LOGIN“ แกร๊ก…ครื่นนน !!” เสียงกลไกประตูทางออกปิดตัวลง มันสามารถปิดจากด้านในได้ ก็น่าจะเปิดจากด้านในได้เช่นกัน หลี่เฉิงเฉียนจึงลองดันอิฐสลักรูปมังกรอีกครั้ง
“ แกร๊ก…ครื่นนน !!” เสียงกลไกประตูทางออกเปิดออกอีกครั้ง หลีเฉิงเฉียนรีบออกจากห้องลับ เดินไปกดธรณีประตูเพื่อปิดประตูห้องลับ เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในที่สุดก็สามารถหาห้องลับเจอ ลาภลอยที่ได้มาด้วยความบังเอิญ ทำให้เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ
“ จิ๊บ…จิ๊บ..จิ๊บ..!!” เสียงนกร้องยามเช้า เป็นดั่งนาฬิกาบอกเวลาให้หลี่เฉิงเฉียนลุกจากเตียงนอน อากาศหนาวเช่นนี้ หลี่เฉิงเฉียนอาลัยอาวรณ์ ผ้าห่มนุ่มๆ เตียงอุนๆ ยิ่งนัก เมื่อปัญหาห้องลับที่หนักอกมาเป็นเดือนถูกขจัดไปแล้ว ความเกียจคล้านก็เข้ามาครอบงำ
แต่ทันใดนั้น ..!!! หลี่เฉิงเฉียนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ กระวีกระวาด ลุกจากเตียง ตำหนักคุนหนิงสั่งชาเก๊กฮวยให้ไปส่งทุก ๆ 7 วัน หากเป็นฤดูร้านก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่นี้เป็นฤดูหนาวการอบชาจะยุ่งยากมากกว่า หลีเฉิงเฉียนรีบเข้าครัวอบชาดอกเก๊กฮวยให้ตำหนักคุนหนิงโดยเร็ว การอบชาต้องใส่ใจทุกขั้นตอน อย่างพิถีพิถัน เวลาในการอบ และความร้อนต้องสัมพันธ์กันจึงจะได้ชาทีดี
ระหว่างอบชาดอกเก็กฮวย หลีเฉิงเฉียนวางแผนที่จะปรับปรุงห้องพักนางกำนัลด้านซ้ายที่มี 3 ห้อง ให้เป็นห้องสำหรับศึกษาค้นคว้า 1 ห้อง อีก 2 ห้องจะทำห้องเพาะปลูก
อีกเดือนครึ่งก็จะเข้าวันปีใหม่ เขามีเวลาเตรียมตัวอีก 1 ปี ก่อนที่จะถูกเนรเทศ เขาคงต้องวางแผนเพื่ออนาคตที่กำลังจะมาถึง
ว่ากันว่า แดนเนรเทศจะเป็นชายแดนติดกับสนามรบ ผู้ที่ถูกเนรเทศบางส่วนจะตายกลางทาง บางส่วนไปถึงต้องไปเป็นเบี้ยล่างให้เจ้าถิ่น มังกรกล้าแกร่งไม่อาจโค้นงูเจ้าถิ่น หากจะต้องอาศัยอยู่ที่นั้นคงต้องทำอะไรสักอย่าง
ขันทีเกาใช้เวลาไม่กี่วัน ก็สามารถหา เมล็ดพันธุ์พืช ตามที่หลีเฉิงเฉียนต้องการได้ เมื่อได้เมล็ดพันธุ์มาแล้ว จึงตรวจดูว่าได้ครบหรือไม่
“ เมล็ดผักกาด เมล็ดผักกวางตุ้ง เมล็ดผักบุ้ง เมล็ดข้าวสาลี เมล็ดข้าวเหนียวดำ เมล็กข้าวหอม ”
ได้ครบตามต้องการ เขาจัดแจงปรับปรุงห้องพักนางกำนัล ก่อนจะเริ่มปลูกผักแต่ละชนิดในตะกร้าหวาย ในห้องเพาะปลูกไม่มีดินจำต้องใช้ตะกร้าหวายเป็นภาชนะแทนกระถาง ห้องพักนางกำนันในตำหนักตงกงทุกห้องจะมีเตียงเตาให้ความอบอุ่น หากจะปลูกผักเพื่อคงอุณหภูมิที่เหมาะสมจำต้องใช้เตียงเตาช่วย ห้องค้นคว้าเขาจะปลูกข้าวสาลี ข้าวหอม ข้าวเหนียวดำ อีกสองห้องแบ่งเป็น ห้องปลูกผักบุ้ง ผักกวางต้ง ผักกาด และถั่วงอก ห้องสุดท้ายปลูกยู่หมี่(ข้าวโพด)
หลีเฉิงเฉียน ในโลกปัจจุบัน ช่วงปริญญาโท เขาเคยทำวิจัยเกี่ยวกับข้าวสาลี และ ข้าวหอมนิลจักรพรรดิ์ การเพิ่มอัตราการเติบโตและปริมาณข้าวที่ได้มากขึ้น พื้นที่ 1 ไร่ เขาสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากถึง 6 ตัน โดยปกติแล้วจะได้ประมาณ 700 - 900 กิโล/ไร่
แต่ถ้าเป็นตอนนี้เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สามารถเก็บเกี่ยวได้มาน้อยเท่าไร เพราะบันทึกของบรรพบรุษ สมัยราชวงศ์ถังสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ ไร่ละประมาณ 500 - 600 จิน ก็ประมาณ 250-300 กิโล/ไร่ หากเขาทำสำเร็จอาจจะเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ข้าวต้าถัง หรือ อาจส่งผลให้เขาไม่ต้องถูกเนรเทศก็เป็นได้
เงินรางวัล ช่วยให้หลี่เฉิงเฉียนมีอาหารการกินที่ดีขึ้น ห้องครัวของตำหนักอุดมไปด้วยเครื่องปรุงนานาชนิด ไม่เว้นแม้แต่เนื้อสัตว์ บางครั้งเขายังได้ลิ้มรส ฤดูหนาวของต้าถัง สามารถหาได้แค่ เนื้อไก่ เนื้อแกะ และ เนื้อหมู
เนื้อแกะมีราคาแพงเป็นเนื้อสำหรับชนชั้นสูง ชาวบ้านตาดำๆ หนึ่งปีอาจจะได้ลิ้มรสเนื้อไก่สักครั้ง บางบ้านแม้แต่กลิ่นของไก่ก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัส เนื้อหมูไม่เป็นที่นิยมเพราะมีกลิ่นสาบรุนแรง ชนชั้นสูงมองว่ามันสกปรก คนส่วนใหญ่ถ้ามีเงินพอซื้อเนื้อเขาจะมองเนื้อหมูเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาจะซื้อ
ระหว่างที่ก้มหน้าก้มตา ดูแลแปลงผักของตนอยู่นั้น
“ โครกคราก ..!!! ” เสียงประท้วงขอความเป็นธรรม ของกระเพาะอาหารกำลังยื่นฟ้องต่อหลี่เฉิงเฉียนข้อหาทารุณกรรม ทำให้เขาต้องหยุดงานในมือ อาหารของขันทีเกายังคงเป็นของเดิมๆ ข้าวต้มผักดอง หลี่เฉิงเฉียนอยากกินเนื้อหมู ในโลกที่เขาจากมา เนื้อหมูคือเนื้อสวรรค์อันโอชาสำหรับเขา หมูตุ๋นยาจีนเมนูโปรด กลิ่นหอมรัญจวน เนื้อนุ่มๆ มันเยิ้ม ๆ ละลายในปาก ยิ่งคิดยิ่งโหยหา
“ ขันทีเกาพรุ่งนี้เจ้าหา เนื้อหมูให้ข้า 2 ชั่ง เต้าหู้เหลือง และสมุนไพรมาให้ข้าได้หรือไม่ ? ”
“ เนื้อหมูหรือขอรับ ? ” ขันทีเกาทวนรายการด้วยความประหลาดใจ เนื้อหมูไม่ค่อยมีคนทานกันนะขอรับ กลิ่นสาบมันแรงมากขอรับ
“ เอาเถอะน่าข้ามีวิธีทำให้มันอร่อยได้แน่ ๆ ” หลี่เฉิงเฉียน กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น ขันทีเการีบมาหาหลี่เฉิงเฉียนตั้งแต่ยามเฉิน เขากำลังนั่งเพลิดเพลินกับเวลาน้ำชายามเช้า กลิ่นชวนอ้วกลอยมาเตะจมูก หลี่เฉิงเฉียนเห็นขันทีเกาเดินมาแต่ไกล ตัวมาไม่ถึง แต่ส่งกลิ่นมาทักทายเขาก่อนแล้ว ตลอดทางเดินมาตำหนักตงกง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ขันทีเกาเลยสักคน กลิ่นสาบอันเป็นเอกลักษณ์แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าขันทีเกาถืออะไรมา
“ คารวะคุณชาย เนื้อหมูและของที่สั่งไว้ข้าน้อยนำมาให้แล้วขอรับ ” ขันทีเกาทำความเคารพก่อนจะวางของทั้งหมดไว้บนโต๊ะ หลี่เฉิงเฉียนตกอยู่ในภวังค์เหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ
“ ความอยากรู้ฆ่าแมว.!! ” ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปีคำคำนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่เสมอ เพราะความอยากรู้อยากลองของเขาทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่เขาอาจจะสามารถทำให้กลิ่นสาบของหมูหายไปก็ได้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ากลิ่นสาบของหมู เกิดจากอะไร หากไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ก็ไม่สามารถขจัดปัญหาให้หมดไปได้
ดวงตะวันแผดเผาอยู่กึ่งกลางระหว่างทัพทั้งสอง ท่านเจ้าเมืองคาดคะเนระยะห่างทัพของตน กับทัพของฝางเสวียนหลิงห่างกันประมาณ 50 จั่ง เขาต้องเคลื่อนพลให้เข้าใกล้ระยะยิงของเกาทัณฑ์ให้มากขึ้นทางด้านฝางเสวียนหลิง สั่งทหารม้าควบกลับไปแจ้งข่าวแนวหลังให้พลธนู ทวาชา ธนูฝนดาวตก ถอยร่นเข้าหลบอยู่ชายป่า ใช้พุ่มไม้อำพรางไม่ให้เห็นตัวตน เมื่อได้รับพลุสัญญาณให้จุดชนวนทันทีฝางเสวียนหลิงควบม้าเยาะ ๆ เดินวกไปเวียนมาหน้ากองทหารต้าถัง เขาเชิดหน้าขึ้นพร้อมประกาศกร้าว“ ท่านเจ้าเมืองซีเจียง ท่านกำลังหลงผิดกลับตัวกลับใจตอนนี้ยังไม่สาย ”“ ฝันไปเถอะ..!!! ทหารม้า บุกกกกก..!!! ”เจ้าเมืองซีเจียงปฏิเสธเสียงแข็ง สั่งทหารม้าเข้าจู่โจมทันที ทหารม้าควบอาชาห้อตะบึงฝุ่นตลบฝางเสวียนหลิง หรี่ตาคะเนระยะทางที่กำลังลดลงเลื่อย ๆ เขาแผดเสียงดังก้อง“ 45 ลี้ ”
ทหารส่งสารถูกนำตัวเข้ารักษา ท่านเจ้าเมืองกระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาหน้าห้องรักษา หมอทหารเปิดประตูห้องรักษายังไม่ทันที่จะก้าวออกจากห้อง ท่านเจ้าเมืองปรี่เข้ามาถามอาการของคนเจ็บว่าเป็นอย่างไรบ้างหมอทหารอธิบายถึงอาการของคนไข้ เขาได้รับบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น เหตุที่สลบไปเพราะต้องเร่งรีบเดินทางทั้งที่ตนได้รับบาดเจ็บ พักไม่นานก็ได้สติเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ทหารส่งสารเมื่อได้สติรีบลุกขึ้นถามหาท่านเจ้าเมืองเป็นสิ่งแรก ทหารเฝ้าไข้เมื่อเห็นทหารส่งสารได้สติ จึงรีบแจ้งท่านเจ้าเมืองทันใด ท่านเจ้าเมืองเมื่อรู้ข่าวกุลีกุลาดเข้าไปถามทหารส่งสารถึงต้นสายปลายเหตุทหารส่งสารเล่าเหตุการณ์ถูกโจรป่าบนเขาคุนหลุนดักปล้นให้เจ้าเมืองทราบ เมื่อได้ฟังเจ้าเมืองหน้าถอดสี แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงือ เขามีความลับบนเขาคุนหลุนที่ไม่สามารถแพร่งพรายให้ใครรู้ได้เจ้าเมืองซีเจียงกระวนกระวายใจยิ่งนัก เมื่อเฉิงฉู่โม่ทราบข่าวว่าขบวนขนส่งถูกโจรปล้นก็รีบเดินทางเข้าพบท่านเจ้าเมืองทัน
ขณะนี้ หลี่เฉิงเฉียน ฉินหวายอวี เฉิงฉู่ไม่ หลี่นาจา หวังอี้ป๋อ และไท่ซ่างหวง นั่งหารือกันอยู่ในจวนหลังหนึ่ง เขากางแผนที่เมืองซีเจียง อธิบายแผนการต่าง ๆ รวมถึงจัดแจงหน้าที่ของแต่ละคนว่ามีหน้าที่สำคัญอะไรบ้าง ไท่ซ่างหวง นั่งมองหลานของตนด้วยดวงตาทอประกายชื่นชม เขามั่นใจว่าจะสามารถฝากฝังให้หลี่เฉิงเฉียนดูแลต้าถังได้อีกแรงฉินหวายอวีเสริมแผนของหลี่เฉิงเฉียนหลายจุด เขาเล่าถึงความสัมพันธ์ลับที่ท่านเจ้าเมืองมีต่อราชวงศ์สุ่ย เมื่อไท่ซ่างหวงได้ยินคำนี้ แววตาที่เคยมีเมตตาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จิตสังหารดำมืดแผ่ขยายออกมาจากตัวของไท่ซ่างหวง บรรยากาศในห้องเย็นลงทันใด ราชวงศ์สุ่ยกดขี่ข่มเหงราษฏรเขาในฐานะแม่ทัพจำต้องลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อประชาชน อีกอย่างราชวงศ์สุ่ยมีการก่อสงครามแย่งอำนาจกันเอง ไท่ซ่างหวงจึงมีชัยเหนือราชวงศ์สุ่ย และสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นมาแทนเวลาผ่านไปหลายปีต้าถังสงบสุข สุ่ยหลบลี้ไท่ซ่างหวงยังคิดอยู่เสมอว่าราชวงศ์สุ่ยเพียงแค่รอวันกลับมาเท่านั้น ไม่คิดว่าราชวงศ์สุ่ยจะเป็นปัญหาใต้พรมของราชวงศ์ถังของเขาได้ขนาดนี้กำหนดการแลกเปลี่ยนสินค้ามาถึง เจ้าเมืองซีเจียงให้บุตรชายของตนเป็นผู้ดำเนินการลำ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามจึงหารือกันถึงเรื่องข้าวสาลีและอ้อยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงก็ยืนยันหนักแน่นว่าอ้อยของซีเซี่ยไม่มีปัญหาแน่นอน จะมีก็แต่ข้าวสาลีที่มีปัญหา เขาเอาข้าวสาลีที่ยังไม่แกะปากกระสอบมาด้วย บนกระสอบยังคงมีตราประทับแคว้นต้าถังติดอยู่ เพื่อเป็นพยานหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจหลี่นาจาลองชั่งแล้วน้ำหนักน้อยกว่าปกติจริง ๆ ข้าวสาลี 1 กระสอบจะมีน้ำหนัก 50 จิน แต่กระสอบนี้กับมีแค่ 40 จินเท่านั้น หลี่นาจาลองเปิดปากกระสอบก็พบว่า ข้าวในกระสอบมีกลิ่นอับของเชื้อรารุนแรง เหม็นฟุ้งกระจายทั่วห้อง หลี่เฉิงเฉียนได้แต่คิดในใจ นี้มันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ การทำเช่นนี้มีความผิดเข้าข่ายยุยงให้เกิดสงครามระหว่างแคว้นได้เลยหลี่เฉิงเฉียนขอเก็บข้าวกระสอบนี้ไว้เป็นหลักฐาน หลี่เฉิงเฉียนเล่าถึงแผนการจับขโมยในครั้งนี้ให้กับรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงฟัง เขาต้องการให้รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงติดต่อเจ้าเมืองซีเจียงเพื่อขอแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยอีกครั้ง เพื่อที่หลี่เฉิงเฉียนจะได้ส่งสายลับเข้
เมื่อนางได้เห็นหยกประจำตัวของฉินหวายอวี แววตาของนางพลันเจิดจ้าเป็นประกาย นางได้แต่คิดในใจ คุณชายจากเมืองหลวงมาทำอะไรที่นี่ ทำไมต้องแต่งตัวเช่นนี้ นางยังคงเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ไม่ผิดที่นางจะมีความคิดเช่นนี้เพราะที่ที่นางอยู่มีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แรดฉายากุนซือเจ้าสำราญของฉินหวายอวีเริ่มทำงาน เขาใช้วิธีพร่ำเพ้อพรรณนาถึงโลกภายนอกให้ อี้จีเสวียซู่ซู่ ฟังทุกวัน วันนี้เรื่องเมืองฉางอัน อีกวันเรื่องในเมืองซานโจว ทำซ่ำ ๆ จนนางเกิดความใคร่รู้ พัฒนาเป็นความต้องการอันแรงกล้าที่อยากจะออกจากกรงทองแห่งนี้อี้จีเสวียซู่ซู่ รู้ว่าการเดิมพันกับฉินหวายอวีนั้นมีความเสี่ยงแต่เขาก็พร้อมที่จะลอง ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่เสียไปทางด้านเฉิงฉู่โม่ ขณะนี้กำลังนำเกวียนบรรทุกข้าวสาลีเข้าไปเก็บที่โกดังเก็บของ เฉิงฉู่โม่ ให้ทหารอารักขาข้าวสาลีอย่างเข้มงวด พรุ่งนี้เช้าเขาต้องส่งมอบข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าเมืองซีเจียงเจ้าเมืองซีเจียงจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับเฉิงฉู่โม่อย่างยิ่งใหญ่ เฉิ
ยามราตรีดึกสงัด พระราชวังหลวง เมืองฉางอัน เพลานี้ตำหนักน้อยใหญ่ต่างดับไฟกันหมดแล้ว เหลือเพียงตำหนักทรงพระอักษรที่ยังคงสว่างไสวอยู่ เสียงหรีดหริ่งเรไรกล่อมพฤกษา ขัดกับบรรยากาศในห้องทรงงานยิ่งนัก แม้นมีแสงสว่างแต่ผู้อยู่ด้านในกับรู้สึกอึมครึมขมุกขมัวใจยิ่ง ขุนนางบู๊บุ๋นยืนใจเต้นระทึก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง หลี่ซื่อหมินส่งรายงานลับจากหลี่เฉิงเฉียนให้เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นอ่าน แต่ละคนต่างมีอากัปกริยาที่แตกต่างกันไป บ้างยืนหลับตาสงบนิ่ง บ้างโมโหโกรธา หลี่ซื่อหมินหันไปถามความคิดเห็นของมหาเสนาบดี“ จ่างซุน อู๋จี้ ท่านมีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง ”“ จากรายงานเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นพะยะค่ะ เรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ไม่สามารถปรักปรำเจ้าเมืองซีเจียงได้ หม่อมฉันคิดว่าเราควรติดต่อซีเซี่ย เพื่อทำการแลกเปลี่ยนข้าวสาลีกับอ้อยกันอีกครั้ง หากเป็นอย่างที่รายงานส่งมาจริง น่าจะสามารถจับตัวคนผิดมาลงโทษได้ พะยะค่ะ ”ขุนพลเฉิงขันอาสานำขบวนส่งข้าวสาลีให้ซีเซี่ย แต่กับถูกเว่ยเจิ้งขัดจังหวะเสียก่อน เพราะการขนส่งข้าวสาลีหากให้ระดับขุนพลเป็นผู้คุมการเดินทาง เหมือนฆ่าไก่ ไยต้องใช้มีดฆ่าโค ทำเช่นนี้จะดูมีพิรุธเกิน







