ผายมือเชิญข้านั่งเมื่อเห็นข้าเดินเข้ามาด้านใน น้ำเสียงและสีหน้าที่สดใสต่างจากเมื่อเช้าทำให้ข้าอดสงสัยไม่ได้“เมื่อเช้าท่านแม่ยังหลั่งน้ำตาตอนบอกลาพี่หญิงใหญ่อยู่เลย ไยค่ำนี้สีหน้าสดใสขึ้นแล้วเจ้าคะ”พี่หญิงใหญ่ของข้าเป็นบุตรสาวอนุภรรยาท่านพ่อแต่ท่านแม่ซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่ให้การเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กเพราะอนุหลินจากโลกนี้ไปเร็วท่านแม่รักท่านพ่อมากจึงเห็นพี่หญิงใหญ่ไม่ต่างจากบุตรสาวคนหนึ่ง เมื่อเช้านางจึงหลั่งน้ำตาเป็นสาย แต่พอตกเย็นกลับมีสีหน้าสดใสอย่างกับไม่เคยผ่านการร้องไห้มาก่อนปรับอารมณ์ได้เร็วเกินไปหรือไม่!“ท่านแม่ มีเรื่องอันใดมากกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ”ท่านแม่ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ดวงตากลับแวววาวปิดความตื่นเต้นไม่มิดต้องมีเรื่องใดแน่!เหตุใดวันนี้ถึงมีคนปิดบังข้าเยอะเพียงนี้ เสิ่นฉงชือไม่พอ ยังมาท่านแม่อีก“ท่านแม่…”ข้านั่งลงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่า







