Masukหนึ่งเดือนแล้ว ที่หลี่เฉิงเฉียนหลุดมาอยู่ในโลกอดีต หนทางต่อมาของการเอาตัวรอดของเขา คือ ชาดอกเก๊กฮวย แรกเริ่มให้ขันทีเกานำไปคารวะขันทีตำหนักห้องเครื่อง ตำหนักกองสุรา และตำหนักคุนหนิง หวังเพียงเพื่อสานสัมพันธ์กับขันทีเหล่านั้น แต่ผลการตอบรับกับดีเกินคาด เมื่อขันทีเผิงแห่งตำหนักคุนหนิง นำชาดอกเก๊กฮวยขึ้นถวายแด่ฮองเฮาจ่างซุน
ยามเว่ย ณ ลานสวนพฤกษา กลางฤดูเหมันต์ ฮองเฮาจ่างซุนนั่งชมดอกเหมย ที่กำลังเบ่งบานหยอกล้อลมหนาว เพลิดเพลินกับชาอุ่นๆ เพื่อคลายหนาว ฮองเฮาแอบประหลาดใจ ชาวันนี้ไม่เหมือนชาที่ดื่มเป็นประจำ แต่ก็ทำให้พอพระทัยยิ่งนัก กลิ่นหอมของดอกเก๊กฮวยชวนให้ผ่อนคลาย มีรสหวานนิด ๆ ยิ่งดื่มยิ่งสดชื่น อดถามไม่ได้ว่าได้ชามาจากที่ใด ?
ขันทีเผิง อธิบายถึงที่มาของชาว่าได้รับมาจากตำหนักตงกง เห็นว่ารสชาติดี ดื่มแล้วผ่อนคลาย หวานชุ่มคอ อีกทั้งยังรู้สึกกระชุ่มกระชวย จึงนำทูลขึ้นถวายพ่ะย่ะค่ะ
“ ช่วงนี้ตำหนักตงกง มีอะไรให้เปิ่นกงแปลกใจได้ไม่น้อย ” ฮองเฮากล่าวด้วยสีหน้าพอพระทัย ก่อนจะหยิบถุงเงินใบเล็กให้ขันทีเผิง “ นำไปมอบให้คนผู้นั้น ถือว่าเป็นรางวัลที่ทำให้เปิ่นกงพอใจในวันนี้ ” ฮองเฮาทอดมองดอกเหมย ถอนหายใจเบา ๆ หากชาดอกเก๊กฮวยสามารถเปลี่ยนพระทัยของฝ่าบาทได้ก็คงจะดี
ฮองเฮามีรับสั่งให้ขันทีเผิงนำชาดอกเก๊กฮวยขึ้นถวายแด่ฮ่องเต้ เมื่อฮ่องเต้ได้ดื่มชาดอกเก๊กฮวย ก็เอ่ยชมไม่ขาดปาก เพราะช่วยผ่อนคลายจากราชกิจ ยังทรงต้องการให้ส่งมาให้ที่ตำหนักทุกๆ 7 วัน เมื่อฮองเฮาได้ยินพระราชดำรัสเช่นนั้นก็คิดว่าพอจะมีหวังอยู่บ้าง
ทางด้านหลี่เฉิงเฉียน เมื่อได้รับรางวัลก็รีบเปิดดู ก้อนทองหลายก้อนเบียดเสียดกันอยู่ด้านใน หลี่เฉิงเฉียนตาลุกวาว ขันทีเกายังรายงานอีกว่า ตำหนักคุนหนิงต้องการชาดอกเก๊กฮวยทุก ๆ 7 วัน
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”หลี่เฉิงเฉียนหัวเราะด้วยความพอใจ การค้าครั้งนี้ถือว่าได้กำไรงาม เขาแบ่งเงินให้ขันทีเกา 1 ตำลึงทอง ขันทีเการีบปฎิเสธละล่ำละลัก
“ เจ้าทำงานให้ข้าตั้งหลายอย่างจะไม่รับไม่ได้ ” หลีเฉิงเฉียนยัด 1 ตำลึงทองใส่มือขันทีเกาพร้อมกับสั่งห้ามปฎิเสธ ขันทีเการีบทำความเคารพหลี่เฉิงเฉียน เขามอง 1 ตำลึงทองในมือน้ำตารื้น ปกติได้รับเงินจากวังหลวงเดือนละ 2 ตำลึงเงิน นี้เท่ากับเขาได้มากถึง 5 เท่าของเงินเดือนเลย
หลี่เฉิงเฉียงให้เงินขันทีเกาไปส่วนหนึ่ง พร้อมสั่งให้หา เมล็ดพันธุ์พืชตามที่เขาต้องการ ขันทีเกาเมื่อได้รับทำสั่งก็รีบออกจากตำหนัก เพื่อไปจัดการภารกิจที่ได้รับมอบหมาย หลี่เฉิงเฉียนเดินกับตำหนักหอนอน ระหว่างเดินก็โยนถุงเงินเล่นอย่างสบายอารมณ์ ในขณะทีกำลังก้าวขึ้นตำหนักเขาสะดุดล้มหน้าคะมำ สัญชาตญาณการเอาตัวรอด บอกให้เขาใช้มือค้ำธรณีประตูโดยไม่ได้ตั้งใจ
แกร๊ก…ครื่นนน !! เสียงของกลไกบางอย่างเปิดออก หลี่เฉิงเฉียนหันซ้ายแลขวา ก่อนจะรีบเก็บถุงเงิน ปิดประตูหอนอนด้วยความเร่งรีบ เขาทะยานเข้าไปที่เตียงนอน ก้มมองทางลับที่บัดนี้เปิดออก มีบันไดหินสามารถเดินลงได้สะดวก
หลีเฉิงเฉียนไม่รีรอเดินลงไปสำรวจทันใด เมื่อเดินลงมาเบื้องล่าง เห็นเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 1 ผิง ยาว 1 ผิง ผนังทั้ง 4 ด้านติดตั้งหินประหลาดแทนคบเพลิง มันสามารถให้แสงสว่างได้เหมือนกลางวัน หากสามารถนำเจ้าหินประหลาดนี้กลับไปยังยุคปัจจุบันได้ มันคงสร้างแรงกระเพื่อมให้วงการวิทยาศาสตร์ได้ไม่น้อย
หลี่เฉิงเฉียนมองเห็นอิฐแกะสลักรูปมังกรก้อนหนึ่ง อยู่ด้านขวามือบนผนังกำแพง มีลวดลายที่ไม่เหมือนอิฐก้อนทั่วไปซ้ำมันยังยื่นออกมาเหนืออิฐก้อนอื่น เหมือนเป็นกลไกอะไรบางอย่าง เขาไม่กล้าสัมผัสอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะกลัวอันตรายที่ไม่คาดคิด
หลี่เฉิงเฉียนค่อย ๆ กวาดตามองสิ่งของที่อยู่ในห้อง เดินไปหยุดยืนมองผนังด้านซ้ายมือ ผนังด้านนี้จะเป็นอาวุธ ยุทโธประกร มีทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก มีทั้งเคยเห็นผ่านตาและไม่เคยเห็นเลยตั้งแต่เกิดมา
ใจกลางห้องมีโต๊ะสำหรับทำงานอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะมี 4 สุดยอดสมบัติแห่งนักปราชญ์วางพร้อมกับแผนที่เมืองหลวง ด้านหลังโต๊ะมีชั้นตำราตัวใหญ่ วางเรียงรายไปด้วยม้วนกระดาษและม้วนตำราไม้ไผ่ ถูกจัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระเบียบ ถัดจากชั้นตำราเป็นชั้นไม้เตี้ยๆ ใช้สำหรับวางกองผ้าไหม
ผนังด้านขวามือ มีหีบขนาดใหญ่ใส่คนได้ จำนวน 4 ใบ ใบแรกใช้เก็บเครื่องประดับต่างๆ มีทั้ง เครื่องประดับที่ทำจากเงิน ทอง หยก ใบที่สองทำให้หลี่เฉิงเฉียนตาลุกวาว เพราะมันเต็มไปด้วยทองคำแท่ง เขาหยิบทองคำแท่งด้วยอาการมือสั่นละรัว ก่อนจะวางลงไว้ที่เดิม สองใบสุดท้ายเป็นหีบตำลึงเงิน 1 หนึ่งหีบ ตำลึงทอง 1 หีบ เมื่อสำรวจห้องลับจนเป็นที่พอใจแล้ว ในระหว่างที่หลี่เฉิงเฉียนกำลังจะกลับออกมาเขาก็คิดขึ้นได้ว่า น่าจะมีกลไกที่สามารถปิดทางเข้าจากด้านในห้องได้ เขาตัดสินใจลองดันอิฐสลักรูปมังกร
ดวงตะวันแผดเผาอยู่กึ่งกลางระหว่างทัพทั้งสอง ท่านเจ้าเมืองคาดคะเนระยะห่างทัพของตน กับทัพของฝางเสวียนหลิงห่างกันประมาณ 50 จั่ง เขาต้องเคลื่อนพลให้เข้าใกล้ระยะยิงของเกาทัณฑ์ให้มากขึ้นทางด้านฝางเสวียนหลิง สั่งทหารม้าควบกลับไปแจ้งข่าวแนวหลังให้พลธนู ทวาชา ธนูฝนดาวตก ถอยร่นเข้าหลบอยู่ชายป่า ใช้พุ่มไม้อำพรางไม่ให้เห็นตัวตน เมื่อได้รับพลุสัญญาณให้จุดชนวนทันทีฝางเสวียนหลิงควบม้าเยาะ ๆ เดินวกไปเวียนมาหน้ากองทหารต้าถัง เขาเชิดหน้าขึ้นพร้อมประกาศกร้าว“ ท่านเจ้าเมืองซีเจียง ท่านกำลังหลงผิดกลับตัวกลับใจตอนนี้ยังไม่สาย ”“ ฝันไปเถอะ..!!! ทหารม้า บุกกกกก..!!! ”เจ้าเมืองซีเจียงปฏิเสธเสียงแข็ง สั่งทหารม้าเข้าจู่โจมทันที ทหารม้าควบอาชาห้อตะบึงฝุ่นตลบฝางเสวียนหลิง หรี่ตาคะเนระยะทางที่กำลังลดลงเลื่อย ๆ เขาแผดเสียงดังก้อง“ 45 ลี้ ”
ทหารส่งสารถูกนำตัวเข้ารักษา ท่านเจ้าเมืองกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาหน้าห้องรักษา หมอทหารเปิดประตูห้องรักษายังไม่ทันที่จะก้าวออกจากห้อง ท่านเจ้าเมืองปรี่เข้ามาถามอาการของคนเจ็บว่าเป็นอย่างไรบ้างหมอทหารอธิบายถึงอาการของคนไข้ เขาได้รับบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น เหตุที่สลบไปเพราะต้องเร่งรีบเดินทางทั้งที่ตนได้รับบาดเจ็บ พักไม่นานก็ได้สติเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ทหารส่งสารเมื่อได้สติรีบลุกขึ้นถามหาท่านเจ้าเมืองเป็นสิ่งแรก ทหารเฝ้าไข้เมื่อเห็นทหารส่งสารได้สติ จึงรีบแจ้งท่านเจ้าเมืองทันใด ท่านเจ้าเมืองเมื่อรู้ข่าวกุลีกุลาดเข้าไปถามทหารส่งสารถึงต้นสายปลายเหตุทหารส่งสารเล่าเหตุการณ์ถูกโจรป่าบนเขาคุนหลุนดักปล้นให้เจ้าเมืองทราบ เมื่อได้ฟังเจ้าเมืองหน้าถอดสี แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงือ เขามีความลับบนเขาคุนหลุนที่ไม่สามารถแพร่งพรายให้ใครรู้ได้เจ้าเมืองซีเจียงกระวนกระวายใจยิ่งนัก เมื่อเฉิงฉู่โม่ทราบข่าวว่าขบวนขนส่งถูกโจรปล้นก็รีบเดินทางเข้าพบท่านเจ้าเมืองทัน
ขณะนี้ หลี่เฉิงเฉียน ฉินหวายอวี เฉิงฉู่ไม่ หลี่นาจา หวังอี้ป๋อ และไท่ซ่างหวง นั่งหารือกันอยู่ในจวนหลังหนึ่ง เขากางแผนที่เมืองซีเจียง อธิบายแผนการต่าง ๆ รวมถึงจัดแจงหน้าที่ของแต่ละคนว่ามีหน้าที่สำคัญอะไรบ้าง ไท่ซ่างหวง นั่งมองหลานของตนด้วยดวงตาทอประกายชื่นชม เขามั่นใจว่าจะสามารถฝากฝังให้หลี่เฉิงเฉียนดูแลต้าถังได้อีกแรงฉินหวายอวีเสริมแผนของหลี่เฉิงเฉียนหลายจุด เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ลับที่ท่านเจ้าเมืองมีต่อราชวงศ์สุ่ย เมื่อไท่ซ่างหวงได้ยินคำนี้ แววตาที่เคยมีเมตตาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จิตสังหารดำมืดแผ่ขยายออกมาจากตัวของไท่ซ่างหวง บรรยากาศในห้องเย็นลงทันใด ราชวงศ์สุ่ยกดขี่ข่มเหงราษฏรเขาในฐานะแม่ทัพจำต้องลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อประชาชน อีกอย่างราชวงศ์สุ่ยมีการก่อสงครามแย่งอำนาจกันเอง ไท่ซ่างหวงจึงมีชัยเหนือราชวงศ์สุ่ย และสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นมาแทนเวลาผ่านไปหลายปีต้าถังสงบสุข สุ่ยหลบลี้ไท่ซ่างหวงยังคิดอยู่เสมอว่าราชวงศ์สุ่ยเพียงแค่รอวันกลับมาเท่านั้น ไม่คิดว่าราชวงศ์สุ่ยจะเป็นปัญหาใต้พรมของราชวงศ์ถังของเขาได้ขนาดนี้กำหนดการแลกเปลี่ยนสินค้ามาถึง เจ้าเมืองซีเจียงให้บุตรชายของตนเป็นผู้ดำเนินการลำ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามจึงหารือกันถึงเรื่องข้าวสาลีและอ้อยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงก็ยืนยันหนักแน่นว่าอ้อยของซีเซี่ยไม่มีปัญหาแน่นอน จะมีก็แต่ข้าวสาลีที่มีปัญหา เขาเอาข้าวสาลีที่ยังไม่แกะปากกระสอบมาด้วย บนกระสอบยังคงมีตราประทับแคว้นต้าถังติดอยู่ เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจหลี่นาจาลองชั่งแล้วน้ำหนักน้อยกว่าปกติจริง ๆ ข้าวสาลี 1 กระสอบจะมีน้ำหนัก 50 จิน แต่กระสอบนี้กับมีแค่ 40 จินเท่านั้น หลี่นาจาลองเปิดปากกระสอบก็พบว่า ข้าวในกระสอบมีกลิ่นอับของเชื้อรารุนแรง เหม็นฟุ้งกระจายทั่วห้อง หลี่เฉิงเฉียนได้แต่คิดในใจ นี้มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ การทำเช่นนี้มีความผิดเข้าข่ายยุยงให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นได้เลยหลี่เฉิงเฉียนขอเก็บข้าวกระสอบนี้ไว้เป็นหลักฐาน หลี่เฉิงเฉียนเล่าถึงแผนการจับขโมยในครั้งนี้ให้กับรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงฟัง เขาต้องการให้รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงติดต่อเจ้าเมืองซีเจียงเพื่อขอแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยอีกครั้ง เพื่อที่หลี่เฉิงเฉียนจะได้ส่งสายลับเข้
เมื่อนางได้เห็นหยกประจำตัวของฉินหวายอวี แววตาของนางพลันเจิดจ้าเป็นประกาย นางได้แต่คิดในใจ คุณชายจากเมืองหลวงมาทำอะไรที่นี่ ทำไมต้องแต่งตัวเช่นนี้ นางยังคงเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ไม่ผิดที่นางจะมีความคิดเช่นนี้เพราะที่ที่นางอยู่มีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แรดฉายากุนซือเจ้าสำราญของฉินหวายอวีเริ่มทำงาน เขาใช้วิธีพร่ำเพ้อพรรณนาถึงโลกภายนอกให้ อี้จีเสวียซู่ซู่ ฟังทุกวัน วันนี้เรื่องเมืองฉางอัน อีกวันเรื่องในเมืองซานโจว ทำซ่ำ ๆ จนนางเกิดความใคร่รู้ พัฒนาเป็นความต้องการอันแรงกล้าที่อยากจะออกจากกรงทองแห่งนี้อี้จีเสวียซู่ซู่ รู้ว่าการเดิมพันกับฉินหวายอวีนั้นมีความเสี่ยงแต่เขาก็พร้อมที่จะลอง ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่เสียไปทางด้านเฉิงฉู่โม่ ขณะนี้กำลังนำเกวียนบรรทุกข้าวสาลีเข้าไปเก็บที่โกดังเก็บของ เฉิงฉู่โม่ ให้ทหารอารักขาข้าวสาลีอย่างเข้มงวด พรุ่งนี้เช้าเขาต้องส่งมอบข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าเมืองซีเจียงเจ้าเมืองซีเจียงจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเฉิงฉู่โม่อย่างยิ่งใหญ่ เฉิ
ยามราตรีดึกสงัด พระราชวังหลวง เมืองฉางอัน เพลานี้ตำหนักน้อยใหญ่ต่างดับไฟกันหมดแล้ว เหลือเพียงตำหนักทรงพระอักษรที่ยังคงสว่างไสวอยู่ เสียงหรีดหริ่งเรไรกล่อมพฤกษา ขัดกับบรรยากาศในห้องทรงงานยิ่งนัก แม้นมีแสงสว่างแต่ผู้อยู่ด้านในกับรู้สึกอึมครึมขมุกขมัวใจยิ่ง ขุนนางบู๊บุ๋นยืนใจเต้นระทึก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง หลี่ซื่อหมินส่งรายงานลับจากหลี่เฉิงเฉียนให้เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นอ่าน แต่ละคนต่างมีอากัปกริยาที่แตกต่างกันไป บ้างยืนหลับตาสงบนิ่ง บ้างโมโหโกรธา หลี่ซื่อหมินหันไปถามความคิดเห็นของมหาเสนาบดี“ จ่างซุน อู๋จี้ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง ”“ จากรายงานเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นพะยะค่ะ เรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ไม่สามารถปรักปรำเจ้าเมืองซีเจียงได้ หม่อมฉันคิดว่าเราควรติดต่อซีเซี่ย เพื่อทำการแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยกันอีกครั้ง หากเป็นอย่างที่รายงานส่งมาจริง น่าจะสามารถจับตัวคนผิดมาลงโทษได้ พะยะค่ะ ”ขุนพลเฉิงขันอาสานำขบวนส่งข้าวสาลีให้ซีเซี่ย แต่กับถูกเว่ยเจิ้งขัดจังหวะเสียก่อน เพราะการขนส่งข้าวสาลีหากให้ระดับขุนพลเป็นผู้คุมการเดินทาง เหมือนฆ่าไก่ ไยต้องใช้มีดฆ่าโค ทำเช่นนี้จะดูมีพิรุธเกิน







